
Oasis (2002)
: Lee Chang-dong ♥♥♥♥
เรื่องราวความรักชายขอบ ระหว่างชายบกพร่องทางสติปัญญา (รับบทโดย Sol Kyung-gu) กับหญิงสมองพิการ ร่างกายขยับเคลื่อนไหวลำบาก (รับบทโดย Moon So-ri) โอเอซิสแห่งนี้คือสรวงสวรรค์ของคนสอง แต่คือขุมนรกของคนชม
มนุษย์เราก็แปลกประหลาด ญาติพี่น้องมีความพิกลพิการ ไม่เคยเอาใจใส่ หรือพยายามทำความเข้าใจ ทั้งๆที่เขาและเธอก็มนุษย์คนหนึ่ง มีกิเลส ตัณหา ราคะ โหยหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง แต่กลับถูกกีดกัน ปิดกั้น ผลักไส ไร้สิทธิ์เสียง ไม่สามารถเรียกร้องอะไรใดๆ
รับชม Oasis (2002) คงมีคนที่รู้สึกขยะแขยง รับไม่ได้ จงเกลียดจงชัง โดยเฉพาะเพศสัมพันธ์กับหญิงสมองพิการ มองยังไงก็คือการข่มขืน ไม่มีทางที่คนสองในสถานการณ์แบบนี้จะตกหลุมรักกันได้! ถ้าคุณรับรู้สึกเช่นนั้น น่าจะลองหักแข้งหักขาตนเองดูนะครับ จักได้เรียนรู้ความพิการ ชายขอบ พวกเขาก็มนุษย์เหมือนกัน ทำไมเราต้องไปดูถูกเหยียดหยาม รับไม่ได้กับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น
In Oasis I wanted to tell the story of these people who fight this violence and I wanted the viewer to feel it. This film is not an ode to love, but an invitation to question whether love is possible between these two characters given the inherently violent masculine nature.
Lee Chang-dong
การแสดงของ Sol Kyung-gu และ Moon So-ri ต้องถือว่าทุ่มเทอย่างบ้าคลั่ง ถ้าไม่มีฉากแฟนตาซีที่ทั้งสองกลายเป็นคนปกติ หลายคนคงครุ่นคิดว่าพวกเขาต้องเป็นคนพิการอย่างแน่แท้! แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เหนือชั้นกว่า นั่นก็ลีลาการกำกับของ Lee Chang-dong เฉพาะเรื่องนี้ทดลองให้อิสระนักแสดง แค่ว่าถ้ายังไม่ตรงตามความต้องการ สั่งให้ถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีกจน Moon So-ri เป็นลมล้มพับ นับสิบ นับร้อย จนกว่าจะได้ผลลัพท์พบเห็นในภาพยนตร์
Lee Chang-dong, 이창동 (เกิดปี ค.ศ. 1954) นักเขียนนวนิยาย/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Daegu, North Gyeongsang (เมืองที่ขึ้นชื่อขวาจัด/อนุรักษ์นิยม) ในครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่าง (Lower-Middle Class) ตระกูลขุนนางเก่า (Ex-Nobel) แต่ทว่าบิดากลับฝักใฝ่การเมืองฝั่งซ้าย (Socialist) มากด้วยอุดมการณ์ (Idealist) ปฏิเสธทำการทำงาน บีบบังคับให้ภรรยาต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัว
โตขึ้นเข้าศึกษาต่อวรรณกรรมเกาหลี Kyungpook National University จบออกมาทำงานละคอนเวที ครูสอนหนังสือโรงเรียนมัธยมปลาย ตีพิมพ์นวนิยายเล่มแรก 戰利, Chonri (1983) ได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Park Kwang-su ชักชวนมาร่วมพัฒนาบทหนัง To the Starry Island (1993), A Single Spark (1995)
แม้ไม่เคยฝึกฝนร่ำเรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ แต่ประสบการณ์จากการกำกับ/เขียนบทละคอนเวที และตอนร่วมงานผกก. Park Kwang-su ยังขอติดตาม เรียนรู้งานในกองถ่าย เครดิตผู้ช่วยผู้กำกับ (First Assistant Director) จึงได้รับการผลักดันจนโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Green Fish (1997), แล้วมาโด่งดังกับ Peppermint Candy (1999)
I grew up in a poor family, and I’m familiar with suffering… It is the story of a disabled couple, a woman with reduced mobility. Well, my own sister suffers from the same illness [cerebral palsy]. I don’t choose my characters just to illustrate suffering, but simply because they are part of my every day.
Lee Chang-dong
สำหรับ Oasis, 오아시스 นำแดงบันดาลใจจากน้องสาวตนเองมีภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการบาดเจ็บอย่างถาวรในสมองที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ (ต้องเป็นชนิดคงที่ไม่รุนแรงมากขึ้น) ส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านท่าทางและการเคลื่อนไหว บางคนอาจสามารถดูแลตนเองได้ แต่ส่วนใหญ่จำต้องพึ่งพาอาศัยครอบครัว ญาติพี่น้อง กลายเป็นภาระสังคม
My characters are always waging a fight, but it’s a fight that comes both from outside and from within – a fight against injustice, prejudice, and problems linked to violence in one form or another… Sometimes, it’s not direct violence, but one that is deeply entrenched in our daily lives, which renders it all the more difficult and horrible: in Oasis I wanted to tell the story of these people who fight this violence and I wanted the viewer to feel it.
เรื่องราวของ Hong Jong-du (รับบทโดย Sol Kyung-gu) ชายผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (เรียกสั้นๆว่าปัญญาอ่อน) เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำข้อหาชนแล้วหนี แต่จริงๆคืออาสารับโทษ ติดคุกแทนพี่ชาย พอเดินทางมาถึงอพาร์ทเม้นท์กลับพบว่าครอบครัวย้ายบ้านโดยไม่บอกกล่าว ไม่รู้จะติดตามหาจากแห่งหนไหน เลยใช้วิธีกินไม่จ่าย แล้วรอคอยอยู่โรงพักให้น้องชายมาจ่ายค่าอาหารให้
