Some Like It Hot

Some Like It Hot (1959) hollywood : Billy Wilder ♥♥♥♥♡

(14/6/2019) ในบรรดาภาพยนตร์ที่มีลักษณะ ตัวละครตกอยู่สถานการณ์อันเลวร้าย แต่สุดท้ายสามารถหลบลี้หนีเอาตัวรอดได้สำเร็จทุกครั้งครา อรชรอ้อนรักถือว่านำพาผู้ชมไปถึงจุดสุดสูง ในระดับที่ Nobody Perfect!

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากแนะนำมากๆก่อนรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือค้นหาผลงานของ Marx Brothers อาทิ The Cocoanuts (1929), Animal Crackers (1930), Duck Soup (1933) หรือ A Night at the Opera (1935) สัก 3-4 เรื่อง จนเกิดความเข้าใจในสไตล์ วิถีตลก เชื่อว่าเมื่อกลับมาดู Some Like It Hot จะพบเห็นบางสิ่งอย่างที่มีความละม้ายคล้ายคลึง

กล่าวคือ ในแทบทุกๆผลงานของ Marx Brothers จะมีลักษณะพี่น้องทำบางสิ่งอย่างโคตรจะยียวนกวนประสาท รุกละลานชาวบ้านไปทั่ว ถ้าในโลกความเป็นจริงคงถูกตบกระบาน จับเข้าคุก ไม่ก็ส่งโรงพยาบาลจิตเวช แต่เพราะคือภาพยนตร์พวกเขาจึงสามารถเอาตัวรอดพ้นได้ทุกครา

Some Like It Hot คือเรื่องราวของการหลบหนี หลอกตัวเอง ‘Escapist’ แสร้งทำเป็นว่าใช่ แต่แท้จริงแล้วไม่ ต้องการครอบครองบางสิ่งอย่าง ปลิ้นปล้อนกะล่อนหลอกลวงเพื่อให้ได้มา และถึงพื้นหลังเรื่องราวจะอยู่ในยุคสมัย Prohibition Era (1920 – 1933) แต่ก็สะท้อนถึงปีที่สร้างภาพยนตร์ ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Depression Era ไม่แตกต่างกัน!

แม้จะได้รับการยกย่อง ‘ภาพยนตร์ Comedy ยอดเยี่ยมที่สุด’ แต่ Some Like It Hot ไม่ใช่เรื่องที่หวนกลับมารับชมหลายๆครั้งแล้วความสนุกจะเพิ่มสูงขึ้น หรือพบเห็นบางสิ่งปรับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เป็นลักษณะของ ‘First Impression’ ดูครั้งแรกถ้าชอบก็โคตรรัก (เกลียดคงเลิกรา) โดยเฉพาะ Marilyn Monroe ก็ไม่รู้แสร้งเล่นหรือแท้จริง ทั้งดวงตา ท่าทาง คำพูด แลดูใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ‘Dumb Blonde’ ขณะเดียวกันกลับยั่วยวน เร่าร้อน เซ็กซี่เกินห้ามใจ


Samuel ‘Billy’ Wilder (1906 – 2002) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austria-Hungary เกิดในครอบครัวชาว Jews ที่ Sucha Beskidzka (ในอดีตคือ Germany ปัจจุบันคือประเทศ Poland) มีความชื่นชอบสนใจในวัฒนธรรมอเมริกัน โตขึ้นหลังการเรืองอำนาจของ Nazi อพยพย้ายมาอยู่อเมริกาในปี 1933 เปลี่ยนชื่อเป็น Billy เริ่มต้นทำงานใน Hollywood ด้วยการเป็นนักเขียน มีผลงานเด่นคือ Ninotchka (1939), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Major and the Minor (1942), ผลงานเด่นๆ อาทิ Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Boulevard (1950), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960) ฯ

นับตั้งแต่ Love in Afternoon (1957) ที่ Wilder เริ่มร่วมงานกับนักเขียน I. A. L. Diamond ชื่อจริง Ițec (Itzek) Domnici ชาวโรมาเนีย ก็ได้กลายเป็นขาประจำ มีผลงานติดตามมาถึง 12 เรื่อง รวมไปถึง Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960), Irma la Douce (1963) ฯ

จุดเริ่มต้นของ Some Like It Hot หรือชื่อเดิม Not Tonight Josephine คือความประทับใจของ Wilder ต่อภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง Fanfare d’amour (1935) กำกับโดย Richard Pottier, เรื่องราวของสองนักดนตรีตกงาน ยอมแต่งตัวกระเทยเพื่อเข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วน ‘Toulips from Holland’ แล้วดันไปตกหลุมรักเพื่อนนักดนตรีสาวสองคน

แต่บทหนังต้นฉบับของ Fanfare d’amour (1935) สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ถึงกระนั้นมีการค้นพบฉบับสร้างใหม่ภาษาเยอรมัน Fanfaren der Liebe (1951) จึงสามารถติดต่อขอลิขสิทธิ์ได้สำเร็จ

Wilder และ Diamond ได้ปรับเปลี่ยนพื้นหลังเรื่องราว จากฝรั่งเศส เยอรมัน สู่สหรัฐอเมริกา ยุคสมัย Prohibition Era ที่การจำหน่ายสุรา ของมึนเมาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้กลุ่มมาเฟียลักลอบผลิต ขนส่ง เปิดกิจการผับบาร์อย่างลับๆ และมักถูกตำรวจ FBI ไล่ติดตามตัว

Joe (รับบทโดย Tony Curtis) และ Jerry (รับบทโดย Jack Lemmon) คือนักดนตรีแซกโซโฟน-ดับเบิ้ลเบส ระหว่างทำการแสดงไนท์คลับให้กับแก๊งค์มาเฟีย จับพลัดจับพลูตกอยู่ในเหตุการณ์ Saint Valentine’s Day Massacre จำต้องดิ้นรนหาหนทางหลบลี้หนีไปให้ไกลจาก New York ตัดสินใจปลอมตัวแต่งกระเท เข้าร่วมคณะดนตรีหญิงล้วน Sweet Sue and Her Society Syncopators มุ่งสู่ Miami, Florida และได้พบนักร้องสาวแสนสวย Sugar Kane (รับบทโดย Marilyn Monroe) อดไม่ได้ที่จะตกหลุมรัก

เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นที่ Seminole Ritz Hotel เมื่อ Joe/Josephine ปลอมตัวเป็นบุตรชายทายาท Shell Oil เพื่อมาขอความรักจาก Sugar ขณะที่ Jerry/Daphne ถูกติดตามตื้อโดยมหาเศรษฐี Osgood Fielding III (รับบทโดย Joe E. Brown) และกำลังจะขอเธอ/เขาแต่งงาน อยู่ดีๆแก๊งค์มาเฟียจาก New York ออกเดินทางมางานเลี้ยงรุ่น ก็นึกว่าหลบหนีพ้นแล้วยังไม่วายเจอเรื่องอลม่านวุ่นๆ ใครจะได้รักใคร? จะได้เอาตัวรอดได้ไหม?


