Tess (1979)

Tess

Tess (1979) French : Roman Polanski ♥♥♥♥

อุทิศให้ภรรยาผู้อาภัพ Sharon Tate, เรื่องราวของ Tess (แจ้งเกิด Nastassja Kinski) หญิงสาวชนบทไร้เดียงสา ถูกลวงล่อกระทำชำเราจากโลกภายนอก เป็นเหตุให้ทุกสิ่งอย่างภายในตัวเธอปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

มหากาพย์แห่งโศกนาฎกรรม ‘Epic Tragedy’ ด้วยความยาวเกือบๆสามชั่วโมง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำพาผู้ชมดำดิ่งไปกับโลกแห่งความเห็นแก่ตัว อาณาจักรบุรุษ ทุกสิ่งอย่างถูกออกแบบให้สามารถเอารัดเอาเปรียบอิสตรี ชนชั้น-ฐานะ ครอบครัว-การงาน กฎหมาย-ประเพณี ความเชื่อ-ศาสนา ฯ จักมีสถานที่แห่งหนไหนไหมที่หญิงสาวจักได้รับอิสรภาพเหมือนนกโบยบิน

ถ้าผู้ชมรับล่วงรู้ถึงสิ่งเกิดขึ้นกับ Sharon Tate ก่อนรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะสังเกตเห็นอะไรหลายๆอย่างที่ผู้กำกับ Roman Polanski ตั้งใจอุทิศให้ โดยเฉพาะตัวละครของ Nastassja Kinski (ตัวตายตัวแทนของ Tate) ประสบพบเจอความเหี้ยมโหดร้าย ทุกข์ยากลำบาก ชวนให้หวนระลึกถึงโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น มันช่างรวดร้าวทรมานใจ จนอาจทำให้หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่รู้ตัว


Rajmund Roman Thierry Polański (เกิดปี 1933) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Polish-French เกิดที่กรุง Paris เชื้อสาย Jews ปี 1936 ครอบครัวเดินทางกลับกรุง Kraków, Poland อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังเอาตัวรอดผ่านพ้น สถานที่เดียวจะนำพาเขาหลีกหนีความทุกข์ทรมานเจ็บปวดรวดร้าวทางใจคือโรงภาพยนตร์ ช่วงทศวรรษ 50s ตัดสินใจเข้าเรียนยัง National Film School in Łódź เลือกสาขาการแสดง รุ่นเดียวผู้กำกับ Andrzej Wajda ผลงานหนังสั้น Rower (1955) [น่าจะสูญหายไปแล้ว], ขนาดยาวเรื่องแรก Knife in the Water (1962) เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film, ตามด้วย Repulsion (1965), โกอินเตอร์ Hollywood เรื่อง Rosemary’s Baby (1968)

Polanski พบเจอตกหลุมรัก Sharon Tate (1943 – 1969) ระหว่างสร้างภาพยนตร์ Horror Comedy เรื่อง The Fearless Vampire Killers (1967) ข่าวความสัมพันธ์ของพวกเขาติดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ นิตยสารซุบซิบบ่อยครั้ง การแต่งงานจึงได้รับความสนใจจากสาธารณะอย่างมาก

“the imperfect couple. They were the Douglas Fairbanks/Mary Pickford of our time … Cool, nomadic, talented, and nicely shocking.”

– Peter Evans

Tate ตั้งครรภ์เมื่อปลายปี 1968 ทั้งคู่ตัดสินใจย้ายไปปักหลักอาศัย 10050 Cielo Drive, Los Angeles หลังจากคลอดบุตรชายเพียงสองสัปดาห์ คืนวันที่ 9 สิงหาคม 1969 ถูกบุกรุกบ้านโดยครอบครัวตระกูล Manson นำโดย Charles Manson เข่นฆ่าสังหารโหดไม่เว้นแม้แต่ทารกน้อย

Polanski ขณะนั้นอาศัยอยู่ London กำลังตระเตรียมงานสร้าง The Day of the Dolphin รับทราบข่าวดังกล่าวเกิดอาการช็อค ตกอยู่ในสภาพหดหู่หลายเดือน รักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช ค่อยๆฟื้นตนเองจากสร้าง Macbeth (1971), Chinatown (1974), The Tenant (1976)