พอกลับมาถึงบ้าน สมาชิกครอบครัวกลับไม่มีใครยินดี ต่างเบือนหน้าหนี ไม่อยากคบค้าสมาคม เพราะพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบ ไม่ยอมเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียที ถึงอย่างนั้น Hong Jong-du หาโอกาสไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่พี่ชายชนแล้วหนี พบเจอบุตรชายคนโตกำลังขนย้ายข้าวของออกจากอพาร์ทเมนท์ ทอดทิ้งน้องสาวสมองพิการ Han Gong-ju (รับบทโดย Moon So-ri) อาศัยใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง โดยมีเพื่อนข้างห้องคอยส่งข้าวส่งน้ำ ให้การดูแลอย่างไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่
Hong Jong-du แอบสังเกตสถานการณ์ดังกล่าว รอคอยโอกาส จนสามารถบุกเข้ามาในห้อง พยายามจะข่มขืนกระทำชำเรา แต่ถูกเธอขับไล่ ผลักไส จนหมดความตั้งใจ ถึงอย่างนั้นก็ได้ทิ้งนามบัตรเอาไว้ หลายวันถัดมา Gong-ju โทรศัพท์ติดต่อหา พูดคุยสนทนา ยินยอมให้สานสัมพันธ์ ซึ่งเขาให้การดูแลเธอเป็นอย่างดี ประคบประหงมราวกับเจ้าหญิง ทั้งยังพาออกนอกห้อง ท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ วันหนึ่งมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดมารดา กลับถูกตำหนิต่อว่า ไม่มีใครพยายามทำความเข้าใจพวกเขาทั้งสอง
หลังจากพานผ่านสุข-ทุกข์ร่วมกันมา Han Gong-ju ยินยอมรับในตัว Hong Jong-du ร้องขอให้เขาร่วมเพศสัมพันธ์ แต่บังเอิ้ญค่ำคืนนั้น ครอบครัวของพี่ชายฝ่ายหญิงดันแวะเวียนมาอพาร์ทเม้นท์พอดิบดี!
Sol Kyung-gu, 설경구 (เกิดปี ค.ศ. 1967) นักแสดงสัญชาติเกาหลี เกิดที่ Seocheon, South Chungcheong Province ก่อนย้ายมา Mapo District, Seoul บิดาทำงานข้าราชการ คาดหวังให้บุตรชายเรียนต่อวิศวกรรม แต่กลับเลือกสาขาภาพยนตร์และการละคอน Hanyang University จบออกมามีโอกาสแสดง/กำกับละคอนเวทีหลายเรื่อง แล้วเริ่มรับงานโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก A Petal (1996), แจ้งเกิดกับ Peppermint Candy (1999), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ I Wish I Had a Wife (2001), Oasis (2002), Public Enemy (2002-08), Silmido (2003), Hope (2013), Memoir of a Murderer (2017), The Book of Fish (2021), Kingmaker (2022) ฯ
รับบท Hong Jong-du ชายผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (เรียกสั้นๆว่าปัญญาอ่อน) จริงๆแล้วเป็นคนจิตใจดี แต่กลับไม่มีญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ใครพยายามทำความเข้าใจ หนำซ้ำยังตีตราว่าร้าย ครอบครัวอยากขับไล่ ผลักไส ไม่ต้องการรับผิดชอบอะไรใดๆ แรกพบเจอตกหลุมรัก Han Gong-ju แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอะไรยังไง เมื่อเธอปฏิเสธต่อต้านก็รับรู้ว่าตนเองไม่ควรฝืนใจ รอคอยอีกฝ่ายติดต่อกลับมา ให้การดูแล ช่วยเหลือ จนความรักเบิกบาน ก่อนค่ำคืนนั้น…
ผกก. Lee Chang-dong มีความประทับใจ Sol Kyung-gu ตั้งแต่การร่วมงาน Peppermint Candy (1999) ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี สามารถผันแปรเปลี่ยน/วิวัฒนาการแสดงไปตามช่วงเวลาต่างๆ นั่นคือสิ่งสร้างความเชื่อมั่น เล่นได้ทุกบทบาท!
ในขณะที่ Peppermint Candy (1999) ตัวละคร Kim Yong-ho มีบางสิ่งอย่างที่ Sol Kyung-gu สามารถเชื่อมโยง ใช้อ้างอิงการแสดง แต่ทว่าบทบาท Hong Jong-du ใน Oasis (2002) ต้องทำการปรุงปั้นแต่ง สร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นใหม่หมด ตั้งแต่บุคลิกภาพเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ กิริยาท่าทางเคลื่อนไหวอาจไม่หงิกหงอเท่า Moon So-ri แต่เต็มไปด้วยความลุกรี้ลุรน ผู้ชมสามารถสังเกตเห็นอาการผิดปกติ สติสตางค์ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว รวมทั้งน้ำเสียง ถ้อยคำพูด ชอบกระทำสิ่งขัดต่อสามัญสำนึกทั่วไป
Jong-du is out of the ordinary. His behavior and gestures are totally different from mine. In the previous films, I dug something out of myself and painted the character with it. But I couldn’t do that with this character. I’d never seen this kind of character, and I couldn’t study it.
Sol Kyung-gu
ผมครุ่นคิดว่าผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่เอะใจว่า Hong Jong-du มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (ร่างกายไม่ได้พิกลพิการ เลยไม่คิดว่ามีอาการผิดปกติใดๆ) แค่ว่าเป็นคนทึ่มทื่อ ซื่อบื้อ โง่เง่าเต่าตุ่น (Sol Kyung-gu ตัดผมสั้นแล้วดูเอ๋อเหรอพอสมควร) กอปรกับนิสัยหัวขบถ ดื้อรั้น เอาแต่ใจ ชอบทำในสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ (เพราะไม่สามารถพูดอธิบายว่าไปทำเพื่ออะไร) เลยถูกปฏิเสธต่อต้าน ญาติพี่น้องพยายามขับไล่ ผลักไส เมื่อไหร่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ … แต่ใครกันแน่ที่ทำตัวเหมือนเด็ก ไม่เคยพยายามทำเข้าใจผู้อื่น
ตัวตนแท้จริงของ Hong Jong-du อย่างที่อธิบายไปว่าเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ครุ่นคิดถึงหัวอกผู้อื่น (ตอนออกจากเรือนจำยังซื้อของฝากให้มารดา) ยินยอมติดคุกแทนพี่ชาย! การได้พบเจอตกหลุมรัก Han Gong-ju แม้พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่กลับสามารถสื่อสาร รับรู้ความต้องการอีกฝ่าย ให้การดูแล ช่วยเหลือ พาไปสถานที่โน่นนี่นั่น ความสัมพันธ์ค่อยๆเบ่งบาน น่าเสียดายรักครั้งแรก หัวใจก็แตกสลาย
Moon So-ri, 문소리 (เกิดปี ค.ศ. 1974) นักแสดงสัญชาติเกาหลี เกิดที่ Busan ในครอบครัวที่มีความเคร่งครัด ไม่อนุญาตให้รับชมภาพยนตร์/ละคอนเวที แต่ถูกฝึกฝนทำการแสดง Pansori, ไวโอลิน, Gayageum, โตขึ้นร่ำเรียนศึกษาศาสตร์ Sungkyunkwan University ก่อนเข้าร่วมคณะการแสดง Hangang (Han River), ภาพยนตร์เรื่องแรก Peppermint Candy (1999), แจ้งเกิดระดับนานาชาติกับ Oasis (2002), ผลงานเด่นๆ อาทิ A Good Lawyer’s Wife (2003), Forever the Moment (2008), The Handmaiden (2016), The Running Actress (2017), Three Sisters (2020) ฯ
