The Big Parade (1925)

The Big Parade

The Big Parade (1925) hollywood : King Vidor ♥♥♥♡

หนังเงียบที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับสอง รองจาก The Birth of Nation (1915) ก็คือ The Big Parade หนังสงคราม-รักโรแมนติก เรื่องราวของนายทหารอเมริกันกับหญิงสาวชาวฝรั่งเศส พบเจอระหว่างพักทัพรอคอยสู้รบกับทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ความรักค่อยๆก่อตัว ขณะเดียวกันหน้าที่เพื่อประเทศชาติก็เป็นสิ่งสำคัญ

จากพล็อตคร่าวๆที่เล่าไป ถือว่าไม่น่าแปลกใจเลยถ้าหนังจะสามารถทำเงินล้นหลามได้ในสมัยก่อน นี่เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เชิดชูความสำคัญยิ่งใหญ่ (glorified war) หรือต่อต้านสงครามแบบออกนอกหน้า (anti-war) แต่อยู่กึ่งกลางระหว่าง นำเสนอคล้ายๆกับประสบการณ์ของคนธรรมดาทั่วไป เป็นทหารเพราะหน้าที่ไม่สนเกียรติหรือความรุ่งโรจน์ และระหว่างทางบังเอิญได้พบเจอกับสิ่งดีๆโดยไม่คาดฝัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ทั่วโลกกำลังค่อยๆเข้าสู่ยุคสมัย Great Depression ผู้รอดชีวิตกลับถึงบ้านด้วยสภาพร่างกายจิตใจอ่อนล้า ภาพความทรงจำสงครามหลอกหลอนติดตา เศรษฐกิจของหลายประเทศอยู่ในสภาวะถดถอย งานการไม่ค่อยจะมีทำ ข้าวของสินค้าขาดแคลนราคาสูง ผู้คนหันพึ่งพาสุรานารียาเสพติด เพื่อหาทางหลงลืมอดีต เป็นเช่นนี้อยู่นับศตวรรษ, การนำเสนอภาพสงครามในสื่อภาพยนตร์ช่วงเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นของต้องห้าม เพราะรังแต่จะทำให้ผู้คนหวนระลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม นั่นทำให้เกิด The Four Horsemen of the Apocalypse (1921) หนังแนวต่อต้านสงครามเรื่องแรกๆของโลกที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ King Vidor เกิดความสนใจ

เมื่อปี 1924 สามบริษัทได้รวมตัวกันกลายเป็น Metro-Goldwyn-Mayer มีผลงานเรื่องแรกคือ He Who Gets Slapped (1924) นำแสดงโดย Lon Chancy และอีกสองนักแสดงว่าที่ซุปเปอร์สตาร์คนถัดไป John Gilbert กับ Norma Shearer, ปีเดียวกันนั้นผู้กำกับ King Vidor ย้ายมาอยู่ MGM สร้างภาพยนตร์สองเรื่อง His Hour (1924) กับ The Wife of the Centaur (1924) และกำลังจะสร้างภาพยนตร์ลำดับที่สาม The Big Parade

King Wallis Vidor (1894 – 1982) ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Galveston, Texas ปู่ทวดเป็นผู้อพยพจาก Hungarian Revolution เมื่อปี 1848 ตัวเขาเอาชีวิตรอดผ่านเหตุการณ์พายุ Galveston Hurricane เมื่อปี 1900, เริ่มต้นทำงานเป็นตากล้อง freelance newsreel ได้รับโอกาสให้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Grand Military Parade (1913) เดินทางมา Hollywood เริ่มจากเป็นคนเขียนบท จนได้กำกับหนังยาวเรื่องแรก The Turn in the Road (1919) และมีโอกาสเซ็นสัญญาผูกพันธ์ระยะยาวกับ MGM ร่วมงานจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกับโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg

ภาพยนตร์สมัยนั้น ส่วนใหญ่เมื่ออกฉายได้ครบสัปดาห์ก็มักถูกถอดออกจากโรง (เลวร้าวกว่าสมัยนี้อีกนะครับ) คงเพราะส่วนใหญ่ยังเป็นหนังฟีล์มไม่กี่ม้วน โปรดักชั่น/เรื่องราว ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมส่วนใหญ่ได้ เมื่อไม่มีคนดูโรงหนังที่ไหนจะจัดฉายนาน, ด้วยเหตุนี้ Vidor จึงมีความต้องการสร้างภาพยนตร์ที่มีโปรดักชั่นใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น และมีเนื้อหาใจความชักชวนผู้คน เข้ามารับชมหนังของเขาซ้ำๆได้หลายรอบ (และไม่ถูกโรงหนังถอดออกจากโปรแกรมเร็วเกินไป)

คอนเซ็ปที่ Vidor นำเสนอต่อ Thalberg สำหรับโปรเจคถัดไป ด้วยเชื่อว่ามี 3 สิ่งที่ใช้ในการสร้างประเทศ “war, wheat, and steel.” สงคราม, ข้าวสาลี (อาหาร) และเหล็ก (อาวุธ), พวกเขายังมีความเชื่อด้วยว่า ชาวอเมริกา(และทั่วโลก)น่าจะพร้อมแล้ว สำหรับกับการเรื่องราว ภาพความจริงจากสงครามโลกครั้งที่ 1

แล้ว’สงคราม’ที่ว่านี้ จะนำเสนอออกมายังไงดีละ?, Thalberg ว่าจ้างนักเขียนบท Laurence Stallings ที่เพิ่งมีผลงานละครเวทีเรื่องล่าสุด What Price Glory? [ถูกดัดแแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ในปีถัดมาโดยผู้กำกับ Raoul Walsh] ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ว่ามีความซื่อตรงต่อภาพของสงคราม, ความต้องการของ Vidor กับหนังเรื่องนี้ คือภาพของสงครามในมุมนายทหารธรรมดาสามัญ ‘neither a patriot nor a pacifist’

“He wasn’t a hero. He was just a guy who went along, and watched, and observed, and reacted.”

สำหรับนักแสดงนำ Thalberg เป็นผู้แนะนำ John Gilbert ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในสังกัด MGM

John Gilbert หรือชื่อจริง John Cecil Pringle (1899 – 1936) นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา หนึ่งในดาราประสบความสำเร็จที่สุดในยุคหนังเงียบ จนได้รับฉายาว่า ‘The Great Lover’, เกิดที่ Logan, Utah วัยเด็กครอบครัวพาเขาเดินทางไปทั่วประเทศ จนสุดท้ายมาปักหลักอยู่ California โตขึ้นได้งานเป็นตัวประกอบในสตูดิโอ Thomas Ince Studios กลายเป็นคนโปรดของ Maurice Tourneur ที่ได้จ้างให้เป็นนักเขียนบท กำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ในที่สุดก็กลายเป็นนักแสดงนำประกบ Mary Pickford เรื่อง Heart o’ the Hills (1919)

ปี 1921, Gilbert เซ็นสัญญา 3 ปีกับ Fox Film Corporation ที่ซึ่งเขากลายเป็นนักแสดงนำในหนังโรแมนติกหลายเรื่อง อาทิ Monte Cristo (1922), The Wolf Man (1924) [นี่ไม่ใช่หนัง Horror นะครับ] ฯ หลังหมดสัญญาได้รับการชักชวนจาก Irving Thalberg เซ็นสัญญากับ MGM ที่นี่เองทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดของ Hollywood ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ He Who Gets Slapped (1924), The Merry Widow (1925), The Big Parade (1925), La Bohème (1926) ได้ประกบ Greta Gabo เป็นทั่งคู่รักในและนอกจอเรื่อง Flesh and the Devil (1926), Love (1927), A Woman of Affairs (1928) ฯ เห็นว่า Gilbert ขอ Gabo แต่งงานด้วยแต่โดนเธอเล่นตัวเชิดใส่

น่าเสียดายที่พอเข้าสู่ยุคหนังพูด ชื่อเสียงของ Gilbert ก็เริ่มถดถอย ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวงการภาพยนตร์ยุคใหม่ได้ กอปรกับเริ่มติดเหล้าอย่างหนักจนเสียการเสียงาน เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวปี 1936 สิริอายุ 37 ปีเท่านั้น

