Phantom Thread (2017)

Phantom Thread (2017) hollywood : Paul Thomas Anderson ♥♥♥♥♡

นิยามความรักในทัศนคติของผู้กำกับ Paul Thomas Anderson คือใครสักคนที่สามารถปลดเปลื้องอาภรณ์ภายนอกออก แล้วค้นพบสิ่งเร้นลับที่แอบซ่อนอยู่ภายใน แม้บางครั้งจะอาบเคลือบขมด้วยยาพิษ ชีวิตต้องหยุดนิ่งลงสักพัก แต่เธอจักกลายเป็นโลกทั้งใบ สายใยสัมพันธ์ที่มิอาจตัดให้ขาดทิ้งได้

ภาพยนตร์ของ Paul Thomas Anderson น่าจะทุกเรื่องมีความเป็น ‘ศิลปิน’ ส่วนตัวสูงมากๆ เรื่องราวภายนอกที่ผู้ชมรับรู้พบเห็นเปรียบดั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ (แบบหนังเรื่องนี้) เปลี่ยนชุดสลับแนวไปเรื่อยๆ แต่เนื้อในใจความหมาย ล้วนมีความซับซ้อนลุ่มลึกซึ้งยิ่งนัก ต้องอาศัยการครุ่นคิดวิเคราะห์ตีความอย่างหนัก ถึงค้นพบเห็นเรื่องราวความตั้งใจที่แอบซ่อนอยู่

Phantom Thread อาจไม่ใช่ผลงาน Masterpiece ของ Anderson เมื่อเทียบกับ There Will Be Blood (2007) หรือ The Master (2011) แต่น่าจะถือว่าใกล้ชิดติดตัวที่สุดแล้ว เพราะพูดถึงเรื่องราวความรัก ได้แรงบันดาลใจจาก วันหนึ่งล้มป่วยนอนอยู่บนเตียง ภรรยา Maya Rudolph เป็นภาระดูแลพยาบาล ทำให้เขามองเห็นแววตาการแสดงออกของเธอ เต็มไปด้วยความละมุนห่วงใย รักที่ไม่ได้ใคร่สังเกตเห็นมานานนับตั้งแต่วันแต่งงาน มันยังคงอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิมสินะ

ตอนที่ Anderson นำโปรเจคนี้ไปคุยกับ Daniel Day-Lewis ในตอนแรกพวกเขาหัวเราะยิ้มร่า ตามด้วยน้ำตาไหลพรากๆเพราะความซาบซึ้งกินใจ ตกลงร่วมงานกันโดยไม่ต้องมีคำพูดอื่นใด

ระหว่างรับชมหนังเรื่องนี้ โดยไม่รู้ตัวน้ำตาผมไหลพรากๆออกมาเช่นกัน ซาบซึ้งเข้าใจในสิ่งที่นางเอกกระทำ วางยาพิษไม่ใช่เพื่อแก้แค้นหรือเข่นฆ่าให้ตาย แต่ด้วยความรักที่ต้องการให้พักจากการงานเสียบ้าง (นึกถึงตัวเอง วันๆเอาแต่นั่งเขียนบทวิจารณ์ไม่ยอมทำอะไรอื่น) เมื่อเวลาหยุดนิ่งจะได้พบเห็นสิ่งอื่นที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นคือฉันที่คอยอยู่ดูแลใกล้ชิดเธอเสมอ

อดไม่ได้ต้องเปรียบเทียบกับ มะลิลา (พ.ศ. ๒๕๖๑) ออกฉายใกล้ๆกันด้วย เรื่องนั้นคือความงดงามของการจัดดอกไม้ทำบายศรี ขณะที่เรื่องนี้คือการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า ต่างมีความประณีตบรรจง นุ่มนวลละไมระดับวิจิตร และปลายทางต่างพูดถึงการหยุดนิ่งปล่อยวาง แค่ว่า Phantom Thread คือความสุขของการว่ายเวียนวนอยู่บนโลกใบนี้ ขณะหนังไทยไปไกลระดับหลุดพ้น

Paul Thomas Anderson (เกิดปี 1970) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Studio City, California, มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน ไม่สนิทกับแม่ ติดพ่อที่เป็นนักแสดง/จัดรายการโทรทัศน์ เลยมีความต้องการโตขึ้นอยากเป็นผู้กำกับ หัดสร้างหนังสั้นตั้งแต่อายุ 8 ขวบด้วยกล้อง Betamax (กล้องบันทึกเทป) โตขึ้นเริ่มทำงานเป็น Production Assistant ในรายการโทรทัศน์, Music Video ฯ เก็บหอมรอมริดเงิน $20,000 เหรียญ สร้างภาพยนตร์ขนาดสั้น Cigarettes & Coffee (1993) ส่งไปฉายเทศกาลหนัง Sundance ได้นายทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Hard Eight (1996), ตามด้วยผลงานสร้างชื่อ Boogie Nights (1997), Magnolia (1999), Punch-Drunk Love (2002), There Will Be Blood (2007), The Master (2012)

มีผู้กำกับ 4 คนที่คว้าสามรางวัลใหญ่ (Palme d’Or, Golden Lion, Golden Bear) จากสามเทศกาลหนัง Big 3 (Cannes, Venice, Berlin) แต่มีเพียงผู้กำกับคนเดียวเท่านั้นที่คว้า Best Director ครบจากทั้งสามเทศกาล นั่นคือ Anderson
– Punch-Drunk Love (2002) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes
– There Will Be Blood (2007) จากเทศกาลหนังเมือง Berlin
– The Master (2012) จากเทศกาลหนังเมือง Venice

