Strike (1925)

Strike

Strike (1925) USSR : Sergei Eisenstein ♥♥♥♥

หนังเงียบขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ Sergei Eisenstein ทดลองทฤษฎี Montage ด้วยการตัดต่อเปรียบเทียบความรุนแรงที่นายจ้างโต้ตอบกรรมกรประท้วงหยุดงาน ดั่งภาพการเชือดวัวตายสดๆต่อหน้ากล้อง ตายังใสๆจับจ้องมองมา เห็นแล้วราวกับถูกฟ้าผ่า ‘Strike’ ลงกลางใจ

แม้ว่า Sergei Eisenstein จะมิใช่ผู้คิดค้นเริ่มต้นทฤษฎี Montage แต่ถือเป็นคนแรกที่นำเทคนิคนี้มาต่อยอดปรับประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจาก Strike (1925) เปิดประตูสู่ยุคสมัย Soviet Montage Movement ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงวงการภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง

หลายคนอาจไม่ค่อยรู้จักสนใจ Strike (1925) เรื่องแรกแจ้งเกิดของ Eisenstein ส่วนมากมักข้ามไปยังผลงาน Masterpiece ลำดับถัดมา Battleship Potemkin (1925) แต่ถ้าคุณมีโอกาสรับชมทั้งสองเรื่องไล่เลี่ยกัน จะพบเห็นความใกล้เคียงคล้ายคลึง พัฒนาการที่ก็ไม่ได้แตกต่างเหนือกว่ากันมากนัก (ออกฉายปีเดียวกันด้วยนะ) แต่เพราะเรื่องหลังมันมีฉากในตำนาน สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธฝังติดใจให้ผู้ชมขณะเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เกิดการจราจลเพราะแยกแยะไม่ออกระหว่างความจริงกับสิ่งที่อยู่ในหนัง

หลังจากรับชมหนังเรื่องนี้ผมก็แอบสงสัยนะ คือมันมีฉากที่เกรี้ยวกราดรุนแรงยิ่งกว่า Battleship Potemkin เสียอีก แต่ไม่ยักมีข่าวคาวความรุนแรงระดับเดียวกันนั้นเกิดขึ้น สงสัยผู้ชมยังไม่คุ้นเคยชินกับเทคนิคภาษา Montage (เพราะมันครั้งแรกของวงการภาพยนตร์จริงๆ) กระนั้นเมื่อเริ่มปรับตัวทำความเข้าใจได้หลังจากนี้ มันคือความสมจริงยิ่งกว่าชวนเชื่อ แสดงถึงอิทธิพลของสื่อภาพยนตร์ ยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลกได้เลย

มีสามผลงานในยุคหนังเงียบของ Eisenstein ไม่ใช่ภาคต่อแต่ถือว่ามีความต่อเนื่องทางช่วงเวลา วิสัยทัศน์ จัดรวมกลุ่มได้เป็น Trilogy ถ้ามีโอกาสก็อย่าจมปลักสนแต่หนังในตำนานเรื่องนั้นอย่างเดียว หาผลงานอื่นมารับชมด้วย จะได้เข้าใจวิสัยทัศน์ตัวตนของปรมาจารย์ผู้กำกับคนนี้อย่างถ่องแท้ (ดูต่อเนื่องกันได้ยิ่งดี)
– Strike (1925)
– Battleship Potemkin (1925)
– October (1928)

(จริงๆ Eisenstein ต้องการสร้างภาพยนตร์ซีรีย์ 7 เรื่อง ตั้งชื่อว่า Towards Dictatorship แต่ก็สำเร็จแค่นี้แหละ น่าจะเพราะการมาถึงของยุคหนังพูดด้วยละ ทำให้ไดเรคชั่นของภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไป)

