Ordet (1955)

ordet

Ordet (1955) Danish : Carl Theodor Dreyer ♠♠♠♠♠

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้า … จริงๆนะครับ, ถ้าคุณนับถือศาสนาคริสต์ และต้องการท้าพิสูจน์ความเชื่อ ศรัทธาในพระเจ้า Ordet ของ Carl Theodor Dreyer จะทำให้คุณเบื่อ แล้วจะอึ้ง ทึ่ง ช็อค เป็นลมล้มพับ ทรุดลงคุกเข่า นอนตายตาหลับตรงนั้น

แต่ถ้าคุณไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ ผมแนะนำว่า ชีวิตนี้อย่าไปเสียเวลาดูเลยนะครับ เพราะตอนจบของหนังเรื่องนี้ทำให้ผมอยากเขวี้ยงคอมทิ้ง (คือถ้าซื้อแผ่นมาดู ได้หักแผ่นทิ้งแน่นอน) ไม่ใช่แค่ไม่ชอบ แต่อาจทำให้คุณต่อต้านคนที่เชื่อเรื่อง พระเจ้า แบบหัวปักหัวปำ

กระนั้นคุณภาพของหนังเรื่องนี้มีความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง ระดับที่สามารถจะทำให้คุณอึ้ง ทึ่ง ช็อค ได้เช่นกัน
– ได้รางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice
– ติดอันดับ 20 นิตยสาร Sight & Sound: Director’s Poll 2012
– ติดอันดับ 24 นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll 2012

Ordet เป็นหนังที่มีความยากในการรับชมพอสมควร ถ้าสามารถทนดูจนจบได้ ก็จะเข้าใจหนังได้ไม่ยากเท่าไหร่ สิ่งท้าทายคือครึ่งชั่วโมงแรกของหนัง เหมือนดั่งศรัทธาต่อพระเจ้า ที่เราไม่มีวันรู้หรอกว่าพระองค์มีจริงไหม แต่เรายังจะศรัทธาในตัวท่านอยู่หรือเปล่า, ผมการันตีว่า ความสวยงามของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ แทบจะนาทีสุดท้ายของหนัง ถ้าคุณคิดจะดูเรื่องนี้ ก็อดทนไปเถอะครับ แค่ 126 นาทีเอง สิ่งที่คุณพบมี 2 อย่าง ไม่สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ขุมนรกชั้น 7 (ผมเจอแบบหลัง)

Carl Theodor Dreyer เป็นผู้กำกับที่ค่อนข้างอาภัพ ทำหนังไม่ค่อยทำเงิน หรือประสบความสำเร็จเสียเท่าไหร่, ปี 1952 ได้รับโอกาสจาก Dagmar Bio โรงหนัง art-house ที่ Copenhagen ที่รัฐบาล Denmark ให้เงินทุนสนับสนุนจัดฉายภาพยนตร์ของผู้กำกับรุ่นเก่าๆ ซึ่งทำให้ Dreyer ได้รับทุนสนับสนุน เริ่มต้นสร้างหนังเรื่องใหม่อีกได้

ดัดแปลงจากบทละคร I Begyndelsen var Ordet (In the Beginning was the Word) เขียนโดย Kaj Munk ในปี 1925 ออกแสดงรอบปฐมทัศน์ครั้งแรกที่ Copenhagen เมื่อปี 1932 ซึ่ง Dreyer มีโอกาสรับชมรอบปฐมทัศน์นั้นด้วย, เขามีความตั้งใจจะดัดแปลงบทละครนี้ สร้างเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1933 แต่อะไรๆ ไม่เป็นใจ (เหมือนดั่งศรัทธาที่รอการพิสูจน์) ล่วงเลยมานาน จนในที่สุดก็มีโอกาสได้สร้างเสียที

Kaj Munk ได้เคยเขียนบทภาพยนตร์ของบทละครนี้ไว้ แต่เขาไม่สามารถขายให้กับสตูดิโอแห่งไหนได้เลย จนปี 1943 Nordisk Film ของประเทศ Sweden ได้รับซื้อลิขสิทธิ์ พัฒนาสร้างเป็นหนังเรื่อง The World กำกับโดย Gustaf Molander นำแสดงโดย Victor Sjöström แต่ไม่สามารถฉายในประเทศ Denmark เพราะติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์

Dreyer ถือว่าได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรๆจากต้นฉบับพอสมควร เช่น เพิ่มฉากแรกเข้าไป (แต่ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Memo ของผู้เขียน), ตัดบทสนทนายาวๆออก ให้เหลือแค่ใจความสำคัญ เน้นพูดน้อยต่อยหนักในสไตล์ minimalist

