Sahara (1943)

Sahara

Sahara (1943) hollywood : Zoltán Korda ♥♥♥♡

สร้างขึ้นในช่วงสงคราม (Wartime) ย่อมถูกมองว่าเป็นภาพยนตร์ชวนเชื่อ (Propaganda) นำแสดงโดย Humphrey Bogart รับบทจ่าทหารประจำรถถัง ขับหาโอเอซิสกลางทะเลทราย Sahara แต่เมื่อทหารเยอรมันก็ต้องการน้ำดื่มเช่นกัน การต่อสู้แย่งชิงจึงเริ่มต้นเกิดขึ้น

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างดูสนุก เพลิดเพลินบันเทิงรมย์อย่างยิ่ง ถึงเป็นแนวสงครามแต่ไม่ค่อยเครียดสักเท่าไหร่ และใครเป็นแฟนๆของ Humphrey Bogart แม้ภาพลักษณ์การแสดงจะเหมือนๆเดิม กวนประสาท ปากหมา เก๋าเจ้ง แต่ก็ไม่ควรพลาดเลยละ

Zoltan Korda (1895 – 1961) นักเขียน ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austria-Hungary เกิดที่ Pusztatúrpásztó, Túrkeve (ปัจจุบันประเทศ Hungary) เชื้อสาย Jews เป็นคนกลางจากพี่น้องสามคน สมัครเป็นทหารม้า (Cavalry Officer) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามติดพี่ชาย Alexander Korda มาทำงานภาพยนตร์ที่ London เริ่มจากเป็น Camera Operator ตามด้วยตัดต่อ เขียนบท กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Men of Tomorrow (1932) มีชื่อเสียงจาก Sanders of the River (1935), Elephant Boy (1937), The Four Feathers (1939), ปี 1940 กับพี่ชายมุ่งหน้าสู่ Hollywood เซ็นสัญญากับ United Artist เป็น Exe. Producer เรื่อง The Thief of Bagdad (1940), กำกับ Jungle Book (1942), Sahara (1943), A Woman’s Vengeance (1947) ฯ

ความสนใจของ Zolta Korda มักเป็นแนวเกี่ยวกับทหาร Military Action/Adventure ดำเนินเรื่องในทวีปแอฟริกา ไม่ก็ประเทศอินเดีย (อาณานิคมของสหราชอาณาจักรขณะนั้น)

สำหรับ Sahara ดัดแปลงนำแรงบันดาลใจจาก 2 แหล่ง

1) นิยายสงครามเรื่อง Patrol (1927) เขียนโดย Philip MacDonald เรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ ดินแดน Mesopotamia เรื่องราวของทหารอังกฤษที่หลงทางกลางทะเลทราย ถูกห้อมล้อมโดยศัตรูและกำลังค่อยๆเสียสติ ได้รับการดัดแปลงภาพยนตร์มาแล้ว 2 ครั้ง
– Lost Patrol (1929) หนังเงียบกำกับโดย Walter Summers
– The Lost Patrol (1934) กำกับโดย John Ford นำแสดงโดย Victor McLaglen, Boris Karloff

2) ภาพยนตร์สัญชาติ Soviet เรื่อง The Thirteen (1936) ผลงานแจ้งเกิดผู้กำกับ Mikhail Romm เรื่องราวมีพื้นหลังในตะวันออกกลาง กองกำลังทหารแดง (Red Army) ระหว่างเดินทางข้ามทะเลทราย ได้พบเจอยึดครอง Oasis แห่งหนึ่งไว้ กลุ่มโจรผู้หิวกระหายผ่านมาถึง จึงเกิดการต่อสู้แย่งชิงแหล่งน้ำนี้ขึ้น

บทภาพยนตร์โดย John Howard Lawson (1894 – 1977) นักเขียนสัญชาติอเมริกา หนึ่งในผู้ประกาศตนว่าเข้าร่วมพรรค Communist ตามด้วยเป็นสมาชิก Hollywood Ten และติด Blacklist ในทศวรรษ 50s