Sergei Mikhailovich Eisenstein (1898 – 1948) นักทฤษฎี ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติรัสเซีย ได้รับการยกย่องว่าคือ “Father of Montage.” เกิดที่ Riga, Latvia (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Russia Empire) ในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นวิศวกรต่อเรือทำให้เด็กชาย Sergey วาดฝันโตขึ้นตามรอย เข้าเรียน Institute of Civil Engineering แต่ภายหลังเปลี่ยนใจมาสาย School of Fine Arts, ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย 1917 สมัครเข้าร่วม Red Army โค่นล้มระบบ Tsarist เมื่อสำเร็จลุล่วงสมัครงานคณะละครเวที Proletkult Theatre, Moscow ทำงานเป็นนักออกแบบสร้างฉาก เครื่องแต่งกาย ไม่นานนักเริ่มสนใจในสื่อภาพยนตร์ เริ่มจากกำกับหนังสั้น Glumov’s Diary (1923) เขียนบทความ The Montage of Film Attractions (1924) แล้วสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Strike (1925) เพื่อสนองแนวคิดนี้

“An attraction (in our diagnosis of theatre) is any aggressive moment in theatre, i.e. any element of it that subjects the audience to emotional or psychological influence, verified by experience and mathematically calculated to produce specific emotional shocks in the spectator in their proper order within the whole. These shocks provide the only opportunity of perceiving the ideological aspect of what is being shown, the final ideological conclusion”.

คำอธิบายเปรียบเทียบง่ายๆของทฤษฎี Montage ในวิสัยทัศน์ของ Eisenstein คือสมการคณิตศาสตร์ A + B = C นำภาพสองช็อตมาวางเรียงต่อเนื่องจะทำให้เกิดเป็นอีกความหมายหนึ่ง อาทิ
– น้ำ + ตา = การร้องไห้
– ประตู + หู = การแอบฟัง
– ปาก + นก = การร้องเพลง

เกร็ด: กับคนที่เคยศึกษาทฤษฎี Montage จะรับรู้ว่าจริงๆแล้วมันมี 3 แนวคิด
1) Kuleshov Effect, อธิบายง่ายๆด้วยสมการ A + B = C แต่จะมีลักษณะ ตัวละคร + เหตุการณ์ = ความรู้สึก/ความหมาย
2) Eisenstein Montage, การตัดต่อควรมีเหตุผลในตัวเอง ความขัดแย้งระหว่าง 2 ช็อต จะเกิดขึ้นเป็นความหมายใหม่ขึ้นมา
3) Pudovkin Montage, การสร้างความหมายเกิดจากการเรียงชิดกันของช็อต หรือสมการ A + B = AB ไม่ได้สร้างความหมายใหม่ขึ้นมา แต่เสริมอธิบายกันและกัน

เรื่องราวของ Strike หรือ Stachka ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงหยุดงานของกรรมกรเมื่อปี 1903 ทศวรรษก่อนหน้าการปฏิวัติรัสเซีย ซึงสุดท้ายลงเอยด้วยความพ่ายแพ้เพราะถูกใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ยุติ

สำหรับนักแสดง ใช้บริการของคณะ Proletcult Theatre โรงละครเวทีที่ซึ่ง Eisenstein เคยได้ทำงานไต่เต้าจนเป็นถึงผู้จัดการ ก่อนเริ่มเกิดความสนใจในวงการภาพยนตร์

ในทศวรรษหนังเงียบของ Eisenstein จะมุ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นภาพรวมของกลุ่มคน กรรมการแรงงาน ทหาร/ตำรวจ ฯ ไม่เฉพาะเจาะจงลงไปเน้นที่ตัวบุคคลเสียเท่าไหร่ นั่นเพราะทัศนะแนวคิดนี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียม, แต่เมื่อวงการภาพยนตร์เปลี่ยนผ่านสู่ยุคหนังพูด และโลกทัศนคติของผู้กำกับที่แตกต่างออกไป ผลงานยุคหลังๆ Alexander Nevsky (1938), Ivan the Terrible (1944-46) ถึงค่อยกลับมาเน้นนำเสนอที่ตัวบุคคล วีรบุรุษสร้างชาติ (และทำลายชาติ)