โชคชะตาร้ายๆของ Polanski ยังไม่หมดแค่นั้น วันที่ 11 มีนาคม 1977 โดยไม่รู้ตัวถูกจับข้อหาลวนลาม/ข่มขืน (Sexual Assault) เด็กหญิง Samantha Gailey อายุ 13 ปี ระหว่างเป็นโมเดลลิ่งถ่ายแบบลงนิตยสาร Vogue ระหว่างรอคำตัดสินที่จริงๆควรจะเป็นภาคทัณฑ์ หรือจำคุกไม่กี่วัน แต่เหมือนว่าผู้พิพากษาจะถูกซื้อหรืออะไรสักอย่าง ตั้งใจตัดสินโทษจำคุก 50 ปี ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจหลบหนีลี้ภัยออกจากอเมริกา ไม่เคยหวนคืนกลับไปอีกเลย

เพราะนี่อาจคือผลงานภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิต Polanski จึงเลือกดัดแปลงนวนิยายที่อดีตภรรยา Tate เคยแนะนำให้อ่าน Tess of the d’Urbervilles: A Pure Woman Faithfully Presented (1891) แต่งโดย Thomas Hardy (1840 – 1928) นักเขียน/นักกวีสัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Far from the Madding Crowd (1874), The Mayor of Casterbridge (1886), Jude the Obscure (1895) ฯ

ร่วมงานดัดแปลงบทภาพยนตร์กับ Gérard Brach (1927 – 2007) นักเขียนชื่อดังสัญชาติฝรั่งเศส สนิทสนมร่วมงาน Polanski ตั้งแต่ Repulsion (1965), Cul-de-sac (1966) ฯ แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย John Brownjohn

พื้นหลังยุค Victorian Era (1837 – 1901) เมืองสมมติ Wessex (ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ), เรื่องราวของหญิงสาว Teresa Durbeyfield (รับบทโดย Tess Durbeyfield) หลังจากบิดารับล่วงรู้ถึงชาติตระกูลสูงส่งเก่าก่อน d’Urberville ต้องการยกระดับฐานะครอบครัว ส่งเธอไปยังคฤหาสถ์ของ Alexander Stokes-d’Urberville (รับบทโดย Leigh Lawson) แรกเริ่มคือคนรับใช้ทำงานดูแลสัตว์ปีก แต่ถูกเกี้ยวพาราสี ล่อลวง ข่มขืนจนตั้งครรภ์ ตัดสินใจหลบหนีกลับบ้านคลอดลูก แต่โชคชะตาเล่นตลกทำให้ทารกน้อยเสียชีวิต

ไม่ต้องการทนต่อความอับอายขายขี้หน้า Tess ออกเดินทางไปทำงานยังฟาร์มปศุสัตว์ของ Angel Clare (รับบทโดย Peter Firth) เช่นกันถูกเกี้ยวพา ตกหลุมรัก ขอแต่งงาน ค่ำคืนวันเข้าหอ ตัดสินใจเปิดเผยอดีตเบื้องหลัง เป็นเหตุให้สามียินยอมรับไม่ได้ หลบหนีสู่บราซิล ทอดทิ้งเธอให้ต้องซมซานกลับบ้าน หลังพ่อเสียชีวิตเลยต้องหวนไปหา Alec ทั้งๆยังโกรธเกลียดเคียดแค้น จากเคยร่าเริงสดใสกลายเป็นหมดสิ้นเรี่ยวแรงอาลัย กระทั่ง Angel ครุ่นคิดสำนึกผิดติดตามหาจนพบเจอ สุดท้ายแล้วหญิงสาวจะเลือกใคร โชคชะตากรรมลงเอยเช่นไรบนโลกอันเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดร้ายใบนี้


นำแสดงโดย Nastassja Aglaia Kinski (เกิดปี 1961) นักแสดงหญิงสัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Berlin, West Germany บุตรสาวของนักแสดงดัง Klaus Kinski กับภรรยาคนที่สอง Ruth Brigitte Tocki หลังจากพ่อ-แม่หย่าขาดปี 1968 ก็แทบไม่เคยพบเจอพ่ออีกเลย กระนั้นเชื้อนักแสดงหล่นไม่ไกลต้น เริ่มจากเป็นนางแบบ แจ้งเกิดบทสมทบภาพยนตร์ The Wrong Move (1975) ของผู้กำกับ Wim Wender, มีโอกาสพบเจอ Polanski ในงานเลี้ยงปี 1976 โน้มน้าวให้เธอเข้าเรียน Method Acting ยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมตัวรับบทนำใน Tess (1979)

“I was given the book almost a year prior to read, I then had to transform myself and lose my German accent completely. I worked with a coach from the National Theatre in London, Kate Flemming. It was almost an intellectual voyage”.