น่าจะถือว่า Anderson คือผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน ที่มีฝีมือโดดเด่นยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุคนี้ เข้าชิง Oscar ถึง 8 ครั้งแล้ว (สาขา Best Director สองครั้ง) แต่ยังไม่เคยได้สักรางวัล กับหนังเรื่องนี้คงไม่ได้ลุ้น ก็ไม่รู้ Academy จะมองข้ามไปอีกนานแค่ไหน

แซว: ในรอบทศวรรษ 2010s สังเกตว่ายังไม่มีผู้กำกับสัญชาติอเมริกันแท้ๆคว้า Oscar: Best Director เลยนะ ใกล้เคียงสุดคือ Damien Chazelle กับ La La Land (2016) แต่พ่อสัญชาติฝรั่งเศส แม่เป็นแคนาเดี้ยน ได้สัญชาติอเมริกันเพราะเกิดที่ Providence, Rhode Island

Anderson ค้นหาข้อมูลในอุตสาหกรรมแฟชั่นเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจ ได้สองดีไซเนอร์เป็นอิทธิพลต่อหนังคือ
– Cristóbal Balenciaga Eizaguirre (1895 – 1972) สัญชาติ Spanish ผู้ก่อตั้ง Balenciaga Fashion House ได้รับการยกย่องจาก Christian Dior (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dior) ให้ฉายาว่า ‘The Master of Us All’ เป็นคนที่มีความแน่วแน่ เรื่องมาก เปะๆ ไม่ประนีประนอม
– Charles James (1906 – 1978) สัญชาติอังกฤษ แต่โด่งดังที่ Paris และ New York จนได้รับฉายาว่า ‘America’s First Couturier’ ถือเป็น Fashion Designers ผู้ทรงอิทธิพลสุดในศตวรรษ 20

เรื่องราวมีพื้นหลัง 50s ณ กรุง London, นักออกแบบแฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง Reynolds Woodcock (รับบทโดย Daniel Day-Lewis) อาศัยอยู่กับพี่สาว Cyril (รับบทโดย Lesley Manville) ใช้ชีวิตเวียนวนดั่งวัฏจักร ออกค้นหาหญิงสาวเพื่อมาเป็นต้นแบบ เลี้ยงดูปูเสื่อจนอิ่มหนำ แต่พอเธอเริ่มปล่อยตัว เรียกร้องความสนใจ ไม่นานนักก็มักจากไป ทำให้ต้องออกหาคนใหม่ กระทั่งครั้งหนึ่งได้พบเจอกับ Alma Elson (รับบทโดย Vicky Krieps) แรกๆก็เหมือนสาวอื่นทั่วไป แต่เธอไม่ยินยอมพ่ายแพ้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์เอาด้วยคาถา นี่ทำให้ Reynolds หัวปลักหัวปลำไปต่อไม่ถูกเลย

Sir Daniel Michael Blake Day-Lewis (เกิดปี 1957) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME เมื่อปี 2012 ว่าคือ ‘World’s Greatest Actor’ เกิดที่ Kensington, London ลูกของนักกวี Cecil Day-Lewis (1904 – 1972) กับแม่ที่เป็นนักแสดง Jill Balcon (1925 – 2009) ความสนใจในวัยเด็กมีสามอย่างคือ เกี่ยวกับงานไม้, การแสดง และตกปลา, ตัดสินใจเลือกเป็นนักแสดงละครเวทีที่ National Youth Theatre ฝึกหัดอยู่หลายปีจนได้รับโอกาสเข้าเรียน Bristol Old Vic ภายใต้ John Hartoch ที่เคยให้สัมภาษณ์

“There was something about him even then. He was quiet and polite, but he was clearly focused on his acting – he had a burning quality. He seemed to have something burning beneath the surface. There was a lot going on beneath that quiet appearance.”

รับบทเล็กๆในภาพยนตร์ Gandhi (1982), เสียงวิจารณ์ล้นหลามกับ My Beautiful Laundrette (1985), A Room with a View (1985), ครุ่นคิดแนวทาง Method Acting ของตนเอง สวมบทบาทเป็นตัวละครตลอดการถ่ายทำกับเรื่อง My Left Foot (1989) จนคว้า Oscar: Best Actor ได้เป็นครั้งแรก, โกอินเตอร์ข้ามมาฝั่ง Hollywood ในผลงาน The Last of the Mohicans (1992), The Age of Innocence (1993), Gangs of New York (2002), และคว้า Oscar: Best Actor ตัวที่ 2-3 กับ There Will Be Blood (2007), Lincoln (2012)

รับบท Reynolds Woodcock นักออกแบบตัดเย็บชุดสตรี ชอบความสันโดษ แต่มีความเรื่องมาก ละเอียดอ่อน เนี๊ยบเปะ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นไฮโซ คนชนชั้นสูงในสังคม, อาศัยอยู่กับพี่สาวที่คอยดูแลช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง เหมือนมีปม Oedipus ติดแม่ การได้พบเจอ Alma Elson แรกๆคงเหมือนหญิงสาวคนอื่นๆทั่วไป แต่ความชั่วร้ายของเธอได้ทำให้เขาหวนระลึกจินตนาการเห็นภาพแม่สุดที่รัก ยินยอมขอแต่งงาน ค่อยๆถูกครอบงำจนเสียการงาน แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินแก้ไขไปเสียแล้ว