รับบท Han Gong-ju หญิงสาวสมองพิการ พูดแทบไม่ได้ แขนขาหงิกงอ ทำอะไรด้วยตนเองแทบไม่ได้, หลังบิดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต อาศัยอยู่กับพี่ชาย(และภรรยา)ในอพาร์ทเม้นท์ แต่ไม่นานทั้งสองก็ขนย้ายข้าวของไปอยู่บ้านใหม่ ปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง มีเพียงเพื่อนข้างห้องแวะเวียนมาส่งข้าวส่งน้ำส่ง ตัวคนเดียวมันช่างเปล่าเปลี่ยวหัวใจ
การมาถึงของ Hong Jong-du ในตอนแรกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ครุ่นคิดเข้าใจว่าคือฆาตกรเข่นฆ่าบิดา แถมยังบุกเข้ามาในห้อง พยายามจะข่มขืนกระทำชำเรา แต่เพราะความโดดเดี่ยว ตัวคนเดียว จึงลองติดต่อ สานสัมพันธ์ แม้คุยกันไม่รู้เรื่องกลับสามารถสื่อสาร รับรู้ความต้องการ ในที่สุดก็พร้อมเปิดใจให้ แต่ค่ำคืนนี้ … ทำได้เพียงดิ้นรน กระเสือกระสน เฝ้ารอคอยสักวัน หวังว่าจะมีโอกาสพบเจอกันอีกครั้ง
ผกก. Lee Chang-dong คงพบเห็นความสามารถบางอย่างในตัว Moon So-ri แค่ว่าตอน Peppermint Candy (1999) ยังไม่มีโอกาสสำแดงศักยภาพนั้นออกมา จึงชักชวนมาร่วมงาน Oasis (2002) น่าจะเป็นบทบาทท้าทายที่สุดในชีวิต!
มันไม่ใช่แค่การแสดงออกทางกายภาพ มือไม้หงิกๆงอๆ ทำปากเบี้ยวๆ (ใส่ฟันปลอม) กลอกตาไปมา แต่ยังต้องสำแดงอารมณ์ผ่านสีหน้าและท่าทางเหล่านั้น เพื่อให้ผู้ชมจับต้องความรู้สึกตัวละคร ซึ่งในส่วนนี้ผกก. Lee Chang-dong แทบไม่สามารถให้คำแนะนำใดๆ เพียงมอบอิสระกับ Moon So-ri ในการดั้นสด ทดลองผิดลองถูก จนกว่าจะได้ผลลัพท์ที่จับต้องได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งต้องหลายสิบๆเทค จนเป็นลมล้มพับ
I prepared physically for more than two months. To soften up physically, I did an eye-spinning exercise, and softened the joints to used them freely. As a mentally disabled girl, showing her emotions is much harder than just showing her state. When the emotion is expressed well, sometimes the body doesn’t. And when the body does well, the emotion isn’t expressed right. These things happened very often.
Moon So-ri
คนที่ครุ่นคิดว่าผู้กำกับเข้มงวดเกินไปหรือเปล่า? Lee Chang-dong ให้คำอธิบายถึงความจำเป็น ถ้าถ่ายทำไม่เสร็จ ผลลัพท์ยังไม่น่าพึงพอใจ การหยุดกลางคันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อใครทั้งนั้น (ไม่ใช่ผู้กำกับ นักแสดง แต่ยังรวมถึงทีมงานที่ต้องเซ็ตฉากขึ้นถ่ายทำใหม่)
They thought I was too persistent, and I also felt so many times. Especially, when I asked her to do it one more time. Of course, it’s very hard for someone to let out the same emotion as before. Moon So-ri has it much harder since there’s the physical part of it. So I also had a hard time to ask her to do it again. If we had stopped at that moment we both were not satisfied. It wouldn’t be good for her neither for me since I’d think I hadn’t done my job perfectly.
Lee Chang-dong
ระหว่างรับชมการแสดงของ Moon So-ri สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือ Daniel Day-Lewis ภาพยนตร์ My Left Foot (1989) ต่างเป็นบทบาทที่พยายามต่อสู้ขีดจำกัดทางร่างกาย ท้าทายไม่ใช่แค่นักแสดง แต่ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ชม
ถ่ายภาพโดย Choi Young-taek, 최영택 ผลงานเด่นๆ อาทิ On the Occasion of Remembering the Turning Gate (2002), Oasis (2002), Hwang Jin-Yi (2007) ฯ
ผกก. Lee Chang-dong ต้องการทดลองทำสิ่งแตกต่างจาก Green Fish (1997) และ Peppermint Candy (1999) เริ่มต้นด้วยการให้อิสระนักแสดงโดยไม่ชี้นำอะไรมากมากนัก จากเคยเต็มไปด้วย Long Take ก็ลดความยาวให้สั้นลง เปลี่ยนมาถ่ายทำบ่อยเทคมากขึ้น
When it comes to acting, I really prefer the actors to find themselves in the character, and find themselves living in the situations, themselves. I’m not someone to tell them, or to instruct them how to express whatever in a certain sort of situation.
Lee Chang-dong
และที่สำคัญคือพยายามทอดทิ้งลูกเล่นภาพยนตร์ ด้วยการแบกกล้องขึ้นบ่า เดินไปเดินมา ฉากภายนอกใช้เพียงแสงธรรมชาติเท่านั้น (ฉากภายในมันมีลูกเล่นเกี่ยวกับแสง-เงา จึงไม่สามารถใช้แสงจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว) ถ่ายทำยังสถานที่จริงเกือบทั้งหมด (ยกเว้นเพียง Opening Credit ที่สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ)
Let’s get rid of anything cinematic. I considered this film as a fantasy. My intention was to avoid an artificial fantasy, which the audience is too familiar with. So I tried to rule out anything cinematic such as movie-like angles, camera movement and lighting. In other words, I wanted to shoot unfashionably, but it was extremely difficult.
ผมแอบคาดไม่ถึงเล็กๆว่า Opening Credit เงากิ่งไม้อาบฉาบพรมผนัง Oasis จะถ่ายทำภายในสตูดิโอ ดูแล้วน่าจะใช้เวลาเป็นวันๆ เพราะมันไม่ใช่แค่โยกกิ่งไม้ไปมา ยังต้องปรับระดับแสงสว่าง ซึ่งต้องคำนวณระยะเวลาให้เพียงพอกับเครดิตปรากฎขึ้น