สำหรับหนังเรื่องนี้รับบท James ‘Jim’ Apperson ชายผู้ไม่ได้มีความต้องการเป็นทหาร แต่เพราะเพื่อนฝูง แฟนสาว พ่อกึ่งบังคับ และอารมณ์พาไป มันเลยกลายเป็นหน้าที่ต้องรับใช้ชาติ, ได้อยู่หน่วย Rainbow Division เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลสู่ฝรั่งเศส หยุดพักที่หมู่บ้าน Champillon จังหวัด Marne ทำให้ได้พบเจอกับหญิงสาวชาวบ้าน Melisande (รับบทโดย Renée Adorée) ตกหลุมรักหลงใหล แต่เมื่อหน้าที่ถามหา Jim จำต้องออกเดินทางสู่สนามรับเพื่อรับใช้ชาติ

Gilbert เป็นนักแสดงที่เล่นบทรักได้ดีมากๆ ความรู้สึกถ่ายทอดผ่านมาทางสีหน้า ท่าทาง ล้นเอ่อออกมาทางหน้าจอ ผู้ชมจะมองเห็นสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางเอกที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น สายตาที่โหยหาในรักอันรุ่มเร่าร้อน ต้องเป็นเธอเท่านั้นที่ฉันอยากครอบครอง

Renée Adorée ชื่อจริง Jeanne de la Fonte (1898 – 1933) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีผลงาน Hollywood ในยุคหนังเงียบทศวรรษ 20s, เกิดที่ Lille ในครอบครัวนักแสดงคณะละครสัตว์ ตอนอายุ 5 ขวบก็ได้ร่วมการแสดงกับพ่อแม่ โตขึ้นออกทัวร์ทั่วยุโรป ออสเตรเลีย ตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ลี้ภัยไป London และปี 1919 ข้ามน้ำข้ามทะเลไป New York City

ด้วยชื่อเสียงด้านการเต้น ทำให้ได้โอกาสแสดงละครเวทีเพลง ต่อมาออกทัวร์ทั่วอเมริกา มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก The Strongest (1920) ต่อมาได้ประกบ John Gilbert เรื่อง Monte Cristo (1922) และมีผลงานร่วมกันอีกหลายครั้ง

รับบท Melisande หญิงสาวชาวบ้านฝรั่งเศส ถึงภาษาจะเป็นอุปสรรคด้านการสื่อสาร แต่ไม่ใช่ภาษากายเรื่องความรัก, ช่วงแรกเธอประทับใจเขาจากการกระทำหลายๆอย่าง แต่พอ Jim เริ่มรุกเร้าล้ำจนน่ารำคาญ แต่เมื่อใครๆ (เพื่อนทหารของ Jim) ก็กระทำกับเธอแบบนี้ เธอจึงค่อยๆใจอ่อน และยอมรับรักในที่สุด

บอกตามตรงผมไม่ชอบการกระทำรุกล้ำของ Jim สักเท่าไหร่ เพราะภาษาพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง มันเลยมีวิธีเดียวคือการสื่อสารภาษากาย ซึ่งแทนที่มันจะค่อยเป็นค่อยไปกลับทำเหมือน Melisande เป็นดั่งบุษบาริมทาง ไม่ต้องการแค่เชยชมแต่ถึงขั้นเด็ดดมเลย ผมมองการกระทำนี้ว่า ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลยนะครับ, แต่คิดกลับกัน เหมือนว่า Melisande ก็ต้องการ Jim ใจจะขาดเช่นกัน เมื่อถูกรุกล้ำขนาดนั้นแล้ว กับเขาเธอไม่ขัด แต่คนอื่นขืนเลยไม่ยินยอม … เป็นรักโรแมนติกที่ passion รุนแรงเหลือเกิน

ถ่ายภาพโดย John Arnold, นี่เป็นหนังที่เน้นปริมาณและความอลังการ ถ่ายทำยังสถานที่จริง (แต่ไม่ใช่ในประเทศฝรั่งเศสนะครับ) ฉากเครื่องบินรบกลางเวหา และที่บินโฉบเฉี่ยว ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศสหรัฐ นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องแรกๆเลยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Wings (1927) หนัง Oscar: Best Picture