ถ่ายภาพโดย Vasili Khvatov, Vladimir Popov และ Eduard Tisse รายหลังต่อมากลายเป็นขาประจำหนึ่งเดียวของ Eisenstein ไปจนถึงผลงานเรื่องสุดท้าย

ลำดับภาพไม่มีเครดิต แต่ย่อมต้องเป็น Eisenstein เองนะแหละ

เรื่องราวแบ่งออกเป็น 6 ตอน มีชื่อขึ้นบน Title Card เริ่มต้นด้วยคำกล่าวของ Vladimir Lenin

“The strength of the working class is organization. Without organization of the masses, the proletarian is nothing. Organized it is everything. Being organized means unity of action, unity of practical activity”.

ตอนที่ 1: At the factory all is quiet
ในโรงงานผลิตหัวเครื่องจักรรถไฟ มีกลุ่มคนรวมตัววางแผนนัดประท้วงหยุดงาน เรื่องไปเข้าหูนายจ้างจึงได้ส่งสายสืบสี่คน ประกอบด้วย
– The Fox มีความสามารถด้านการปลอมแปลงตนเอง แต่งหน้าทำเนียนเป็นขอทาน
– The Owl ตาไวชอบสังเกตการณ์ เก็บภาพถ่ายรูป ซ่อนกล้องไว้ในนาฬิกาพก
– The Monkey หัวฟูๆ ปลอมตัวเป็นคนขายไอศครีม และเส้นสายอยู่มากมาย
– The Bulldog หนุ่มแว่นรักสัตว์ ปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงลูกหมี รวบรวมสมัครพรรคพวกใช้กำลังเข้าจับกุมหนึ่งในหัวโจกคนงาน

ภาพของกรรมกรในนั่งร้านโรงงาน เป็นเงาสะท้อนเข้ากับกำแพงกระจกขนาดใหญ่ ราวกับว่าพวกเขาคือบุคคลอยู่เบื้องหลังผู้คอยสรรสร้างบางสิ่งอย่างให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้

เกร็ด: ช็อตนี้เห็นว่าคุณเจ้ย นำไปเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะ SLEEPCINEMAHOTEL (ไม่ใช่ภาพยนตร์นะครับ)

Reverse Shot ภาพนี้ น่าจะถือว่าสวยงามที่สุดในหนังแล้วละ เป็นภาพสะท้อนโรงงาน เสาไฟฟ้า และกลุ่มคนกำลังซุบซิบพูดคุย (น่าจะเรื่องการประท้วงเรียกร้องหยุดงานนะแหละ)

ช็อตเดียวอธิบายทุกอย่าง แถมขยับเคลื่อนไหวได้ด้วยนะ ราวกับรูปถ่ายในโลกเวทย์มนต์ของ Harry Potter, ดูแล้วคงเป็นการสร้างฉากที่ให้ทั้งสี่อยู่ในนั้น เพราะมันมีช็อตที่ตัวละครล่างขวาถอดหมวกแล้วแขวนไว้นอกกรอบรูป

ขณะที่แนะนำสายสืบแต่ละคน จะใช้การ Cross-Cutting ภาพของหมาป่า, นกฮูก, ลิง และหมาบูลด็อก มักเห็นซ้อนเข้ากับตัวละครนั้นๆ ซึ่งเริ่มต้นพวกเขาจะแสดงสีหน้าท่าทางคล้ายๆพวกมันก่อน จากนั้นถึงค่อยแสดงพฤติกรรมหรือความเชี่ยวชาญสามารถของตนเอง ที่สะท้อนกับสรรพสัตว์ที่กลายเป็นฉายา/สัญลักษณ์ของตนเอง

สถานที่ประชุมลับของแกนนำวางแผนประท้วงหยุดงาน ของตอนนี้มี 2 ที่คือ
– สุสานล้อรถไฟ สถานที่ของสิ่งของไร้ซึ่งความจำเป็น ผลิตมามากเกิน ทิ้งขว้างไม่ได้รับการสนใจ
– สมอเรือที่ยกขึ้นเหนือน้ำ เปรียบได้กับชีวิตที่ปริ่มๆร่อแร่ใกล้ตกน้ำ ยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว (ต้องเกาะๆไว้แล้วไปด้วย)