ในทางภูมิศาสตร์ Oasis, โอเอซิส หมายถึงอาณาเขตบริเวณส่วนใดของทะเลทราย ที่มีพืชขึ้นอยู่ในลักษณะที่ไม่ใช่สังคมพืชทะเลทราย ซึ่งโดยปกติจะปรากฏรอบๆตาน้ำ หรือแหล่งน้ำประเภทอื่นๆ โอเอซิสมักเป็นแหล่งพักพิงของสัตว์ต่างๆ และอาจรวมถึงมนุษย์
พรมแขวนผนัง Oasis คงปักขึ้นเสำหรับใช้ในหนังโดยเฉพาะ ประกอบด้วยหนองน้ำกลางทะเลทราย ต้นไม้ ดอกไม้บาน ช้างน้อย เด็กชายเป่าขลุ่ย และหญิงชาวอินเดีย … ผมไม่รับรู้มุมมอง ทัศนคติระหว่างเกาหลีกับชาวภารตะ คงคล้ายๆพวกยุโรปที่มองอินเดีย/เอเชียใต้ คือดินแดนลึกลับ ต้องมนต์ เต็มไปด้วยเสน่ห์ ชวนให้ลุ่มหลงใหล
ช่วงระหว่าง Opening Credit พยายามทำออกมาเหมือน Time Lapse (แต่ถ่ายทำแบบปกติในสตูดิโอ) เริ่มจากยามค่ำคืนแสงภายนอกสาดส่องเข้ามา พบเห็นเงาต้นไม้ใหญ่ปกคลุมพรมแขวนผนัง ดูราวกับสิ่งชั่วร้าย หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา จากนั้นท้องฟ้าค่อยๆส่องสว่าง รุ่งอรุณเบิกบาน แสงตะวันทำให้เงามืดเหล่านี้จางหายไป … นี่ก็สามารถสื่อถึงการมาถึงของ Hong Jong-du (ดั่งเทพสุริยัน) ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำลายความมืดมิด จิตใจสว่างสดใส

