Some Like It Hot (1959)

Some Like It Hot

Some Like It Hot (1959) : Billy Wilder

หนังที่ว่ากันว่าตลกที่สุดในโลก โดยผู้กำกับ Billy Wilder นำแสดงโดย Marilyn Monroe, Tony Curtis และ Jack Lemmon เรื่องราวเกี่ยวกับ 2 นักดนตรีที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกมาเฟียตามล่า จนพวกเขา … พวกเธอได้ปลอมตัวเข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนและได้พบกับรักแท้ การันตีด้วยอันดับ 43 จากนิตยสาร Sight & Sound และอันดับ 22 จาก AFI Top 100

ตอนผมดู Some Like It Hot ครั้งแรก ขำจนตกเก้าอี้เลย เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงเริงอารมณ์มากๆ ดูครั้งถัดมาถึงไม่หัวเราะขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังทึ่ง! ว่าคิดเรื่องราว หาคำพูดเด็ดๆ ฮาๆแบบนี้มาได้ยังไง ครั้งล่าสุดผมมองหนังลึกลงไปเห็นหลายสิ่งที่หนังแฝงไว้ เหตุการณ์ในหนังอยู่ช่วงปี 1929 มีคนเรียกทศวรรษนี้ว่า Gatsby’s decade** หรือยุคสมัยแห่งความเพ้อฝัน (an oasis of dreaming) หญิงสาวใฝ่ฝันอยากได้ผู้ชายรวยๆ(เงิน) ชายหนุ่มฝันได้ครอบครองหญิงสาวที่เซ็กซี่และดึงดูด (sex) พวกเขาหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตัวเองแสวงหาเปรียบเสมือน ‘ไฟ’ ที่พร้อมจะทำลายเราให้มอดไหม้ถ้าเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมัน มีคนเปรียบสองตัวละครหนุ่มในหนังที่แต่ง cross-dressing ว่าคือการหลบหนีจากโลกที่เป็นอยู่ ไปยังในสถานที่แห่งความเพ้อฝัน

** ชื่อ Gatsby นี้มีคนเดียวในโลก ลองหาหนังเรื่อง The Great Gatsby (2015) เล่นโดย Leonardo DiCaprio มาดูนะครับ

ในปีที่หนังฉาย ได้เข้าชิง Oscar 6 สาขา แต่คู่แข่งของ Some Like It Hot คือ Ben-Hur แน่นอนว่าสู้ไม่ได้อยู่แล้ว Ben-Hur กวาดไป 11 รางวัล เหลือให้ Some Like It Hot แค่สาขา Best Costume Design – Black and white เท่านั้น กระนั้นสิ่งที่การันตีความยอดเยี่ยมของหนัง เมื่อ AFI จัดชาร์ท AFI’s 100 Years… 100 Laughs หนังตลกที่สุดในอเมริกา อันดับ 1. คือ Some Like It Hot และอันดับ 2. Tootsie (1982) ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแนว cross-dressing เหมือนกันซะด้วย ตอนประกาศชาร์ทนี้ Billy Wilder ยังมีชีวิตอยู่นะครับ และได้ให้ความเห็น บอกว่าไม่เห็นด้วย หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดีที่สุด เพราะมันไม่มีดีที่สุด แต่เห็นด้วยว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุด “I’m happy for it, but it’s not true, It’s not the best because there is no best. It’s one of the best.”

หนังตั้งใจจะ remake หนังฝรั่งเศสเรื่อง Fanfare of Love (Fanfare d’amour – 1935) ที่เขียนบทโดย Robert Thoeren และ Michael Logan แต่บทหนังต้นฉบับสูญหายไปแล้ว ทำให้ Wilder ได้ไปพบกับหนังอีกเรื่อง เป็นฉบับ remake ของเยอรมัน Fanfaren der Liebe (1951) จึงซื้อลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นนี้แล้วมาดัดแปลงร่วมกับ I. A. L. Diamond เรื่องราวเกี่ยวกับ 2 นักดนตรีที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เห็นกลุ่มมาเฟียกำลังสังหารหมู่ในเหตุการณ์ Saint Valentine’s Day Massacre พวกเขาจึงหาทางหลบหนีออกจาก Chicago ด้วยการปลอมตัวเป็นผู้หญิง

สำหรับนักแสดง ความตั้งใจแรกของ Wilder คือ Bob Hope และ Danny Kaye ต่อมาก็ Frank Sinatra, Anthony Perkins, Jerry Lewis สุดท้ายก็มาลงเอยที่ Tony Curtis และ Jack Lemmon มันเป็นการยากไม่น้อยที่จะให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงแล้วรู้สึกเหมือนผู้หญิงจริงๆได้ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้ทำการทดลอง หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วก็ไปรอบๆสตูดิโอ และเดินเข้าห้องน้ำหญิง Lemmon บอกว่า นั่นเป็นประสบการณ์การขายหน้าที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีใครคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ชาย