เรื่องราวของครอบครัว Borgen เป็นคริสเตียนที่ไม่ค่อยยึดมั่นศรัทธาในพระเจ้านัก พ่อ Morten (รับบทโดย Henrik Malberg) มีลูกชาย 3 คน
– คนโต Mikkel (รับบทโดย Emil Hass Christensen) แต่งงานอยู่กินกับ Inger (รับบทโดย Birgitte Federspiel) มีลูกสาว 2 คน และกำลังท้องลูกคนที่ 3
– คนรอง Johannes (รับบทโดย Preben Lerdorff Rye) เดิมเป็นคนฉลาด แต่เพราะอ่านพระคำภีร์มากไป จึงกลายเป็นคนบ้า หลงคิดว่าตัวเองเป็น Jesus Christ
– คนเล็ก Anders (รับบทโดย Cay Kristiansen)

เมื่อลูกชายคนเล็กต้องการแต่งงานกับหญิงสาว Anne (รับบทโดย Gerda Nielsen) ลูกชายของ Peter ช่างตัดเสื้อ (รับบทโดย Ejner Federspiel) ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีศรัทธาในพระเจ้าอย่างเหนียวแน่น, มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน เพราะความเชื่อ/ศรัทธา ที่แตกต่าง และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นขณะ Inger กำลังคลอดลูก ที่จะเป็นการท้าพิสูจน์ศรัทธาในพระเจ้า ของครอบครัว Borgen

การแสดงของนักแสดงทั้งหมด มีลักษณะเป็นแบบ Minimalist เคลื่อนไหวช้าๆ เนิบๆ ชวนให้หลับ หนังทั้งเรื่องก็เป็นแบบนี้ นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ทำไมครึ่งชั่วโมงแรกของหนังมีความท้าทายมาก เพราะมันจะทำให้คุณโคตรเบื่อ กำลังง่วง ดูหนังเรื่องนี้ไม่ถึง 10 นาทีได้หลับสบายแน่นอน

แต่มันมีเหตุผลในการทำให้หนังช้าขนาดนี้อยู่นะครับ คือเรื่องของ ‘ศรัทธา’ ที่ผมบอกไป, มนุษย์เรา 99.99% ในโลกที่นับถือศาสนาคริสต์ ไม่เคยพบเห็น สัมผัสได้ถึงพระเจ้า แต่ทั้งชีวิต คุณจะยังมีศรัทธาดั่งคนตาบอด ไม่รู้ไม่เห็น แต่ยังเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง, กับครึ่งชั่วโมงแรก ให้ความรู้สึกเช่นนี้เปะๆเลย คือคุณต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นในหนัง แม้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สามารถอดทน ‘เชื่อ’ ว่าคงต้องมีอะไร ไปจนถึงตอบจบได้หรือเปล่า

สำหรับตัวละครในหนัง ผมขอเปรียบกับสิ่ง 4 ประเภท

Johannes เปรียบเสมือน Spirit (จิตวิญญาณ) การมีตัวตนของเขา ดูน่าพิศวง เหนือความเข้าใจของคนทั่วไป, แรกๆหนังทำให้เรามองเห็นเขาเหมือนคนบ้า เสียสติ แต่เมื่อสังเกตทุกคำพูดที่กล่าวออกมา ล้วนเป็นดั่งคำพยากรณ์ที่เกิดขึ้นจริง นั่นทำให้วินาทีหนึ่งของหนัง คุณจะเริ่มคิดว่า ฤาชายคนนี้อาจจะคือ Jesus Christ มาจุติจริงๆก็ได้

Morten, Peter, และบาทหลวง เป็นผู้มีจิตใจในศรัทธา ศาสนา (Religious Mind) ทั้งสามเป็นคริสเตียนเหมือนกัน แต่มีระดับความศรัทธาต่างกัน เหมือนคนซ้ายจัดกับขวาจัด โดยเฉพาะ Morten กับ Peter ที่ดั่งน้ำกับไฟ
– “My faith is for all day long and joy in life. Yours is the longing for death.”
– “My faith is the warmth of life, and yours is the coldness of death.”