แซว: Woodcock เป็นคำที่ Day-Lewis แยบใส่ Anderson ทำให้เขาหัวเราะจนท้องแข็ง เลยตัดสินใจเอามาตั้งเป็นชื่อตัวละคร

ในการเตรียมรับบทนี้ Day-Lewis นั่งชมฟุตเทจแฟชั่นโชว์ทั้งหมดใน Archive ช่วงทศวรรษ 40s-50s รับคำปรึกษาจาก Victoria and Albert Museum in London ทั้งยังกลายเป็นลูกศิษย์(เอก)ของ Marc Happel หัวหน้าแผนกเครื่องแต่งกายของ New York City Ballet รวมทั้งทดลองออกแบบตัดเย็บชุดเดรสให้ภรรยาสวมใส่ออกงานจริงๆ

เราจะได้ยินสำเนียงอังกฤษแท้ๆของ Day-Lewis ติดแหบเล็กๆ น่าลุ่มหลงใหลยิ่งนัก, สายตาแห่งความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการทำงานตัดเย็บ มือเคลื่อนไหวจับแต่งอย่างมืออาชีพ (ชอบตรงท่าเท้าคางเป็นเอกลักษณ์มาก) เวลาซึมช่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง เกรี้ยวกราดก็เคียดแค้นคลั่งแรง ไม่มีคำบรรยายเรียกอย่างอื่นนอกจากสมบูรณ์แบบ

แม้ความทุ่มเทเต็มที่จัดเต็มเสมอ กระนั้นนี่ก็ไม่ใช่หนังเรื่องที่ Day-Lewis มีการกระแทกกระทั้นอารมณ์ออกมาแรงจัดๆบ่อยครั้งนัก เมื่อเปรียบเทียบกับ There Will Be Blood (2007) หรือ Lincoln (2012) จึงถือว่าเบากว่ากว่ามาก แต่เพราะความเข้าใจของเขาต่อตัวละครและเรื่องราว ส่งผลให้เขาครุ่นคิดได้ถึงตัวเอง ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วหรอกหรือที่จะวางยาพิษของตัวเอง กลายเป็นเด็กน้อยนอนป่วยพักอยู่บนเตียง ยุติการแสดง แล้วให้เวลาความสำคัญกับสิ่งอื่นๆบ้าง

“I haven’t figured it out. But it’s settled on me, and it’s just there…I dread to use the overused word ‘artist,’ but there’s something of the responsibility of the artist that hung over me. I need to believe in the value of what I’m doing. The work can seem vital. Irresistible, even. And if an audience believes it, that should be good enough for me. But, lately, it isn’t.”

นี่รวมถึงเหตุผลที่เขาไม่คิดรับชมหนังเรื่องนี้ เพราะมันจะทำให้หวนระลึกถึงความทุกข์เศร้าระทมใจ บางสิ่งอย่างที่ตระหนักได้ในช่วงการถ่ายทำ ถ้ารับชมแล้วคงหยุดน้ำตาไหลพรากๆไม่ได้อย่างแน่

หลายคนให้ข้อสังเกตว่า สักวัน Day-Lewis น่าจะหวนกลับมา เพราะเขาเพิ่งจะอายุ 60 เท่านั้นเอง แม้เจ้าตัวยืนกรานขีดเส้นตาย … แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ

“I didn’t want to get sucked back into another project. All my life, I’ve mouthed off about how I should stop acting, and I don’t know why it was different this time, but the impulse to quit took root in me, and that became a compulsion. It was something I had to do.”

Vicky Krieps (เกิดปี 1983) นักแสดงสัญชาติ Luxembourgian เกิดที่ Luxembourg City, เข้าเรียนการแสดง Conservatoire of Luxembourg City ตามด้วย Zurich University of the Arts กลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่ Schauspielhaus Zürich, สำหรับภาพยนตร์ เพราะพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ/ฝรั่งเศส/เยอรมัน จึงมีผลงานหลากหลายในยุโรป อาทิ Anonymous (2011), Hanna (2011), Pitter Patter Goes My Heart (2015), The Young Karl Marx (2017) ฯ

รับบท Alma Elson จากสาวเสริฟจอมซุ่มซ่าม ได้มีโอกาสเติบเต็มความกระหาย(ในรัก)ของ Reynolds Woodcock ไม่เคยพูดปฏิเสธ กลายมาเป็นนางแบบลองชุดตัดเย็บเสื้อผ้า หลงใหลคลั่งไคล้ใน passion ของเขา ค่อยๆมีพัฒนาการ ค้นหาวิธีโน้มน้าวให้ตกหลุมรัก แม้มันอาจจะดูชั่วร้ายกาจไปเสียนิดก็เถอะ แต่ก็เพียงพอให้ได้แต่งงานอยู่ร่วมกันถาวร แม้หลังจากนั้นเธอจะกลายเป็นเสมือนนกในกรง ต้องการโบยบินโหยหายอิสระ แต่ไปแล้วก็อยากหวนย้อนคืนกลับมา เพราะในจิตใจหญิงสาวมีเพียงเขารักมากยิ่งเพียงคนเดียว

Anderson พบเจอ Krieps จากภาพยนตร์เรื่อง The Chambermaid Lynn (2014) เป็นแนว Black Comedy สัญชาติ German ที่ทำให้เธอคว้ารางวัล German Film Critics’ Award: Best Actress คงด้วยภาพลักษณ์สาวใช้ (น่าจะจอมซุ่มซ่าม) ไม่ก็เต็มไปด้วย Passion ในบางสิ่งอย่าง