เกร็ดหนัง: Tony Curtis เขาเล่น 3 บทในหนัง คือ Joe/Josephine/Shell Oil Junior สำหรับบทสุดท้ายที่เขาปลอมตัวเป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐีหนุ่ม เจ้าของปั๊ม Shell น้ำเสียงของเขาจะคมเข้ม จริงจัง แสดงท่าทางคล้ายๆกับ Cary Grant ผมได้ยินว่า Wilder เป็นเพื่อนสนิทกับ Grant และอยากทำงานร่วมกันมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสสักที ตอนที่ Curtis จะแสดงฉากนี้เขาถาม Wilder ว่า’อยากให้เล่นแบบไหน’ Wilder ถามกลับ ‘อยากจะเล่นยังไงละ’ Curtis บอก ‘ถ้าเขาเล่นแบบ Cary Grant ละ’ Wilder เห็นด้วยและให้ลองดู เมื่อหนังเสร็จขณะออกฉาย Wilder ชวน Grant ให้มาดูหนังเรื่องนี้ และถาม Grant ถึงฉากนี้ว่า Curtis เล่นได้เหมือนเขาไหม ซึ่ง Grant ตอบกลับว่า ‘เหมือนตรงไหน ผมไม่ได้พูดแบบนั้น’ ‘I don’t talk like that!’

บทนักแสดงนำหญิง Mitzi Gaynor เป็นตัวเลือกแรกที่จะรับบท Sugar Kane แต่เมื่อ Wilder พบว่า Marilyn Monroe ว่าง จึงยื่นข้อเสนอให้เธอทันที เพราะทั้งคู่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อนใน The Seven Year Itch (1955) ช่วงเวลานั้น Monroe ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากๆ แต่ก็มีความเสี่ยงบางอย่าง ตอนที่เข้ามาทดสอบหน้ากล้อง เธอถือว่าแสดงได้ดีมากๆ จำบทพูดได้ไม่มีบกพร่องเลย แต่ระหว่างการถ่ายทำเธอ พฤติกรรมของเธอคือมาถึงกองถ่ายช้า (อ้างว่าหลงทาง) [เห็นว่าเธอกำลังท้องด้วยนะครับ] จำบทพูดไม่ได้ ว่ากันว่าเธอต้องพูด “Where’s that bourbon?” 59 เทคและ “It’s me, Sugar.” 47 เทค ฉากที่มีบทสนทนายาวมากๆก็จำไม่ได้ ก็ต้องเขียนใส่กระดาษตัวใหญ่ๆให้เธออ่านตาม และมีฉากหนึ่งที่เธอต้องจูบกับ Tony Curtis บนเรือยาร์ชไม่รู้ว่ากี่เทคถึงผ่าน ฉากนี้หลังจากจูบเสร็จ Curtis จะต้องกินไก่ต่อ ก็ไม่รู้ว่ากินไปมากเท่าไหร่ นั่นทำให้ Curtis เกลียดการกินไก่ไปเป็นปีๆเลย มีนักข่าวถามเขา รู้สึกยังไงที่ได้จูบกับ Marilyn Monroe เขาตอบว่า เหมือนจูบฮิตเลอร์ “It was like kissing Hitler.”

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในตัว Marilyn Monroe ความเป็น Sex Symbol และการแสดงของเธอที่เปร่งประกายเจิดจรัสแสงจ้าสุดๆ แม้หนังเรื่อง Some Like It Hot จะเป็นภาพขาว-ดำ แต่การแสดงของ Monroe ทำให้เรารู้สึกเห็นหนังมีสีสัน การแสดงที่เหมือนประกายไฟที่ลุกโชติช่วง แววตาที่ไร้เดียงสา ท่าทางที่บริสุทธิ์ นิยาม “สวยใส ไร้สมอง” กับฉายา “dumb blonde” มีที่มาจาก Monroe นี่แหละครับ