Tony Curtis ชื่อเดิม Bernard Schwartz (1925 – 2010) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Manhattan ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพจาก Czechoslovakia และ Hungary โตขึ้นสมัครเข้าเป็นทหารเรือหลังจากเหตุการณ์ Pearl Harbor ประจำการในเรือดำน้ำ USS Proteus เห็นญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ที่ Tokyo Bay ปลดประจำการออกมาเข้าเรียนการแสดงยัง The New School ที่ Greenwich Village ได้รับการค้นพบโดย Joyce Selznick เซ็นสัญญากับ Universal Picture รับบทนำเรื่องแรก The Prince Who Was a Thief (1951) ประสบความสำเร็จพอสมควร โด่งดังสูงสุดกับ Some Like It Hot (1959) และ Operation Petticoat (1959) และได้เข้าชิง Oscar: Best Actor เรื่อง The Defiant Ones (1958)

รับบท Joe/Josephine/ทายาท Shell Oil Junior เล่นดนตรีแซกโซโฟน ถือว่าเป็นเสือผู้หญิง ไม่ค่อยสนอะไรอื่นนอกจาก Sex (ล้อกับความ Saxophone) และมักนำเงินทองที่ได้ไปเล่นพนันจนหมดตัว ถึงอย่างนั้นเมื่อพานพบเจอ Sugar Kane พยายามอย่างมากในการปลอมตัวเป็นมหาเศรษฐี แต่ลึกๆก็รู้ตัวเองดีว่าไม่คู่ควรกับเธอ

ทั้ง Curtis และ Lemmon ต่างไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้กำกับ Wilder ที่ต้องการ Danny Kaye, Bob Hope, Frank Sinatra, Jerry Lewis, Danny Kaye ฯ สำหรับบท Joe การเลือก Curtis เพราะจดจำได้จากภาพยนตร์เรื่อง Houdini (1953) มีภาพลักษณ์ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นทายาทมหาเศรษฐี

“I was sure Tony was right for it because he was quite handsome, and when he tells Marilyn that he is one of the Shell Oil family, she has to be able to believe it”.

– Billy Wilder

ในบรรดาสามบทบาทของ Curtis ผมรู้สึกว่า ทายาท Shell Oil มีความโดดเด่น แย่งซีนที่สุด ซึ่งรับอิทธิพลเต็มๆมาจากบุคลิก ท่วงท่าทางของ Cary Grant ละม้ายคล้ายคลึงยิ่งนัก … แต่ Grant เมื่อได้รับชมกลับบอกว่า ไม่เห็นเหมือนตรงไหน!

เกร็ด: Curtis ไม่สามารถดัดเสียงสาวของตัวละครระหว่างถ่ายทำได้โดยตลอด ด้วยเหตุนี้เลยการว่าจ้าง Paul Frees พากย์เสียงทับแทนหลังการถ่ายทำ


John Uhler ‘Jack’ Lemmon III (1925 – 2001) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Newton, Massachusetts ว่ากันว่าขณะอยู่ในลิฟท์ที่โรงพยาบาล Newton-Wellesley นี่กระมังทำให้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบต้องการเป็นนักแสดง เข้าร่วมชมรมการแสดงทุกสถาบันที่เข้าเรียน รวมถึง Delphic Club ที่ Harvard University ระหว่างนั้นรับใช้ชาติเป็นทหารเรือ จบออกมาทำงานวิทยุและละครเวที Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก It Should Happen to You (1954) ของผู้กำกับ George Cukor เสียงตอบรับใช้ได้ทีเดียว

Lemmon ถือเป็นโคตรนักแสดงรางวัลคนหนึ่ง คว้ารางวัลแบบดับเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก
– คว้า Oscar 2 ครั้ง, Best Actor เรื่อง Save the Tiger (1973) และ Best Supporting Actor เรื่อง Mister Roberts (1955)
– คว้า 2 รางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรื่อง The China Syndrome (1979), Missing (1982)
– 2 รางวัลจากเทศกาลหนังเมือง Venice ประกอบด้วย Volpi Cup: Best Actor จากเรื่อง Glengarry Glen Ross (1992) และ Volpi Cup: Best Ensemble Cast เรื่อง Short Cuts (1993)
– แต่ครั้งเดียวกับเทศกาลหนังเมือง Berlin คว้ารางวัล Silver Bear: Best Actor เรื่อง Tribute (1980)

รับบท Jerry (Gerald)/Daphne นักดนตรีเล่น Double Bass เป็นคนชอบพูดจาเสียดสี ประชดประชัด อารมณ์ผันปรวนแปร แรกเริ่มคือผู้ชักชวนเพื่อนให้แต่งหญิง พอโดนจีบก็พยายามเล่นตัวปฏิเสธ ไปๆมาๆเมื่อถูกขอแต่งงานกลับตอบตกลง ช่างไม่ต่างกับเครื่องดนตรีที่เล่น พลิกกลับไปกลับมาจนงง

Lemmon เป็นคนที่มีเสน่ห์ในน้ำเสียงขณะพูดคุยสนทนา แสดงออกทางอารมณ์ด้วยการไล่ระดับสูง-ต่ำ ซึ่งเรื่องนี้ยังสลับทุ่ม-แหลม (ผู้ชาย-ผู้หญิง) ประกอบความซีเรียสจริงจังต่อทุกๆการกระทำ ปั้นหน้าท่าทาง รอยยิ้มหวานแบบดัดจริต สะดีดสะดิ้งเมื่อสวมใส่ชุดว่ายน้ำ! นั่นสร้างความขับขันจากการกระทำขัดแย้งต่อตัวตน

จริงอยู่ที่การแสดงของ Lemmon ถือว่ามีความโดดเด่น กล้า บ้า อาจหาญอย่างมาก แต่กาลเวลาทำให้เขาลดฐานะเป็นพระรอง ถูกรัศมีอันเจิดจรัสจร้าของ Marilyn Monroe บดบังเสียมิด (ค่าตัวก็ได้น้อยกว่าด้วยนะ!)


Marilyn Monroe ชื่อจริง Norma Jeane Mortenson (1926 – 1962) นักร้อง นักแสดง โมเดลลิ่ง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California พ่อ-แม่มีฐานะยากจน เลยส่งเธอไปเติบโตกับครอบครัวบุญธรรม จนกระทั่งอายุ 5 ขวบ มีความต้องการอยากเป็นนักแสดง แต่ถูกจับแต่งงานเมื่อตอนอายุ 16 ปี เลิกราสามีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นเริ่มรับงานถ่ายแบบ กลายเป็น ‘Sex Symbol’ มุ่งสู่ Hollywood รับบทสมทบมากมาย จนกระทั่ง Gentlemen Prefer Blondes (1953), How to Marry a Millionaire (1953) สร้างภาพลักษณ์ ‘Dumb Blonde’ จนกลายเป็น Typecast, ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Wilder เรื่อง The Seven Year Itch (1955)

รับบท Sugar ‘Kane’ Kowalczyk เชื้อสาย Polish เป็นนักร้อง เล่น Ukulele มีความสวยเซ็กซี่ ลีลายั่วเย้ายวน แต่ดวงตากลับใสซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เลยไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ หลงเชื่อคารมคนง่าย เมื่อพบเจออะไรใจอยาก ก็คล้อยครางตามอย่างรวดเร็ว และพอผิดหวังแสดงอารมณ์ออกมาอย่างตรงไปตรงมา

Monroe ไม่ได้อยากแสดงเป็นตัวละครที่ทึ่มเสียจนแยกแยะผู้ชายแต่งหญิงไม่ออก แต่พอดีคิวว่างงาน Wilder เลยเร่งรีบจับจองตัว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่าง เพราะสภาพจิตใจของเธอขณะนั้นค่อนข้างย่ำแย่ แถมยังกำลังตั้งครรภ์อีก แถมบางวันจดจำบทพูดไม่ค่อยได้ จูบหลายสิบเทคกับ Curtis จนไร้ความรู้สึกโรแมนติกใดๆ

แต่ถึงอย่างนั้น นี่น่าจะเป็นบทบาทได้รับการจดจำสูงสุดของ Monroe เพราะผู้กำกับ Wilder สามารถดึงเอาจุดเด่น เอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือลีลาท่าเต้น การสบสายตาเล่นกล้อง ความใสซื่อบริสุทธิ์จากภายใน ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยั่วเย้ายวน ร่านราคะ หนุ่มๆสมัยนั้น(ถึงปัจจุบันนี้ด้วยละนะ) ยังลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักหมดใจ


แถมท้ายกับอีกหนึ่งนักแสดงที่โคตรแย่งซีน Joe E. Brown (1891 – 1975) นักแสดง/ตลก สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Holgate, Ohio ครอบครัวมีเชื้อสาย Welsh ตอนอายุ 10 ขวบ เข้าร่วมคณะละครสัตว์ Five Marvelous Ashtons ออกทัวร์ตามชนบท ชื่นชอบการแสดงมากๆจนเลิกฝันเป็นนักเบสบอล ไต่เต้าจนได้ขึ้นเวที Broadways, เซ็นสัญญากับ Warner Bros. ถ่ายทำหนังพูด-สี่สี Musical Comedy เรื่องแรก On with the Show (1929) ทศวรรษ 30s ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรทีเดียว แต่ก็เสื่อมคลายลงเพราะการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง ผลงานเด่นๆยุคหลังมักเป็นบทสมทบแย่งซีน อาทิ Show Boat (1951), Some Like It Hot (1959), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) ฯ

รับบท Osgood Fielding III ทายาทมหาเศรษฐี แต่วัยน่าจะย่างเข้า 50-60 ปี แต่งงานมาแล้วทั้งหมด 7 ครั้ง แถมเป็นเจ้าของเรือยอร์ช New Caledonia วันหนึ่งในรีสอร์ท พานพบเจอตกหลุมรักแรกพบ Daphne ถาโถมตัวเองใส่เธอ รุกอย่างเร้าร้อนรุนแรง แค่เพียงตกเย็นเต้นรำถึงเช้ายื่นขอแต่งงาน วางแผนฮันนีมูน รับได้ทุกอย่างไม่ว่าเขาจะคืออะไร!

นี่คือภาพลักษณ์ชายแก่ตัณหากลับ ผู้มีความมุ่งมั่น ต้องการ ตั้งใจในสิ่งเดียว! ริ้วรอยเหี่ยวย่นแสดงถึงชีวิตพานผ่านอะไรมาก เลยโหยหาสิ่งแปลกใหม่ เร่าร้อน รุนแรง สามารถเต้นแทงโก้ยันเช้า ทำอะไรพิลึกพิลั่นแบบนี้ดันถูกใจ น้ำเสียงจริงจัง สีหน้าบ่งบอกไม่ต้องการอื่นใด ด้วยเหตุนี้คำพูดสุดท้ายของ Brown เลยโคตรจะตราตรึงกินใจเป็นพิเศษ


ถ่ายภาพโดย Charles Lang (1902 – 1998) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน เข้าชิง Oscar สูงสุดถึง 18 ครั้ง คว้ามาเพียงหนึ่งเดียวจาก A Farewell to Arms (1932) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Big Heat (1953), Sabrina (1954), The Magnificent Seven (1960), How the West Was Won (1962), Charade (1963) ฯ

สถานที่ถ่ายทำทั้งหมดคือ California
– Seminole Ritz Hotel ที่ควรอยู่ Miami แท้จริงแล้วคือ Hotel del Coronado ณ San Diego
– ชายหาด Florida ถ่ายทำที่ Coronado Beach
– ส่วนที่เหลือก็ภายในสตูดิโอ M-G-M

ตามสัญญาของ Marilyn Monroe เธอจะแสดงภาพยนตร์ฟีล์มสีเท่านั้น ซึ่งผู้กำกับ Wilder ทีแรกก็ต้องการแบบเดียวกัน แต่หลังจากทดสอบหน้ากล้องของ Tony Curtis และ Jack Lemmon แต่งตัวเป็นหญิง เมกอัพหนาเตอะ ดูยังไงก็ไม่เนียน (ดังภาพ) เลยจำต้องเปลี่ยนมาเป็นภาพขาว-ดำ ซึ่งยกระดับหนังให้เป็นคลาสสิกโดยทันที!

แล้วพอหนังมีเรื่องราวเกี่ยวกับอาชญากร การไล่ล่าติดตาม ตำรวจไล่จับผู้ร้าย มาเฟียไล่จับสองพระเอก กลายเป็นมีกลิ่นอายนัวร์เพิ่มเข้ามา ซึ่งถือเป็นสไตล์ถัดของตากล้อง Lang โดดเด่นในการใช้เงา ถ่ายทอดบางสิ่งอย่างออกมา

ฉากแรกของหนัง รถตำรวจไล่ล่ารถรับศพซึ่งหลบซ่อนเหล้าเถื่อนไว้ในหีบศพ
– ปืน เก็บซ่อนไว้บนหลังคา เหนือศีรษะ สะท้อนถึงสิ่งสำคัญสุดของบรรดามาเฟีย ต้องเทิดทูนไว้เหนือเหล้า
– สุรา คือเครื่องดื่มที่เป็นตัวแทนของชีวิตชีวา แต่เก็บซ่อนไว้ในหีบศพ สัญลักษณ์แห่งความตาย สะท้อนถึงความตกต่ำยุคสมัย Prohibition Era ด้วยความปรารถนาดีทางศีลธรรม แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆที่ปลายเหตุ

Wilder ถือเป็นผู้กำกับ pro-noir สร้างหนังแนวนี้มาปริมาณพอสมควรทีเดียว อาทิ Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Boulevard (1950) ฯ  ดังนั้นลวดลาย ลีลา จึงมีความจัดจ้าน เจ๋งเป้ง! อย่างการล้างแค้นเอาคืนคนทรยศของแก๊งค์มาเฟีย ให้ลูกน้องยืนเรียงหน้ากระดาน ตัวเองยืนหันหลังให้ ทำเป็นไม่มองแต่ออกคำสั่ง แล้วค้างภาพนี้ไว้ขณะกราดยิง พบเห็นแสงไฟ และเสียงรัวปืน

ช็อตแรกของ Josephine และ Daphne ถ่ายจากด้านหลัง เห็นสองตัวละครสวมส้นสูง เดินสะบัดตูดเพื่อไปขึ้นรถไฟ ท่วงท่าทางตุปัดตุเป๋ เทียบไม่ได้กับลีลาของ Sugar Kane สะบัดอย่างมีสไตล์เหมือนขนมเยลลี่ Jell-O

ความยียวนกวนประสาทของฉากนี้ คือดนตรีประกอบ ช่วงของ Josephine และ Daphne จะมีความรุกเร้า เร่งรีบร้อน แต่พอ Sugar Kane เดินผ่านไปเท่านั้นแหละ เสียงแซกโซโฟนสุดเซ็กซี่ ดูดีมีระดับกว่าเยอะเลย แถมตบด้วยไอพ่นรถไฟ นั่นถือว่าแจ๊สแบบสุดๆเลย

สองหนุ่มสาว ได้สนทนากับ Sugar Kane ครั้งแรกในห้องน้ำหญิง ซึ่งเธอกำลังแอบดื่ม Burbon หลังจากเสร็จสรรพสังเกตว่ากล้องจะเคลื่อนเลื่อนติดตาม เก็บซ่อนขวดไว้ตรงถุงน่อง จากนั้นเธอพลิกตัวหันหลังส่องกระจก กล้องยังคงไถลลง (ตามสายตาหนุ่ม) เห็นด้านหลัง และเรียวน่องอันสุดเซ็กซี่

แบบนี้ถือว่าเป็น ‘Male Gaze’ ลักษณะหนึ่งนะครับ แต่พอเป็นหนังแนว Comedy มันเลยแบบว่า หื่นๆแบบชวนขำ ไม่ใช่ลามกจกเปรต

ผมเพิ่งเขียนถึง A Night at the Opera (1935) ของ Marx Brothers ไปเมื่อวันก่อน ไม่คิดว่าจะเจอฉากปลากระป๋องในลักษณะคล้ายๆกันนี้อยู่ ก็น่าสงสัยจริงๆว่า 13 คน บนตู้นอนชั้นบน มันจะยัดเข้าไปได้อย่างไร!