ได้รับคำขอจาก Day-Lewis ให้พบเจอกันครั้งแรกในกองถ่าย ขณะที่เขาอยู่ในตัวละครตลอดเวลา (ยังขอให้เรียกว่า Reynolds ตลอดเวลาด้วย) เพื่อจะได้มีความหวาดหวั่นสะพรึงเล็กๆ สะท้อนออกมาจากการพบเจอครั้งแรกของตัวละคร (พบเจอ ถ่ายทำฉากแรกในร้านอาหาร แบบเดียวกับตัวละครเปะๆ) ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปจักค่อยๆสามารถปรับตัว ประสานสอดคล้อง แทรกเข้าไปอยู่ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว โดดเด่นเคียงข้างแบบไม่หวั่นกลัวเกรงอะไร

“I see it not as a duel but as a duet – a dance. The power levels are different in Alma and Reynolds. Many relationships can become difficult and it can be hard to find a way back. Alma finds a dangerous way”.

ผมชอบรอยยิ้มและการเล่นหูเล่นตาของ Krieps อย่างยิ่งเลยละ มีความหวาน หยดย้อย สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในออกมาอย่างบริสุทธิ์จริงไม่มีเสแสร้ง โดยเฉพาะช่วงหลังขณะกำลังทำบางสิ่งอย่างชั่วร้าย สายตามีความแน่วแน่ตั้งมั่นในรักอย่างยิ่ง ไร้ความเคลือบแคลง ไม่ได้ต้องการฆ่าให้ตาย (นั่นน่าจะเป็นวินาทีต่อกรกับ Day-Lewis ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อที่สุดแล้ว)

สิ่งที่ทำให้ Krieps สามารถรุกรับต่อกรกับ Day-Lewis ได้อย่างสูสีเคียงบ่าเคียงไหล่ เพราะเธอสามารถสร้างบางสิ่งอย่าง บรรยากาศขึ้นรอบๆตัวเอง ในโลกที่รายล้อมด้วยกฎระเบียบกรอบเกณฑ์ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องคอยก้มหัวยินยอมทำตามทุกสิ่งอย่าง นั่นทำให้เธอโดดเด่นจรัสขึ้นมา ประกอบกับเสื้อผ้าหน้าผมงามเฉิดฉาย ดูดีมีสง่าราศรีจับ แค่ภาพลักษณ์ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าหลงใหล ปรุงแต่งเพิ่มรสชาติสีสันเข้าไปหน่อยก็ร้อนแรงใช้ได้เลย

Lesley Ann Manville (เกิดปี 1956) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Brighton, Sussex ตอนอายุ 8 ขวบเรียนเป็นนักร้อง Soprano ก่อนหันเหมาสนใจด้านการแสดง เข้าเรียน Italia Conti Academy of Theatre Arts, เริ่มมีผลงานการแสดง West End, ตามด้วย Royal Shakespeare Company, ภาพยนตร์เรื่องแรก Dance with a Stranger (1985), ผลงานเด่นๆ มักกับผู้กำกับ Mike Leigh อาทิ Topsy-Turvy (1999), All or Nothing (2002), Aonther Year (2010), Mr. Turner (2014) ฯ

รับบท Cyril Woodcock พี่สาวของ Reynolds เป็นคนรักน้องอย่างยิ่ง เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปในบ้านและร้าน คอยเสี้ยมสอนชี้แนะนำ เป็นปากเสียงตัดสินใจแทนในหลายๆเรื่อง แต่การมาถึงของ Alma Elson ราวกับกำลังจะถูกแก่งแย่งชิงอำนาจนี้ไป แม้จะไม่ได้มีปากเสียงขัดแย้งอะไร แต่ก็สงสารเห็นใจน้องรักอย่างถึงที่สุด

Manville ถูกขอให้อาศัยอยู่ร่วมชายคากับ Day-Lewis ทำความรู้จัก พูดคุยสนิทสนมกันก่อนหน้าถ่ายทำถึง 6 เดือน ไม่ใช่สักซ้อมบท แต่คือพูดคุยเรื่อยเปื่อยไร้สาระ จนพวกเขากลายเป็นเพื่อนสนิท นี่ก็เพื่อสร้างความชิดเชื้อให้กับสองตัวละคร มีความเข้าขาคล้องจองกันเป็นอย่างดี

ความเฉียบแหลมคมในสายตา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และคำพูดของ Manville ทำให้ตัวละครนี้เนี๊ยบเปะ เรื่องมากจุ้นจ้านยิ่งเสียกว่า Reynolds เสียอีกนะ แต่แปลกที่ไม่พบเห็นช่วงประจำเดือนอารมณ์ขึ้นๆลงๆ ดัดจริตแบบคงที่ประดับพื้นหลังผนังบ้านได้อย่างมีเสน่ห์

“I was using all my creative genes. We were really working together as a team to make this come to life, which was wonderful.”

