My Name Is Khan (2010)

My Name is Khan

My Name Is Khan (2010) Bollywood : Karan Johar ♥♥♥

“My Name is Khan… and I’m not a Terrorist!”

หลังเหตุการณ์ 9/11 ชาวมุสลิมในอเมริกาถูกเหมารวมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะคนชื่อ Muhammad และ/หรือนามสกุล Khan ได้กลายเป็นแพะรับบาป ถูกเพ่งเล็งจากสังคมคนรอบข้าง, Shah Rukh Khan รับบทเป็นชายพิการ Aspergers ตัดสินใจเดินทางไปวอชิงตัน เพื่อขอพบประธานาธิบดีสหรัฐแล้วบอกกับเขาว่า ‘ผมชื่อข่าน และผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย’

ว่าไปหนังเรื่องนี้ถ้าถูกสร้างภายใน 5 ปีหลังจาก 9/11 ผมว่ากระแสคงแรงมากๆ และเป็นการตอกหน้าชาวอเมริกาที่ขึ้นชื่อเรื่องการเหยียด พวกเขาเหมารวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่พวกตน ว่าเป็นคนอันตรายทั้งหมด, กระนั้นผ่านไปเกือบทศวรรษ ก็ใช่ว่าความคิดของผู้คนจะเปลี่ยนไป เรื่องราวแบบในหนังยังคงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

ผมดูหนังเรื่องนี้ก็ละเหี่ยท้อใจไป ได้ยินว่าขนาดนักแสดงนำ Shah Rukh Khan ที่ถือว่าเป็นดารามีชื่อเสียงโด่งดัง แต่นับครั้งไม่ถ้วนเมื่อเดินเข้าอเมริกา มักถูกกักตัวระหว่างตรวจคนเข้าเมือง เพราะนามสกุล Khan และเจ้าหน้าที่คิดว่าอาจเป็นผู้ก่อการร้าย

ผู้กำกับ Karan Johar ลูกชายของ Yash Johar ผู้ก่อตั้ง Dharma Productions เมื่อปี 1976 (มีศักดิ์เป็นหลานของ Yash Chopra) เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Aditya Chopra เรื่อง Dilwale Dulhania Le Jayenge (1995) ประเดิมเป็นผู้กำกับเต็มตัวครั้งแรกกับ Kuch Kuch Hota Hai (1998) [ทั้งสองเรื่องนำแสดงโดย Shah Rukh Khan และ Kajol] ปัจจุบันยังหนุ่มแน่น อายุอ่อนกว่า SRK อีก ใครเป็นคอหนัง bollywood จดจำชื่อนี้ไว้ให้ดีนะครับ

สำหรับ My Name is Khan ถือว่า Johar ได้ทำสิ่งแปลกใหม่ให้กับวงการ bollywood ในแนวทางที่ Mani Ratnam เคยผสมผสานเรื่องราวความรัก กับการเมืองและการปฏิวัติ (ใน Terrorist Trilogy) กับหนังเรื่องนี้ Karan Johar เล่นกับประเด็นความรัก ความขัดแย้ง ในความเข้าใจระดับโลก

Shah Rukh Khan และ Kajol ยังถือว่าเป็นคู่พระนางบนจอที่ผู้คนอยากเห็นมากที่สุด รายหลังห่ายหายจากวงการไปหลายปี (เพื่อไปเลี้ยงลูก) การกลับมาประกบคู่ในรอบเกือบ 10 ปี (นับจาก Kabhi Khushi Kabhie Gham… เมื่อปี 2001) นับเป็นเรื่องที่ 6 ในการเล่นเป็นคู่พระนางกัน, ถือว่าครั้งนี้ยังคงเล่นเข้าขากันได้สุดยอดเหมือนเดิม แม้เคมีของทั้งสองเริ่มไม่ spark กันรุนแรงเหมือนแต่ก่อน คงเพราะทั้ง SRK และ Kajol ต่างก็มีครอบครัว มีลูกกันแล้ว จึงดูไม่รุนแรงเหมือนตอนหนุ่มสาวเหมือนเก่าก่อน

SRK รับบท Rizwan Khan ผู้ป่วย Asperger Syndrome (โรคนี้คล้ายๆออทิสติกแต่ไม่ใช่นะครับ ยังสามารถเข้าสังคมได้ปกติ แต่ความสนใจเขาจะพุ่งไปที่อย่างเดียวเท่านั้น) นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดการแสดงของเขาเลย ต้องใช้ความทุ่มเทอย่างมาก (เห็นว่าจนปวดคอปวดหลัง) ปรบมือให้กับความทุ่มเท ที่มักไม่ค่อยเห็นพี่แกทุ่มเททั้งกายและใจมากขนาดนี้