ช็อตไฮไลท์ประกอบด้วย ขณะกรีธาทัพสู่สนามรบ เห็นเป็นเส้นตรงสุดลูกหูลูกตา ถือว่าไกลจริงๆแบบมองไม่เห็นต้นขบวนเลยละ

ช็อตพาเหรดสู่สนามรบ ที่ให้เหล่านายทหารเดินแถวหน้ากระดานเส้นตรง ย่างกรายเข้าไปในเขตศัตรู ซึ่งกล้องมีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย, เห็นว่านี่เป็นฉากแรงบันดาลใจให้ Stanley Kubrick สร้าง Paths of Glory (1957) เคลื่อนกล้องเดินแถวในลักษณะคล้ายๆกัน

ในสงครามเป็นแบบนี้จริงไหมไม่รู้ แต่เรื่องราวดราม่าในหลุมหลบภัยบริเวณหน่วยรบแนวหน้า (Front Line) นี่คือครั้งแรกที่ได้รับการถ่ายทอดสู่ฟีล์มภาพยนตร์, รวมถึงเหตุการณ์มีน้ำใจให้ศัตรู Jim ไม่สามารถลงมือฆ่าทหารเยอรมันคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บเหมือนกับตนได้ลงคอ นี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนังเรื่อง All Quiet on the Western Front (1930)

โดยไม่รู้ตัว ช่วงท้ายมีการนำ Expressionist มาใช้ในหนังด้วย คือฉากพื้นหลังในโรงพยาบาล/โบสถ์ ที่ Jim พักรักษาตัว ประตูที่มีทรงแหลมสูงเว่อเกินจริง และแสงสว่างที่ส่องเข้ามาต้องบอกว่าเหมือนสไตล์ German Expressionist อย่างยิ่ง

ตัดต่อโดย Hugh Wynn หนังใช้มุมมองของ Jim ทั้งหมด ซึ่งเราสามารถแบ่งหนังออกได้เป็น 4 องก์
– Prologue สงครามย่างกรายเข้ามา Jim ต้องตัดสินใจเลือกที่จะอยู่เฉยๆหรือสมัครเป็นทหาร
– องก์ที่ 2 เดินทางสู่ฝรั่งเศส นี่เป็นช่วงรักโรแมนติกกับ Melisande กินเวลาน่าจะเกินครึ่งหนึ่งของหนัง
– องก์ที่ 3 กรีธาทัพสู่สนามรบ ภารกิจยามค่ำคืนที่แนวหน้า
– Epilogue หลังสงคราม และการตัดสินใจด้วยตัวเองของ Jim

มีเทคนิคหนึ่งที่ Vidor สร้างสรรค์ขึ้น เรียกว่า ‘silent music’ ในฉากที่เหล่าทหารกำลังกรีธาทัพเดินทาง ไม่ใช่แค่ Title Card ที่จะขึ้นคำบรรยายคำร้องบทเพลง ยังจังหวะของการเคลื่อนไหวโยกตัวไปมา เท้าเดินอย่างมีจังหวะพร้อมเพียง ถึงไม่ได้ยินเสียงก็เหมือนได้เห็นจังหวะ/ทำนอง

แถมให้นิดกับฉบับที่ผมรับชม ไม่แน่ใจว่าเป็นบูรณะของ Kino หรือเปล่า แต่เพลงประกอบยอดเยี่ยมใช้ได้เลย เพราะมีการนำเอาบทเพลงรักชาติอเมริกันของ George M. Cohan หลายเพลงมาใช้ ถ้าคุณเคยรับชม Yankee Doodle Dandy มาแล้ว จะรู้สึกคุ้นหูอย่างยิ่ง

ความรักในหนังสงครามเป็นของคู่กัน แต่เพราะสงครามคือเรื่องราวของการฆ่าฟัน ทั้งสองฝ่ายต้องเกิดความขัดแย้ง ไม่ชอบเกลียดขี้หน้า ถึงจะต่อสู้รบราฆ่าฟันให้สิ้นสูญไปข้างหนึ่ง มันช่างตรงข้ามกับความรักโดยสิ้นเชิง, การใส่เรื่องราวรักโรแมนติกเข้าไป จึงเพื่อสร้างสมดุลให้กับหนัง มุมมองอีกด้านหนึ่งของหัวใจ ตรงข้ามกับการเข่นฆ่าฟัน แสดงออกให้เห็นว่า ในจิตใจของทหารกล้ายังคงมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่