– Nastassja Kinski

รับบท Teresa ‘Tess’ Durbeyfield หญิงสาวบ้านๆแต่มีความงามโดดเด่น ด้วยวัยยังน้อยทำให้ไร้เดียงสาต่อโลก
– พ่อแท้ๆ แม้ปากบอกตามใจแต่กลับส่งเธอไปคฤหาสถ์ตระกูล d’Urberville
– ถูกมารยาเสน่ห์ของ Alexander Stokes-d’Urberville ลวงล่อ จนตั้งครรภ์
– คลอดบุตรนอกสมรสโดยที่พ่อแท้ๆไม่ยินยอมรับ บาทหลวงยังมิทันจุ่มศีล พลันป่วนไข้เสียชีวิต ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้
– หลบหนีไปไกลก็ว่าคงได้พบเจอรักแท้ แต่สามี Angel Clare กลับปฏิเสธเพราะอดีตของเธอโสมมเกินไป
– ทั้งๆโกรธเกลียดแค้น จำต้องหวนกลับไปหา Alexander Stokes-d’Urberville

เหตุการณ์ร้ายๆที่ Tess ประสบพบเจอในชีวิต ทำให้จิตใจค่อยๆหมดสิ้นหวัง ไร้กำลังเรี่ยวแรงต่อต้านขัดขืน ฤาเพราะโชคชะตาฟ้ากำหนดให้ตนเองมิอาจได้รับความสุขสำราญ ต้องอยู่เบี้ยงล่างบุรุษตลอดกาลในโลกใบนี้

ใบหน้าอันนงเยาว์ของ Kinski ทำให้ตัวละครมีความสดใสบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทั้งยังขี้อาย เคอะเขิน ช่วงแรกๆน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน! แต่วิวัฒนาการตัวละครค่อยแปรสภาพกลายเป็นคนกร้านโลก สายตาเฉื่อยชาสะท้อนความหมดสิ้นหวังอาลัย อยากตายแต่มิหาญกล้า เกิดความแน่วแน่ตั้งมั่นในบางอย่าง กระทำสิ่งที่ … ขอความสุขแค่เพียงชั่วนาทีก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนี้

ซุบซิบ: ข่าวลือหนาหูว่า Kinski มีสัมพันธ์โรแมนติกกับ Polanski แต่เธอออกมาปฏิเสธกลบข่าว

“There was a flirtation. There could have been a seduction, but there was not. He had respect for me. He was really a gentleman, not at all like the things I had heard. He introduced me to beautiful books, plays, movies. He educated me. He was one of the people in my life who cared, … who took me seriously and gave me a lot of strength”.

แทบทุกช็อตของหนัง Polanski บรรจงจัดวางให้ Kinski มีความงดงามตราตรึงที่สุด เพราะเธอคือตัวตายตัวแทนของ Sharon Tate ซึ่งภาพแรกตัวละครระหว่าง Golden Hour เหลืองอร่ามเคียงข้างพระอาทิตย์กำลังตกดิน นั่นแฝงนัยยะตรงๆถึงอดีตภรรยาผู้ล่วงลับจากโลกใบนี้ไปแล้ว

สำหรับสองนักแสดงสมทบชายที่ไม่เคยพบเจอหน้ากัน
– Allan Leigh Lawson (เกิดปี 1945) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ แจ้งเกิดกับ Brother Sun, Sister Moon (1972), โด่งดังสุดคงเป็น Tess (1979), รับบท Alexander ‘Alec’ Stokes-d’Urberville อ้างอวดพื้นหลังวงศ์ตระกูลดัง แท้จริงก็แค่คนธรรมดาสามัญ ไต่เต้าประสบความสำเร็จด้วยฐานะเงินทอง หยิ่งผยองจองหอง เก่งกาจในฝีปากพูดหวานหว่านล้อม แล้วเข้าครอบครองเป็นเจ้าของด้วยพละกำลัง ไม่สนฟังคำผู้อื่นนอกจากสุขสำราญส่วนตน
– Peter Macintosh Firth (เกิดปี 1953) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ ผลงานสร้างชื่อคือ Equus (1977) ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor, รับบท Angel Clare ชายหนุ่มหน้าตาบ้านๆจากครอบครัวมีฐานะมั่นคง (น่าจะ)เจ้าของกิจการปศุสัตว์ ตกหลุมรักความใสบริสุทธิ์เดียงสาของ Tess แต่หลังจากแต่งงานรับรู้เบื้องหลังอันแปดเปื้อน ยินยอมรับความจริงไม่ได้เลยตัดสินใจหลบลี้หนีสู่บราซิล ป่วยโรคอะไรไม่รู้หวนกลับมาและครุ่นคิดได้ อดีตหาใช่สิ่งสำคัญเท่าความรักจริงใจต่อกัน พยายามปกป้องภรรยาแต่ทุกอย่างก็สายเกินไป