Hong Jong-du ตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้เสียชีวิต (ที่ถูกพี่ชายขับรถชนตาย) พอมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของหญิงพิการ Han Gong-ju สิ่งแรกพบเห็นคือนกสีขาวกำลังโบยบินรอบห้อง ชวนครุ่นคิดว่ามันคงพลัดหลงเข้ามา (เคลือบแฝงนัยยะอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้คือกรงของผู้อาศัย) แต่แล้วจู่ๆเจ้านกเปลี่ยนแปรสภาพเป็นแสงสะท้อนกระจกเงา นั่นแปลว่ามันคือจินตนาการเพ้อฝันของหญิงสาว โหยหาอิสรภาพ อยากมีปีกโบยบินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ฉากนี้แค่เริ่มต้นเท่านั้นนะครับ หนังเต็มไปด้วยฉากแฟนตาซีที่สามารถสื่อถึงจินตนาการของหญิงสาว พบเห็นผีเสื้อ ช้างน้อย เด็กชาย หญิงชาวอินเดีย โดยเฉพาะตนเองที่สามารถก้าวเดินได้เหมือนคนปกติทั่วไป


ในขณะที่ Han Gong-ju เต็มไปด้วยจินตนาการเพ้อฝัน, Hong Jong-du ระหว่างขับมอไซต์เล่นหลังเลิกงาน พบเจอกองถ่ายภาพยนตร์ เลยพยายามขับรถไล่ล่าติดตาม
I think a movie is a fantasy, too. When we go to a theater, we do it to taste a fantasy for how long it takes. Both love and a movie are fantasies to me.
Lee Chang-dong

ผมอ่านเจอว่านี่เป็นฉากที่ผกก. Lee Chang-dong ชื่นชอบสุดในหนัง เพราะความบังเอิญมีงานก่อสร้างอะไรสักอย่างละแวกนั้น พบเห็นป้าย DANGER เลยขอหยิบยืมมาใช้ประกอบซีนนี้ ตั้งเคียงข้างต้นไม้ที่ … คุณก็รู้ว่าคืออะไร!
Hong Jong-du ซื้อดอกไม้มาเยี่ยมเยียน Han Gong-ju สังเกตเห็นเพื่อนข้างห้องที่คอยดูแล เก็บซ่อนกุญแจ เลยบังเกิดความครุ่นคิดบางอย่าง โล้เล้ลังเลใจอยู่สักพัก เดินลงมาจนถึงป้าย DANGER ก่อนตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง … เป็นป้ายเตือนภัยถึงสิ่งที่ตัวละครกำลังจะกระทำต่อไปนี้