Kajol รับบท Mandira หญิงสาวที่เคยแต่งงานแล้ว มีลูกชายติดมาคนหนึ่ง, กลางเรื่อง ณ ขณะที่เธอสูญเสียลูกไป ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวสั่นสะท้าน คงเพราะความที่ Kajol กลายเป็นแม่คน มีลูกจริงๆแล้ว เธอเอาความรู้สึกตัวเองเข้าไปใส่ ถ้าเกิดฉันต้องสูญเสียลูก … เล่นเอาผมใจหายวาบเลย ไม่คิดว่าเธอยังสามารถเล่นบทที่ต้องเค้นอารมณ์รวดร้าวได้ถึงขนาดนี้

แซว: นักแสดงที่เลือกมารับบท Barack Obama น่าคล้ายกันอยู่ เห็นพี่แกเคยเล่นซีรีย์หรืออะไรสักอย่าง ที่รับบท Obama มาก่อนแล้วด้วย

ถ่ายภาพโดย Ravi K. Chandran ที่ได้เคยร่วมงานกับผู้กำกับดังๆ อาทิ Rani Matnam, Sanjay Leela Bhansali ฯ สำหรับหนังเรื่องนี้ยกกองถ่ายไปที่อเมริกาเกือบทั้งเรื่อง ยกเว้นช่วงย้อนอดีตตอนเด็กถ่ายใน Mumbai

หนัง Bollywood ที่ไปถ่ายในอเมริกา พวกเขาไม่ได้ทุนสูงขนาดสามารถปิดถนนถ่ายทำแบบหนังของ hollywood แต่ต้องยกย่องทีมงานที่ไปสรรหาหาสถานที่ถ่ายทำ เลือกโลเกชั่นได้สวยงาม แปลกตา เป็นมุมที่คนจากมุมโลกอื่นไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ตัดต่อโดย Deepa Bhatia ที่มีผลงาน Taare Zameen Par (2007), ใช้การเล่าเรื่องจากปัจจุบัน ตัดเป็น Flashback เล่าย้อนอดีตสลับไปมา จนกระทั้งเหตุการณ์ทั้งสองช่วงเวลามาบรรจบกัน จากนั้นดำเนินต่อเนื่องสู่อนาคต ไคลน์แม็กซ์ ตอนจบ

เพลงประกอบโดย Trio สามคน Shankar-Ehsaan-Loy ประกอบด้วย Shankar Mahadevan, Ehsaan Noorani และ Loy Mendonsa มีผลงาน อาทิ Taare Zameen Par (2007) ฯ

ผมเลือกบทเพลงหนึ่ง Noor-E-Khuda เพลงฮิตของหนังเรื่องนี้ ขับร้องโดย Adnan Sami, Shankar Mahadevan, Shreya Ghoshal, รับชมคลิปนี้แล้วคุณคงไม่อยากเชื่อสายตา นี่หรืออเมริกา ราวกับไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ครึ่งแรกของหนังเล่าเรื่องราวความรักระหว่างคู่พระนางที่พบเจอกันในอเมริกา ฝ่ายชายเป็นมุสลิมนับถืออิสลาม ส่วนฝ่ายหญิงเป็นฮินดู ความเชื่อที่แตกต่างทำให้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากครอบครัว และสังคมของพวกเขาเท่าไหร่ แต่เพราะความรักทำให้ทั้งสองและลูก(ของนางเอก) สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ความโกรธแค้นของชาวอเมริกา ได้เหมารวมทุกสิ่งที่แตกต่างจากตน มองคนชื่อ Muhammad และ/หรือ นามสกุล Khan ว่าไม่ใช่คนดี เป็นกลุ่มของพวกผู้ก่อการร้าย, เรื่องราวไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับครอบครัวของพวกเขา ทำให้ทั้งสองไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ เธอโยนความผิดสาเหตุให้กับเขาที่นามสกุล Khan คำพูดที่ดูไม่จริงจัง ท้าให้เดินทางไปพูดบอก ปธน. ประกาศว่าคนชื่อ Khan ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

นี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยากลำบาก ยาวนาน และแทบไม่มีความเป็นไปได้, หนังทำให้เรารู้สึกเป็นเรื่องยากมากๆที่จะเจอ ปธน. (มันคงยากจริงๆแบบในหนังนะครับ) ระหว่างทาง ชายหนุ่มได้พบเจอเรื่องราวต่างๆ พบคนมากมายที่ยังเข้าใจผิด รวมทั้งเพื่อนร่วมศาสนาเดียวกันที่พยายามล้างสมองผู้อื่น ฯ แต่ด้วยความเชื่อมั่นที่จริงแท้ ถึงจะถูกเข้าใจผิดขนาดไหนก็มีคนเข้าใจและเห็นใจ เป็นการเดินทางที่ไม่ทำให้คุณเบื่อเลย