ฉากนี้ไม่ได้ถ่ายทำบนรถไฟจริงๆนะครับ เป็นการสร้างฉากขึ้นมาเพื่อให้สามารถถอดผนังด้านหนึ่งออกได้ แล้วแทนที่ด้วยกล้องถึงสามารถบันทึกภาพมุมนี้ได้

ใครเรียนจิตวิทยาน่าจะรู้จัก ‘Breaking the ice’ หรือการละลายพฤติกรรม เพื่อให้มนุษย์เกิดความเชื่อมั่นใจ สามารถพูดคุยสนทนาได้อย่างเปิดอก … ฉากนี้นี่คือเปะๆเลยนะ Sugar Kane กำลังทำน้ำแข็งให้แตก (สำหรับไปผสมคอกเทล) ขณะเดียวกันเธอก็เริ่มเล่าเบื้องหลังชีวิต ความเป็นมา/ต้องการของตนเอง ที่ชอบตกหลุมรักหนุ่มแซกโซโฟน บลา บลา บลา

แซว: เป็นห้องน้ำที่มีบานกระจกเต็มไปหมดเลย เหมือนต้องการสะท้อนตัวตนแท้จริงของตัวละครออกมาให้จงได้!

เพื่อเน้นย้ำเตือนให้ผู้ชมตระหนักรับรู้อยู่ตลอดว่า ตัวละครกำลังเดินทางอยู่บนรถไฟ นอกจากแสงสว่างจากด้านนอกสาดส่องเข้ามา มีการเขย่าๆเพื่อให้เห็นว่าเคลื่อนไหว บ่อยครั้งจะแทรกภาพล้อรถกระฉึกกระฉัก และตบมุกด้วยการดึงเบรก มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ละ แค่ปรากฎล้อหยุดหมุน เสียงเสียดสีดังแสบแก้วหู

ก็คิดดูนะครับว่า ฉากนี้ไม่ได้ถ่ายทำบนรถไฟจริงๆ แต่ไดเรคชั่นของ Wilder ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีการเดินทางเกิดขึ้นจริง!

เมื่อมาถึงรีสอร์ท Miami กลายว่า Daphne เป็นคนรับใช้ มาหลังสุด ต้องคอยแบกกระเป๋า ก่อนสะดุดล้มเหมือนซินเดอเรลล่า และ Osgood Fielding III เข้ามาสวมรองเท้าแก้วให้ นี่คือสัญลักษณ์ของการยินยอม ศิโรราบ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างให้เธอ … ไม่ว่าจะเป็นใคร

หนึ่งในมุกที่ผมชื่นชอบมากๆคือการใช้ลิฟท์ ยังไม่ทันที่ Daphne และ Osgood Fielding III จะขึ้นถึงสรวงสวรรค์ ก็ได้เกิดการสั่นไหวระหว่างชั้นแล้วตกลงมา มันอารมณ์ประมาณยังไม่ถอดเสื้อผ้าก็สะบัดตูดหนีมาก่อน อะไรเกิดขึ้นในลิฟท์นั้น ยากจะจินตนาการเสียจริง!

มีอีกหลายครั้งของฉากในลิฟท์ที่ค่อยข้างเรียกเสียงหัวเราะได้มาก อาทิ
– เมื่อตอนแก๊งค์มาเฟียมาถึงโรงแรมแห่งนี้ สองหนุ่มสาวต้องการรีบหลบหนี แต่พวกเขากลับเปิดประตูเข้ามาทัน ถูกทักทาย เสียแทบตาย
– อีกครั้งหนึ่ง สองหนุ่มสาวปลอมตัวเป็นบริกร-ลูกค้าบนรถเข็น แต่ดันใส่ส้นสูงเลยถูกจับได้

ผมเรียกว่า ‘ห้องพักสไตล์หนังนัวร์’ เพราะบานเกล็ดและแสงที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ตัวละครเสมือนอาศัยอยู่ในคุก ถูกคุมขัง ไม่สามารถหลบหลีกหนีออกไปไหนได้อย่างอิสระ ซึ่งในบริบทนี้สื่อถึงสองหนุ่มสาว ต่างติดพัวพันว่าจะหลบหนีเอาตัวรอด หรือซ่อนตัวยังสถานที่นี้สักพัก

ขณะที่ Daphne เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม สวมวิกกลายเป็นผู้หญิง เลยเข้าร่วมวง เล่นน้ำ โยนบอล ผิดกับ Josephine ปลอมตัวเป็นทายาท Shell Oil เข้ามาลวงล่อหลอก Sugar Kane ซ้อนอีกชั้นหนึ่ง … คือจะหวนกลับเป็น Joe ก็แค่นักแซกโซโฟนจนๆ เทียบไม่ได้กับการอุปโหลกความเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมา เก้าอี้ตัวนี้ที่มีลักษณะเหมือนโลกทั้งใบของเขาเลยก็ว่าได้

Junior: Syncopators. Does that mean you play that very fast music… jazz?
Sugar: Yeah. Real Hot.
Junior: I guess some like it hot. I personally prefer classical music.

ว่าไปแสงระยิบระยับเคลื่อนหมุนในห้องอาหารโรงแรม สะท้อนถึงวังวนชีวิตที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ “I Wanna Be Loved By You” แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่มีทางคาดเดาได้

ไดเรคชั่นของฉากนี้ทำให้ Monroe แลดูเจิดจรัสจร้ามากๆ เธอยืนสง่าอยู่บนเวที กล้องถ่ายระดับเหนือศีรษะลูกค้า ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาจนถึงระยะ Medium Shot สป็อตไลท์สาดส่องสว่าง เสื้อผ้าระยิบระยับสะท้อนแสง … ถือเป็นช่วงเวลาอันน่าประทับใจสุด รองจากลมพัดกระโปรงเปิดใน The Seven Year Itch (1955)

จริงๆไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะครับที่มีการเลือกมุมกล้องถ่ายติดภาพวาดเรือด้านหลัง แต่ถือว่าเป็นครั้งจับต้องได้ที่สุด เพราะ Josephine/Joe กำลังจะไปหา Sugar เพื่อพาขึ้นเรือยอร์ช (ของ Osgood Fielding III)

ภาพเรื่อ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการออกเดินทาง สังเกตเห็นได้ตั้งแต่สองหนุ่มสาวเข้ามาในห้องพัก และช่วงขณะกำลังตระเตรียมตัวหลบหนี ก็จะเป็นอีกครั้งที่เห็นชัด!

คือเรือมันก็ไม่ได้เป็นอะไรเสียหายนะครับ (แค่ว่า Joe ขับเรือไม่เป็น) แต่การถอยหลังคงด้วยนัยยะ ทุกสิ่งอย่างกลับตารปัตรตรงกันข้าม ซึ่งสะท้อนถึง Joe ไม่ได้เป็นทายาท Shell Oil รวมไปถึงเรือยอร์ชก็ไม่ใช่ของเขา … ทั้งหมดคือการขายฝันกับ Sugar ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล แท้จริงแล้วก็แค่ภาพลวงหลอกมายา

มีสองสามอย่างที่ถือว่าโคตร Hot! ระหว่างการเต้นแทงโก้ของ Daphne กับ Osgood Fielding III
– คาบดอกกุหลาบ (ที่มีหนามแหลม) แฝงนัยยะ ผลัดกันทิ่มแทง
– นักดนตรีผูกผ้าปกตาระหว่างเล่นดนตรี นี่มันเรื่องส่วนตัวของพวกฉัน คนนอกไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย

เริ่มต้นจากเงามืดที่คืบคลานเข้ามาทับชื่อโรงแรม (เหมือนจะเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ที่พื้น) จากนั้นเคลื่อนติดตามรองเท้าหนัง ค่อยๆไล่ระดับเลื่อนขึ้นเฉยออกมาว่าใคร โดยมีท่วงทำนองดนตรีอันน่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว … นี่คือการมาถึงของแก๊งค์มาเฟีย New York เพื่อร่วมงานเลี้ยงเริ่มรุ่น เรียกว่าหนียังไงก็ไม่พ้นความโชคร้าย!