นี่น่าจะเป็นผลงานเข้าใกล้ Oscar ที่สุดของ Manville แล้วกระมัง แม้คงจะไม่ได้ แต่ถือเป็นโอกาส ความภาคภูมิใน ประสบการณ์ในชีวิตที่หาได้ยากยิ่งเลยละ

สำหรับทีมงานที่อยู่ในบ้าน/โรงงาน ของ Woodcock มิใช่นักแสดงตัวประกอบ แต่คือนักออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าในวงการนี้จริงๆ มีทั้งที่เกษียณไปแล้ว, ขอยืมตัวจาก Victoria & Albert Museum, รวมถึงทีมงานที่ออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าใช้ในหนังเรื่องนี้ ฯ

ก็ไม่รู้จะรีบเร่งไปไหน สัปดาห์หนึ่งถ่ายทำหกวัน หยุดเพียงวันอาทิตย์ แต่ Krieps กลับไม่เคยได้พักผ่อน เพราะเธอต้องลองชุดหลายสิบตัว เพื่อเลือกนำมาใช้ในวันถ่ายทำจริง

ในเครดิตไม่มีระบุว่าใครเป็นตากล้องถ่ายทำ แต่ว่ากันว่า Paul Thomas Anderson เป็นผู้ควบคุมขยับเคลื่อนไหวกล้องเองเลย เพราะขาประจำส่วนตัว Robert Elswit ติดโปรเจคอื่นอยู่ ไม่ว่างมาทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว (และคงหาตากล้องคนใหม่ที่เข้ากับวิสัยทัศน์แทนไม่ทัน Anderson ก็เลยจับกล้องถ่ายทำเองดีกว่า)

หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ที่ North Yorkshire, London ฯ สำหรับบ้าน/โรงงาน ของ Woodcock เลือกคฤหาสถ์ Owlpen Manor, Cotswolds แต่ผู้ชมจะเห็นเฉพาะแค่ข้างใน ไม่มีโอกาสได้เห็นทั้งหลังด้านนอกแบบเต็มๆ

ถึง Anderson จะไม่ใช่ตากล้องมืออาชีพ แต่เขาก็มีวิสัยทัศน์ไดเรคชั่นที่ก็ไม่เลวทีเดียว (แต่ส่วนตัวคิดว่า ถ้าได้ Elswit งานภาพน่าจะสวยงามโดดเด่นกว่านี้อีก) อย่างฉากแรกๆเริ่มต้นเช้าวันใหม่ Reynolds กำลังหวีผม สวมใส่เสื้อผ้า มีช็อตหนึ่งกล้องค่อยๆเลื่อนเข้าไปตรงบันได แล้วเงยขึ้นเห็นราวชั้นสองสามเหมือนจะแทรกสอดกัน ก่อนจนสิ้นที่แสงสว่างสาดส่องจากบนหลังคา ให้สัมผัสของเช้าวันใหม่ เงยหน้าขึ้นรับความสดใส นี่เป็นการแนะนำสิ่งที่อยู่ ‘ภายใน’ จิตใจของของมนุษย์/Reynolds/ผู้กำกับ Anderson ซึ่งผมเปรียบเทียบสัญลักษณ์บันได เทียบได้กับ ‘โครงกระดูก’ ซึ่งเป็นแก่นกลาง สันหลังที่ทำให้มนุษย์สามารถนั่งตั้งตรง แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในโลก

การพบเจอครั้งแรกของทั้งสองในร้านอาหาร ตำแหน่งริมหน้าต่างที่ Reynolds นั่งอยู่ จะมีกระจกเห็นภาพชนบทภายนอก ขณะที่ Alma เธอเดินเข้ามายืนในตำแหน่งของกรอบหน้าต่างนี้พอดี ราวกับการเพิ่งเดินเข้ามา(อยู่ในชีวิตของ Reynolds)

การลองชุดเป็นช่วงเวลาแห่งความใคร่พิศวงของ Alma เพราะเธอยังไม่เข้าใจ ‘Passion’ ของ Reynolds ว่าต้องการอะไร เราจึงเห็นภาพสะท้อนใบหน้าของหญิงสาวจากกระจกด้านหลัง

ขณะที่ Ryenolds เหมือนว่าจะสนใจแต่เรือนร่างรูปลักษณ์ภายนอก ให้สวมชุดลำลอง วัดขนาด เรียกว่ารับรู้จักทุกสัดส่วนรูขุมขน ปลดเปลื้องจนหลงเหลือเพียงตัวเปล่าๆ

ไม่เพียงเท่านี้ การอยู่ดีๆเดินเข้ามาของ Cyril นั่นทำให้เธอรับรู้ว่าตัวเองมีคู่แข่งของหัวใจ ซึ่งพี่สาวมักนั่งแอบๆเห็นเป็นภาพเบลอๆอยู่ด้านหลัง ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย แต่มีอิทธิพลครอบงำพวกเขาอยู่

สิ่งโดดเด่นชัดขึ้นมาในฉากอาหารเช้า คือเสียงขยับโน่นนี่นั่นด้วยความจงใจของ Alma เพื่อก่อกวนความจู้จี้จุกจิกเรื่องมากของ Reynolds เป็น Sound Effect ที่กระหึ่มเสียเหลือเกิน

มีอีกฉากหนึ่งที่ Alma ยกน้ำชาเข้ามาก่อกวนการทำงานของ Reynolds ก่อนถูกย้อนไปว่า (ผู้กำกับ Anderson ชื่นชอบประโยคนี้สุดในหนัง)

“The tea is going out; the interruption is staying right here with me.”

