The Boy in the Striped Pyjamas (2008)

The Boy in the Striped Pyjamas (2008) British : Mark Herman ♥♥♥♡

เด็กชายในชุดนอนลายทาง คือตัวแทนความไร้เดียงสาของชาวยิว นี่ฉันทำอะไรผิดถึงถูกแบ่งแยกกีดกั้นด้วยรั้วลวดหนาม โดนกดขี่ข่มแห่งใช้แรงงาน เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็แม้แต่เด็กชายในชุดปกติยังเกิดความใคร่สงสัย เมื่อเขาทดลองสวมใส่ ทุกคนเลยรับรู้ซึ้งถึงบทเรียนนี้ ในตอนจบที่จะทำให้คุณรวดร้าวทุกข์ทรมาน หมดสิ้นเรี่ยวแรง ศรัทธาและความหวัง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

บทเรียนที่ว่านี้คือข้อคิดสัจธรรมง่ายๆ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง” ทุกสิ่งอย่างที่นาซีกระทำต่อชาวยิว เมื่อไหร่หวนย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับพวกเขาเอง ก็จักรับรู้ซึ้งถึงความโง่เขลาเบาปัญญา ถ้าฉันไม่คิดทำเรื่องพรรค์นี้ตั้งแต่ต้น โศกนาฎกรรมตอนจบย่อมไม่เกิด

แต่ก็นะ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นไปเกินกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว คงแทบไม่มีคนรุ่นนั้นหลงเหลือให้รู้สึกซึ้งถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเอง ต้องถือว่าเป็นบทเรียนเสี้ยมสั่งสอนคนรุ่นปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ทัศนคติต่อการสงคราม อะไรก็ตามที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันด้วยรั้วลวดหนาม นั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมแม้แต่น้อย สังคมยินยอมรับเรื่องพรรค์นั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ส่วนตัวมีความคับข้องใจรุนแรงต่อหนังอย่างหนึ่ง คือนักแสดงพูดภาษาอังกฤษสำเนียง British ใครฟังพากย์ไทยหรือจับสำเนียงไม่ได้ต้องถือว่าโชคดีไป แต่ใครแยกออกก็อาจเกาหัว คือพื้นหลังมันนาซี ประเทศเยอรมัน อย่างน้อยสะดิ้งเน่อสักหน่อยก็ยังดีนะ จากควรได้คะแนนเต็มเลยต้องตัดความไม่สมเหตุสมผลนี้ออกไป แถมผมมิอาจทำความเข้าใจได้ด้วย เพราะสร้างโดยชาวอังกฤษ ให้ชาวอังกฤษรับชม แค่นั้นนะหรือ??

เกร็ด: หลายคนอาจมีความสับสนกับชื่อหนัง รู้สึกว่าคำนี้จะเขียนได้ทั้งสองแบบ ซึ่งมีการใช้ Pyjamas ฉบับฉายในอังกฤษ ขณะที่ Pajamas กับฉบับฉายอเมริกา

Mark Herman (เกิดปี 1954) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Bridlington, East Riding of Yorkshire, สมัยเรียนมหาวิทยาลัยชื่นชอบการวาดรูป การ์ตูน อนิเมชั่น เข้าเรียนอนิเมเตอร์ที่ National Film and Television School ก่อนเปลี่ยนมาให้ความสนใจด้านการแสดง กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก See You at Wembley, Frankie Walsh (1987) คว้ารางวัล Student Academy Award, ผลงานเด่นๆ อาทิ Little Voice (1998), The Boy in the Striped Pyjamas (2008)

ดัดแปลงจาก The Boy in the Striped Pyjamas นิยาย Holocaust แต่งโดย John Boyne (เกิดปี 1971) นักเขียนสัญชาติ Irish ตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2006 กลายเป็น Best-Seller ประมาณการถึงปี 2010 มียอดขาย 5 ล้านเล่มทั่วโลก ซึ่งในประเทศไอร์แลนด์ ขายดีติดอันดับ 1 ยาวนานถึง 57 สัปดาห์