Moon So-ri ให้สัมภาษณ์ว่าฉากพยายามข่มขืนนี้ มีความยาก ท้าทาย ถ่ายทำมากครั้งที่สุดในหนัง จนเธอเองเป็นลมล้มพับ ฟื้นตื่นแล้วต้องกลับมาถ่ายทำต่อ จนกว่าจะได้ผลลัพท์ตามที่ผู้กำกับเรียกร้องขอ
สำหรับคนเพิ่งรับชมครั้งแรกอาจรู้สึกว่าฉากนี้โคตรๆจะอึดอัด รับไม่ได้ มองเป็นการฉกฉวยโอกาสที่น่ารังเกียจ แต่พอผมนั่งดูซ้ำๆก็อดหัวร่อไม่ได้ เพราะท่าทางขณะถูกจุมพิตฝ่าเท้า (ปกติเจ้าชายจะจุมพิตมือ แต่นี่สามารถสื่อถึงความเป็น ‘ชายขอบ’ ของตัวละคร) แม้เห็นเพียงภาพลางๆด้านหลัง กลับเหมือนพยายามจะออกหมัด ชกต่อย เกร็งร่างกายสุดๆ … ผมค่อนข้างสนเท่ห์กับการเลือกเทคนี้ของผกก. Lee Chang-dong ต้องการความจริงจัง หรือว่า Slapstick กันแน่?

หลังความล้มเหลวจากการเป็นพนักงานส่งอาหาร Hong Jong-du จึงร้องขอกับพี่ชายคนโต Hong Jong-il (รับบทโดย Ahn Nae-sang) ต้องการทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ คงจะสื่อถึงการซ่อมแซมชีวิตตนเอง (และ Han Gong-ju) แต่การเริ่มงานวันแรก แค่ไขน็อตยังทำไม่ได้ แล้วจะสามารถซ่อมแซมชีวิตผู้ใด?

ผมไม่ได้นับว่ามีทั้งหมดกี่ครั้งที่ Han Gong-ju จินตนาการว่าตนเองสามารถขยับเคลื่อนไหว ลุกเดินไปเดินมา โต้ตอบกับ Hong Jong-du อย่างคนปกติ! แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนช่างฝัน โหยหาความรัก ต้องการโต้ตอบกลับ เติมเต็มความรู้สึกให้อีกฝ่าย
เกร็ด: Moon So-ri เล่าถึงความไม่ง่ายระหว่างการปรับเปลี่ยนมาเป็นคนปกติ เพราะมันไม่ใช่แค่การแสดงออกทางร่างกาย แต่ยังความต่อเนื่องทางอารมณ์
I didn’t know how to act out her character turning normal. My body had to loosen up during one take. I was busy preparing to turn normal, and then once I loosened up my body, I don’t know what to do. Since I had to show my emotion as a normal Gong-ju. Yes, it was so confusing.
Moon So-ri



แนะนำอาหารเกาหลีสักหน่อย 짜장면, Jjajangmyeon (Noodles in blackbean sauce) อ่านว่าจาจังมย็อน ประกอบด้วยเส้นบะหมี่ ราดและคลุกซอสข้นที่ทำจากชุนจัง (เต้าเจี้ยวถั่วดำหมัก) ผัดกับผัก เนื้อหมูหั่น และบางครั้งใส่อาหารทะเล ชื่อซอสจาจัง (ซึ่งบางครั้งสะกดเป็น ชาจัง)
มีต้นกำเนิดมาจากจ๋าเจี้ยงเมี่ยน (炸醬麵 แปลตรงตัวว่า บะหมี่ซอสผัด) ในมณฑลชานตง (Shandong) ของประเทศจีน ในสมัยราชวงศ์โชซ็อน (Joseon Dynasty) เมื่อเปิดเมืองท่า Inchon ชาวจีนจำนวนมากจากชานตงจึงอพยพมาอาศัยอยู่ย่าน Inchon Chinatown แล้วเริ่มดัดแปลงสูตรอาหารให้เข้ากับความชอบของชาวเกาหลี

แซว: ระหว่างทางกลับบ้าน การจราจรติดขัด Hong Jong-du เลยเปิดประตูรถ อุ้มพา Han Gong-ju ออกมากระโดดโลดเต้น เริงระบำ ผมแอบคาดหวังให้รถคันอื่นออกมาโอลาลาแบบ La La Land (2016) แต่มันคงเป็นแฟนตาซีเกินจินตนาการผู้กำกับเกินไปหน่อย

จากรูปภาพบนพรมแขวนผนัง กลายมาเป็นแฟนตาซี/ดินแดนแห่งความฝันของ Hong Jong-du และ Han Gong-ju ลุกขึ้นมาเริงระบำ (ไม่มีอาการพิการใดๆ) มีความสนุกสนาน ร่าเริงหรรษา ห้องเล็กๆแห่งนี้ราวกับสรวงสวรรค์ โอเอซิสกลางทะเลทรายแห้งเหือด
เกร็ด: ระหว่างที่ผมนั่งดูเครดิตเพื่อค้นหาข้อมูลบทเพลงที่ใช้ในหนัง แต่กลับไม่พบเจออะไรใดๆ ถึงอย่างนั้นกลับบังเอิญเห็น “Thailand Location Coordinator” หือ? มีเดินทางมาถ่ายประเทศไทย? ซึ่งฉากที่น่าจะเป็นไปได้มากสุดก็คือเจ้าช้างน้อยนี้แหละ!