ถ่ายภาพโดย Geoffrey Unsworth ตากล้องระดับตำนานสัญชาติอังกฤษ เจ้าของผลงาน 2001: A Space Odyssey (1968), Cabaret (1972), Superman (1978) ฯ แต่ระหว่างถ่ายทำไปได้ครึ่งทาง หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตกระทันหัน! เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนมาใช้บริการ Ghislain Cloquet อีกหนึ่งตากล้องระดับตำนานสัญชาติ Belgian โด่งดังกับ Night and Fog (1956), Le Trou (1960), Au Hasard Balthazar (1966), Mouchette (1967), Love and Death (1975) ฯ

แม้พื้นหลังของหนังคือประเทศอังกฤษ แต่เพราะมีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ทำให้ Polanski ไม่สามารถเข้าประเทศได้ จึงต้องเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำยังฝรั่งเศส อาทิ Normandy, Brittany, Nord-Pas-de-Calais ฯ

ต้นฉบับนิยายความยาวเกือบๆ 600 หน้า โดดเด่นมากในคำบรรยายสถานที่ ช่วงเวลา และการทำงานกสิกรรม/ปศุสัตว์ ซึ่งหนังได้ทำการแปลจากตัวอักษรสู่ภาพได้อย่างประณีตวิจิตร มีความลึกใกล้-ไกล พระอาทิตย์ขึ้น-ตกดิน เลือกถ่ายทำช่วงเวลา Golden Hour ได้โทนสีสันเหลืองทองอร่าม

ฉากแรกของหนังเริ่มต้นยามเย็น พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยใกล้ตกดิน ณ สี่ทางแยก เมื่อคณะชมรมการเต้นระบำผ่านไป พ่อของ Tess มีโอกาสรับล่วงรู้เบื้องหลัง วิทยฐานะเก่าก่อนของตระกูลตนเอง นั่นทำให้เขาตัดสินใจเลือกกระทำบางสิ่งอย่าง คาดหวังสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตากรรมของตนเอง

ความลึกของทางเดิน สะท้อนถึงโชคชะตากรรมตัวละครต้องประสบพบเจออะไรมากมาย รายล้อมรอบข้างไปด้วยต้นไม้สูง ไม่ใช่เรื่องง่ายจะเดินตรงๆให้ถึงปลายทาง

สตรอเบอรี่ ผลไม้รสชาติหวานๆ สัญลักษณ์ของความน่ารัก บริสุทธิ์ เบิกบาน ลิ้มลองเมื่อแรกหง่อม รสชาติช่างเย้ายวนใจ นั่นยังสามารถตีความได้ถึงการเสียบริสุทธิ์ครั้งแรก ยัดเยียดให้ก็กับชายผู้นี้แหละ

Alec Stokes-d’Urberville ตกหลุมรักแรกพบ Tess แต่ความบ้านนอกของเธอช่างเฉิ่มเชยยิ่งนัก จึงพยายามตัดแต่งแต้มดอกกุหลาบสีชมพู ความงามซ่อนไว้อยู่ภายใต้หนามแหลมคม ปรับเปลี่ยนแปลงเพื่อสนองรสนิยมตนเอง

ในบ้านตระกูล d’Urberville การงานของ Tess คือคนเลี้ยงดูแลไก่ นกในกรง ล้วนคือสัญลักษณ์แทนตัวเธอเอง มีสภาพไม่แตกต่างจากสรรพสัตว์พวกนี้ ถูกคุมกังขัง ไม่ได้รับอิสรภาพโบยบิน

การข่มขืนเกิดขึ้นท่ามกลางป่าสูงใหญ่รกชัน สะท้อนถึงความดิบเถื่อน เป็นธรรมชาติ สันชาติญาณบุรุษ สนเพียงเอารัดเอาเปรียบ ครอบครองเรือนร่างหญิงสาว ไม่สนว่าเธอจะยินย้อมพร้อมใจหรือไม่

คาดไม่ถึงว่าจะมามุกนี้! อยู่ดีๆเปลวควันล่องลอยจากไหนก็ไม่รู้ เข้าปกคลุมตัวละครระหว่างกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ตัดสู่ฉากถัดไปโดยทันที เป็นลีลาที่จัดจ้าน กวนประสาทเล็กๆ