เหตุการณ์พายุถล่ม Wilhemina, Georgia เป็นฉากที่มีความอลังการมากๆ ถึงจะไม่มี CG ขณะพายุถล่มเมือง แต่ภาพซากปรักหักพังหลังพายุเข้า ฝนตก น้ำท่วม นี่เป็นฉากสร้างระดับเมืองที่ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยในหนัง bollywood (คงใช้ CG ช่วยด้วยแหละ ถึงออกมาอลังการขนาดนี้), ผมค่อนข้างชอบฉากนี้เพราะแสดงถึงความหวังและโอกาสที่หนังใส่เข้ามา ไม่ว่าโลกจะเลวร้ายขนาดไหน หรือมีภัยพิบัติอะไรที่เข้ามาคุกคาม เมื่อผ่านอุปสรรคนั้นไปแล้ว มันย่อมมีแสงสว่างเล็กๆที่ให้ความหวังเสมอ ตราบยังไม่ย่อท้อยอมแพ้ ย่อมสามารถต่อสู้ฝ่าฝันไปถึงเป้าหมายจงได้ แบบตอนท้ายที่พระเอกสามารถพบกับท่าน ปธน. และขอให้เขาพูดว่า ‘คนชื่อข่าน ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคนไม่ดี’

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชายคนพิการ (disabled man) ที่ต่อสู้กับความผิดปกติที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก (disability) เช่น การก่อการร้าย, ความเกลียดชัง, การต่อสู้ (terrorism, hatred, fighting) โดยใช้การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน (ความรัก), ระหว่างบุคคลกับรัฐ (ศาสนา) และบุคคลกับประเทศ (การก่อการร้าย), คนนับถือศาสนาอิสลามในอเมริกา มีทั้งคนดีและไม่ดี เช่นกันกับคนนับถือศาสนาคริสต์ ที่มีทั้งดีและไม่ดี ทุกศาสนาในโลกมีทั้งคนดีและไม่ดี เราไม่ควรที่จะยึดว่าคนไม่ดีเกิดจากศาสนาใด คนจะนิสัยไม่ดีเกิดจากตัวของเขาเอง

โดยรวมของหนังถือว่าใช้ได้นะครับ แต่ความยาวมากไปหน่อย 165 นาที เกือบๆ 3 ชั่วโมง หลายประเด็นสามารถตัดออกไปได้เลย แต่เพราะมันเป็นหนัง bollywood ที่ต้องมีร้องเล่นเต้นเป็นธรรมเนียม ความยาวระดับนี้ถือว่าปกติทั่วไป คนที่ไม่ใช่แฟนหนัง bollywood เห็นความยาวคงท้อใจไม่น้อย (ผมก็เคยเป็น แต่ดูมาหลายเรื่องจนเริ่มชินแล้ว)

ด้วยทุนสร้าง ₹45 Crore หนังทำเงินทั่วโลก ₹205 Crore (=$32 ล้านเหรียญ) ได้รับความนิยมอย่างสูงในตะวันออกกลาง และประเทศที่มีอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ,

เข้าชิง Filmfare Award 10 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Film
– Best Director **ได้รางวัล
– Best Actor (Shah Rukh Khan) **ได้รางวัล
– Best Actress (Kajol) **ได้รางวัล
– Best Music Director
– Best Lyricist บทเพลง Sajda
– Best Lyricist บทเพลง Noor-e-Khuda
– Best Playback Singer – Male บทเพลง Sajda
– Best Playback Singer – Male ทเพลง Noor-e-Khuda
– Best Playback Singer – Female บทเพลง Noor-e-Khuda

แนะนำกับคอหนัง Bollywood ร้องเล่นเต้น, ผู้ป่วย Asperger (ไม่รู้เหมือนกันจะดูรู้เรื่องไหม), คนที่ชื่อ Muhammad และ Khan ทั้งหลาย นับถือศาสนาอิสลาม, แฟนๆนักแสดง Shah Rukh Khan กับ Kajol ไม่ควรพลาดเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานสนามบิน/สายการบิน/แอร์โฮสเตส และงานบริการทุกประเภท ไม่ได้ประชดนะครับ ขอแค่ให้รับรู้ว่า อย่าเกิดอคติจากแค่ชื่อหรือหน้าตา

จัดเรต 13+ ในการเหยียด และความรุนแรง

TAGLINE | “Shah Rukh Khan กลับมาคู่ Kajol ใน My Name is Khan ของผู้กำกับ Karan Johar ที่ทำให้ทั่วโลกรับรู้ว่าคนชื่อข่านไม่จำเป็นต้องคือผู้ก่อการร้าย”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

2 Comments on "My Name Is Khan (2010)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
สายูตี เทพลักษณ์
Guest
สายูตี เทพลักษณ์

ไครคือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย
และจะหาซื้อได้ทั่ไหนยังไง