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จ่าทหารสัญชาติอเมริกัน Joe Gunn (รับบทโดย Humphrey Bogart) ประจำการรถถัง M3 Lee ตั้งชื่อเล่นว่า Lulu Belle พลัดจากหน่วย ล่าถอยหนีทหารเยอรมันหลังจากความพ่ายแพ้ที่ Tobruk มุ่งหน้าลงใต้ข้าม Libyan Desert เก็บตกทหารที่ถูกทอดทิ้งไว้กลางทะเลทราย ไปจนถึงบ่อน้ำแห่งหนึ่งบริเวณ Bir Acroma ไม่นานนักกองทัพทหารเยอรมันผู้หิวกระหายน้ำผ่านทางมา Gunn จึงเกิดแผนการหลอกล่อหน่วงเหนี่ยวข้าศึก ทำเนียนอ้างว่าปกป้อง Oasis แหล่งนี้ แต่ได้แอบส่งพรรคพวกไปขอกำลังเสริมจากกองทัพอังกฤษเพื่อมาจัดการกับศัตรู

ถึงพล็อตเรื่องจะมีความน่าสนใจ แต่หาได้มีความสดใหม่อะไร กระนั้นเสน่ห์ของหนังอยู่ที่บทพูดสนทนา ลีลาสำบัดสำนวนแบบว่า -คงรับอิทธิพลจากความสำเร็จของ Casablanca- เมื่อหมาออกจากปาก Humphrey Bogart มันช่างกวนประสาท น่าหมั่นไส้เสียจริง

Humphrey DeForest Bogart (1899 – 1957) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City เป็นเด็กหัวขบถตั้งแต่เด็ก พี่แม่วางแผนอะไรไว้ให้ไม่เคยสนใจ เหมือนจะจงใจสอบตกให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน สมัครเข้าเป็นทหารเรือ เดินทางไปฝรั่งเศสขณะสงครามโลกครั้งที่ 1

“At eighteen, war was great stuff. Paris! Sexy French girls! Hot damn!”

พอปลดประจำการ ได้กลายเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่หลายปี จนกระทั่ง Wall Street Crash ปี 1929 ทำให้มุ่งหน้าสู่ Hollywood มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกหนังสั้น 2 reel เรื่อง The Dancing Town (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] ผลงานหนังพูดเรื่องแรก Up the River (1930) ของผู้กำกับ John Ford

ช่วงต้นทศวรรษ 30s, Bogart จะไปๆมาๆระหว่าง Broadway กับ Hollywood มีผลงานละครเวทีเรื่องหนึ่ง The Petrified Forest (1934) ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ New York Times ว่าเป็นผลงานการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต (ขณะนั้น) Warner Bros. จึงไม่รอช้า ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์แล้วให้ Bogart นำแสดงด้วย ผลลัพท์ประสบความสำเร็จล้นหลาม กลายเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงในวงกว้าง

ด้วยความที่เป็นคนหัวขบถไม่ค่อยฟังคำพูดใคร พูดจาตรงไปตรงมาขวานผ่าซาก พาลให้เกิดความขัดแย้งไม่พึงพอใจกับโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ/นักแสดงหลายคนไม่อยากร่วมงานด้วย แต่ไม่ใช่กับ John Huston เพื่อนสนิทขี้เมาหัวขบถพอๆกัน ตั้งแต่ High Sierra (1941) [Huston ดัดแปลงบท] ตามมาด้วย The Maltese Falcon (1941) [Huston กำกับเรื่องแรก],

หลังจากความสำเร็จของ Casablanca (1942) ทำให้ Bogart กลายเป็นดาวค้างฟ้า เซ็นสัญญาทาสฉบับใหม่กับ Warner Bros. มีข้อตกลงอนุญาตให้แสดงภาพยนตร์นอกเหนือของสตูดิโอได้เพียงปีละเรื่อง ด้วยความที่รู้จักประทับใจ Harry Cohn ผู้บริหารของ Columbia Picture จึงเลือกเล่นหนัง +1 ให้กับเฉพาะสตูดิโอนี้เท่านั้น