ถ่ายภาพโดย Charles Lang เขาคือตากล้องที่เข้าชิง Oscar สาขา Best Cinematography มากที่สุดถึง 18 ครั้ง (ได้ครั้งเดียว) ตอนแรก Wilder ตั้งใจจะถ่ายภาพสี และสัญญาของ Monroe เธอจะต้องถ่ายหนังที่เป็นภาพสีเท่านั้น แต่ที่ต้องเปลี่ยนเป็นขาว-ดำ เพราะภาพของ 2 หนุ่มที่แต่งตัวเป็นหญิง เมื่อทดลองถ่ายกับภาพสีแล้วมันจะดูพิลึกไปเลย (too grotesque-looking) ภาพขาวดำมันยังทำเนียน เอาตัวรอดไปได้อยู่  … หนังอาจจะไม่ได้มีภาพถ่ายสวยๆ แต่เล่นกับการแพนกล้องเสียเยอะ มีการใช้เทคนิค Off-Screen คือเราจะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อตัวละครเดินออกจากเฟรมไปแล้ว พอพวกเขากลับเข้ามา จะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ผมชอบฉากที่วิ่งไล่กันช่วงหลังๆ แก๊งค์มาเฟียวิ่งตาม 2 หนุ่มขึ้นบันไดไป ลิฟต์กำลังลงมาจากชั้นบน ประตูเปิดออกเห็น 2 สาวเดินออกมา … Lang ได้ชิง Oscar จากหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับแต่ไม่ได้

ตัดต่อโดย Arthur P. Schmidt ผมรู้สึกเขาจะเด่นมากๆ เมื่อมี 2 เหตุการณ์คู่ขนานที่ต้องตัดสลับกันไปมา เห็นชัดๆอยู่ 2 ช่วง 1)ฉากในตู้นอนบนรถไฟ เราจะเห็น party เริ่มจากสองคน จากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนมีสาวๆเต็มไปหมด ตัดสลับกับอีก 2 สาวที่หลบความวุ่นวายไปคุยกันในห้องน้ำ 2) 2 หนุ่ม(สาว) คู่หนึ่งจีบกันบนเรือ อีกคู่หนึ่งเต้นแทงโก้กันทั้งคืนไม่หยุด ต้องชม Schmidt ที่สามารถเลือกจังหวะการตัดได้เยี่ยมมากๆ ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวคู่ขนานทั้งสองได้พร้อมๆกันเลย

เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch เราจะได้ยินเพลงเพราะๆที่หลากหลายมาก ทั้ง Jazz, Classic, Swing ผมไม่แน่ใจ Tony Curtis เล่น Saxophone มาได้ก่อนหรือเปล่า แต่ Jack Lemmon เขาเป็นนักดนตรีด้วยนะครับ พี่แกเล่น Cello ได้มีแนว และสร้างสรรค์มากๆ เพลงที่ร้องโดย Marilyn Monroe เพราะๆทั้งนั้น

I Wanna Be Loved By You เพลงนี้ผมชอบสุด ในหนังเราจะเห็นเสื้อผ้า แสงไฟ เครื่องประดับสะท้อนแสงเป็นประกายแวววับ น้ำเสียงและท่าทางของ Monroe ก็ช่างยั่วยวน เข้ากับเนื้อร้องและดนตรีสุดๆเลย คนสมัยนั้นเห็นแบบนี้แล้วจะไม่หลงใหลในตัว Monroe ได้ยังไง

ก่อนที่หนังจะใช้ชื่อ Some Like It Hot เคยใช้ชื่อ Not Tonight, Josephine … ดีแล้วที่เปลี่ยน สำหรับตัวละคร Josephine เห็นว่าใช้การพากย์ทับโดยเป็นเสียงของ Paul Frees ซึ่ง Tony Curtis ให้เหตุผลว่า ในขณะแสดงเขาไม่สามารถทำเสียงที่แหลมสูงตลอดเวลาได้ มันจะง่ายกว่าถ้าใช้การพากย์ทับเอา … ผมว่าเสียงพี่แกหล่อไปนะครับ บีบเสียงให้เป็นผู้หญิงแล้วมันคงไม่เหมือนเท่าไหร่ แต่เสียงของ Lemmon นี่สาวมาก ท่าทางก็บิดได้เหมือนมากๆ ช่วงต้นๆเรื่อง สองสาวจะดูเคลื่อนไหวไม่เหมือนผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ช่วงท้ายๆคงจะเริ่มชิน ถ้าไม่ท่องให้ขึ้นใจว่า I’m a boy ละก็ สงสัย Lemmon จะคิดว่าตัวเองเป็น I’m a girl แน่ๆ