ตอนที่ 2: Reason to strike
เมื่อไมโครมิเตอร์อันหนึ่งถูกขโมย นายจ้างปรักปรำกล่าวหาเป็นความผิดของลูกจ้างที่ทำของหายต้องจ่ายเงินชดใช้ Yakov ตัดสินใจแขวนคอฆ่าตัวตายปฏิเสธความรับผิดชอบ สร้างความโกรธเกรี้ยวกราดให้คนงานอื่นๆ ออกเดินทางไปชุมนุมรวมตัวยังหน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัท จับผู้จัดการโยนกลิ้งตกน้ำ แล้วเริ่มต้นประท้วงเรียกร้องนัดหยุดงานโดยทันที

[การเสียชีวิตของ Yakov เทียบได้กับการถูกฆ่าของ Vakulinchuk ในเรื่อง Battleship Potemkin แถมสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็แทบไม่ต่างกันเลย]

วงกลมล้อ/กงจักร ที่หมุนติ้วๆเป็นสัญลักษณ์ของการทำงาน/ใช้แรงงาน เมื่อหยุดนิ่งก็แสดงถึงการไม่ทำงาน หยุดประท้วง ซึ่งช็อตนี้ทำเป็นภาพซ้อนเข้ากับชาย 3 คน (แกนนำขบวนนัดหยุดแรงงาน) ด้วยท่าสุดเท่ห์ยืนกอดอก ประมาณว่าถึงคราที่ฉันจะมีสิทธิ์อำนาจต่อรองที่จะไม่ก้มหัวทำตามอีกต่อไป

ตอนที่ 3: The factory dies down
เริ่มต้นตอนนี้ด้วยภาพเป็ด ห่าน แมว หมู และเด็กน้อยปลุกพ่อให้ไปทำงาน แต่สิ่งที่พวกเขากำลังรวมกลุ่มกันคือประท้วงหยุดงาน ยื่นข้อเสนอเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ตัดสลับไปมากับผู้บริหารถือหุ้นทั้ง 4 กำลังพูดคุยพิจารณา แต่ไม่นานก็เปลี่ยนมาเป็นก๊กเหล้าอย่างไม่แคร์อะไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจสลายการชุมนุม

ทั้งสี่ของผู้บริหารถือหุ้น ต่างมีรูปลักษณ์อ้วนหมีพลีมัน (โกงกินคอรัปชั่นมาอย่างอิ่มหนำ) สูบบุหรี่พ่นควันโขมงฉุย (พ่นสิ่งที่เป็นมลพิษต่อโลกออกมา) หลังจากรับฟังคำอ่านข้อเรียกร้องจนสิ้นก็ถึงเวลาดื่มด่ำเมามายสำราญ

ภาพขณะบีบเครื่องกดน้ำมะนาว ตัดสลับกับ ตำรวจม้ากำลังสลายการชุมนุม = แรงกดดัน/สิ่งที่ผู้บริหารถือหุ้นคิดกระทำเพื่อสลายการชุมนุม ซึ่งก็คือการบดขยี้ให้เละเป็นน้ำ

ตอนที่ 4: The strike draws out
เมื่อการประท้วงบานปลายหลายวัน ค่าแรงไม่ได้ ข้าวปลาไม่มีกิน ก็เริ่มสร้างความเครียดกดดันให้กับผู้ชุมนุม สามี-ภรรยาทะเลาะแบะแว้งเลิกร้างรา อีกคนยังพอเอาตัวรอดจากการขายของในตลาดมืด, เมื่อคำประกาศของผู้บริหารถือหุ้นยืนกรานจะไม่ทำตามข้อเรียกร้อง แกนนำได้นัดหมายประชุมกันอีกครั้งที่สุสานแห่งหนึ่ง (ถึงทางตายแล้วละ) ส่วนสายสืบตานกฮูกแอบบันทึกภาพหนึ่งในหัวโจก ส่งมอบให้ Bulldog (ใช้จมูก)ตามล่าติดตัวแล้วรุมฟัดกัดจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง ระหว่างต้องใช้แรงงานหนัก 4-6 ปี กับเปิดเผยข้อมูลของผู้ร่วมขบวนการอื่น