น่าจะถือเป็นหนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Lee Chang-dong ชอบให้ตัวละครพูดเล่าเหตุการณ์จากอดีต อาจฟังดูไร้สาระ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราว แต่กลับเคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง!
- เมื่อตอน Green Fish (1997) หลังทำสิ่งบางอย่าง รับรู้โชคชะตาตนเอง Mak-dong โทรศัพท์หาพี่ชาย พูดคุยเรื่องปลาสีเขียว
- Peppermint Candy (1999) จะมีตอนหนึ่งที่ Kim Yong-ho รำพันถึงรักครั้งแรกเมื่อเดินทางมาบ้านเกิดของแฟนสาว Kunsan
สำหรับ Oasis (2002) เกิดขึ้นระหว่าง Hong Jong-du นำพา Han Gong-ju มาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดมารดา แล้วจู่ๆหวนระลึกถึงนกจาบ (Greenfinch) ที่เคยเข้าใจผิดว่าคือนกกระจอก (Sparrow) ครุ่นคิดว่ามันมีกระดิ่งผูกคอ ส่งเสียงจิบๆอยู่ตลอดเวลา … ผมมองความเข้าใจผิดดังกล่าวคือภาพสะท้อน Hong Jong-du และ Han Gong-ju ในสายตาใครต่อใครมักครุ่นคิดว่าคือคนบ้า ผิดปกติ พิกลพิการ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากมนุษย์คนอื่นใด!

หลังถูกขับไล่จากงานเลี้ยง Hong Jong-du นำพา Han Gong-ju มาขับร้องคาราโอเกะ ผมฟังภาษาเกาหลีไม่ออก เลยหาข้อมูลไม่ได้ว่าบทเพลงอะไร แต่เนื้อคำร้องสื่อถึงความอัดอั้นภายในจิตใจตัวละครได้อย่างชัดเจน
As I stumbled through the dark labyrinth of my past…
I didn’t know the meaning of existence
Now I know, the reason I exist is you
I’d do anything for you…
I’d even reach up and touch the sky
Han Gong-ju ก็อยากขับร้องเพลงเพื่อพูดบอกความรู้สึกของตนเองต่อ Hong Jong-du แต่เธอทำได้เพียงพร่ำเพ้อในความเพ้อฝัน อยากจะตอบแทน สลับตำแหน่ง ให้เขานั่งบนรถเข็นแล้วฉันนำพาเธอไปเอง
การเลือกสถานที่สถานีรถไฟใต้ดิน ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ The Matrix Revolutions (2003) ตอนต้นเรื่อง Neo ติดอยู่ในสถานีรถไฟ ไม่สามารถหาหนทางออกไปไหน เพราะมันคือสถานที่ที่บรรจบกันระหว่างอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ขบวนรถไฟแล่นเข้ามา-หยุดจอด-แล้วเคลื่อนผ่านไป ดินแดนอยู่เหนือกาลเวลา/แฟนตาซี
If I were the sky…
I’d want to be colored into your face
Like the sky tinged red by the setting sun
I’d want to be colored on your cheeksIf I were a poet…
I would sing for you
Like a child resting in its mother’s bosom
I want to sing happilyI want to become whatever there is…
Just for youDo you have any idea, my love…
How great a joy this is?
Just to be together like todayDo you know what’s in my heart?


แม้เป็นความสมยอมของ Han Gong-ju แต่ยังไม่ทันถึงจุดสูงสุด (หรือถึงแล้วก็ไม่รู้นะ) ก็ถูกขัดจังหวะโดยพี่ชาย Han Sang-shik (รับบทโดย Son Byong-ho) ค่ำคืนนี้ไม่รู้คิดอะไรยังไงถึงเดินทางมาเยี่ยมเยียน เลยพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ! สิ่งน่าขบขำกลิ้งที่สุดก็คือ หมอนี่ทำการเห่าหอน ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย ดังไปสามบ้านแปดบ้านอย่างหน้าไม่อาย เพียงพูดจาข่มขู่อยู่หน้าประตูห้อง ปฏิเสธก้าวเข้ามาฉุดกระชาก จับแยก สำแดงความขี้ขลาดเขลา ก็ไม่รู้หวาดกลัวเกรงอะไร … หรือกลัวเสียรายได้จากสวัสดิการคนพิการ?

Hong Jong-du ฉกฉวยโอกาสหลบหนีจากโรงพัก ขณะที่บาทหลวงกำลังสวดอธิษฐาน “Help him find his way back” ได้ยินประโยคนี้เหมือนเป็นการชี้นำทาง ศาสนาคือการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ แต่ขณะนี้เขาต้องการอิสรภาพ(ทางกาย) เพื่ออกไปทำบางสิ่งอย่างสุดท้าย
ปล. การแทรกใส่เรื่องราวศาสนา ที่พึ่งพาทางใจของชาวเกาหลี(ใต้) จะถูกนำไปต่อยอดกับ Secret Sunshine (2007) ซึ่งผกก. Lee Chang-dong ได้สำแดงทัศนะของตนเองไว้อย่างชัดเจน

เหตุผลที่ Hong Jong-du หลบหนีออกจากสถานีตำรวจ ไม่ใช่จะแหกคุก เอาตัวรอด แต่ต้องการเติมเต็มคำมั่นสัญญาเคยให้ไว้กับ Han Gong-ju ทำลายฝันร้าย เงากิ่งไม้ที่สร้างความหลอกหลอก น่าสะพรึงกลัวยามค่ำคืน ด้วยการปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งก้านใบ เมื่อฝ่ายหญิงตระหนักรับรู้ก็พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน แต่ความพิการของเธอจึงไม่สามารถทำอะไรไปมากกว่านั้น
It would have been easy to make a touching scene if I wanted to. And there were lots of requests to do so. But I thought what I could do was to present their dream and their cry for help. Nothing more.
Lee Chang-dong
แม้ว่าท้ายที่สุด Hong Jong-du คงถูกจำคุกหลายปี แต่ฝันร้ายของ Han Gong-ju ก็ได้เลือนลางหาย บังเกิดประกายความหวัง แสงสว่างนำทางชีวิต เฝ้ารอคอยวันที่เราสองจักหวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