อีกหนึ่ง Golden Hour สวยๆ ช็อตนี้ทำให้ผมระลึกถึง Days of Heaven (1978) ขึ้นมาทันทีเลยนะ ซึ่งกิจกรรมเกี่ยวข้าวมาพร้อมๆป้อนนมลูก ถือว่าสอดคล้องล้อกันดีแท้

รีดนมวัว อาจดูมีอิสระกว่าการเลี้ยงไก่อยู่มาก แต่ถึงกระนั้นเมื่อเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์เข้ากับตัวละคร Tess นั่นหมายถึงทัศนคติของแฟนหนุ่มคนใหม่ Angel มองเธอไม่ต่างอะไรกับแม่นมวัว สำหรับสืบพันธุ์ มีลูก ให้นม ตามขนบวิถีประเพณีดั้งเดิม

ค่ำคืนเข้าเรือนรอ Tess ได้รับของขวัญใส่ในเปลือกหอยไข่มุก (สิ่งล้ำค่าสุดใต้ท้องทะเล) เป็นสร้อยและตุ้มหูเพชร แรกเริ่มสวมใส่ก็แค่ดูงามรูป แต่เมื่อพามายังกระจกเงา ถือเป็นการสะท้อนความงามใจ … นี่เป็นไดเรคชั่นที่ผมชื่นชอบสุดในหนังเลยนะ

วินาทีที่ Tess พูดบอกเบื้องหลังความจริงกับสามี Alce ภาพโฟกัสชัดใบหน้าหญิงสาว แล้วให้พื้นหลังสามียืนแล้วนั่งมีความเบลอๆ นี่สะท้อนความสนใจเล่าเรื่องราวของเธอขณะนั้นจมอยู่กับอดีตตนเอง และเมื่อจบสิ้นมีการปรับโฟกั สหน้าเบลอ-หลังชัด เพื่อจับจ้องดูว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร สามารถให้อภัยภรรยาได้ไหม?

หลังจาก Tess เล่าอดีตของตนเองให้ Angel ฟังจนจบ เขาเดินเข้าไปเขี่ยถ่านไฟ นัยยะการเล่นกับไฟ สะท้อนถึงความไม่เหมาะสม ขัดแย้งต่อหลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมที่เคยมีมา นั่นเป็นการสะท้อนคำตอบของเขาในช็อตต่อๆมา

และเช้าวันถัดมา สังเกตโทนภาพจากเคยเหลืองอร่ามสดใส กลายเป็นแห้งแล้งหยาบกระด้าง ไฟในเตาผิงก็ดับมอดมิดสนิท นั่นสะท้อนความรู้สึกที่ต่างมีให้กันขณะนั้น หมดสิ้นหวังในความรัก

Tess ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านหลังถูกสามีทอดทิ้ง เธอเดินผ่านหมอกอันหนาทึบ อดีต-อนาคต มองไปหน้า-หลังแทบไม่เห็นอะไร กระนั้นอยู่ดีๆก็มีฝูงคนขี่ม้า ดูแล้วน่าจะไล่ยิงกระต่าง The Rules of the Games (1939) นี่อาจเป็นการสะท้อนเกมการละเล่นของผู้ชาย มองหญิงสาวไม่ต่างอะไรจากกระต่ายน้อย ต้องคอยเป็นเหยื่อของนักล่าฆ่าให้ตาย เพื่อความบันเทิงสนุกสนานพึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง

อาชีพการงานของ Tess ต่อมา ไม่แน่ใจว่าขุดมันหรือเปล่านะ แต่ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ หิมะกำลังตก นี่สะท้อนสภาพจิตใจของเธอขณะนั้น หนาวเหน็บ เย็นยะเยือก รวดร้าวทุกข์ทรมานแสนสาหัสในรัก

ผ่านจากความหนาวเหน็บสู่ฤดูกาลใหม่เก็บเกี่ยว Alec Stokes-d’Urberville เข้ามาง้อนงอขอคืนดีกับ Tess แต่ Sound Effect ฉากนี้ชัดเจนเลยว่า ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจฟัง ทำไมฉันต้องทนคำพร่ำของชายผู้เอารัดเอาเปรียบ ข่มขืนกระทำชำเราตนเอง!