บันได ยังถูกใช้เพื่อกำหนดบทบาทอิทธิพลของกันและกัน อย่างช็อตนี้ Alma ยืนอยู่ด้านบน เพราะต้องการครอบงำสร้างอิทธิพลให้เหนือกว่า แต่ Reynolds เหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจนัก ช็อตต่อไปเขาจะเดินขึ้นบันไดหนีไปอาบน้ำ เพราะไม่ต้องการอยู่ตำแหน่งต่ำกว่า

Alma สวมชุดสีแดง ขณะที่ Reynolds สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ตรงกันข้ามเติมเต็มกันจัง

ฉากขอแต่งงาน ใช้การถ่ายทำ Long-Take ค่อยๆเคลื่อนซูมเข้าไปทีละนิด จริงๆจะมีชุดแต่งงาน (ของเจ้าหญิง) ปรากฎอยู่ด้านซ้ายของภาพก่อนซูมมาถึงจังหวะนี้ด้วย

ขณะที่ Reynolds จะต้องตัดเย็บชุดแต่งงานให้กับเจ้าหญิงจาก Belgian แต่กลับถูกวางยาพิษจนล้มป่วย และทำให้เกิดรอยด่างขึ้นที่ชุด ช่างต้องเย็บซ่อมกันจนเช้าถึงเอาเสร็จสิ้นได้ ซึ่ง Alma ได้มีโอกาสพบเจอความลับที่แอบซ่อนอยู่ เปรียบได้กับการค้นพบความลับ/ตัวตน/สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของคนรัก

เหตุผลที่ Reynolds ขอ Alma แต่งงาน ไม่ใช่เพราะความซาบซึ้งใจที่เธอคอยช่วยเหลือพยาบาลเขาให้ผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานนี้ แต่คือได้ละเมอเพ้อเห็นภาพในชุดเจ้าสาวของแม่ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย เห็นหญิงสาวดั่งแม่ตนเอง ก็เลยตัดสินใจขอแต่งงาน (ถ้าคุณรู้จักปม Oedipus ก็น่าจะเข้าใจเหตุผลนี้นะ)

แต่วินาทีที่ชีวิตแต่งงานเริ่มต้นขึ้น สถานที่ Honeymoon ไปกันยังเทือกเขา … ประเทศ Switzerland นี่เป็นการเปรียบเปรยถึงความเย็นชา ยะเยือก ในสัมพันธ์รักของพวกเขา

ก็ไม่นานนักที่ Reynolds จะรับรู้ตัวตนแท้จริงของ Alma แม้อาจไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วเธอเป็นคนวางยาพิษเขา แต่รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดมหันต์กับการแต่งงานครั้งนี้ ต้องการให้พี่สาวช่วย ช็อตนั้นเห็น Alma เป็นภาพเบลอๆยืนอยู่ด้านหลัง พูดออกมาแบบไม่ใคร่สนใจ เห็นหัวอะไรทั้งนั้น

ฉากที่ผมชอบสุดในหนังคือการกินไข่ เพราะผู้ชมรับรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาหารที่ Alma ปรุงให้ แต่ Reynolds ก็ไม่รู้ว่ารับรู้หรือเปล่า (อาจคิดว่า รู้แล้วก็ได้) ตักขึ้นมายิ้ม อม เคี้ยว ลุ้นตัวโก่งว่าจะกลืนเข้าไป พออาหารลงคอไป วินาทีนั้นหญิงสาวยิ้มกริ่ม ความรังเกียจชังที่ชายคนรักมีให้มา ได้ถูกกลืนขจัดกินกลับคืนเข้าสู่ตนเองหมดสิ้น เขากลับกลายเป็นของเธออีกครั้ง

Alma ตัดสินใจเล่าเหตุผลและแผนการทั้งหมด (รวมถึงอนาคตความเพ้อฝันของตนเอง) ให้ Reynolds รับฟัง ด้วยความบริสุทธิ์จริงแท้จากใจ แต่ก็แทนที่เขาจะหวาดกลัวเกรงปฏิเสธต่อต้าน กลับถาโถมโอบกอดรับด้านมืดนี้ของตนเอง ยินยอมให้เธอวางยาพิษต่อไปชั่วกัปชั่วกัลป์, ยาพิษ ในบริบทของหนังนี้ถือเป็นสิ่งสัญลักษณ์ ที่สะท้อนความเจ็บปวด ขืนขม ทั้งร่างกายจิตใจ สภาพของคนที่ตกหลุมคลั่งไคล้ในรัก หรือความสุขที่เกิดจากความทุกข์ทรมาน

ตัดต่อโดย Dylan Tichenor ผลงานเด่น อาทิ Brokeback Mountain (2005), There Will Be Blood (2007), Zero Dark Thirty (2012) ฯ

หนังเริ่มต้นด้วย Alma Elson เหมือนกำลังให้สัมภาษณ์ใครสักคน พูดเล่าบรรยาย สารภาพเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลารู้จักพบเจอ Reynolds Woodcock ก็ไม่รู้เหตุการณ์ Prologue ขณะนี้เริ่มต้นที่ตรงไหน ช่วงสามีกำลังป่วยหรือหลายปีถัดจากนั้น หรือเขาอาจเสียชีวิตไปแล้วก็เป็นได้

การดำเนินเรื่องด้วยเสียงบรรยายของ Alma ทำให้เหตุการณ์สามารถกระโดดไปมา โดยไม่จำเป็นต้องมีเวลากำหนดตายตัว บางครั้งแทรกภาพในจินตนาการความฝันของเธอเข้ามาด้วย แยกกันออกหรือเปล่า? (แต่อนาคตนั้น ไม่รู้จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่านะ)

เพลงประกอบโดย Jonny Greenwood นักกีตาร์ แต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ อดีตสมาชิกวง Radiohead ที่กลายเป็นขาประจำของ Anderson ตั้งแต่ There Will Be Blood (2007)