Mikkel กับหมอ เป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ความจริง วิทยาศาสตร์ (Scientific Mind) ทั้งสองมีเหตุผล หลักการในชีวิต ไม่หลงเชื่อ งมงายในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ แต่โลกนี้ยังมีหลายสิ่งอย่างที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้

Inger และ Anders พวกเขามีความรัก และเชื่อมั่นในวิถีของชีวิต (Love and Life), ทั้งสองถือว่าอยู่กึ่งกลางระหว่าง ฝั่งศาสนากับฝั่งวิทยาศาสตร์ ศรัทธาของ Inger คือ เชื่อใน ความมหัศจรรย์ของชีวิต (I believe a lot of little miracles happen secretly.) ส่วน Andres ต้องการแต่งงานกับหญิงที่ตนรัก เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองจะทำต่อไปในอนาคต (คือมอบความสุขให้คนรัก) ไม่สนเรื่องความแตกต่างใดๆ

ลองดูงานถ่ายภาพของหนังนะครับ

คนนี้คือ Jesus Christ

คริสเตียนเหมือนกัน แต่ก็มี ฝั่งซ้ายจัด (Morten) vs ฝั่งขวาจัด (Peter) [รูปด้านหลัง ไม่แน่ใจว่าคือ บัญญัติ 10 ประการ หรือเปล่านะ]

บาทหลัง (ศาสนา) vs หมอ (วิทยาศาสตร์), คั่นด้วยหลอดไฟ/แสงสว่าง ภาพข้างหลังนั่นน่าจะคือ Morten ที่ตอนฉากนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝั่ง

ordet-pastro-vs-doctor

ช็อตสวยที่สุดในหนัง ฝั่งวิทยาศาสตร์ (Mikkel)-กึ่งกลาง (Inger)-ฝั่งศาสนา (พ่อ)

เกร็ด: Federspiel เธอท้องจริงๆนะครับ และคลอดลูกระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งเธอก็ยอมให้ Dreyer อัดเสียงขณะคลอดลูก เพราะมันจะมีความสมจริงมากๆ

ถ่ายภาพโดย Henning Bendtsen, ภาพที่ผมนำมาให้ชมด้านบน ไม่ใช่เป็นช็อตๆนะครับ แต่จับภาพมาจาก Long-Take ซึ่งหนังเรื่องนี้มีทั้งหมด 114 ช็อต แต่ละช็อตขั้นต่ำก็ 1 นาที ยาวสุดกว่า 7 นาที ไม่มีความรีบเร่งใดๆ นักแสดงพูด/เคลื่อนตัว กระทำอะไรช้าๆ (แบบ minimalist จริงๆ) การเคลื่อนกล้อง ส่วนใหญ่จะแพนภาพ, ติดตาม (Tracking) วนเวียนหมุนไปมารอบๆฉากนั้น มีความสวยงามราวกับภาพวาด ที่มุมกล้องเปรียบดั่งสายตา เวลามองก็กวาดวนไปรอบๆ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง

Dreyer มีความเชื่อว่า Long-Takes คืออนาคตของวงการภาพยนตร์ ส่วน Short-Cut ตัดต่อเร็วๆ นั่นคืออดีตของหนังเงียบ, แต่ปัจจุบัน 2016 ในทศวรรษที่ผ่านมานี้ คงเป็นที่รู้ๆกันว่า กลายเป็นยุคของหนังตัดต่อเร็วๆรัวๆ เวลาต่อช็อตสั้นลงมากๆ ขัดแย้งต่อความเชื่อนี้ของ Dreyer โดยสิ้นเชิง

“I believe that long takes represent the film of the future. You must be able to make a film in six, seven, eight shots…Short scenes, quick cuts in my view mark the silent film, but the smooth medium shot – with continual camera movement – belongs to the sound film. ”

– Carl Theodor Dreyer

วิธีการทำงานของ Dreyer คือ 1 วันถ่าย 1 ช็อต (ใช้เวลาถ่ายทำ 4 เดือน = 120 วัน) เช้าตื่นขึ้น จะมีการซักซ้อมเตรียมนักแสดง บทพูด ทิศทาง การเคลื่อนไหว การจัดแสง และการเคลื่อนกล้อง พอตกเย็นถึงจะเริ่มถ่ายทำ เห็นว่าตอนถ่ายจริงมักไม่เกิน 2-3 เทคก็ผ่านแล้ว

หนังทั่วไป การจัดแสงมักจะมีไฟแค่ประมาณ 1-2 ดวงก็เต็มที่แล้ว แต่หนังเรื่องนี้เห็นว่าใช้หลอดไฟกว่า 20 ดวงในแต่ละฉาก เพราะทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวกล้อง ทิศทางของแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้ต้องวางตำแหน่งของหลอดไฟในจุดต่างๆโดยรอบฉาก ซึ่งช่างไฟจะต้องทำการเปิด/ปิดตลอดเวลา โดยไม่ให้ผู้ชมทันสังเกตเห็น, นักแสดง Federspiel พูดยกย่องการจัดแสงของหนังเรื่องนี้ว่า ‘มีความโดดเด่นเหมือนจิตรกรหรือช่างแกะสลักรูปปั้น’ (Lighting was his great gift and he did it with expertise. He shaped light artistically like a sculptor or a painter would.)