หลังการสนทนาฉากนี้จบลง ต่อด้วยร้อยเรียง Montage ภาพการทำงานของเครื่องจักร แยกเมล็ดข้าว โกยใส่กระสอบ ฯ ทั้งหมดสะท้อนห้วงอารมณ์หญิงสาวได้เช่นกัน เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น สั่นสะพรึงกลัว อนาคตที่ไม่แน่นอน แล้วฉันจะเอาตัวรอดต่อไปได้อย่างไร

ข้ามมามุมเงยช็อตนี้ หลังจาก Tess ได้พบเห็นอดีตสามีที่ต้องการหวนกลับมาคืนดีกับเธอ แม้เหมือนว่าทุกอย่างจะสายเกิน แต่ความหลงตัวเอง เห็นแก่ตัวของ Alec ทำให้หญิงสาวถึงจุดแตกหัก ฉันก็สามารถทำบางสิ่งอย่างกับแกได้เหมือนกันนะ!

สไตล์ของ Polanski มักไม่นำเสนอการกระทำบางอย่างออกมาตรงๆ เลี่ยงเบี่ยงเบนด้วยวิธีการอื่น แต่ผู้ชมจะสามารถเข้าใจได้ เมื่อมีการย้อนกลับมากล่าวถึงว่าเกิดอะไรขึ้นต่อในฉากนี้

การกระทำดังกล่าวของ Tess ทำให้เธอสวมหมวกที่มีตาข่ายปกคลุมใบหน้า ราวกับว่านั่นคือคุก/กรงขังที่ครอบงำจิตใจ กรรมของสิ่งนั้นไม่อาจหลบลี้หนีไปไหนพ้น ความตายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม (ชุดคลุมสีแดง ก็ลางร้ายแห่งความตาย)

รักแท้ของหนุ่มสาว เบิกบานในคฤหาสถ์ทิ้งร้างกำลังจะถูกทุบทำลาย ลวดลายบนกระจกดูคล้ายสรวงสวรรค์ Angel คือนางฟ้าที่ยินยอมนั่งคุกเข่าถอดรองเท้าให้ Tess ศิโรราบขอเป็นข้าทาสรับใช้เบื้องบาท เพื่อช่วงวันเวลาสุดท้ายสองเรา นี่แหละคือความสุขแท้จริงที่ทั้งคู่ต่างโหยหา

ตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่องที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน ขณะนี้คือ Golden Hour ช่วงขณะพระอาทิตย์กำลังค่อยๆโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เลือกตำแหน่งพอดิบพอดีช่องระหว่างหิน Stonehenge สถานที่สุดท้ายของตัวละคร Tess ก่อนถูกล้อมจับกุม นั่นอาจสะท้อนถึงปลายทางแห่งชีวิต จุดสิ้นสุดโชคชะตากรรมร้ายๆ ตายไปคงได้ถือกำเนิดใหม่ บนโลกอีกใบที่มีความงดงามกว่านี้

เนื่องจาก Polanski ไม่สามารถเข้าประเทศอังกฤษได้ ฉากสุดท้ายของหนังนี้จึงต้องจำลองสร้างขึ้นมา … ผมว่ามันไม่ค่อยเหมือนของจริงสักเท่าไหร่นะ! ซึ่งความสำคัญของ Stonehenge บางความเชื่อคือสำหรับประกอบพิธีกรรมบูชายันต์, พิธีศพคนตาย, ศึกษาดาราศาสตร์ บ้างว่าติดต่อมนุษย์ต่างดาวไปไกลเลยโน่น

ตัดต่อโดย Alastair McIntyre และ Tom Priestley, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Teresa ‘Tess’ Durbeyfield ปรากฎพบเห็นเธออยู่ทุกฉากในหนัง

เวลาไม่ใช่สาระสำคัญในการดำเนินเรื่อง โดยไม่รับรู้ตัวหลังจาก Tess กลับมาบ้าน กำลังทำงานเก็บเกี่ยวแล้วอยู่ดีๆให้นมทารก กระพริบตาปริบๆยังไม่หายงง สองสามฉากถัดมากระโดดไปคุยบาทหลวง ปรากฎว่าเสียชีวิตไปแล้ว! นี่เป็นลีลาการเล่าเรื่องท้าทายความเข้าใจผู้ชมอย่างมาก เผลอเหม่อล่องลอยเข้าห้องน้ำแวบเดียว อาจพลาดเหตุการณ์สำคัญๆบางอย่างได้เลย

ต้นฉบับแรกสุดของหนังความยาว 186 นาที ออกฉายฝรั่งเศสปี 1979 แต่ผู้กำกับ Polanski ยังไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่ เขียนบอกในหนังสือชีวประวัติว่าค่อนข้างเร่งรีบให้ทันกำหนด ด้วยเหตุนี้รอบปฐมทัศน์ยังสหรัฐอเมริกาปี 1980 มีการตัดต่อเพิ่มเติม ‘Director’s Cut’ ความยาว 170 นาที นี่คือฉบับได้รับการบูรณะ 4K ออกฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ปี 2012 กลายเป็น DVD/Blu-Ray โดย Criterion