ภาพกลับหัวที่สะท้อนในลูกแก้วใสช็อตนี้ สะท้อนสิ่งนอกเหนือความคาดหมายของเหล่าแกนนำชุมนุมประท้วงหยุดงาน มันช่างตรงกันข้ามกลับตารปัตรจากที่ครุ่นคิดไว้โดยสิ้นเชิง

หลังจากที่หนึ่งในแกนนำถูกจับกุม โดนซ้อมอย่างหนัก นำพามายังโต๊ะอาหารที่มีคนแคระหนุ่มสาวเต้นรำรินเหล้าวนไป แล้วผู้บัญชาการตำรวจเข้ามาพูดคุยต่อรองให้เลือกระหว่าง เปิดเผยรายชื่อผู้ร่วมขบวนการกับต้องโทษแรงงานหนัก

การเต้นรำมักต้องมีฝ่ายหนึ่ง(ผู้ชาย)เป็นคนนำ ซึ่งสะท้อนเข้ากับการที่ผู้บัญชาการตำรวจพยายามโน้มน้าวชักนำแกนนำผู้ชุมนุมคนนี้ให้คล้อยตาม/เต้นรำบนโต๊ะอาหารไปพร้อมกันตน เพื่อสุดท้ายแล้วจะได้รุมกินโต๊ะ อาหารทุกอย่างอิ่มหนำ

ฉากที่แกนนำทั้ง 5 พูดคุยหาข้อตกลงว่าจะยืดเยื้อการประท้วงนี้ต่อหรือเปล่า จะมีภาพซ้อนที่เป็นมือของผู้บัญชาการตำรวจ (ลูกไก่ในกำมือ) กำลังเซ็นหมายจับก็น่าจะทั้ง 4 นะแหละ (อีกคนหนึ่งก็ที่ถูกจับไปก่อนหน้า ตกลงยอมเปิดโปงเพื่อนร่วมขบวนการแลกกับไม่ต้องโทษใช้แรงงานหนัก)

ช็อตจบของตอนนี้เป็นภาพนกฮูก ซึ่งก็คือ The Owl เหมือนว่าแอบอยู่ใต้โลงสุสาน คงถ่ายรูปทั้ง 4 ไว้ได้หมด เพื่อส่งประกอบทำแผนจับกุม

ตอนที่ 5: Provocation and debacle
เริ่มต้นที่ The Monkey เดินทางไปหาชายชื่อ King ผู้ปกครองชุมชนคนจนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางเศษซากกองขยะรถทิ้งมากมาย เพื่อต้องการอาสาสมัครเผาทำลายร้านขายเหล้าแห่งหนึ่งเดียวในเมือง, ไฟไหม้ครั้งนั้นทำให้ผู้คนมากมายออกมารุมล้อมสังเกตการณ์ แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจหาได้ใคร่สนใจเรียกรถดับเพลิงไม่ สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธต่อผู้ชุมนุมออกเดินเท้าสู่สถานี กระนั้นเมื่อรถน้ำมาถึงแทนที่จะดับไฟกลับฉีดใส่ฝูงชนเพื่อสลายการชุมนุม

ภาพของเหล่าคนจนจำนวนมหาศาล ผุดขึ้นมาจากถังน้ำที่ราวกับเป็นสถานที่ซุกหัวนอนของพวกเขา ดูเหมือนรังผึ้งต่อแตน/ตัวตุ่น/ตัวหนอน บุคคลเหล่านี้หาได้มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง ต้องทำตาม King/Queen ผู้ออกคำสั่งชี้นำทางเท่านั้น