หนังมีส่วนผสมของทั้งบทเพลง Classic มีชื่อ และ Original เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ที่ต้องชมเลยว่ามีความไพเราะ เสนาะ ลื่นไหล นุ่มนวล ‘Instant Classic’ สร้างบรรยากาศ แทนอารมณ์ ควบคุมโทนหนังทั้งเรื่องได้อย่างอยู่หมัด

หลายครั้งของหนังเป็นเพลงประกอบภาพ (และเสียงบรรยาย) ไม่มีบทพูดสนทนาใดๆ เรื่องราวเล่าด้วยภาพดำเนินไป เสียงเพลงมีลักษณะเหมือนคำร้อง (ที่ไม่มีเสียงพูด) คล้ายๆเพลงคลาสสิกของ Claude Debussy สร้างสัมผัสแทนอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างงดงาม ไร้ที่ติ

ผมฟินมากๆกับบทเพลง House of Woodcock ได้ยินแล้วน้ำตาจะไหล เสียงเปียโนนุ่มๆที่มักเล่นโน๊ตคู่ เคล้าคลอเคลียกันเรื่อยไป ให้สัมผัสอันโดดเดี่ยวอ้างว้าง ตามประสานด้วยไวโอลินที่คล้องรับ ค่อนๆปรับจูนจนประสานกันได้อย่างลงตัว นี่ถ้าเปรียบแล้ว เปียโนโน๊ตคู่ = Raynolds กับ Cyril ขณะที่ไวโอลิน = Alma

ก็ไม่รู้ชื่อเพลงอะไรนะ แต่ Orchestra ที่กระหึ่มรับกับทำนอง Main Theme ราวกับโลกถึงคราวิบัติล่มสลาย ทุกสิ่งอย่างที่เคยสร้างมาพลันสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง

“Kiss me my dear before I get sick”

คุ้นๆว่าบทเพลงนี้ดังขึ้นช่วงท้าย ครั้งที่สองหลังจากวางยาพิษ ทำเอาผมขนลุกซู่เลยละ หลงนึกว่าพระเอกกำลังจะตายจริงๆ แต่เมื่อหญิงสาวเล่าบอกถึงความตั้งใจ ทำเอาอ้ำอึ้งบอกไม่ถูก แปรสภาพใจความของบทเพลงนี้ให้กลายเป็นว่า ต่อให้โลกล่มสลาย รักเรายังคงไม่เสื่อมคลายชั่วนิรันดร์

เรื่องราวหน้าหนังของ Phantom Thread อาจฟังดูโคตรวิปริตพิศดาร ผู้ชายยินยอมกลืนกินยาพิษ เพื่อจักได้ทุกข์ทรมาน แล้วมีความสุขสำราญจากการตกหลุมรักคลั่งไคล้ฝ่ายหญิง, แต่แท้จริงแล้ว นั่นเป็นเพียงการเปรียบเปรยในเชิงสัญลักษณ์ของผู้กำกับเท่านั้นนะ

ย้อนกลับไปย่อหน้าแรกๆที่ผมพูดถึงแรงบันดาลใจของหนัง ผู้กำกับ Anderson เล่าว่า วันหนึ่งล้มป่วยนอนอยู่บนเตียง ภรรยารับหน้าที่เป็นภาระดูแล ตัวเขาพบเห็นแววตาการแสดงออกของเธอ … โอ้ละหนอ ฉันอยากนอนป่วยให้เธอมาพยาบาลแบบนี้ทุกวัน ด้วยโรคไม่ได้ก็วางยาพิษเสียเลย มันคงสุขสำราญดีพิลึก

มันก็แปลกนะมนุษย์เรา เวลาอยู่ดีมีสุขกลับไม่ค่อยเห็นคุณค่าของกันและกัน แต่พอเกิดเหตุการณ์ร้ายๆบางอย่างขึ้น ครานี้แหละวัดกันไปเลยว่าจะ รักแท้หรือลวงหลอก
– ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความห่วงหาอาลัยอาทรณ์ ‘มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน’ นั่นคือรักแท้ชั่วนิรันดร์
– แต่ถ้าช่างหัวไม่สนมัน ตามมีตามเกิด ก็คงถึงเวลาเฉดหนี หาผัว/เมียใหม่ได้แล้ว

นั่นคือวินาทีที่เหมือนว่าผู้กำกับ Anderson ได้รื้อฟื้นทบทวนนิยามความรักของตนเองอีกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์หน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม ชุดเดรส หรือสูทที่สวมใส่ภายนอกร่างกาย แต่คือบางสิ่งอย่างที่แอบซุกหลบซ่อนอยู่ภายใน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนจะค้นหาพบเจอ แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่าโชคดีมากๆ ก็ขอให้เก็บรักษามันไว้ดีๆ เพราะนั่นถือเป็นคือของมีค่าล้ำยิ่ง เพชรพลอยแก้วแหวนเงินทองอื่นใดในโลกใต้หล้าก็มิอาจซื้อขายได้

ถ้า Reynolds มิได้พบเจอ Alma เขาจะคือชายผู้น่าสงสารเห็นใจ ราวกับตกนรกทั้งเป็น เพราะวันๆหมกมุ่นอยู่แต่การทำงาน มิอาจได้พบเจอโลกอีกใบที่แม้ต้องขัดแย้งต้องวิถีชีวิต แถมยังทำให้ร่างกายเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน แต่กลับอิ่มเอิบเอ่อล้นด้วยความสุขสำราญใจ