สังเกตจากมุมกล้องเงยขึ้นสูงขนาดนี้ (ในฉากงานเลี้ยงรุ่น) หมอนี่ต้องเป็น Big Boss หัวหน้าใหญ่สุดของกลุ่มแก๊งค์ ถึงต้องทำให้ดูทรงอิทธิพล น่าเกรงขาม แถมยังจะ Happy Birth Day กับลูกน้อง … ผมว่าใครๆก็น่าจะครุ่นคิดได้ว่ามีต้องมีลับลมคมใน

ผมว่ามันเป็น Cliché ที่คลาสสิกดีนะ สุขสันต์วันเกิด=วันตาย ย้อนแย้งกับที่เคยทำกรรมเอาไว้ แถมสองหนุ่มสาว บังเอิญหลบซ่อนตัวอยู่ในความจับพลัดจับพลูแบบเดียวกันเปี๊ยบ … มันจะซวยไปได้ถึงไหน!

ช็อตสุดท้ายของหนังใช้เทคนิค Rear Project ดูแล้วเพราะต้องการให้พื้นหลังท้องฟากฟ้า กำลังปรากฎอาทิตย์อัสดงท่ามกลางความขมุกขมัวของก้อนเมฆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาวันถ่ายทำได้งดงามขนาดนี้เลยนะครับ

เกร็ด: แม้ว่าผู้กำกับ Wilder จะไม่ชอบคำพูดประโยคสุดท้ายนี้เท่าไหร่ แต่ “Well, nobody’s perfect”. ติดอันดับ 48 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes ได้รับการจดจำเหนือกาลเวลา!

ตัดต่อโดย Arthur P. Schmidt (1912 – 1965) ขาประจำของ Wilder ตั้งแต่ Sunset Boulevard (1950) จนถึง Some Like It Hot (1959)

เราสามารถแบ่งเรื่องราวโดยคร่าวๆออกเป็น 4 องก์ โดยมี Joe + Jerry คือจุดศูนย์กลางเรื่องราว
– เริ่มต้นที่ New York จับพลัดจับพลูพานพบเจอเรื่องว้าวุ่นวาย
– ออกเดินทางบนรถไฟมุ่งสู่ Miami
– รอม-คอม กุ๊กกิ๊กคนรัก ก็นึกว่าคงหลุดรอดพ้นจากแก๊งค์มา
– การมาถึงของแก๊งค์มาเฟีย ทำให้ต้องพยายามหาทางหลบหนีอีกครั้งหนึ่ง

ลีลาการตัดต่อถือว่ามีความรอบจัดจ้าน รู้จังหวะในการนำเสนอเหตุการณ์คู่ขนาน โดดเด่นมากๆคือซีนระหว่าง
– ทายาท Shell Oil กอดจูบเลิฟซีนหวานฉ่ำกับ Sugar Kane บนเรือยอร์ช
– ตัดสลับกับบนฝั่ง Daphne ระบำแทงโก้กับ Osgood Fielding III อย่างเร่าร้อนรุนแรง

สังเกตว่าสองเรื่องราวคู่ขนานนี้ อารมณ์มันช่างแตกต่างตรงกันข้าม แต่ถือว่าเติมเต็มกันและกันจนสามารถผสมผสานกลายเป็นหนึ่งเดียว คือ Sex ที่เร่าร้อนแรงของสองคู่รัก


เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch (1897 – 1980) ชาวอังกฤษที่อพยพสู่สหรัฐอเมริกา เริ่มทำเพลงประกอบมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ตามด้วย Broadway ผลงานเด่นๆ อาทิ The Maltese Falcon (1941), The Band Wagon (1953), Seven Brides for Seven Brothers (1954), Oklahoma! (1955), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960) ฯ

เนื่องจากพื้นหลังคือยุคสมัย Prohibition Era ซึ่งดนตรีได้รับความนิยมสูงสุดขณะนั้นคือ Jazz ซึ่งสามารถเล่นท่วงทำนองอารมณ์ เป่าแซกโซโฟด้วยลีลายั่วยวน เซ็กซี่ บางครั้งก็เล่นลิ้นแบบกวนประสาท ช่วยเติมเต็มสัมผัสหนังได้อย่างเรียกว่า สมบูรณ์แบบ

นำบทเพลง Sugar Blues ถือเป็น Character Song ของ Sugar Kane ที่สุดแสนเซ็กซี่ ยั่วเย้ายวน เสียงเครื่องเป่าทั้งหลายจะมีความอ้อยอิ่ง เนิบช้า ลากยาว และแซกโซโฟนเมื่อดังขึ้น มีความลุ่มลึก โหยหา ต้องการวันเวลาชีวิตจักได้พบเจอความสุขสำราญ ไม่ใช่แค่ถูกหลอกฟัน แต่ได้เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน

มีทั้งหมด 3 บทเพลงที่ขับร้องโดย Marilyn Monroe
– Runnin’ Wild (1922) แต่งโดย A.H. Gibbs คำร้องโดย Joe Grey และ Leo Wood, ขับร้องเล่นเตน้บนรถไฟ ชีวิตกำลังโลดแล่นไปข้างหน้าอย่างอิสระเสรี
– I Wanna Be Loved by You (1928) แต่งโดย Herbert Stothart, Harry Ruby คำร้องโดย Bert Kalmar, หลังจาก Sugar พานพบเจอทายาท Shell Oil นี่คือคำรำพัน ต้องการตกหลุมรักเรา ชีวิตฉันจะได้สุขสบายเสียที
– I’m Thru with Love (1931) แต่งโดย Matty Malneck, Fud Livingston, คำร้องโดย Gus Kahn, หลังจากได้รับโทรศัพท์บอกเลิกรา ชีวิตเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ระบายออกด้วยบทเพลงเหงาๆ ฉันเพียงพอแล้วในความรัก(ครั้งนี้)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชื่นชอบการเล่นกับไฟ ต้องการความตื่นเต้าเร้าใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ยินยอมพร้อมเสียสละตนเอง กระทำทุกสิ่งอย่างไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง หลักศีลธรรมจรรยา หรือขนบธรรมเนียมวิถีปฏิบัติในสังคม

Some Like It Hot นำเสนอเรื่องราวของบุคคลชื่นชอบเล่นกับไฟ ไล่ตั้งแต่แก๊งค์มาเฟียทำสิ่งผิดกฎหมายถูกตำรวจไล่ล่า, สองหนุ่มปลอมตัวเป็นกระเทยเพื่อหลบหนีและให้ได้งานทำ, Joe ตกหลุมรัก Sugar ปลอมตัวเองเป็นทายาท Shell Oil ลวงล่อหลอกเธอให้ได้ครองคู่สมหวัง, Jerry ปล่อยตัวให้ตาแก่ตัณหากลับ Osgood Fielding III โดยคาดคิดไม่ถึงว่าจะยินยอมศิโรราบทุกสิ่งอย่าง

คนที่ชื่นชอบเล่นกับไฟ จริงอยู่ชีวิตมีความตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ว้าวุ่นวาย ไม่สามารถหยุดพักผ่อนคลาย เพราะโลกใบนี้ช่างแสนกลม แถมเวียนวนดั่งวัฏจักร ใครจะไปครุ่นคิดอุตส่าห์หลบหลีกจาก New York สู่ Miami ยังบังเอิญหวนกลับมาพานพบเจอกันได้

Prohibition Era คือยุคสมัยที่ผู้ออกกฎหมาย คาดหวังว่าประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในกฎกรอบ หลักศีลธรรมจรรยา ละเลิกหลงใหลในอบายมุขทุกสิ่ง … แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งห้าม ยิ่งยุ ยิ่งเล่นกับไฟ เพราะมนุษย์เมื่อขาดสิ่งที่จะทำให้ตนเองลุ่มหลงใหล หลบหลีกหนี ‘Escapist’ ออกจากความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลำบากของโลกใบนี้ มันจึงคล้ายระเบิดเวลาที่สะสมอยู่ภายในรอวันปะทุระบายออก จิตใจเต็มไปด้วยความเร่าร้อนรน จนบางทีไม่อาจควบคุมสติสมประดีได้