ตัดต่อโดย Kim Hyeon, 김현 เข้าสู่งวงการตั้งแต่ทศวรรษ 70s ผลงานเด่นๆ อาทิ The Autumn After Love (1986), Black Republic (1990), Stairway to Heaven (1992), First Love (1993), Passage to Buddha (1993), To the Starry Island (1993), The Warrior (2001), Lover’s Concerto (2002), กลายเป็นขาประจำผกก. Lee Chang-dong ตั้งแต่ Green Fish (1997) จนถึง Burning (2019)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Hong Jong-du ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ พยายามปรับตัวเข้ากับโลกภายนอก ขณะเดียวกันแรกพบเจอตกหลุมรักหญิงสาวสมองพิการ Han Gong-ju แม้เขาเคยพยายามจะข่มขืน แต่เมื่อมีโอกาสพูดคุย สานสัมพันธ์ พัฒนามาเป็นความรัก ก่อนที่โลกทั้งใบจะกีดกันขวาง ไม่ยินยอมให้ทั้งสองครองคู่ร่วมกัน
- เรื่องราวของ Hong Jong-du หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ พยายามปรับตัวเข้ากับโลกภายนอก
- แวะหาซื้อของฝากก่อนกลับบ้าน แต่พอมาถึงอพาร์ทเม้นท์ครอบครัวกับย้ายออกไปแล้ว
- รับประทานอาหารไม่จ่ายเงินจนถูกควบคุมตัวไปโรงพัก รอคอยให้น้องชายเดินทางมารับ
- พอมาถึงบ้านหลังใหม่ ดูไม่มีใครอยากให้การต้อนรับสักเท่าไหร่
- พี่ชายฝากงานให้กับ Hong Jong-du ได้เป็นพนักงานส่งอาหาร
- แต่ก่อนจะเริ่มทำงาน Hong Jong-du เดินทางไปเยี่ยมเยือนญาติผู้เสียชีวิต (ที่พี่ชายขับรถชนตาย) แต่กลับถูกขับไล่ ผลักไส ถึงอย่างนั้นมีความลุ่มหลงใหลหญิงสาวสมองพิการ Han Gong-ju
- หลังเสร็จจากส่งอาหารรอบดึก กลับร้านมาไม่เจอใคร เลยออกไปขับรถเล่น แล้วกวดไล่กองถ่ายภาพยนตร์จนประสบอุบัติเหตุ
- เรื่องราวของหญิงสาวสมองพิการ Han Gong-ju
- วันถัดมา Hong Jong-du แวะเวียนไปหา Han Gong-ju บุกเข้ามาในห้อง พยายามจะข่มขืน แต่เธอกลับต่อต้านขัดขืน
- Han Gong-ju อยู่คนเดียวในห้อง ได้ยินเสียงเพื่อนข้างห้องที่แอบเข้ามาระริกระรี้กับชู้รัก
- พี่ชายของ Han Gong-ju เข้ามาอุ้มพาไปที่บ้านหลังใหม่ เพื่อเล่นสร้างภาพกับเจ้าหน้าที่ ว่าให้การดูแลน้องสาวพิการ
- พอพากลับมาอพาร์ทเม้นท์ Han Gong-ju จึงตัดสินใจโทรศัพท์หา Hong Jong-du
- เรื่องราวความรักระหว่าง Hong Jong-du กับ Han Gong-ju
- วันถัดมา Han Gong-ju เดินทางมาหา Han Gong-ju พูดคุยสนทนา พาออกไปเดินเล่นชั้นดาดฟ้า
- Hong Jong-du ขอทำงานร้านซ่อมรถกับพี่ชาย
- Hong Jong-du นำพา Han Gong-ju พาออกไปเที่ยวเล่น รับประทานอาหารนอกบ้าน
- ความสัมพันธ์ที่สังคมไม่ให้การยอมรับ
- Hong Jong-du นำพา Han Gong-ju มาร่วมงานวันเกิดมารดา แต่ใครๆกลับปฏิเสธต่อต้าน
- พอกลับมาอพาร์ทเม้นท์ Han Gong-ju ยินยอมให้ Hong Jong-du ร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ทันใดนั้นพี่ชายของเธอแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพอดิบดี
- ทำให้เกิดการต่อสู้ ทะเลาะวิวาท เดินทางไปไกล่เกลี่ยบนโรงพัก
- การดิ้นรนของ Hong Jong-du
- พอสบโอกาส Hong Jong-du หลบหนีออกจากโรงพัก เพื่อมาตัดต้นไม้หน้าอพาร์ทเม้นท์ของ Han Gong-ju
การปรากฎขึ้นของฉากแฟนตาซี เมื่อจู่ๆ Han Gong-ju สามารถขยับเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ และการมาถึงของช้างน้อย-เด็กชาย-หญิงชาวอินเดีย ต้องถือว่าเป็นอะไรที่คาดไม่ถึง! เกือบๆจะเป็น ‘magical realism’ แต่ก็แค่ความเพ้อฝันของหนุ่ม-สาวเท่านั้นเอง
งานเพลงของหนังส่วนใหญ่มีลักษณะ ‘diegetic music’ ได้ยินจากแหล่งกำเนิดเสียง วิทยุ โทรทัศน์ ขับร้องคาราโอเกะ ยกเว้นเพียงเสียงขลุ่ยในฉากแฟนตาซี และท้ายเครดิต (Ending Song) อาจเพราะผกก. Lee Chang-dong ต้องการสร้างบรรยากาศสมจริง (Realist) จึงมุ่งเน้นใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) ที่มักมีความเซ็งแซ่ รำคาญหู สร้างสัมผัสตึงเครียด เก็บกดดัน บีบเค้นคั้น โลกใบนี้ช่างวุ่นๆวายๆยิ่งนัก
เกร็ด: จริงๆแล้วผกก. Lee Chang-dong มีการว่าจ้างนักเปียโน Lee Ru-ma ให้มาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ เห็นว่าก็ทำเสร็จแล้วละจนมีออกอัลบัม Oasis and Yiruma (2002) ก่อนตัดสินใจตัดทิ้งทั้งหมด เปลี่ยนมาใช้เพียงเสียงประกอบและ ‘diegetic music’
ยกเว้นสำหรับ Ending Song แต่งโดย Lee Jae-jin, 이재진 ก่อนหน้านี้เพิ่งร่วมงานผกก. Lee Chang-dong ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Peppermint Candy (1999)
Oasis (2002) นำเสนอเรื่องราวความรักต้องห้ามของคนชายขอบ มีอาการผิดปกติทางสมอง (Mildly Mentally Disabled & Cerebral Palsy) หนุ่ม-สาวต่างถูกทอดทิ้ง แทบไม่เคยได้รับความสนใจจากครอบครัว แต่พอพบเห็นพวกเขามีความสัมพันธ์รักใคร่ กลับถูกปฏิเสธต่อต้าน ไม่ยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ไม่รู้ไม่รับฟัง ปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง
I wanted to talk about a love story. The fantasy of love has become too old, meaningless, and common. So I wanted to say that we have lost the hidden truth of love or the essence of love.
Lee Chang-dong
ในยุคสมัยที่สร้างหนัง ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้ แต่หลายๆประเทศมองความพิการ (Disable) คือสิ่งน่าอับอาย ต้องปกปิด หลบซ่อน พวกเขาเหล่านั้นมักโดนดูถูก กลั่นแกล้ง ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เข้าทำงาน รับบริการตามสถานที่ต่างๆ สวัสดิการของรัฐก็ยังไม่คลอบคลุมสักเท่าไหร่
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจุดเปลี่ยนคืออะไร? เกิดขึ้นตอนไหน? มันไม่เหมือนพวกการปฏิวัติ เรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่นที่มีวันเวลาแน่ชัด คาดว่าคงคือผลกระทบจากวิวัฒนาการทางสังคม พอสิ่งต่างๆเปิดกว้างมากขึ้น เรื่องของคนพิการเลยถูกเหมารวมเป็นส่วนหนึ่ง … เฉกเช่นเดียวกับเรื่องของความรัก ยุคสมัยนี้ที่ไม่จำกัดแค่ชาย-หญิง คนพิการก็เฉกเช่นกัน!
ผกก. Lee Chang-dong มีน้องสาวสมองพิการ คงนำประสบการณ์ตรงมาตีแผ่อยู่ไม่น้อย! ตัวเขาเองก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ให้รับภาระผิดชอบคงไม่ไหว ทำได้เพียงสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอความพยายามต่อสู้ดิ้นรน กระเสือกกระสน โหยหาความรักจากใครสักคน สะท้อนปัญหาสังคมที่ยังมองข้ามเรื่องคนพิการ แสดงความคิดเห็นว่าพวกเขาคือมนุษย์ มีชีวิตและจิตวิญญาณเหมือนกับเรา
มุมมองความรักของผกก. Lee Chang-dong คือเรื่องราวแฟนตาซีที่ทำให้หนุ่ม-สาวบังเกิดจินตนาการเพ้อฝัน ทำในสิ่งที่อยากทำ เติมเต็มความต้องการของกันและกัน ไม่จำกัดเพศสภาพหรือความพิกลพิการ แต่สามารถเป็นได้ทุกสิ่งอย่าง! … ภาพยนตร์ก็เฉกเช่นเดียวกัน
I thought love was basically a fantasy. He dreams of a fantasy while he’s in love. And he finds a new love through it.
I think a movie is a fantasy, too. When we go to a theater, we do it to taste a fantasy for how long it takes. Both love and a movie are fantasies to me.
ภาพวาด (Oasis) แขวนอยู่บนฝาผนัง พบเห็นอยู่ทุกวี่วัน โดยไม่รู้ตัวเรากลับค่อยๆหลงลืมเลือน สูญสิ้นความสนใจ ไม่ต่างจาก Hong Jong-du และ Han Gong-ju ต่างถูกครอบครัวทิ้งขว้าง ไม่เหลือเยื่อใย นั่นทำให้พวกเขาพยายามโหยหาสถานที่ของตนเอง ดินแดนแห่งความสุข สรวงสวรรค์ โอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายแห้งเหือด
If you hang a picture like that on the wall, you can hardly recognize it since you see it all the time. Just one of the many things you see everyday. Like a mass-produced object sold at a cheap price. But love is still a precious thing to someone. And I thought of it as an oasis.
หลังจากเข้าฉายในเกาหลีใต้ได้เดือนกว่าๆ เดินทางไปยังเทศกาลหนังเมือง Venice สามารถกวาดมาถึง 5 รางวัล! น่าเสียดายพลาด Golden Lion ให้กับ The Magdalene Sisters (2002)
- Silver Lion for Best Direction
- FIPRESCI Prize – Competition
- SIGNIS Award
- Kinematrix Film Award: Special Director’s Award:
- Marcello Mastroianni Award: Best Young Actor or Actress (Moon So-ri)
ด้วยทุนสร้าง $1.5 ล้านเหรียญ มีรายงานยอดจำหน่ายตั๋ว 537,068 ใบ ทำรายรับประมาณ $6.68 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2022 จัดจำหน่าย Blu-Ray โดยค่าย Film Movement ใครสนใจ Boxset รวบรวมสี่ผลงานยุคแรกๆ The Poetry of Lee Chang-Dong: Four Films ผ่านการบูรณะแล้วทั้งหมด Green Fish (1997), Peppermint Candy (1999), Oasis (2002) และ Poetry (2010)
เกร็ด: Oasis (2002) คือหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Sean Baker
ในบรรดาผลงานของผกก. Lee Chang-dong ถ้าไม่นับ Green Fish (1997) ที่อยู่ในช่วงลองผิดลองถูก (แต่เรื่องนั้นยังเคลือบแฝงนัยยะอันลุ่มลึกล้ำ) ผมครุ่นคิดว่า Oasis (2002) น่าจะมีเรื่องราวตื้นเขินที่สุด! แต่ไปมุ่งเน้นท้าทายความรู้สึก จิตสามัญสำนึก เราสามารถยินยอมรับความแตกต่าง เรื่องราวความรักของคนพิการ และโคตรๆการแสดงของ Sol Kyung-gu และ Moon So-ri ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น บีบเค้นคั้น
สำหรับคนที่สามารถข้ามผ่านอคติเหล่านั้น เข้าใจความเท่าเทียมกันของมนุษย์ รับชมรอบสองสามจะพบเห็นหนังรักสไตล์ Romeo & Juliet (ที่ทั้งสองครอบครัวต่างพยายามกีดกัน ผลักไส ไม่มีใครเห็นชอบด้วย) และเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาคนชายขอบเท่านั้นเอง! ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง หรืออะไรอื่นเคลือบแอบแฝง
จัดเรต 18+ กับความพิการทางร่างกาย-จิตใจ
Leave a Reply