“Childhood is measured out by sounds and smells and sights, before the dark hour of reason grows,”

– โดยนักกวีชื่อดังสัญชาติอังกฤษ Sir John Betjeman (1906 – 1984)

เรื่องราวของเด็กชายอายุ 9 ขวบ Bruno (รับบทโดย Asa Butterfield) เมื่อพ่อของเขา Ralf (รับบทโดย David Thewlis) ได้เลื่อนยศทหาร จำต้องออกไปประจำการนอกเมือง ทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องตามติดไปด้วย แต่บ้านชนบทหลังนั้นกลับห้อมล้อมรอบด้วยกำแพงสูง ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างกับแม่ Elsa (รับบทโดย Vera Farminga) และพี่สาว Gretel (รับบทโดย Amber Beattie) ไม่มีเพื่อนเล่นใกล้ๆแถวนั้น วันหนึ่งจึงแอบลักลอบหนีออกนอกบ้าน พบเจอเด็กชายในชุดนอนลายทางชื่อ Shmuel (รับบทโดย Jack Scanlon) แต่พวกเขาก็ถูกแบ่งกั้นขวางด้วยรั้วลวดหนาม มิอาจไปมาหาสู่กันได้ง่ายๆ

Asa Maxwell Thornton Farr Butterfield (เปิดปี 1997) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Islington, London เริ่มต้นเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 7 ขวบที่โรงละคร Young Actors Theatre, Islington ได้รับคัดเลือกแสดงซีรีย์โทรทัศน์ ตามด้วยภาพยนตร์ Son of Rambow (2007), โด่งดังกับบท The Boy in the Striped Pyjamas (2008), Hugo (2011), Ender’s Game (2013), The Space Between Us (2017) ฯ

เด็กชาย Bruno ที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรในชีวิต มิล่วงรับรู้ความแตกต่างระหว่างตัวเขากับชาวยิว ชื่นชอบการผจญภัย รักจินตนาการ ต้องการโผลบินล่องลอยเป็นอิสระ ไม่ชอบถูกกักขังอยู่ในกฎกรอบระเบียบ ด้วยความใคร่รู้ใคร่สนใจ จึงอยากสวมชุดนอนลายพรางแบบเดียวกับเพื่อนสนิทหนึ่งเดียว Shmuel แต่เรื่องราวไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น

เห็นว่านี่คือบทแจ้งเกิดของ Butterfield เด็กชายผู้มีดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา คำพูดจา การแสดงออก เต็มไปด้วยความเพ้อฝันจินตนาการ แต่เมื่อถูกห้ามก็มีท่าทีคับข้องรำคาญใจ จ้องมองค้นหาทางดิ้นรนให้หลุดจากกรงขังพันธการไว้ โบยบินสู่อิสระเสรี

เกร็ด: ทรงผมของตัวละครนี้ รู้สึกจะเลียนแบบ Adolf Hitler มาเลยนะ

Jack Scanlon (เกิดปี 1995) นักแสดงเด็กสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Leeds ผ่านการคัดเลือกนักแสดง เพราะสามารถเล่นเข้าขากับ Asa Butterfield ได้ยอดเยี่ยมที่สุด หลังจากนี้มีแสดงละครโทรทัศน์อีก 2-3 เรื่อง โตขึ้นเลือกเดินทางสายนักดนตรี เป็นนักกีตาร์วง The Tiffanys

เด็กชาย Shmuel ในค่ายกักกัน คงเพราะถูกใช้งานเยี่ยงทาส จนไม่หลงเหลือเวลาสำหรับครุ่นคิดถึงอนาคต วันๆชอบแอบมานั่งเศร้าสร้อยเหงาหงอยอยู่เดียวดายริมรั้วลวดหนาม ซึ่งการได้พบเจอกับ Bruno เหมือนว่าทำให้เขามีความหวังเล็กๆ แต่ก็ถูกทรยศเมื่อได้โอกาสไปทำงานเช็ดแก้วที่บ้านของเขา