รับบท Sergeant Joe Gunn แม้จะชอบทำหน้าตาท่าทางยียวน คำพูดจากวนประสาท แต่ก็มีจิตใจอ่อนไหว พึ่งพาได้ สภาวะผู้นำค่อนข้างสูง ลูกน้องในสังกัดเคารพนับถือ และด้วยอุดมการณ์รักชาติยิ่งชีพ มีความคิดอ่านเฉลียวฉลาด สามารถโน้มน้าวผู้อื่นให้เห็นพ้องคล้อยตามได้

Bogart แทบไม่ได้ใช่ความพยายามสักเท่าไหร่ในการแสดงหนังเรื่องนี้ ราวกับเล่นเป็นตัวเองทั้งสีหน้า คำพูด ท่าทาง ถ้าคุณเคยรับชมผลงานของเขามาบ้าง ย่อมเกิดความคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยสีสัน เข้ากับตัวละครเป็นอย่างดี

ถึงจะบอกว่าพื้นหลังอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่ถ่ายทำจริงๆที่ Imperial County, California บริเวณ Anza-Borrego Desert State Park ใกล้ๆกับ Salton Sea, ติดต่อขอใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ของ U.S. 4th Armored Division ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกซ้อมการสู้รบในทะเลทราย (Desert Training Center)

ถ่ายภาพโดย Rudolph Maté (1898 – 1964) ตากล้องระดับตำนานสัญชาติ Polish โด่งดังกับ The Passion of Joan of Arc (1928), Vampyr (1932) มุ่งหน้าสู่ Hollywood มีผลงานเด่นอย่าง Foreign Correspondent (1940), That Hamilton Woman (1941), To Be or Not to Be (1942) ฯ

งานภาพขาว-ดำ มีความสวยงามอย่างยิ่งทีเดียว แม้พื้นหลังจะไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาล ให้สัมผัสสมจริงของทะเลทรายแบบเดียวกับ Lawrence of Arabia (1962) แต่ก็เต็มไปด้วยความแห้งเหือด อารยธรรมล่มสลาย และท้องฟ้าที่ว่างเปล่า, ส่วนฉากกลางคืนคงใช้ฟิลเลอร์ Day for Night ไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น

ตัดต่อโดย Charles Nelson, ใช้มุมมองของ Sergeant Joe Gunn ดำเนินเรื่อง
– ครึ่งแรกเป็นการผจญภัยข้ามทะเลทราย เก็บตกทหารและศัตรูที่พบเจอตลอดทาง
– ครึ่งหลังคือการแสดงพลังเพื่อชาติ ‘ยุทธการพิทักษ์ Oasis’ ทหารเพียงหลักสิบต่อสู้กับเยอรมันนับร้อย

เพลงประกอบโดย Miklós Rózsa นักแต่งเพลงสัญชาติ Austria-Hungary ขาประจำของพี่น้อง Korda มาจากชาติเดียวกัน โด่งดังไปพร้อมๆกันจาก The Four Feathers (1939), The Thief of Bagdad (1940) แต่ไฮไลท์ในอาชีพของ Rózsa ไปไกลกว่ามาก คว้า Oscar: Best Original Score เรื่อง Spellbound (1945), A Double Life (1947), Ben-Hur (1959) ฯ

ในทศวรรษนั้น บทเพลงของ Rózsa เต็มไปด้วยกลิ่นอายการผจญภัย มีความอลังการจัดเต็มด้วยวง Orchestra ฟังจาก Main Title ของหนัง มีความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง สมเกียรติ น่าเสียดายเรื่องนี้ไม่ค่อยติดหูสักเท่าไหร่

ภาพยนตร์แนวสงคราม สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ มักถูกเหมารวมเรียกว่าชวนเชื่อ (Propaganda) … จริงๆมันก็ไม่จำเป็นนะครับ อย่างหนังเรื่องนี้ผมถือว่าได้ก้าวผ่านความเป็นชวนเชื่อไปแล้ว เพราะผู้ชมจะไม่รู้สึกขัดขืน ปฏิเสธ ต่อต้านสักเท่าไหร่