เกร็ด: ถนนที่เกวียนของ Morten และ Anders ขับผ่าน ขณะไปพบ Peter the Tailor นั่นคือถนนที่ ร่างของ Kaj Munk ผู้แต่งบทละครเรื่องนี้ถูกค้นพบ เพราะถูกลอบสังหารในปี 1944 ในช่วง Nazi ยึดครอง Denmark

สำหรับฉากจบ ต้นฉบับของ Munk เขียนไว้ 2 แบบ Dreyer ก็ได้ถ่ายทำไว้ทั้ง 2 แบบเช่นกัน คือเกิดปาฏิหาริย์ และไม่เกิดปาฏิหาริย์ ก่อนที่สุดท้ายเขาจะเลือกใส่แบบหลังลงไปในหนัง

งานภาพของหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นตำนานเลยนะครับ นักวิจารณ์ชื่อดัง Roger Ebert เรียกว่า godlike ผมขนลุกแทบทุกครั้งเมื่อบางช็อตเกิน 2-3 นาทีแล้วไม่ยอมตัดสักที มันเหมือนการหายใจเข้าลึกๆที่ยาวมาก อัดอั้นจนกลั้นไว้แทบไม่อยู่ วิธีเดียวที่จะเตรียมพร้อมร่างกายให้ดูหนังเรื่องนี้ได้โดยไม่เบื่อ คือเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิมาก่อน เวลาดูก็ค่อยๆหายใจเข้าออกช้าๆ คงจะช่วยได้บ้างนะครับ

ตัดต่อโดย Edith Schlüssel
เพลงประกอบโดย Poul Schierbeck จริงๆหนังไม่มีเพลงประกอบนะครับ เน้นความสมจริงทั้งเรื่อง จะมีก็แค่เพลงเปิด/ปิดหนัง

เสียงประกอบ (Sound Effect) ถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างมากทีเดียว เพราะบางครั้งเรื่องราวดำเนินไป (ฉากส่วนใหญ่ของหนัง จะถ่ายภายใน) มีบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นข้างนอก แต่เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ เสียงคือสิ่งที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น มีความดังที่เด่นชัดมาก (ตั้งใจฟังก็จะได้ยิน) เช่น เสียงรถเข้ามาจอด, เคาะประตูเรียก ฯ กับฉากกลางคืน จะมีแสงไฟสาดส่องเข้ามาในห้องด้วย

ใจความของหนังเรื่องนี้ คือการตั้งคำถาม และพิสูจน์ศรัทธา ความเชื่อในพระเจ้า กับคนสองครอบครัวที่แม้จะเป็นคริสเตียนเหมือนกัน แต่ก็มีระดับความจริงจังในชีวิตต่างกัน, เช่นกับกับ วิทยาศาสตร์และความเชื่อ/ศรัทธา หนังท้าทายให้คุณเลือกฝั่ง แม้ผลลัพท์ตอนจบ ผลลัพท์จะเป็นเรื่องของศรัทธามากกว่า

Ordet ภาษา Denmark แปลว่า คำพูด (The Word) ตอนแรกผมคิดว่าคำนั้นของหนัง น่าจะคือ God (พระเจ้า) หรือ Faith (ศรัทธา) แต่กลายเป็นว่า เมื่อสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น คำพูดที่ออกมาดังปาฏิหาริย์ คือ Life (ชีวิต) นี่คงหมายถึง มันเรื่องของคุณที่จะอยู่ฝั่งไหน เพราะนั่นล้วนคือวิถี ‘ชีวิต’ ของมนุษย์

เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย หนังมีครบทั้ง 4 อย่าง เป็นวัฏจักรชีวิต, สุข-ทุกข์, เศร้า-สมหวัง, ดีใจ-เสียใจ ฯ อารมณ์ต่างๆของมนุษย์ก็มีอยู่ (น่าจะ) เกือบครบ เหล่านี้คือ วิถี ซึ่งเราสามารถมองหนังเรื่องนี้ว่าคือ เรื่องเล่าของ ‘ชีวิต’ ก็ยังได้