เกร็ด: ในความเป็นจริง ค่ายกักกันนาซีจะไม่มีการนำเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี มาใช้แรงงานอย่างแน่นอน เพราะมักถูกฆ่าหรือไม่ก็ถูกรมแก๊สเสียชีวิตไปแล้ว

David Thewlis ชื่อเดิม David Wheeler (เกิดปี 1963) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Blackpool, Lancashire, สมัยวัยรุ่นรวมกลุ่มกับเพื่อนตั้งวงดนตรี เล่นกีตาร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นนักแสดงเข้าเรียน Guildhall School of Music and Drama จบออกมาได้รับบทเล็กๆในรายการซิทคอม ซีรีย์โทรทัศน์ โด่งดังพลุแตกกับ Naked (1993) คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ผลงานเด่นๆ อาทิ Total Eclipse (1995), Seven Years in Tibet (1997), ออดิชั่นบท Quirinus Quirrell ใน Harry Potter ภาคแรก แต่ภายหลังได้รับเลือกเป็น Professor Remus Lupin, Kingdom of Heaven (2005), The New World (2005), Theory of Everything (2014) ,Wonder Woman (2017) ฯ

รับบทพ่อ Ralf ที่ดูภายนอกเหมือนเป็นคนดี รักห่วงใย ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวมีความสุขสบาย แต่ลึกๆแล้วกลับเป็นสัตว์ประหลาด มีทัศนคติยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคนาซี สามารถเข่นฆ่าชาวยิวได้อย่างเลือดเย็นไม่สนมนุษยธรรม จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมค่ายกักกัน

เหมือนว่า Thewlis มักได้รับบทคล้ายๆกันจนดูเหมือน Typecast ไปเสียแล้ว เพราะภาพลักษณ์มีความสุภาพ นุ่มนวลอ่อนโยน แต่ลึกๆในใจอาจมีบางสิ่งอย่างชั่วร้ายแฝงอยู่ (อย่างบท Remus Lupin วันธรรมดาๆก็ปกติดี แต่พระจันทร์เต็มดวงก็กลายเป็นหมาป่า) ซึ่งบทบาทนี้แรกๆก็สามารถหลอกผู้ชมได้สนิทใจ ผมก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะเป็นถึงผู้ควบคุมค่ายกักกันเลยนะ แต่พอหลายสิ่งอย่างค่อยๆได้รับการเปิดเผยออก ตัวละครนี้มันโคตรโหดโฉดชั่ว เลวทรามที่สุดเลยนะ

Vera Ann Farmiga (เกิดปี 1973) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Clifton, New Jersey, ครอบครัวอพยพจาก Ukraine พูดภาษา Ukrainian จนกระทั่งอายุ 6 ขวบเข้าโรงเรียนค่อยได้พูดภาษาอังกฤษ แม้ตอนแรกมิได้สนใจด้านการแสดง แต่ได้รับเลือกบทนำในการแสดงของโรงเรียน จึงตัดสินใจมุ่งความสนใจสายนี้ เข้าเรียน Syracuse University สาขา Bachelor of Fine Arts จบออกมาเป็นนักแสดงละครเวที Broadway แสดงละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Return to Paradise (1998), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Down to the Bone (2004), สมทบ The Manchurian Candidate (2004), The Departed (2006), The Boy in the Striped Pyjamas (2008), Up in the Air (2009), Source Code (2011), The Conjuring (2013) ฯ

รับบทแม่ Elsa ที่ก็เหมือนลูกๆ ไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับหน้าที่การงานของพ่อ แต่เมื่อพบเห็นอะไรต่างๆรอบข้าง ก็สามารถจินตนาการเข้าใจได้ทันทีว่าเขาทำอะไร นั่นทำให้เธอเกิดความคลุ้มคลั่ง รับไม่ได้ เกือบเสียสติแตกควบคุมตนเองไม่อยู่