เพลงประกอบโดย Philippe Sarde (เกิดปี 1948) อัจฉริยะนักแต่งเพลงระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส เคยร่วมงาน Polanski ก่อนหน้าเรื่อง The Tenant (1976) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Things of Life (1969), Barocco (1976), The Judge and the Assassin (1976), Quest for Fire (1981), Lord of the Files (1990), Nelly & Monsieur Arnaud (1995) ฯ

ร่วมกับ London Symphony Orchestra อลังการขนลุกขนพองกับบทเพลงที่เอ่อล้นด้วยสัมผัสแห่งจิตวิญญาณ โชคชะตาชักนำพาให้ตัวละครพานพบเจอแต่เรื่องร้ายๆ ชีวิตดำเนินต่อไปราวกับกระแสน้ำไหล แล้วไหนขอบเขตชายฝั่ง ความสุขที่ฉันเฝ้ารอคอยโหยหา จะมีโอกาสสักคราที่ได้ประสบพบเจอไหมหนา?

การเลือกใช้ออเครสต้าเต็มวง ทำให้บทเพลงมีความทรงพลังอลังการ สั่นสะท้านเข้าไปถึงห้วงลึกจิตใจ และลายเซ็นต์ของ Sarde ท่วงทำนองราวกับกระแสน้ำไหล โน๊ตประสานค่อยๆเปลี่ยนแปรสภาพ นั่นคือสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณเคลื่อนคล้อยล่องลอย นำพาไปไหนก็อยู่ที่ว่าจะจินตนาการเห็นอะไร ทุ่งหญ้า สวนป่า หรือสรวงสรรค์ชั้นฟ้า

สิ่งเลวร้ายต่างๆนานาที่หญิงสาว Tess ประสบพบเจอในชีวิต ส่วนหนึ่งอาจเรียกได้ว่าโชคชะตา แต่แท้จริงมาจากโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ช้างเท้าหน้า ปกครองครอบครัว-สังคม-ประเทศชาติ จึงรังสรรค์สร้างกฎระเบียบแบบแผน ขนบวิถี ธรรมเนียมประเพณี รวมถึงความเชื่อ ศรัทธาศาสนา เพื่อให้ตนเองสามารถควบคุม ครอบงำ มีสิทธิ์เสียงเหนือกว่าผู้หญิงสาว มองพวกเธอไม่แตกต่างจากวัตถุสิ่งของชิ้นหนึ่ง

มันเป็นเรื่องของการต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด วิวัฒนาการจากอดีต เพราะร่างกายเพศชายมีสรีระพละกำลังเข้มแข็งกว่า จึงมีหน้าที่ปกป้องต่อสู้ หาเลี้ยงดูแลครอบครัว ขณะที่เพศหญิงต่ำต้อยด้อยค่า ปรนปรนิบัติบำเรอ เลี้ยงดูแลบุตรหลาน ไม่ได้ต้องเผชิญหน้าภยันตรายใดๆ เหตุนี้อำนาจการควบคุมปกครองจึงอยู่ในเงื้อมมือบุรุษ สามารถครุ่นคิดกระทำอะไรก็ได้กับผู้อ่อนแอกว่า

เมื่อโลกวิวัฒนาการมาถึงจุด มนุษย์ไม่จำเป็นต้องใช้พละกำลังร่างกายสำหรับต่อสู้ดิ้นรนอีกต่อไป เพศหญิงจึงสามารถใช้สติปัญญา ความละเอียดอ่อนไหว ไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายก็สามารถมีชีวิตเอาตัวรอดเองได้ เมื่อนั้นการเรียกร้องสิทธิ ความเสมอภาคจึงค่อยๆได้รับการพัฒนา ยินยอมรับ แต่ก็ยังอีกเป็นทศวรรษ/ศตวรรษ กว่ามนุษย์ทุกเพศจะเกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

เรื่องราวของ Tess เป็นความพยายามแนะนำบทบาทสตรี ที่ผู้เขียน Thomas Hardy ต้องการปลูกฝังค่านิยม สร้างทัศนคติใหม่ๆให้ผู้อ่านต่อ ‘Sexual Moral’ นี่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 (นวนิยายตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1891) แถมพื้นหลังประเทศอังกฤษ ชนชาติเลื่องชื่อถึงความหัวโบราณ/อนุรักษ์นิยม มันถึงเวลาแล้วมิใช่หรือที่อะไรหลายๆอย่างควรปรับเปลี่ยนแปลงไป