Some Like It Hot บางคนก็ชอบเล่นกับไฟ หลังจาก น้ำ ใน The River, ลม ใน Black Narcissus วันนี้เป็น ไฟ เรามักจะเปรียบ ไฟ ให้มีความหมายเชิงราคะ ความต้องการ ความลุ่มหลง เป็นสิ่งที่อันตราย แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวจะต้องตาย แต่เห็นไฟก็ทนไม่ได้ต้องเข้าไปเล่นกับมัน คนที่ชอบเล่นไฟมักจะเป็นคนไม่กลัวตาย กล้าได้กล้าเสี่ยง ชอบลองของ ชอบความท้าทาย เทียบกับหนังก็ถือว่าชัดเลย ทุกเรื่องราวในหนังถือว่าเป็นการเล่นกับไฟทั้งนั้น ตั้งแต่เข้าไปยุ่งกับแก๊งค์มาเฟีย, ปลอมตัวเป็นหญิงอยู่ในคณะหญิงล้วน, ปลอมตัวเป็นคนรวยเพื่อชนะใจสาว ฯ … แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องเล่นกับไฟ คำตอบก็นี้มีในหนังนะครับ เพื่อเอาตัวรอด (2หนุ่ม), เพื่อความบันเทิง (Oscar), เพราะชีวิตมันพาไป (Sugar) ฯ

ว่าไปหนังเรื่องนี้มันใช้สัญลักษณ์ทางเพศมากเกินไปสักนิด จนอาจทำให้บางคนรู้สึกขยาดได้ Monroe ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Sex Symbol อยู่แล้วเลยอาจจะดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แต่ในขณะที่ 2 หนุ่มที่ปลอมเป็นสาว สวมชุด Cross-Dressing มีบางคนมองเป็นการยอมรับเพศที่สาม และฉาก Nobody Perfect! เป็นเหมือนการยอมรับ Homo Sexual ที่ชัดเจนมากๆ เหตุผลนี้ทำให้หนังถูกแบนห้ามฉายใน Kansas และใน Memphis จัดเรต 18+ ให้ผู้ใหญ่ดูได้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการเปรียบผู้ชายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง และผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกระทำ มันมีจุดที่ชัดมากๆคือตัวละคร Oscar ที่แต่งงานมา … ไม่รู้กี่ครั้ง เขามองความรักเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่ง คนไทยจะเรียกคนแบบนี้ว่า ตาแก่ตัณหากลับ แต่เขามีเงิน มันก็ไม่ถือว่าผิดนะครับ หอที่ผมอยู่ก็มีเยอะเลย ฝรั่งแก่ๆที่แต่งงานกับสาวไทย เหตุผลมันก็ชัดเจนครับว่าเพราะอะไร คนที่รับไม่ได้เพราะเหตุผลพวกนี้ยังมีอยู่เยอะนะครับ

มีประโยคคำพูดเจ๋งๆในหนังหลายประโยคเลย แต่ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด และต้องพูดถึงให้ได้คือ Nobody Perfect! ตอนถ่ายหนังทั้ง Wilder และ Diamond ต่างไม่ค่อยชอบประโยคนี้เท่าไหร่ ถ่ายหนังเสร็จแล้วก็ยังหาประโยคใหม่แทนไม่ได้ สุดท้ายก็เอาตามนั้นเปลี่ยนไม่ทันแล้ว ตอนหนังฉายกลับเป็นว่าประโยคนี้ฮิตสุดๆ เพราะ มันตลกมาก ผมคิดว่ามันเป็นการตบมุกของประโยคก่อนหน้าที่ลงตัวมากๆ ไม่ได้มีความหมายอย่างที่ตัวละครพูดจริงๆ ซึ่งแทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประโยคนี้ฮาที่สุดในหนังแล้ว ไม่รู้คนไทยดูแล้วจะเข้าใจได้แบบนั้นหรือเปล่า ประโยคนี้ดังถึงขนาดติดอันดับ 48 ของ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes แล้วใครเป็นคนคิดประโยคนี้ Wilder บอกว่า Diamond คิด ส่วน Diamond ก็บอกว่า Wilder คิด ไม่มีใครยอมรับเสียงั้น  ทำไมเป็นอย่างงั้นไปละนี่?

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนนะครับ ภาพขาว-ดำอาจดูยากหน่อย แต่ฮาท้องแข็งแน่ๆสำหรับคนที่ฟังภาษาอังกฤษออก ผมไม่รู้พากย์ไทย/ซับไทย จะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ถ้ามีเวลาว่างๆแนะนำให้หามาดูได้เลยนะครับ จัดเรต PG เด็กๆดูได้ แต่มีนิดหน่อยที่ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ

คำโปรย : “Some Like It Hot บางคนชอบเล่นกับไฟ กำกับโดย Billy Wilder นำแสดงโดย Marilyn Monroe, Tony Curtis และ Jack Lemmon นี่เป็นหนังที่ตลกที่สุดในโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of