จุดจบของ Prohibition Era สะท้อนว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบอยู่ในกฎกรอบข้อบังคับ เหมือนเชือกที่นำมาผูกรัดตัว ยิ่งแน่นเท่าไหร่ยิ่งอึดอัด พยายามอย่างยิ่งที่จะดิ้นรน หาช่องว่างสำหรับพักผ่อนคลาย … ความตั้งใจดีๆ สุดท้ายพ่ายต่อความมักมาก กิเลสกามของมนุษย์ หลงระเริงไปกับความเชื่อว่า เกิดมาแล้วต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ ตายไปรังแต่จะสูญเสียสิ้นเปล่า

จะว่าไป Production Code หรือ Hays Code ระเบียบข้อตกลงของผู้สร้างภาพยนตร์ Hollywood ก็มีลักษณะสะท้อนกับยุคสมัย Prohibition Era ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 20s จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มทำให้ใครๆรู้สึกอึดอัด มัดแน่น (แถมบางทีก็สองมาตรฐาน) จึงเกิดความพยายามดิ้นรน ละเลิก และที่สุดคือทอดทิ้งระบบ ทำไมจะภาพยนตร์จักต้องถูกควบคุมครอบงำ ไร้ซึ่งอิสรภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน

อาการดิ้นพร่าน ต้องการที่จะหลุดหลบหนี ออกจากกฎกรอบ ข้อจำกัด ระเบียบแบบแผนใดๆในสังคม นี่ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Billy Wilder โหยหา ‘อิสรภาพ’ ในทุกทิศทางมุมมอง กลับตารปัตรย้อนแย้งความคิดเห็น ชาย-หญิง หญิง-ชาย ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปได้

สุดท้ายแล้วก็คือผู้ชมนะแหละครับ ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วสามารถ ‘Escapist’ หลบหลีหนีจากความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยากลำบากจากชีวิตจริง การทำงาน โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ชัยชนะเท่านั้นสำคัญสูงสุด … แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบการเล่นกับไฟเสมอไป

“Well, nobody’s perfect”. คือประโยคข้ออ้างสำหรับการเอาตัวรอด ปลอบใจตนเองเมื่อกระทำพลาด ได้เท่านี้ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้ว ซึ่งในบริบทของหนังนังได้เหมารวมถึงการกระทำสิ่งผิดกฎกรอบ/ศีลธรรมจรรยา นั่นไม่สมควรนำมาเป็นข้ออ้างหลอกตนเองเลยนะครับ!


ด้วยเนื้อหาที่มีใจความหมิ่นเหม่ล่อแหลม แถมยัง Cross-Dressing และ Homosexual ล้วนเป็นประเด็นต้องห้ามของยุคสมัย ผู้สร้างเลยตัดสินใจไม่ส่งเข้ารับการอนุมัติผ่าน Motion Picture Production Code หรือ Hays Code ซึ่งทศวรรษนั้นกำลังค่อยเสื่อมคลายนิยมลง ซึ่งความสำเร็จอันล้นหลามของภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่มอดไหม้ ก่อนล่มสลายในทศวรรษถัดมา (เปลี่ยนผ่านสู่ระบบการจัดเรตติ้ง)

ด้วยทุนสร้าง $2.9 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $8.1 ล้านเหรียญ (สูงอันดับ 3 ของปี) รวมทั่วโลก $40 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลามเลยละ!

เข้าชิง Oscar 6 สาขา คว้ามา 1 รางวัล
– Best Director
– Best Actor (Jack Lemmon)
– Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White
– Best Costume Design, Black-and-White ** คว้ารางวัล

เหมือนว่าจะถูก SNUB ไม่ได้เข้าชิง Oscar: Best Picture คงเพราะคณะกรรมการมองว่า หนังมีเพียงความบันเทิงรมณ์มากกว่าคุณค่าทางศิลปะ แต่ถึงอย่างนั้นถ้าได้เข้าชิงก็ไม่ได้ลุ้นรางวัลอยู่ดี เพราะ Ben-Hur (1959) กวาดเรียบไม่ยอมแบ่งปันให้ใคร

Some Like It Hot เป็นภาพยนตร์ที่โดยส่วนตัวตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกพบ ครบหลายๆปีก็หวนกลับมารับชมครั้งสอง-สาม-สี่ อาการฟินหลงใหลยังเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้น “First Impression” คือที่สุดของหนังจริงๆ

ผมว่าหนังมันไม่มีสาระอะไรเลยนะ แถมยังสร้างค่านิยมผิดๆให้ผู้ชมด้วยซ้ำว่า เพื่อการเอาตัวรอดในยุคสมัยปัจจุบัน ต้องก้าวข้ามผ่านขอบเขตบางอย่างทางศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี ความถูก-ผิด ดี-ชอบ ชั่ว-ดี เลยไม่แปลกที่ Legion of Decency ของ Roman Catholic Church ตีตราประณาม “Condemned” ว่าขัดต่อหลักศาสนา

แต่ถึงอย่างนั้น British Film Institute ได้เหมารวม Some Like It Hot (1959) ติดอยู่ในชาร์ท “50 films you should see by the age of 14”

แนะนำเฉพาะคอหนัง Comedy พื้นหลังยุคสมัย Prohibition Era ดนตรี Jazz ผสม Mafia Gangster, แฟนๆผู้กำกับ Billy Wilder และนักแสดงนำ Marilyn Monroe, Tony Curtis และ Jack Lemmon ไม่ควรพลาด!

จัดเรต 13+ กับความพยายามเอาตัวรอด กะล่อน ปลิ้นปล้อน หลอกลวง จนถึงที่สุด

คำโปรย | Marilyn Monroe ได้ทำให้ Some Like It Hot ร้อนเร่าร่านชั่วนิรันดร์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก


Some Like It Hot

Some Like It Hot (1959) : Billy Wilder

(8/4/2016) หนังที่ว่ากันว่าตลกที่สุดในโลก โดยผู้กำกับ Billy Wilder นำแสดงโดย Marilyn Monroe, Tony Curtis และ Jack Lemmon เรื่องราวเกี่ยวกับ 2 นักดนตรีที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกมาเฟียตามล่า จนพวกเขา … พวกเธอได้ปลอมตัวเข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนและได้พบกับรักแท้ การันตีด้วยอันดับ 43 จากนิตยสาร Sight & Sound และอันดับ 22 จาก AFI Top 100

ตอนผมดู Some Like It Hot ครั้งแรก ขำจนตกเก้าอี้เลย เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงเริงอารมณ์มากๆ ดูครั้งถัดมาถึงไม่หัวเราะขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังทึ่ง! ว่าคิดเรื่องราว หาคำพูดเด็ดๆ ฮาๆแบบนี้มาได้ยังไง ครั้งล่าสุดผมมองหนังลึกลงไปเห็นหลายสิ่งที่หนังแฝงไว้ เหตุการณ์ในหนังอยู่ช่วงปี 1929 มีคนเรียกทศวรรษนี้ว่า Gatsby’s decade** หรือยุคสมัยแห่งความเพ้อฝัน (an oasis of dreaming) หญิงสาวใฝ่ฝันอยากได้ผู้ชายรวยๆ(เงิน) ชายหนุ่มฝันได้ครอบครองหญิงสาวที่เซ็กซี่และดึงดูด (sex) พวกเขาหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตัวเองแสวงหาเปรียบเสมือน ‘ไฟ’ ที่พร้อมจะทำลายเราให้มอดไหม้ถ้าเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมัน มีคนเปรียบสองตัวละครหนุ่มในหนังที่แต่ง cross-dressing ว่าคือการหลบหนีจากโลกที่เป็นอยู่ ไปยังในสถานที่แห่งความเพ้อฝัน

** ชื่อ Gatsby นี้มีคนเดียวในโลก ลองหาหนังเรื่อง The Great Gatsby (2015) เล่นโดย Leonardo DiCaprio มาดูนะครับ

ในปีที่หนังฉาย ได้เข้าชิง Oscar 6 สาขา แต่คู่แข่งของ Some Like It Hot คือ Ben-Hur แน่นอนว่าสู้ไม่ได้อยู่แล้ว Ben-Hur กวาดไป 11 รางวัล เหลือให้ Some Like It Hot แค่สาขา Best Costume Design – Black and white เท่านั้น กระนั้นสิ่งที่การันตีความยอดเยี่ยมของหนัง เมื่อ AFI จัดชาร์ท AFI’s 100 Years… 100 Laughs หนังตลกที่สุดในอเมริกา อันดับ 1. คือ Some Like It Hot และอันดับ 2. Tootsie (1982) ทั้งสองเรื่องนี้เป็นแนว cross-dressing เหมือนกันซะด้วย ตอนประกาศชาร์ทนี้ Billy Wilder ยังมีชีวิตอยู่นะครับ และได้ให้ความเห็น บอกว่าไม่เห็นด้วย หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดีที่สุด เพราะมันไม่มีดีที่สุด แต่เห็นด้วยว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุด “I’m happy for it, but it’s not true, It’s not the best because there is no best. It’s one of the best.”