การพิสูจน์ศรัทธา เชื่อไม่เชื่อ จริงไม่จริง ผมเคยพูดถึงมาแล้วใน The Passion of Joan of Arc (1928) นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับศาสนา/ลัทธิ ที่ไม่พบเห็น ‘ความจริง’ เป็นสัจธรรมเท่านั้น, เพราะคำว่า ‘ศาสนา’ ในมุมของพวกเขาคือ ‘ความเชื่อ’ ไม่มีหลักสากล หรือวิธีการใดที่จะสามารถใช้พิสูจน์สิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้ สิ่งที่พวกเขาค้นหาจึงไม่ใช่ความจริง แต่เป็นแค่ความเชื่อ ศรัทธา ที่เถียงกันไปก็ไม่มีวันจบ, ซึ่งตอนจบของหนังเรื่องนี้ ได้ทำสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์ของศรัทธา

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนไม่ชอบปาฏิหาริย์นะครับ แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ตอนจบ สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากศรัทธา ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าต่อพระเจ้า ที่สามารถทำให้หญิงสาวฟื้นคืนชืพหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ มีแต่คนเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น ถึงจะยอมรับได้, กับพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขนสิ้นพระชมน์ ฟื้นคืนชีพใน 7 วัน นี่ผมยังเชื่อในปาฏิหาริย์ที่อาจเกิดขึ้นจริงได้ แต่กับหญิงสาวในหนัง นั่นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือการชวนเชื่อ (Propaganda) ให้ผู้ชมเทิดทูนศรัทธาในพระเจ้า ล้างสมองใหเชื่อเถอะว่าพระองค์มีจริง และสามารถทำสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้นให้เกิดขึ้นจริงได้

จะเห็นว่า impact ความทรงพลังของหนังเรื่องนี้มีต่อผม (ผู้ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์) รุนแรงมากๆ ในทางต่อต้าน เพราะผมไม่ได้นับถือศาสนาด้วยศรัทธา แต่ด้วยความรู้จริงที่พิสูจน์แล้ว เชื่อถือได้ ไม่สั่นคลอน, กับหนังที่เป็นการท้าพิสูจน์ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าแล้วอ้างว่าจริงแท้ เชื่อไปเถอะ นี่เป็นจัดฉากลวงโลก สร้างภาพลวงตาครั้งใหญ่ ที่กับคนมีความเชื่อ/ศรัทธาในสิ่งนี้แบบจริงจัง คงจะถูกโน้มน้าว ตอกย้ำความยึดมั่นอย่างแรงกล้า นั่นเป็นสิ่วผมไม่อยากจินตนาการต่อเลยนะครับ

กับคนที่นับถือศาสนาคริสต์ทุกท่าน ไม่ว่าจะนิกายไหน ผมไม่ได้จะลบหลู่พวกคุณนะครับ ศรัทธาเป็นเรื่องส่วนตัว ดูหนังเรื่องนี้ มันอาจทำให้คุณเปลี่ยนไป ยึดมั่นยิ่งขึ้นในศรัทธา ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความดื้อรั้น เกรี้ยวกราด แสดงความรุนแรง ต่อต้านคนที่ไม่เชื่อเหมือนกับตน, ขอให้มีสติตระหนักระลึกไว้ โลกเรามีสองฝั่งเสมอ มีคนเชื่อในพระเจ้า ก็ต้องมีคนไม่เชื่อ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องพระเจ้า เพราะมันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรในชีวิต แต่ท่านไม่ได้บอกว่าพระเจ้าไม่มีจริง ใครที่ศึกษาพุทธอย่างละเอียดก็สามารถพูดได้ว่า พระเจ้า/สวรรค์มีจริง แต่ไม่ใช่ในแบบที่ศาสนาคุณคิดหรอกนะ

แนะนำกับคนที่ต้องการดูหนังโคตรคุณภาพ กับ Long-Take ที่สุดตราตรึง ผมคิดว่า สวยงามที่สุดในโลกภาพยนตร์แล้ว, คนทำงานสายภาพยนตร์ ศึกษาวิธีการของ Carl Theodor Dreyer ไว้ให้ดี อนาคตยุคถัดไปของวงการภาพยนตร์คือ Long-Take (หรือเปล่า)

กับชาวคริสต์ทั้งหลาย นี่เป็นหนังที่พวกคุณคงแนะนำต่อๆกันว่า “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” และยังมี The Passion of Joan of Arc (1928) กับ Diary of a Country Priest (1951) ที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน

จัดเรต 15+ กับประเด็นความเชื่อ ศรัทธา ความขัดแย้ง และการชวนเชื่อ

TAGLINE | “Ordet ของ Carl Theodor Dreyer คือหนังพิสูจน์ศรัทธาสุดยิ่งใหญ่ ของผู้นับถือพระเจ้า เท่านั้น!”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of