ปกติหนังแนวชวนเชื่อ มักเต็มไปด้วยความอวดอ้างสรรพคุณ เชิดชูสงคราม วีรบุรุษ ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรีหน้าที่ ไม่ค่อยมีด้านอ่อนไหวปรากฎให้เห็นเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้ค่อนข้างแหวกธรรมเนียมไปพอสมควร พระเอกไม่เชิงเป็นฮีโร่ (เรียกว่าปาฏิหารย์จะตรงกว่า) มิได้เข่นฆ่าศัตรูอย่างเลือดเย็น หนำซ้ำยังมีไมตรีจิต เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะในทะเลทราย แค่การมีชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอดยังยากลำบาก ไม่ใช่ว่าเราควรมีมโนธรรมพึ่งพากันหรอกหรือ

องค์ประกอบที่มองได้ว่าเป็นชวนเชื่อ คือการรวมตัวของเหล่าพันธมิตร อเมริกัน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และอิตาเลี่ยนที่กำลังแปรพรรค ต่างชาติต่างภาษาร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ต่อสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องแหล่งน้ำ (สัญลักษณ์ของ ‘ชีวิต’) จากศัตรู Nazi ผู้มารุกราน โดยมีข้อแม้เพียงแลกอาวุธกับน้ำ (เท่ากับการยอมแพ้)

ความเฉลียวฉลาดของตัวละครจ่า ที่รับบทโดย Bogart ต้องบอกเลยว่าบทส่ง อ่านเกมได้รัดกุม เล่นสงครามจิตวิทยามนุษย์ได้อย่างลึกล้ำ, แน่นอนว่าช่วงแรกๆทหารเยอรมันย่อมเต็มไปด้วยทิฐิมานะ เย่อหยิ่งทะนองจน เรื่องแบบนี้จะยินยอมได้เสียที่ไหน หมาจนตรอกต่อสู้ดิ้นรนแทบขาดใจ แต่พอหมดสิ้นเรี่ยวแรง ผู้นำเสียชีวิต เกียรติศักดิ์ศรีอะไรไม่สนแล้ว ขอแค่อย่างเดียวเพื่อประทังชีพ

สิ่งที่เป็นปาฏิหารย์ของหนัง เกิดขึ้นเมื่อทหารเยอรมันตัดสินใจละทิ้งทิฐิมานะ ความเย่อหยิ่งทะนงตน อุดมการณ์เป้าหมาย ยินยอมพ่ายแพ้เพื่อขอให้ฉันยังมีชีวิตอยู่ นี่เป็นการสะท้อนธาตุแท้ของ Nazi คนรากหญ้าส่วนใหญ่ย่อมต้องคิดว่า ‘การมีชีวิตอยู่ ย่อมสำคัญกว่าอุดมการณ์’ ซึ่งคนพวกนี้ไม่ว่ายังไงก็สู้กับบุคคลที่ ‘อุดมการณ์สำคัญกว่าชีวิต’ แบบฝ่ายพันธมิตรไม่ได้แน่นอน

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินได้ $2.3 ล้านเหรียญ ถือว่าค่อนข้างเยอะทีเดียวในทศวรรษนั้น แถมสูงสุดแห่งปีของสตูดิโอ Columbia Picture, เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้ลุ้นสักรางวัล
– Best Sound
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Supporting Actor (J. Carrol Naish) [ที่รับบททหารอิตาเลี่ยน]

ด้วยความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ทำให้ได้รับการดัดแปลงสร้างใหม่ Remake ถึงสองครั้ง
– Last of the Comanches (1953) กำกับโดย André de Toth นำแสดงโดย Broderick Crawford เป็นแนว Western
– Sahara (1995) ภาพยนตร์สัญชาติ Australian กำกับโดย Brian Trenchard-Smith

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ จากความกวนประสาทของ Bogart และไฮไลท์คือการถ่ายภาพทะเลทรายขาว-ดำ ของ Rudolph Maté มีความงดงาม น่าประทับใจยิ่งนัก

แนะนำกับคอหนังสงคราม แนวชวนเชื่อ, ชื่นชอบรถถัง ทะเลทราย, ช่างภาพ ตากล้องขาว-ดำ, แฟนๆผู้กำกับ Zoltan Korda นักแสดงนำ Humphrey Bogart ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับการสงคราม และความตาย

TAGLINE | “Sahara ทะเลทรายในภาพขาว-ดำ และการแสดงของ Humphrey Bogart ช่างมีความน่าประทับใจยิ่งนัก”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of