หนังตั้งใจจะ remake หนังฝรั่งเศสเรื่อง Fanfare of Love (Fanfare d’amour – 1935) ที่เขียนบทโดย Robert Thoeren และ Michael Logan แต่บทหนังต้นฉบับสูญหายไปแล้ว ทำให้ Wilder ได้ไปพบกับหนังอีกเรื่อง เป็นฉบับ remake ของเยอรมัน Fanfaren der Liebe (1951) จึงซื้อลิขสิทธิ์เวอร์ชั่นนี้แล้วมาดัดแปลงร่วมกับ I. A. L. Diamond เรื่องราวเกี่ยวกับ 2 นักดนตรีที่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในสถานการณ์ที่ได้เห็นกลุ่มมาเฟียกำลังสังหารหมู่ในเหตุการณ์ Saint Valentine’s Day Massacre พวกเขาจึงหาทางหลบหนีออกจาก Chicago ด้วยการปลอมตัวเป็นผู้หญิง

สำหรับนักแสดง ความตั้งใจแรกของ Wilder คือ Bob Hope และ Danny Kaye ต่อมาก็ Frank Sinatra, Anthony Perkins, Jerry Lewis สุดท้ายก็มาลงเอยที่ Tony Curtis และ Jack Lemmon มันเป็นการยากไม่น้อยที่จะให้ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงแล้วรู้สึกเหมือนผู้หญิงจริงๆได้ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้ทำการทดลอง หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วก็ไปรอบๆสตูดิโอ และเดินเข้าห้องน้ำหญิง Lemmon บอกว่า นั่นเป็นประสบการณ์การขายหน้าที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีใครคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ชาย

เกร็ดหนัง: Tony Curtis เขาเล่น 3 บทในหนัง คือ Joe/Josephine/Shell Oil Junior สำหรับบทสุดท้ายที่เขาปลอมตัวเป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐีหนุ่ม เจ้าของปั๊ม Shell น้ำเสียงของเขาจะคมเข้ม จริงจัง แสดงท่าทางคล้ายๆกับ Cary Grant ผมได้ยินว่า Wilder เป็นเพื่อนสนิทกับ Grant และอยากทำงานร่วมกันมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสสักที ตอนที่ Curtis จะแสดงฉากนี้เขาถาม Wilder ว่า’อยากให้เล่นแบบไหน’ Wilder ถามกลับ ‘อยากจะเล่นยังไงละ’ Curtis บอก ‘ถ้าเขาเล่นแบบ Cary Grant ละ’ Wilder เห็นด้วยและให้ลองดู เมื่อหนังเสร็จขณะออกฉาย Wilder ชวน Grant ให้มาดูหนังเรื่องนี้ และถาม Grant ถึงฉากนี้ว่า Curtis เล่นได้เหมือนเขาไหม ซึ่ง Grant ตอบกลับว่า ‘เหมือนตรงไหน ผมไม่ได้พูดแบบนั้น’ ‘I don’t talk like that!’

บทนักแสดงนำหญิง Mitzi Gaynor เป็นตัวเลือกแรกที่จะรับบท Sugar Kane แต่เมื่อ Wilder พบว่า Marilyn Monroe ว่าง จึงยื่นข้อเสนอให้เธอทันที เพราะทั้งคู่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อนใน The Seven Year Itch (1955) ช่วงเวลานั้น Monroe ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมากๆ แต่ก็มีความเสี่ยงบางอย่าง ตอนที่เข้ามาทดสอบหน้ากล้อง เธอถือว่าแสดงได้ดีมากๆ จำบทพูดได้ไม่มีบกพร่องเลย แต่ระหว่างการถ่ายทำเธอ พฤติกรรมของเธอคือมาถึงกองถ่ายช้า (อ้างว่าหลงทาง) [เห็นว่าเธอกำลังท้องด้วยนะครับ] จำบทพูดไม่ได้ ว่ากันว่าเธอต้องพูด “Where’s that bourbon?” 59 เทคและ “It’s me, Sugar.” 47 เทค ฉากที่มีบทสนทนายาวมากๆก็จำไม่ได้ ก็ต้องเขียนใส่กระดาษตัวใหญ่ๆให้เธออ่านตาม และมีฉากหนึ่งที่เธอต้องจูบกับ Tony Curtis บนเรือยาร์ชไม่รู้ว่ากี่เทคถึงผ่าน ฉากนี้หลังจากจูบเสร็จ Curtis จะต้องกินไก่ต่อ ก็ไม่รู้ว่ากินไปมากเท่าไหร่ นั่นทำให้ Curtis เกลียดการกินไก่ไปเป็นปีๆเลย มีนักข่าวถามเขา รู้สึกยังไงที่ได้จูบกับ Marilyn Monroe เขาตอบว่า เหมือนจูบฮิตเลอร์ “It was like kissing Hitler.”

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในตัว Marilyn Monroe ความเป็น Sex Symbol และการแสดงของเธอที่เปร่งประกายเจิดจรัสแสงจ้าสุดๆ แม้หนังเรื่อง Some Like It Hot จะเป็นภาพขาว-ดำ แต่การแสดงของ Monroe ทำให้เรารู้สึกเห็นหนังมีสีสัน การแสดงที่เหมือนประกายไฟที่ลุกโชติช่วง แววตาที่ไร้เดียงสา ท่าทางที่บริสุทธิ์ นิยาม “สวยใส ไร้สมอง” กับฉายา “dumb blonde” มีที่มาจาก Monroe นี่แหละครับ

ถ่ายภาพโดย Charles Lang เขาคือตากล้องที่เข้าชิง Oscar สาขา Best Cinematography มากที่สุดถึง 18 ครั้ง (ได้ครั้งเดียว) ตอนแรก Wilder ตั้งใจจะถ่ายภาพสี และสัญญาของ Monroe เธอจะต้องถ่ายหนังที่เป็นภาพสีเท่านั้น แต่ที่ต้องเปลี่ยนเป็นขาว-ดำ เพราะภาพของ 2 หนุ่มที่แต่งตัวเป็นหญิง เมื่อทดลองถ่ายกับภาพสีแล้วมันจะดูพิลึกไปเลย (too grotesque-looking) ภาพขาวดำมันยังทำเนียน เอาตัวรอดไปได้อยู่  … หนังอาจจะไม่ได้มีภาพถ่ายสวยๆ แต่เล่นกับการแพนกล้องเสียเยอะ มีการใช้เทคนิค Off-Screen คือเราจะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อตัวละครเดินออกจากเฟรมไปแล้ว พอพวกเขากลับเข้ามา จะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ผมชอบฉากที่วิ่งไล่กันช่วงหลังๆ แก๊งค์มาเฟียวิ่งตาม 2 หนุ่มขึ้นบันไดไป ลิฟต์กำลังลงมาจากชั้นบน ประตูเปิดออกเห็น 2 สาวเดินออกมา … Lang ได้ชิง Oscar จากหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับแต่ไม่ได้