คิดว่าหนังเรื่องนี้แหละครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างแนวสงคราม ตั้งแต่ฉากในสถานรบ, Special Effect อลังการ, สอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ฯ ที่น่าทึ่งก็คือ หนังสงครามส่วนใหญ่ในโลกนี้มักถูกจัดให้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ระหว่างสนับสนุนยกย่องเชิดชูสงคราม กับต่อต้านไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง แต่หนังเรื่องนี้กลับสามารถวางตัวเองอยู่ตรงกึ่งกลาง ไม่เข้าข้างโน้มเอียงยังฝ่ายไหน นี่ต้องชมวิสัยทัศน์ของ King Vidor ที่ชื่นชอบนำเสนอเรื่องราวออกมาในมุมมองคนธรรมดา เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ลึกล้ำได้ใจจริงๆ

ซึ่งใจความของหนังเรื่องนี้ ว่าไปก็กึ่งๆมีนัยยะ anti-war อยู่นิดๆ เพราะความรักสามารถเกิดขึ้นได้ไร้พรมแดน ไม่มีภาษาเป็นตัวกั้นแบ่ง แล้วไฉนสงครามจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้, โดยเฉพาะฉากที่ Jim ไว้ชีวิตทหารของศัตรูคนหนึ่ง แถมยังจุดบุหรี่ให้ด้วย ถ้าไม่เชิงเป็นต่อต้านสงคราม ก็ชัดว่านี่ไม่ใช่แนวส่งเสริมให้ผู้ชมรู้สึกภาคภูมิในสงครามที่ยิ่งใหญ่แน่นอน

ด้วยทุนสร้างประมาณ $382,000 ทำเงินได้ $18 – $22 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของ MGM แต่ยังน้อยกว่า The Birth of Nation (1915) อยู่มากที่ประมาณ $50 – $100 ล้านเหรียญ, ทำให้หลังจากนี้ Vidor นำเสนอโปรเจคอะไรไปแทบได้รับอนุมัติผ่านหมด และถ้าได้ร่วมกับ Gilbert มีอีก 2 เรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน La Bohème (1926) และ Bardelys the Magnificent (1926)

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ส่วนที่ประทับใจคือ direction การถ่ายภาพและออกแบบฉากสงคราม ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้น บิดาแห่งหนังสงครามทั้งมวลเลยละ, ส่วนที่ไม่ชอบเอาเสียเลยคือ การเกี้ยวพาราสีของคู่พระนาง ความน่ารำคาญส่วน Comedy ของสองตัวละครประกอบเพื่อน Jim (ผมว่าตัดทิ้งไปเลยอาจทำให้หนังสนุกขึ้นนะ) และความยาวของหนังที่ให้เวลากับองก์ที่ 2 มากเกินไป จนแทบหลงลืมว่า นี่พวกเขากำลังไปแนวหน้าสงครามใช่ไหมเนี่ย ไม่เกิดความรู้สึกผวาหวาดกลัวใดๆทั้งนั้น

แต่นั่นอาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ ที่ต้องการให้ผู้ชมไม่เกิดความรู้สึกต่อสงคราม ว่าเป็นภาพหลอนหลอก Holocaust ตราตรึงจดจำติดตา แต่ก็ไม่เชิงต่อต้านแสดงทัศนะไม่เห็นด้วย แค่นำเเรื่องราวหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นจริงในระหว่างสงคราม ท้าทายให้ผู้ชายตัดสินใจเลือก ความรักกับหน้าที่ประเทศชาติ เป็นคุณจะเลือกอะไร?

แนะนำกับคอหนังเงียบ ที่หลงใหลประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1, ชื่นชอบเรื่องราวรักโรแมนติกไร้พรมแดน, แฟนๆนักแสดง John Gilbert และผู้กำกับ King Vidor ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับภาพของสงคราม ความตาย

TAGLINE | “The Big Parade ของ King Vidor คือบิดาแห่งหนังสงครามทั้งมวล”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "The Big Parade (1925)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Shay Costagliola
Guest

ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลดีดีเหล่านี้