เผาร้านเหล้า สัญลักษณ์การทำลายสิ่งที่เป็นสรวงสวรรค์ของคนชนชั้นล่าง/กรรมกรแรงงาน เพราะการดื่มสุราทำให้พวกเขาสามารถหลีกหนีโลกความเป็นจริง (ขึ้นสู่สรวงสวรรค์) พบเจอความสุขสำราญชั่วคราวในชีวิต

และการไม่มีเหล้าให้ดื่ม จะทำให้คนติด Alcoholism เกิดอาการคลุ้มคลั่งเสี้ยสติ (เพราะเสี้ยนอย่างหนัก) ด้วยเหตุนี้เลยสร้างความเกรี้ยวกราดให้กับฝูงชนอย่างมาก

ไฟไหม้ในร้านเหล้า = ความลุ่มร้อนสุมอกของฝูงชน ซึ่งวิธีการดับคือการฉีดน้ำคลายให้เย็นชุ่มฉ่ำ

มีหลายช็อตของการฉีดน้ำที่ค่อนข้างน่าอัศจรรย์มากๆ คงสร้างผนัง/กำแพงกระจก เพื่อสามารถถ่ายภาพขณะน้ำพุ่งตรงมาที่กล้อง (กล้องสมัยนั้นคงไม่มีทางกันน้ำได้แน่ๆนะครับ)

ตอนที่ 6: Extermination
การสลายชุมนุมครั้งนั้น สร้างความเกรี้ยวกราดโกรธให้กับฝูงชนอย่างยิ่ง ทำให้ทางการตัดสินใจส่งทหารเข้ามาจัดการควบคุมความสงบเรียบร้อย ถึงขนาดมีการขี่ม้าขึ้นไปบนตึก เข่นฆ่าผู้ขัดขืนอย่างเลือดเย็น โยนแมวน้อย/ทารกลงสู่พื้นแบบไม่สนใจอะไร

ไฮไลท์ของฉากนี้คือการตัดสลับภาพขณะทหารกำลังเข่นฆ่าประชาชน + วัวตัวหนึ่งกำลังถูกเชือดฆ่าในโรงงาน = ความสยดสยอง น่าหวาดสะพรึงกลัว คนในชาติเดียวกันแท้ๆยังทำแบบนี้ได้ลงคอ

ความโหดชั่วร้ายของการเข่นฆ่า ไม่ได้จบสิ้นแค่มนุษย์เท่านั้น หลายฉากเห็นน้องแมวถูกเตะ กลายเป็นซากห้อยแขวน (ก็ไม่รู้แมวจริงหรือปลอม) แต่วัวท้ายเรื่องตายจริงแน่นอน, เหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์แทนความเท่าเทียม ต่อให้แตกต่างมนุษย์-สัตว์ ก็สมควรต้องได้รับการปฏิบัติเสมอภาค

ทั้ง 6 ตอนของ Strike นำเสนอปัญหาสังคม (Socialist Realism) ที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้าปฏิวัติรัสเซีย 1917 มองได้เป็นการปลูกฝังเสี้ยมสั่งสอนชวนเชื่อ ‘propaganda’ เพื่อให้ผู้ชมปัจจุบัน(นั้น)มีโลกทัศนคติใหม่ว่า สหภาพโซเวียตสมัยนี้แตกต่างจากอดีต เราให้สิทธิ์ความเสมอภาคเท่าเทียมกับกรรมกรแรงงานทุกคน จงเกิดความภาคภูมิรักชาตินิยม เชื่อมั่นใน Vladimir Lenin (ปีนั้น Stalin ยังไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด) ผู้จะนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญยิ่งใหญ่