Farmiga เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มากๆคนหนึ่ง ด้วยใบหน้ารีเรียวยาวมีความลึกลับน่าค้นหา สายตาชวนให้น่าหลงใหล, กับหนังเรื่องนี้เธอแทบไม่ต่างอะไรกับ Bruno เต็มเปี่ยมด้วยความไม่รู้ไร้เดียงสา แต่เพราะโตแล้วเป็นผู้ใหญ่จึงมีความเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งเมื่อล่วงรู้ความจริงก็ปฏิเสธขัดขัดรับไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าสามีที่รักกันมามีลูกถึงสองคน แท้จริงจะคือสัตว์ประหลาดผู้ชั่วร้าย แสดงว่าทุกสิ่งที่ผ่านกันมา มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้นเองหรือ

เกร็ด: ในเครดิต Ralf กับ Elsa จะขึ้นแค่ Father, Mother นี่เป็นการเคารพคารวะต้นฉบับ ที่ใช้มุมมองของ Bruno ในการเล่าเรื่องทั้งหมด (คือจะไม่มีเอ่ยถึงชื่อจริงของพวกเขา)

ถ่ายภาพโดย Benoît Delhomme สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น 1408 (2007), The Theory of Everything (2014) ฯ

งานภาพของหนังจะเริ่มจากโทนสีอบอุ่น มีความสว่างสดใส กล้องเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวรวดเร็ว เด็กๆเต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริง แต่ทุกอย่างจักค่อยๆช้าลง มีบรรยากาศเย็นยะเยือกลงเรื่อยๆ เมื่อไปถึงค่ายกักกันจะหลงเหลือแต่โทนอันจืดชืด ให้สัมผัสที่แห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา

กิจกรรมที่เด็กๆวิ่งเล่นไล่กัน ชอบที่จะกางแขนสองข้างออกเหมือนเครื่องบิน ที่ล่องลอยโฉบเฉี่ยวเป็นอิสระเสรีท่ามกลางเวหานภาลัย

แต่เมื่อ Bruno ย้ายเข้ามาบ้านใหม่ กลายเป็นราวกับนกในกรงขัง หลบซ่อนอยู่หลังซี่กรงบันได กำแพงบ้านสูงใหญ่ โหยหาเฝ้ารอคอยหาจังหวะโอกาส ที่จะโบยบินเป็นอิสระเสรีเบื้องนอก

ในห้องแห่งความลับของพ่อ ผู้ชมจะไม่ได้รับการเปิดเผยเล่าถึงโดยตรงๆว่าเขาทำงานอะไร อย่างช็อตนี้ในสายตาของแม่ กำลังถูกปิดประตูไม่ให้รับรู้ ชวนให้นึกถึงฉากจบของ The Godfather (1972) โลกของผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กจักไม่สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้

ช่วงแตกต่างสุดขั้วระหว่างภายใน/นอก ค่ายกักกัน มองจากมุมสูงนี้จะเห็นพื้นหญ้าสีเขียวกับพื้นดิน แบ่งกั้นด้วยรั้วลวดหนามที่เด็กๆทั้งสองอยากเหลือเกินที่จะข้ามฝากไปมาหากัน

ให้ข้อสังเกตสักเล็กน้อย ระยะห่างของเด็กๆระหว่างการพบเจอ 4-5 ครั้ง พวกเขาจะค่อยๆเข้าใกล้กันเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้าย Bruno ตัดสินใจมุดลอดเข้าไปหา Shmuel

ตัดต่อโดย Michael Ellis สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นอาทิ Superman (1978), Death Watch (1980), The Jewel of the Nile (1985) ฯ

เรื่องราวทั้งหมดใช้มุมมองของ Bruno ในการเล่าเรื่อง หลายครั้งจะเห็นเขาจับจ้องแอบมองดูอยู่ห่างๆ และบางครั้งแทนสายตาบุคคลที่ 1 สังเกตค้นหาหนทางแอบหนีออกจากบ้าน

หนังพยายามหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพความโหดเหี้ยมทารุณ ที่เหล่าทหารนาซีกระทำต่อชาวยิว ไม่มีฉากที่ใช้ความรุนแรง เต็มที่คือตะคอกขึ้นเสียงให้ตกใจ หรือพบเห็นรอยแผลจากการถูกลงโทษกระทำร้าย นี่คงเหมือนเพื่อไม่ให้เด็กๆรับรู้ว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น แต่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คงสามารถรับรู้จินตนาการตามได้ ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์จริงมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ผมมาครุ่นคิดว่า สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยรับรู้จักเหตุการณ์ Holocaust แล้วมารับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเกิดความตราตรึงฝังใจขนาดไหน, แน่นอนว่าต้องมีความฉงนสงสัยไปตลอดทาง เบื้องหลังมันคงมีบางสิ่งอย่างรุนแรงมากคลั่งแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่แน่ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เมื่อถึงตอนจบ คงเกิดอาการช็อคแทบเป็นลมหมดสติ คาดคิดไม่ถึงว่านั่นจะคือความเลวชั่วร้ายที่มนุษย์ปฏิบัติแสดงออกต่อกัน

เพลงประกอบโดย James Horner (1953 – 2015) สัญชาติอเมริกัน ที่โด่งดังเป็นตำนานกับ Titanic (1997), Avatar (2009) ฯ

Boys Playing Airplanes คือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาระของเด็กๆที่เต็มไปด้วยอิสระเสรี สามารถกางปีกโบยบินโผลถลาไปมา ไม่มีอะไรเป็นกรอบขอบเขตแดน กักกั้นเหนี่ยวรั้งขังไว้

คงไม่มีบทเพลงไหนโดดเด่นทรงพลัง ค่อยๆเร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้ถึงจุดสูงสุดได้เท่า Strange New Clothes, นับตั้งแต่ที่ Bruno สวมใส่ชุดนอนลายทาง จนกระทั่ง… เริ่มต้นด้วยความใคร่รู้ใคร่สงสัย จบสิ้นลงด้วยความรวดร้าวระทม

The Boy in the Striped Pyjamas เป็นภาพยนตร์ที่พยายามทำลายเส้นแบ่งเขตแดนกั้น ระหว่างอะไรก็ตามที่ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่งฝ่าย ด้วยบทเรียนสอนผู้ใหญ่ที่มักเป็นผู้สร้างรั้วลวดหนามนั้น เพราะเด็กๆลูกหลานของพวกเขาจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และเมื่อวิ่งเล่นข้ามไปอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นคงมีแต่โศกนาฎกรรมโดยไม่รู้ตัว

คือถ้ามันไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนกั้นนี้อยู่ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรมย่อมลดน้อยลงหรืออาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายรับรู้ระวังตัว แต่ก็แน่นอนว่าไม่สามารถไปกำหนดควบคุมชี้ชักนำทางได้ทุกวินาที เมื่อไหร่ลับสายตาย่อมมีโอกาสที่อะไรๆจะเกิดขึ้นได้เสมอ

ซึ่งเมื่อใดที่ใครคนหนึ่งประสบพบเจอเหตุการณ์นี้เข้ากับตัวเอง เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะตระหนักรับรู้ซึ้งถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของตนเอง (แต่ถ้าไม่นี่ก็แสดงถีงความโง่บรรลัยเลยนะ กู่ไม่กลับแล้วละคนประเภทนี้) แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป นั้นคงเป็นสิ่งไม่มีใครตอบได้แน่ แต่เชื่อว่า Trauma นี้จะจดจำฝังลึกในจิตใจพวกเขาไปจนวันตายเลยละ

เรื่องราวของหนัง ถือว่าก้าวผ่านขอบเขตแดนระหว่างนาซี-ยิว ไปสู่อะไรก็ตามที่มนุษย์ขีดเส้นแบ่งออกเป็นสองฝั่งฝ่าย ชาย-หญิง ผิวขาว-ดำ ดี-ชั่ว รวย-จน ชนชั้นสูง-ต่ำ ฯ เจ้าเส้นแบ่งนี้ไม่ได้จำเป็นตั้งมีกำแพงหรือรั่วลวดหนามในลักษณะรูปธรรม แต่อาจคือเส้นบางๆนามธรรมที่จิตใจ/ความคิดของเราจินตนาการมโนขึ้นเอง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่มีอยู่