ในมุมผู้กำกับ Roman Polanski ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงสะท้อนโชคชะตากรรมร้ายๆของ Sharon Tate แต่ยังคือตัวตนที่เป็นคนหัวก้าวหน้า ไม่ยึดติดอยู่กับขนบวิถีทางสังคม อาจเพราะแบบนั้นทำให้สุดท้ายประสบโศกนาฎกรรม ไม่มีใครสามารถให้การช่วยเหลือแก้ไขอะไรได้

หลังเสร็จจากเรื่องนี้ Polanski ห่างหายวงการภาพยนตร์ไปหลายปี กำกับ/นำแสดงละครเวที Amadeus (เล่นเป็น Mozart) เสร็จแล้วค่อยกลับมาสร้าง Pirates (1986) แต่คุณภาพส่ายหัว กว่าจะหวนกลับมามือขึ้นอีกครั้งก็โน่นเลย The Pianist (2002)

ผู้ชมเพศชายทั้งหลาย รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ควรตระหนักรับรู้เข้าใจให้ได้ว่า ผู้หญิงไม่ใช่สัตว์หรือวัตถุทางเพศที่คอยปรนเปรอนิบัติบำเรอกามคุณเพียงอย่างเดียว หัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา เธอก็มนุษย์เหมือนกัน ถ้าคุณฟันแล้วทิ้งแล้วสักวันถูกทิ้งแล้วฟัน มันจะเจ็บปวดรวดร้าว เคียดแค้นเคืองโกรธผู้นั้นฉันท์ใด ก็จงอย่าไปทำเรื่องดังกล่าวกับใครนั้นเลยดีกว่า


ด้วยทุนสร้างประมาณ $12 ล้านเหรียญ ทำเงินทั่วโลกได้ประมาณ $20.1 ล้านเหรียญ ดูแล้วคงไม่กำไรเท่าไหร่ ถึงกระนั้นได้เข้าชิง Oscar ย้อนหลังปี 1981 ถึง 6 สาขา คว้ามา 3 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Art Direction ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design ** คว้ารางวัล
– Best Original Score

เกร็ดรางวัล:
– ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียวของสาขา Best Cinematography มอบรางวัล Posthumously ให้กับ Geoffrey Unsworth ผู้ล่วงลับ (ไปหลายปีทีเดียว)
– จริงๆต้องถือว่า Nastassja Kinski ถูก SNUB ไม่ได้เข้าชิง Best Actress ถึงปัจจุบันน่าจะหมดลุ้นไร้โอกาสแล้วละ
– Anthony Powell เป็นนักออกแบบ Costume Designer คนแรกที่เข้าชิง Oscar 3 ครั้ง กวาดเรียบ [ก่อนหน้านี้คือ Death on the Nile (1978) และ Travels with My Aunt (1972)] แต่หลังจากนี้ได้เข้าชิงอีกสามครั้ง แพ้เรียบ!

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่ถึงขั้นหลั่งน้ำตาแต่จุกแน่นอกหายใจไม่ทั่วท้อง สงสารความโชคร้ายของตัวละคร (และ Sharon Tate) ปรบมือให้การแสดงอันทรงพลังของ Nastassja Kinski และไดเรคชั่นผู้กำกับ Polanski พบเห็นความประณีตบรรจง ทุ่มเทตั้งใจสุดๆ อุทิศให้อดีตคนรักเป็นครั้งสุดท้าย

แนะนำคอหนัง Period Drama ชนบทบ้านนอกคอกนา พื้นหลังประเทศอังกฤษ (แต่ถ่ายทำฝรั่งเศส), คลั่งไคล้นวนิยายของ Thomas Hardy, งานภาพสวยๆ เพลงประกอบเพราะพริ้ง, แฟนๆผู้กำกับ Roman Polanski และนักแสดงนำ Nastassja Kinski ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความโชคร้ายต่างๆนานาที่หญิงสาวประสบพบเจอเข้ากับตัว

คำโปรย | ผู้กำกับ Roman Polanski สรรค์สร้าง Tess ด้วยความประณีตบรรจง ทุ่มเทตั้งมั่นสุดๆ อุทิศให้อดีตคนรัก Sharon Tate เป็นครั้งสุดท้าย
คุณภาพ | เหี้ยร้รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of