ความรักไม่ได้จำเป็นต้องลูกอมหวานเลี่ยน น้ำตาลมดขึ้น หลายครั้งราวกับการกลืนกินยาพิษขม ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความผิดหวัง ทำไมเธอไม่ได้ดั่งใจฉันสักอย่าง! แต่นั่นคือวิถีแห่งความรักและชีวิต ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะสุขสมดังใจหวัง แค่เราสามารถก้าวผ่าน ไม่ยึดติดมันมากจนเกินไป และเมื่อไหร่ได้มาครอบครองก็ทำนุดูแล เก็บรักษาไว้ให้เนิ่นยาวนานที่สุด

สำหรับ Daniel Day-Lewis อิทธิพลของหนังที่ส่งผลกระทบ ราวกับสะท้อนวัฏจักรตัวตนของเขาเองออกมา ทุกครั้งที่รับบทแสดงภาพยนตร์ ก็ราวกับ Reynolds Woodcock ขณะตัดเย็บสวมเสื้อผ้าใส่วิญญาณเข้าไป พอเสร็จสิ้นแล้วก็จะเกิดอาการ ‘down’ หมดเรี่ยวหมดแรง พักฟื้นสักระยะหนึ่งก็จะสามารถหวนคืนกลับมาเวียนวนวัฏจักรนี้ต่อไปได้ … เปรียบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กับยาพิษที่ทั้ง Day-Lewis และตัวละครกลืนกินมันลงไป ทำให้เกิดช่วงเวลาหยุดชะงักงันชั่วครู่ พบเห็นความรัก -สิ่งสวยงามที่สุดของชีวิต- ตระหนักครุ่นคิดได้ นี่เรามัวแต่ทุ่มเทจิตวิญญาณให้กับการงาน จนหลงลืมมองดูตัวเองและคนรอบข้างกายไปหรือเปล่า มันเลยถึงเวลาแล้วแบบจริงๆ ที่ทุกวันต่อจากนี้ ก็เหมือนตัวละครอยากจะรับประทานยาพิษ ใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัว เพื่อตนเองและมีความสุขกับครอบครัว

เพราะความเข้าใจระดับนี้ ทำให้ผมตั้งคำถามเล็กๆกับตัวเองเช่นกัน ว่ากำลังมัวเมามันไปกับการเขียนบทความวิจารณ์นี้ จนลืมเลือนค้นหาความสุขในชีวิตตนเองไปหรือเปล่า? คือรู้สึกว่าโปรเจค raremeatblog ที่ทำอยู่นี้ ยังมีเรี่ยวแรง กำลังใจอยู่เต็มเปี่ยม ยังไม่คิดอยากจะเลิกง่ายๆ แต่สำหรับยาพิษก็หากินอยู่นะ แค่ว่าส่วนใหญ่มันไม่ร้ายแรงมากพอ ไม่ก็บางขวดดันหมดอายุแล้วเสียอีก ไม่รู้ชีวิตนี้จะหาพบเจอชุดที่ใช่หรือเปล่า

ด้วยทุนสร้าง $35 ล้านเหรียญ ดูแล้วคงไม่น่าคืนทุนแน่ๆ เพราะเป็นหนังที่เฉพาะทางและมีความส่วนตัวเกินไป, เข้าชิง Oscar 6 สาขา
– Best Motion Picture of the Year
– Best Directing
– Best Actor (Daniel Day-Lewis)
– Best Actress (Lesley Manville)
– Best Costume Design
– Best Original Score

สาขาที่ถือเป็นตัวเต็งหนึ่งหนีไม่พ้น Best Costume Design ของ Mark Bridges [พี่แกเคยคว้า Oscar สาขานี้ได้ครั้งหนึ่งแล้วจาก The Artist (2011)] คือถ้าพลาดก็ถือว่าน่ากังขามากๆ แม้คู่แข่งสำคัญจะคือ Beauty and the Beast (2017) ชุดของ Belle จะสวยระยิบระยับเปร่งประกาย แต่เทียบได้อย่างไรกับภาพยนตร์ที่พูดถึงอาชีพนักออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า

และแม้จะเป็นเต็งสองในสาขา Best Directing กับ Best Original Score แต่ดูแล้วไม่น่ามีโอกาสลุ้นขึ้นสักเท่าไหร่,

ส่วนตัวชื่นชอบตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่การแสดงของ Daniel Day-Lewis เป็น Vicky Krieps ที่แย่งซีนความน่ารักโดดเด่นไปเต็มๆ เรื่องราวไดเรคชั่นของผู้กำกับ Paul Thomas Anderson และเพลงประกอบเพราะโคตรๆๆของ Jonny Greenwood (ผมชอบมากกว่า The Shape of Water เสียอีกนะ)

แนะนำคอหนัง Period Romantic Drama, เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า นักออกแบบ Fashion Designer, แฟนๆผู้กำกับ Paul Thomas Anderson, และนักแสดงนำ Daniel Day-Lewis ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความตรึงเครียด เข้มข้น รุนแรง

TAGLINE | “Phantom Thread ของผู้กำกับ Paul Thomas Anderson เรียงร้อยถักทอด้วยความประณีตวิจิตรของ Daniel Day-Lewis เปิดเผยความรักนิรันดร์ครั้งสุดท้ายต่อ Vicky Krieps ได้อย่างเคียงข้าง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of