เคยรึเปล่าเห็นขอทานขี้เมานอนหลับอยู่ป้ายรถเมล์ สภาพสกปรกซกมกแมลงวันตอมหึ่ง วินาทีที่ความรู้สึกอคติ รังเกียจชังบังเกิดขึ้น เส้นแบ่งบางๆที่ผมว่ามานี้ถือว่าได้ปรากฎขึ้นแล้วในใจของคุณ มันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ ลองจินตนาการย้อนกลับดูสิ ถ้าสักวันหนึ่งตัวคุณเองล้มละลาย บ้านที่ดินถูกยึด ไม่มีเงินกินข้าว กลายสภาพเป็นเหมือนขอทานขี้เมาคนนั้น ต้องอาศัยหลับนอนอยู่ป้ายรถเมล์ น้ำท่าไม่ได้อาบ แล้วมีคนแสดงอคติรังเกียจชังใส่เรา จะรู้สึกเช่นไร

เล็กๆน้อยๆพวกนี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทั้งหลาย ควรฝึกวิปัสนาครุ่นคิดทำความเข้าใจด้วยตนเอง ยึดหลักคำสอนของพระพุทธองค์ว่าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง’ อะไรก็ตามที่เราเคย คิด-พูด-กระทำ ต่อใครเอาไว้ อนาคตสักวันอาจไม่ใช่ชาตินี้ สิ่งเหล่านั้นย่อมย้อนกลับคืนมาหา เมื่อใดแตกฉานในสัจธรรมนี้ ความเมตตากรุณา พรหมวิหาร ๔ จักบังเกิด ครุ่นคิดพูดทำอะไรไม่เห็นแก่ตัวนึกถึงแค่ตนเอง แต่ยังผู้อื่นและทุกสรรพสัตว์ในโลกหล้า เมื่อนั้นผลกรรมของความดีจะปรากฎเห็นสู่สายตาอย่างแน่นอน

ด้วยทุนสร้าง $12.5 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ทั่วโลก $44.1 ล้านเหรียญ, คำวิจารณ์ตอนออกฉายถือว่าก้ำกึ่ง เพราะนักวิจารณ์ส่วนใหญ่บอกรับไม่ได้กับตอนจบ มันเลวร้ายเกินกว่าตราตรึง

แต่ส่วนตัวกลับชื่นชอบหนังเรื่องนี้ค่อนข้างมากๆเลยนะ มองว่าเป็นตอนจบที่ทรงพลัง และบทเรียนสอนใจอะไรๆได้มาก แต่ก็น่าฉงนทำไมชาวตะวันตกถึงไม่ค่อยเข้าใจเป้าหมายนี้กัน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ รับชมให้เกิดความตระหนักรู้เข้าใจ ทุกสิ่งอย่างที่พวกเรากระทำ ลูกหลานเด็กรุ่นใหม่ต่างจับจ้องมองอย่างใคร่สงสัยใกล้ชิด อยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคม ก็จงทำตัวเป็นแบบอย่างที่เหมาะสมควร ถ้าคุณกระทำอะไรเลวทรามต่ำชั่วช้าไว้ สักวันมันอาจหวนย้อนกลับคืนเข้าหา แบบโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นในหนังก็เป็นได้

จัดเรต 15+ กับความเหยียด และโศกนาฎกรรมช่วงท้ายที่จะทำให้จดจำตราตรึงฝังใจ จนอาจกลายเป็นฝันร้าย

TAGLINE | “The Boy in the Striped Pyjamas คือภาพยนตร์ที่เป็นบทเรียนสอนใจ ให้ผู้ใหญ่เลิกใส่ชุดนอนลายทางได้แล้ว”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of