ความเท่าเทียมที่กรรมกรแรงงานจะสามารถเรียกร้องได้รับ ประกอบด้วย ค่าแรงอันเป็นธรรม, วันหยุด/เวลางานที่ชัดเจน (8 ชั่วโมงต่อวัน), กำหนดอายุขั้นต่ำ ไม่ใช้แรงงานเด็กหนักจนเกินไป (ทำงานเพียง 6 ชั่วโมงต่อวัน) ฯ ถ้านายจ้างปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวเหล่านี้ หนังก็เหมือนชี้ชักนำให้รวมกลุ่มลุกฮือขึ้นต่อต้าน นัดหมายประท้วงหยุดงานได้โดยทันที

คือมันก็น่าคิดนะ เมื่อ Bolshevik โค่นล้ม Tsarist ลงสำเร็จ สหภาพโซเวียตนำโดย Vladimir Lenin ตามด้วย Joseph Stalin ได้สร้างความเสมอภาคให้กับประชาชนจริงๆหรือเปล่า นี่ผมก็ไม่รู้เบื้องหลังข้อเท็จจริงนะแต่ได้ยินว่าใครที่เห็นต่างก็มักถูกอุ้มเงียบหายตัวตลอดกาล แต่ภาพเบื้องหน้ากับการเป็นมหาอำนาจโลกในช่วงหลายทศวรรษถัดมาก็ต้องถือว่าสมราคาคุย ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์สามารถทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้จริง

Eisenstein หมกมุ่นอะไรกับเรื่องราวการปฏิวัติ ชุมนุมรวมตัว ลุกฮือต่อสู้ผู้มีอำนาจนี้เหลือเกิน? คือเขาเติบโตมีชีวิตผ่านช่วงเวลายากลำบากในยุค Tsarist นั้นมา เข้าร่วม Red Army ซึมซับรับแนวคิดอุดมการณ์ของ Bolshevik มาอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเมื่อกลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ เป้าหมายหลักของเขาจึงคือการโน้มน้าวชักชวนเชื่อให้ชาวรัสเซียทั้งหลายเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ความคิดของตนเอง ซึ่งเจ้าตัวพยายามครุ่นคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ภาพยนตร์สามารถ ‘เข้าถึง’ จิตวิญญาณของผู้ชมในวงกว้างมากที่สุด

มันอาจมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ Strike ไม่สามารถเทียบความยิ่งใหญ่ได้เท่า Battleship Potemkin เพราะตอนจบที่คือความล้มเหลวของการประท้วงเรียกร้อง ผิดกับความหวังที่เหล่าทหารเรือรบ Potemkin ได้พบเจอจากพรรคพวกธงสีเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พอเดินออกจากโรงภาพยนตร์ พลังใจของผู้ชมเรื่องหนึ่งเหี่ยวลง อีกเรื่องฮึกเหิมทะลัก น้ำหมดแก้วกับเอ่อล้น แบบหลังย่อมเติมเต็มความกระหายของมนุษย์ได้มากกว่า

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือความลึกล้ำสวยงามของภาษา ก็ใช่ว่าผมจะอ่านออกแปลได้ทั้งหมด แต่เท่าที่นำเสนอมาคงเพียงพอให้คนไม่เคยเรียนวิชาภาพยนตร์สามารถรับรู้เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง พบเห็นความสวยงามของโคตรงานศิลปะชิ้นนี้

แนะนำคอหนังเงียบ, ทำงานสหภาพแรงงาน/สวัสดิการสังคม ผู้นำกลุ่มประท้วงเรียกร้องทั้งหลาย, สนใจประวัติศาสตร์รัสเซีย ความคอรัปชั่นในยุคสมัย Tsarist, ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ ค้นหาความหมายเชิงสัญลักษณ์, คลั่งไคล้ผู้กำกับ Sergei Eisenstein และเทคนิคตัดต่อ Montage

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำกับ นักตัดต่อ นักเรียนภาพยนตร์ทั้งหลาย ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ ช็อตต่อช็อตได้ยิ่งดีมีประโยชน์แน่

จัดเรต 18+ กับการประท้วง และความรุนแรง

TAGLINE | “Strike ผลงานแรกแจ้งเกิดของ Sergei Eisenstein ยิ่งใหญ่รวดร้าวทรงพลัง ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of