ตัดต่อโดย Arthur P. Schmidt ผมรู้สึกเขาจะเด่นมากๆ เมื่อมี 2 เหตุการณ์คู่ขนานที่ต้องตัดสลับกันไปมา เห็นชัดๆอยู่ 2 ช่วง 1)ฉากในตู้นอนบนรถไฟ เราจะเห็น party เริ่มจากสองคน จากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนมีสาวๆเต็มไปหมด ตัดสลับกับอีก 2 สาวที่หลบความวุ่นวายไปคุยกันในห้องน้ำ 2) 2 หนุ่ม(สาว) คู่หนึ่งจีบกันบนเรือ อีกคู่หนึ่งเต้นแทงโก้กันทั้งคืนไม่หยุด ต้องชม Schmidt ที่สามารถเลือกจังหวะการตัดได้เยี่ยมมากๆ ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวคู่ขนานทั้งสองได้พร้อมๆกันเลย

เพลงประกอบโดย Adolph Deutsch เราจะได้ยินเพลงเพราะๆที่หลากหลายมาก ทั้ง Jazz, Classic, Swing ผมไม่แน่ใจ Tony Curtis เล่น Saxophone มาได้ก่อนหรือเปล่า แต่ Jack Lemmon เขาเป็นนักดนตรีด้วยนะครับ พี่แกเล่น Cello ได้มีแนว และสร้างสรรค์มากๆ เพลงที่ร้องโดย Marilyn Monroe เพราะๆทั้งนั้น

I Wanna Be Loved By You เพลงนี้ผมชอบสุด ในหนังเราจะเห็นเสื้อผ้า แสงไฟ เครื่องประดับสะท้อนแสงเป็นประกายแวววับ น้ำเสียงและท่าทางของ Monroe ก็ช่างยั่วยวน เข้ากับเนื้อร้องและดนตรีสุดๆเลย คนสมัยนั้นเห็นแบบนี้แล้วจะไม่หลงใหลในตัว Monroe ได้ยังไง

ก่อนที่หนังจะใช้ชื่อ Some Like It Hot เคยใช้ชื่อ Not Tonight, Josephine … ดีแล้วที่เปลี่ยน สำหรับตัวละคร Josephine เห็นว่าใช้การพากย์ทับโดยเป็นเสียงของ Paul Frees ซึ่ง Tony Curtis ให้เหตุผลว่า ในขณะแสดงเขาไม่สามารถทำเสียงที่แหลมสูงตลอดเวลาได้ มันจะง่ายกว่าถ้าใช้การพากย์ทับเอา … ผมว่าเสียงพี่แกหล่อไปนะครับ บีบเสียงให้เป็นผู้หญิงแล้วมันคงไม่เหมือนเท่าไหร่ แต่เสียงของ Lemmon นี่สาวมาก ท่าทางก็บิดได้เหมือนมากๆ ช่วงต้นๆเรื่อง สองสาวจะดูเคลื่อนไหวไม่เหมือนผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ช่วงท้ายๆคงจะเริ่มชิน ถ้าไม่ท่องให้ขึ้นใจว่า I’m a boy ละก็ สงสัย Lemmon จะคิดว่าตัวเองเป็น I’m a girl แน่ๆ

Some Like It Hot บางคนก็ชอบเล่นกับไฟ หลังจาก น้ำ ใน The River, ลม ใน Black Narcissus วันนี้เป็น ไฟ เรามักจะเปรียบ ไฟ ให้มีความหมายเชิงราคะ ความต้องการ ความลุ่มหลง เป็นสิ่งที่อันตราย แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวจะต้องตาย แต่เห็นไฟก็ทนไม่ได้ต้องเข้าไปเล่นกับมัน คนที่ชอบเล่นไฟมักจะเป็นคนไม่กลัวตาย กล้าได้กล้าเสี่ยง ชอบลองของ ชอบความท้าทาย เทียบกับหนังก็ถือว่าชัดเลย ทุกเรื่องราวในหนังถือว่าเป็นการเล่นกับไฟทั้งนั้น ตั้งแต่เข้าไปยุ่งกับแก๊งค์มาเฟีย, ปลอมตัวเป็นหญิงอยู่ในคณะหญิงล้วน, ปลอมตัวเป็นคนรวยเพื่อชนะใจสาว ฯ … แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องเล่นกับไฟ คำตอบก็นี้มีในหนังนะครับ เพื่อเอาตัวรอด (2หนุ่ม), เพื่อความบันเทิง (Oscar), เพราะชีวิตมันพาไป (Sugar) ฯ

ว่าไปหนังเรื่องนี้มันใช้สัญลักษณ์ทางเพศมากเกินไปสักนิด จนอาจทำให้บางคนรู้สึกขยาดได้ Monroe ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Sex Symbol อยู่แล้วเลยอาจจะดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ แต่ในขณะที่ 2 หนุ่มที่ปลอมเป็นสาว สวมชุด Cross-Dressing มีบางคนมองเป็นการยอมรับเพศที่สาม และฉาก Nobody Perfect! เป็นเหมือนการยอมรับ Homo Sexual ที่ชัดเจนมากๆ เหตุผลนี้ทำให้หนังถูกแบนห้ามฉายใน Kansas และใน Memphis จัดเรต 18+ ให้ผู้ใหญ่ดูได้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการเปรียบผู้ชายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง และผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ถูกกระทำ มันมีจุดที่ชัดมากๆคือตัวละคร Oscar ที่แต่งงานมา … ไม่รู้กี่ครั้ง เขามองความรักเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่ง คนไทยจะเรียกคนแบบนี้ว่า ตาแก่ตัณหากลับ แต่เขามีเงิน มันก็ไม่ถือว่าผิดนะครับ หอที่ผมอยู่ก็มีเยอะเลย ฝรั่งแก่ๆที่แต่งงานกับสาวไทย เหตุผลมันก็ชัดเจนครับว่าเพราะอะไร คนที่รับไม่ได้เพราะเหตุผลพวกนี้ยังมีอยู่เยอะนะครับ

มีประโยคคำพูดเจ๋งๆในหนังหลายประโยคเลย แต่ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด และต้องพูดถึงให้ได้คือ Nobody Perfect! ตอนถ่ายหนังทั้ง Wilder และ Diamond ต่างไม่ค่อยชอบประโยคนี้เท่าไหร่ ถ่ายหนังเสร็จแล้วก็ยังหาประโยคใหม่แทนไม่ได้ สุดท้ายก็เอาตามนั้นเปลี่ยนไม่ทันแล้ว ตอนหนังฉายกลับเป็นว่าประโยคนี้ฮิตสุดๆ เพราะ มันตลกมาก ผมคิดว่ามันเป็นการตบมุกของประโยคก่อนหน้าที่ลงตัวมากๆ ไม่ได้มีความหมายอย่างที่ตัวละครพูดจริงๆ ซึ่งแทบทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประโยคนี้ฮาที่สุดในหนังแล้ว ไม่รู้คนไทยดูแล้วจะเข้าใจได้แบบนั้นหรือเปล่า ประโยคนี้ดังถึงขนาดติดอันดับ 48 ของ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes แล้วใครเป็นคนคิดประโยคนี้ Wilder บอกว่า Diamond คิด ส่วน Diamond ก็บอกว่า Wilder คิด ไม่มีใครยอมรับเสียงั้น  ทำไมเป็นอย่างงั้นไปละนี่?

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนนะครับ ภาพขาว-ดำอาจดูยากหน่อย แต่ฮาท้องแข็งแน่ๆสำหรับคนที่ฟังภาษาอังกฤษออก ผมไม่รู้พากย์ไทย/ซับไทย จะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ถ้ามีเวลาว่างๆแนะนำให้หามาดูได้เลยนะครับ จัดเรต PG เด็กๆดูได้ แต่มีนิดหน่อยที่ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ

คำโปรย : “Some Like It Hot บางคนชอบเล่นกับไฟ กำกับโดย Billy Wilder นำแสดงโดย Marilyn Monroe, Tony Curtis และ Jack Lemmon นี่เป็นหนังที่ตลกที่สุดในโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: