Prem Sanyas (1925)

The Light of Asia

Prem Sanyas (1925) : Franz Osten & Himansu Rai ♥♥♡

หนังเงียบชีวประวัติพระพุทธเจ้า เรื่องเก่าแก่ที่สุดหลงเหลือถึงปัจจุบัน ร่วมทุนสร้างอินเดีย & Weimar Germany แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากมาย แค่ได้เห็นพุทธคยาเมื่อทศวรรษ 20s ก็คุ้มค่าแล้ว

เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ ภาพยนตร์เรื่องแรกเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าคือ Buddhadev (1923) กำกับโดย Dadasaheb Phalke (1870–1944) เจ้าของฉายา ‘Father of Indian Cinema’ แต่คาดคิดว่าฟีล์มคงสูญหายไปแล้วตามกาลเวลา

พบเห็นแรงบันดาลใจดังกล่าว ทำให้ Himanshu Rai (1892 – 1940) อีกหนึ่งนักบุกเบิกวงการภาพยนตร์อินเดีย ว่าที่ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Bombay Talkies เกิดความสนใจดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติพระพุทธเจ้าขึ้นเองบ้าง ด้วยประสบการณ์เคยไปเรียนต่อต่างประเทศ มุ่งหน้าสู่ Munich, Weimar Germany มองหาใครสักคนให้ความสนใจร่วมทุนสร้าง

Franz Osten ชื่อเกิด Franz Ostermayr (1876 – 1956) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ German เกิดที่ Munich โตขึ้นเป็นนักถ่ายภาพผู้หลงใหลการแสดง เมื่อปี 1907 ร่วมกับน้องชาย Peter Ostermayr ก่อตั้ง Original Physograph Company ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Bavaria Film Studios สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Erna Valeska (1911)

Osten ประทับใจการบุกเดี่ยวมาถึงเยอรมันของหนุ่มหน้าใสผู้นี้ จึงอาสาจัดหาทุนสร้าง อุปกรณ์ และทีมงาน (ผู้กำกับ/ตากล้อง) โดยให้ Rai ตระเตรียมบท นักแสดง สถานที่ถ่ายทำ และสาธารณูปโภคอื่นๆระหว่างเดินทางไปถ่ายทำยังประเทศอินเดีย

ร่วมงานกับ Niranjan Pal (1889 – 1959) นักเขียนชาว Calcutta ก่อนหน้านี้เคยดัดแปลงหนังสือ The Light of Asia กลายเป็นละครเวที เปิดการแสดงยังกรุง London เมื่อต้นทศวรรษ 1910s พบเห็นโดย Himanshu Rai เลยชักชวนให้พัฒนาบทภาพยนตร์ และต่อมาร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Bombay Talkies

The Light of Asia (1879) หรือ The Great Renunciation หนังสือรวบรวมบทกวีร้อยกรอง ‘Narrative Poem’ ประพันธ์โดย Sir Edwin Arnold (1832 – 1904) สัญชาติอังกฤษ รวบรวมชีวประวัติพระพุทธเจ้า หลักคำสอน อ้างอิงจากพระคัมภีร์ลลิตวิสตระ พุทธประวัติฝ่ายมหายาน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากพระไตรปิฎกนิกายเถรวาทพอสมควร อาทิ
– เจ้าชายสิทธัตถะประสูติใต้ต้นมะเดื่อ (นิกายเถรวาท จะว่าใต้ต้นสาละ)
– อัครมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะ ในหนังคือพระนางโคปา หรือพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (นิกายเถรวาท ถือว่าคือพระภัททากัจจานาเถรี หรือพระนางยโสธราพิมพา)
– เมื่อครั้นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จประพาสอุทยาน พบเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย (นิกายเถรวาท เทวดาได้เนรมิตเทวทูต 4 อันได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช)
– ในหนังพระนางโคปามิได้ตั้งครรภ์ ประสูติโอรสเจ้าชายราหุล ก่อนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีจากพระราชวังสามฤดู เพื่อออกบรรพชา
ฯลฯ

สำหรับนักแสดงนำ Himanshu Rai ตัดสินใจรับบทเจ้าชายสิทธัตถะด้วยตนเอง และว่าจ้าง Seeta Devi ชื่อเกิด Renee Smith (1912 – 1983) คาดว่าคงพบเจอกันที่กรุงลอนดอน รับบทอัครมเหสี พระนางโคปา

ถ่ายภาพโดย Willi Kiermeier และ Josef Wirsching (1903 – 1967) รายหลังจากเรื่องนี้ ตัดสินใจปักหลักกลายเป็นตากล้องรุ่นบุกเบิกของอินเดีย ประสบความสำเร็จล้นหลามในสังกัด Bombay Talkies ผลงานเด่นๆ อาทิ Mahal (1949), Dil Apna Aur Preet Parayi (1960), Pakeezah (1972) ฯ

แม้หนังมิได้มีเทคนิคถ่ายทำอะไรโดดเด่น (มากสุดคือซ้อนภาพ) แต่ต้องชมการจัดวางองค์ประกอบ ตำแหน่งนักแสดงได้อย่างเหมาะสม เชี่ยวชำนาญ และการลำดับตัดต่อ (ไม่มีเครดิต) มีความลื่นไหลต่อเนื่อง แทรกใส่ Title Card ในปริมาณเพียงพอดี แทนคำอธิบายและบทสนทนาตัวละคร

สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมเลยคือโปรดักชั่น เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับ และพื้นฉากหลัง มีความงดงามวิจิตร ทั้งๆดูแล้วคงไม่สมจริงอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้สักเท่าไหร่ แต่มีความตระการอลังการ และเลือกสถานที่โดยเฉพาะองก์แรก พุทธคยาเมื่อทศวรรษ 20s อดไม่ได้ยกมือไหว้สาธุเบาๆ

หนังใช้ทุนสร้าง 171,423 รูปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพยนตร์อินเดียสมัยนั้นกว่า 10 เท่า ออกฉายในประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ชมมองไม่เห็นความสมจริงใดๆทางประวัติศาสตร์ ตรงกันข้ามกับเมื่อออกฉายเยอรมัน ได้รับเสียงชื่นชม และประสบความสำเร็จล้นหลาม

ได้เข้าฉายอเมริกาด้วยนะ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จใดๆ หนึ่งในความเห็นนักวิจารณ์สมัยนั้น ‘ชาวอเมริกันมิใคร่สนใจอยากเห็น เจ้าชายกลายเป็นกระยาจก’

มุมมองของต่างชาติ ภาพยนตร์ชีวประวัติพระพุทธเจ้าไม่แตกต่างจากนวนิยายเรื่องหนึ่ง (ก็เหมือนหนังชีวประวัติพระเยซูคริสต์ มองผ่านสายตาคนนอกก็ไม่ต่างจากนิยายเรื่องหนึ่ง) อาจยกย่องบ้างในหลักคำสอน ปรัชญาชีวิต มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็หาได้มีความสลักสำคัญทรงคุณค่าอื่นใด

แต่สำหรับชาวพุทธ ชีวประวัติพระพุทธเจ้าถือเป็นหนึ่งในหลักธรรมคำสอน สิ่งต่างๆที่ทรงประสบพบเจอ อารมณ์ความรู้สึก มุมมอง ทัศนคติ อะไรบ้างคือสิ่งจริง-เท็จ แล้วทำอย่างไรถึงสามารถหลุดออกจากภาพมายา มุ่งสู่สัจธรรม นิพพาน ไม่หวนกลับมาเกิด(ความทุกข์)อีก

“…มนุษย์ทั้งหลายมีความทุกข์เกิดขึ้นครอบงำอยู่ตลอดเวลาก็จริง เกลียดความทุกข์อยู่ตลอดเวลาก็จริง
แต่ทำไมมนุษย์ทั้งหลายยังมัวแสวงหาทุกข์ร้อนใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไม เราต้องมามัวนั่งแสวงหาทุกข์ใส่ตัวอยู่อีกเล่า!”

– พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ปาสราสิสูตร

น่าเสียดายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เพียงนำเสนอชีวประวัติพระพุทธเจ้า ก็แค่มหาบุรุษท่านหนึ่งเท่านั้น! ชัดเจนเลยว่าผู้สร้างมิได้เข้าถึงแก่นแท้ สาระสำคัญ จิตวิญญาณพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ เลือกนำเสนอช่วงเวลาที่มีความสนุกสนาน บันเทิงใจ อาทิ ประสูติ, พิสูจน์ตนเองเพื่อแต่งงาน, ประสบพบเจอสามเทวทูตเป็นเหตุออกบรรพชา, แล้วก็ตรัสรู้ เผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนเลย

ผมเองครุ่นคิดไม่ออกเลยนะว่า ต่างชาติ/คนนอกศาสนา รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะได้สาระประโยชน์อะไร เพราะส่วนตัวมองไม่เห็นข้อคิด หลักคำสอน หรือแม้แต่คติธรรมง่ายๆ ทำไมเจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นคนเจ็บ คนแก่ คนตาย แล้วเกิดอาการสมเพศเวทนา ตัดสินใจออกบรรพชา ตัดละทิ้งทุกสิ่งอย่างทางโลก

แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากแนะนำชาวพุทธผู้หลงใหลภาพยนตร์ สักครั้งในชีวิตก็ยังดี รับชมหนังเงียบเรื่องนี้แล้วครุ่นคิดสังเกตตาม ด้วยวิจารณญาณแยกแยะให้ได้ว่าอะไรถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขาดแหว่งอะไรที่คือข้อคิด สัจธรรมแห่งชีวิต

ปล. หนังเงียบเรื่องนี้เคยเข้าฉายเมืองไทยชื่อ ‘บูรพประทีป’ ในเทศกาลภาพยนตร์พุทธปัญญานานาชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ SF  World Cinema ไม่แน่ว่าสักวันในอนาคต อาจได้มีโอกาสหวนกลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกนะครับ

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | Prem Sanyas งดงามในแง่มุมภาพยนตร์ แต่ห่างไกลสัจธรรมพุทธศาสนา
คุณภาพ | กลางๆ
ส่วนตัว | ไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of