The Caine Mutiny

The Caine Mutiny (1954) hollywood : Edward Dmytryk ♥♥♥♥

การตัดสินใจของกปิตัน Humphrey Bogart สร้างความหวาดระแวง วิตกจริต เหมือนมีอาการผิดปกติทางจิต ทำให้สมาชิกบนเรือกวาดทุ่นระเบิด(นามสมมติ) USS Caine ครุ่นคิดก่อการกบฎ ปลดออกจากตำแหน่ง นำไปสู่การพิจารณาคดีบนศาลทหาร (Court Marshal)

The Caine Mutiny (1954) ถือเป็นภาพยนตร์ระดับคลาสสิก Technicolor สีสันสดใส เพลงประกอบไพเราะ (โดย Max Steiner) เรื่องราวเหมือนจะแฝงข้อคิดอะไรบางอย่าง ไฮไลท์คือ Humphry Bogart เพราะเคยเป็นทหารเรือช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงยินยอมทุ่มเททำทุกสิ่งอย่าง ‘passion project’ ถ่ายทอดพฤติกรรมหวาดระแวง (Paranoid) วิตกจริต ไม่ใช่อาการผิดปกติทางจิต (mental illness) ผมลองสอบถาม ChatGPT ให้คำแนะนำเรียกว่าภาวะวิกฤตทางอารมณ์ (mental distress หรือ psychological strain)

มีสองเหตุผลที่ผมสนใจใน The Caine Mutiny (1954) อย่างแรกคืออยากดู Bogie หนึ่งในสามบทบาทเข้าชิง Oscar: Best Actor, และผกก. Edward Dmytryk สมาชิก Hollywood Ten เคยปฏิเสธขึ้นให้การกับ House Un-American Activities Committee (HUAC) แต่ภายหลังกลับกลายเป็นคนทรยศพวกพ้อง (เป็นบุคคลแรกใน Hollywood Ten ที่ยินยอมปริปาก ชี้ตัวเพื่อนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์) ซึ่งการสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับคดีความ/ศาลทหาร มันย่อมต้องเคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง!


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Herman Wouk (1915-2019) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bronx, New York City ในครอบครัวผู้อพยพชาว Russian (ปัจจุบันคือ Belarus) เชื้อสาย Jewish, เมื่ออายุ 13 ปู่เดินทางมาจาก Minsk เพื่อเสี้ยมสอนคัมภีร์ Talmud ซึมซับรับวิถีชาว Judaism, โตขึ้นสำเร็จการศึกษาจาก Columbia University ทำงานเขียนบทละครวิทยุ (Radio Dramatist) จนกระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหารเรือ เป็นเจ้าหน้าที่ (Officer) ประจำการยังเรือพิฆาตทุ่นระเบิด (Destroyer Minesweeper, DMS) USS Zane ก่อนย้ายมาเป็นต้นเรือ (Executive officer หรือ XO) USS Southard พานผ่านการสู้รบ New Georgia Campaign, Gilbert and Marshall Islands Campaign, Mariana and Palau Islands Campaign และ Battle of Okinawa จนได้รับประดับยศเรือเอก (Lieutenant)

I learned about machinery, I learned how men behaved under pressure, and I learned about Americans.

Herman Wouk

ภายหลังสงครามสิ้นสุด Wouk นำเอาประสบการณ์จากเคยเป็นทหารเรือ มาเรียบเรียงเขียนนวนิยาย The Caine Mutiny (1951) ขายดีถล่มทลาย ยอดขายอันดับหนึ่ง New York Best-Seller ติดต่อเนื่องยาวนาน 33+15 สัปดาห์ (หลังครองอันดับหนึ่ง 33 สัปดาห์ ถูกเรื่องอื่นแซงหน้า แต่ภายหลังก็กลับขึ้นมาอันดับหนึ่งได้อีก 15 สัปดาห์) และยังคว้ารางวัล Pulitzer Prize สาขาวรรณกรรม

หลังความสำเร็จของนวนิยาย Wouk จึงพัฒนาบทละครสององก์ The Caine Mutiny Court-Martial ที่มีเฉพาะการพิจารณาคดีศาลทหาร ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Playmouth Theatre วันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1954, กำกับโดย Charles Laughton, นำแสดงโดย Henry Fonda ในบทมนายฝ่ายจำเลย Barney Greenwald และ Lloyd Nolan รับบทกปิตัน Queeg, สามารถยืนยาวนานถึง 415 รอบการแสดง ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

แม้ว่านวนิยายเล่มนี้จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่กลับไม่มีสตูดิโอภาพยนตร์แห่งไหนให้ความสนใจ เพราะต่างกลัวว่ากองทัพเรือจะไม่เห็นชอบด้วย ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ Stanley Kramer จึงชิงตัดหน้าซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงมูลค่าระหว่าง $60,000 – $70,000 เหรียญ แล้วใช้เวลาต่อรองอยู่ปีกว่าๆ พัฒนาบทที่กองทัพเรือเห็นชอบด้วย แค่นั้นก็หมดปัญหา!

ในตอนแรก Kramer อยากให้ผู้แต่ง Wouk เข้ามามีส่วนร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ แต่กลับถูกปฏิเสธโดยผู้กำกับ Edward Dmytryk มองว่าอีกฝ่ายไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ แถมยังต้องพัฒนาเรื่องราวให้กองทัพเรือเห็นชอบด้วย จึงควรมองหานักเขียนอื่นที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่า


Edward Dmytryk (1908-99) ผู้กำกับสัญชาติ Canadian-American เกิดที่ Grand Forks, British Columbia ในครอบครัวผู้อพยพชาว Ukrainian บิดาทำงานขับรถบรรทุก จึงมักย้ายที่อยู่มายัง San Francisco ก่อนปักหลัก Los Angeles, ช่วงวัยรุ่นทำงานเป็นเด็กส่งเอกสารสตูดิโอ Famous Players–Lasky ต่อมาได้อยู่แผนกตัดต่อ จนมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Hawk (1935), ผลงานส่วนใหญ่เป็นหนังเกรดบี ทุนต่ำ ประสบความสำเร็จบ้าง-ล้มเหลวบ้าง จนกระทั่ง Crossfire (1947) ได้เข้าชิง Oscar: Best Director

เพราะเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ระหว่าง ค.ศ. 1944-45 ทำให้ Dmytryk ถูกเรียกตัวเพื่อให้การกับ House Un-American Activities Committee (HUAC) เมื่อปี ค.ศ. 1947 แต่เจ้าตัวพร้อมกับเพื่อนสมาชิกอีกเก้าคนรวมเป็น Hollywood Ten ปฏิเสธที่จะขึ้นว่าความหรือชี้ตัวใครอื่น พวกเขาจึงถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ขับไล่ออกจากสตูดิโอในสังกัด

Dmytryk จึงอพยพสู่เกาะอังกฤษ สรรค์สร้างภาพยนตร์สองเรื่อง Obsession (1949) และ Give Us This Day (1949) พอพาสปอร์ตหมดอายุจึงจำต้องเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา พอลงจากเครื่องก็ถูกจับกุม คุมขัง 4 เดือน 17 วัน ณ Millspoint Prison, West Virginia เลยจำใจต้องขึ้นให้การกับ HUAC (เป็นบุคคลแรกใน Hollywood Ten ที่ยินยอมปริปาก) เปิดเผยเพื่อนสมาชิก รวมถึงชื่อบุคคลกดดันให้เขาสรรค์สร้างผลงานที่มีใจความชวนเชื่อคอมมิวนิสต์

หลังการให้ปากคำ Dmytryk ก็ถูกปลดชื่อออกจากบัญชีดำ สรรค์สร้างภาพยนตร์ผจญภัย Mutiny (1952) แน่นอนว่าต้องเคลือบแอบแฝงนัยยะเกี่ยวกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น, จากนั้นได้รับการว่าจ้างจากผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ Stanley Kramer สรรค์สร้างหนังทุนต่ำสามเรื่อง The Sniper (1952), Eight Iron Men (1952), The Juggler (1953), ก่อนมอบหมายโปรเจคใหญ่ The Caine Mutiny (1954)

หลังบอกปฏิเสธผู้แต่ง Wouk ไม่ต้องการให้เข้ามามีส่วนร่วมดัดแปลงบทหนัง, Dmytryk ทำการติดต่อนักเขียน Stanley Roberts [โด่งดังจากภาพยนตร์ Death of a Salesman (1951)] จริงๆก็พัฒนาบทจนแล้วเสร็จสิ้น แต่ปฏิเสธทำตามคำร้องขอเพิ่มเติมของสตูดิโอที่ต้องการควบคุมเวลาไม่ให้เกินสองชั่วโมง Michael Blankfort (ได้รับเครดิต ‘additional dialog’) จึงเข้ามาช่วยตัดรายละเอียดออกไปกว่า 50 หน้ากระดาษ

บทหนังของ Roberts มีความแตกต่างจากนวนิยายพอสมควร ใช้การดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตา Ensign Keith (กลายเป็นบทรองโดยพลัน) แล้วมาโฟกัสที่เรื่องราวของ Captain Queeg ลดทอนพฤติกรรมคลุ้มบ้าคลั่ง ทำให้เหมือนได้รับอิทธิพลจากอาการเหนื่อยอ่อนล้า (Battle Fatigue) และโดยเฉพาะปรากฎข้อความตอนต้นเรื่อง

There has never been a mutiny in a ship of the United States Navy. The truths of this film lie not in its incidents but in the way a few men meet the crisis of their lives. The time – World War II…

แซว: เห็นว่ากองทัพเรือไม่ชอบชื่อที่มีคำว่า ‘Mutiny’ ทีแรกจะเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Authority and Rebellion แต่สุดท้ายกลับมาใช้ The Caine Mutiny ก็ไม่มีปัญหาอะไร


เรื่องราวของ Ensign Keith (รับบทโดย Robert Francis) หลังเสร็จสิ้นการฝึกทหาร ได้รับมอบหมายประจำการเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine ภายใต้กปิตัน William H. De Vriess (รับบทโดย Tom Tully) พบเห็นบรรยากาศย่อนยาน ขาดความกระตือรือล้น ไร้กฎระเบียบวินัย ลูกเรือเพียงปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ได้รับมอบหมาย … เพราะเรือลำนี้ไม่เคยได้รับภารกิจต่อสู้รบ/พิฆาตศัตรู เพียงเก็บกวาดขยะ กองหนุนเบื้องหลัง

แต่หลังจาก De Vriess ถูกสั่งย้าย แทนที่ด้วยกปิตัน Philip Francis Queeg (รับบทโดย Humphrey Bogart) ผู้มีความเข้มงวดกวดขัน เอาจริงเอาจัง เคร่งครัดต่อกฎระเบียบวินัย สร้างบรรยากาศตึงเครียดให้กับลูกเรือ แถมการออกคำสั่งบางครั้งดูขลาดเขลา เอาแต่ใจ ไม่สนปัญหาเฉพาะหน้า ท่าทางก็ร้อนรน กระวนกระวาย ขาดความเชื่อถือ ไม่น่าไว้เนื้อเชื่อใจ จนทำให้ต้นเรือ Steve Maryk (รับบทโดย Van Johnson) ตัดสินใจใช้ข้อบังคับ Article 184 เพื่อก่อการกบฎ ปลดกปิตัน Queeg ออกจากการบังคับบัญชาเรือ USS Caine


Humphrey DeForest Bogart (1899-1957) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City ตั้งแต่เด็กมีนิสัยหัวขบถ จงใจสอบตกให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน อาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยจุดประสงค์ต้องการไปหลีสาวที่ฝรั่งเศส ปลดประจำการออกมากลายเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่หลายปี จนกระทั่งเหตุการณ์ Wall Street Crash (1929) มุ่งหน้าสู่ Hollywood มีผลงาหนังสั้นสองม้วน (2 reel) เรื่อง The Dancing Town (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], หนังพูดเรื่องแรก Up the River (1930), เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่สนิทสนม John Huston เมาหัวราน้ำพอๆกัน High Sierra (1941) [Huston ดัดแปลงบท], ตามด้วย The Maltese Falcon (1941) [Huston กำกับเรื่องแรก], ความสำเร็จของ Casablanca (1942) ทำให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า, To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946), The Treasure of the Sierra Madre (1948), In a Lonely Place (1950), The African Queen (1951), The Caine Mutiny (1954), Sabrina (1954) ฯ

รับบท Lieutenant Commander Philip Francis Queeg ได้รับมอบหมายบัญชาการเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine เป็นคนเจ้าระเบียบ เจ้ากี้เจ้าการ เข้มงวดกวดขัน ขณะเดียวกันคิดเล็กคิดน้อย การออกคำสั่งดูขลาดเขลา เอาแต่ใจ ไม่สนปัญหาเฉพาะหน้า ท่าทางร้อนรน กระวนกระวาย จนทำให้ลูกเรือเกิดความหวาดหวั่น ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ยืนกรานว่าต้องเดินหน้าฟันฝ่ามรสุม เลยถูกต้นเรือ Steve Maryk ก่อการกบฏ

Bogart มีความกระตือรือล้น ‘passion project’ สนอกสนใจบทบาทนี้อย่างมากๆ ผู้บริหาร Columbia Pictures เล็งเห็นโอกาสดังกล่าว อยากเล่นนักใช้ไหมก็ต้องยินยอมลดค่าตัวให้ต่ำกว่า $200,000 เหรียญ!

This never happens to Cooper or Grant or Gable, but always to me!

Humphrey Boart ระบายความเซ็งต่อภรรยา Lauren Bacall

นอกจากเหตุผลที่ Bogart เคยเป็นทหารเรือ ตัวเขาขณะนั้นก็น่าจะเริ่มรับรู้ว่าร่างกายมีความผิดปกติบางอย่าง (แต่ปฏิเสธไปตรวจร่างกายจนกระทั่งกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 ถึงพบว่าป่วยโรคมะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งก็สายเกินเยียวยารักษาหาย) นำเอาความหวาดระแวง (Paranoid) วิตกกังวล ถ่ายทอดผ่านสีหน้า-คำพูด ปฏิกิริยาท่าทาง อาจไม่ได้ทรงพลังเหมือนพวก ‘method acting’ แต่ระหว่างให้การศาลทหารแล้วจู่ๆหยุดชะงักงัน บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ทำให้ทุกคน(รวมถึงผู้ชม)เข้าใจความผิดปกติบังเกิดขึ้น

หนังพยายามสร้างความคลุมเคลือให้อาการผิดปกติของตัวละคร ไม่บอกตรงๆว่าคือ Shell Shock หรือ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) แต่ให้คำอธิบายภาวะวิกฤตทางอารมณ์ (mental distress หรือ psychological strain) อันเกิดจากความเหน็ดเหนื่อย จิตใจอ่อนล้า เมื่อต้องพบเสนอสถานการณ์ตึงเครียด กดดัน ทำให้คิดเล็กคิดน้อย ย้ำคิดย้ำทำ อีกทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุน ไว้เนื้อเชื่อใจจากลูกเรือ/ผู้ใต้บังคับบัญชา จึงค่อยๆความสามารถในการครุ่นคิดตัดสินใจจึงค่อยๆลดน้อยถอยลง

เกร็ด: ลูกเล็กกลมที่ตัวละครหยิบขึ้นมากลิ้งไปกลิ้งมา มักใช้สำหรับทำสมาธิ เวลาเคร่งเครียด รู้สึกกดดัน เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย ระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด

แม้การแสดงของ Bogie จะถือว่าดียอดเยี่ยม แต่เมื่อเทียบกับ The Treasure of the Sierra Madre (1948) หรือ In a Lonely Place (1950) ยังรู้สึกว่าห่างไกลจุดสูงสุดอยู่มาก อาจเพราะตัวละครคือกปิตันทหารเรือ จุดประสงค์ของหนังยังต้องการชวนเชื่อ สร้างกระแสนิยมให้กับสงคราม(ที่ยังคงคุกรุ่น) และความสำเร็จทำเงินล้นหลาม เลยได้รับการสนับสนุน ผลักดัน เข้าชิง Oscar: Best Actor แต่ก็พ่ายให้กับ Marlon Brando เรื่อง On the Waterfront (1954) อย่างไม่เห็นฝุ่น!


Charles Van Dell Johnson (1916-2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Newport, Rhode Island ค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก หลังเรียนจบมัธยมมุ่งสู่ off-Broadway ตามด้วย Broadway มีโอกาสร่วมงานนักแสดง Lucille Ball ประทับใจฝีไม้ลายมือเลยช่วยแนะนำให้ไปทดสอบหน้ากล้องที่ Hollywood เซ็นสัญญากับ Warner Bros. แต่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ กระทั่งย้ายมา M-G-M ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน แจ้งเกิดกับ A Guy Named Joe (1943) ทำให้ติดภาพจำ ‘Boy-next-Door Wholesomeness’

รับบท Lieutenant Steve Maryk ต้นเรือผู้ตัดสินใจก่อการกบฎกปิตัน Queeg เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกฝ่าย ออกคำสั่งอย่างไร้ประสิทธิภาพ ปฏิบัติภารกิจผิดๆพลาดๆ แสดงอาการร้อนรน กระวนกระวาย เหมือนมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย ท่ามกลางพายุมรสุม จึงมิอาจอดกลั้นฝืนทนได้อีกต่อไป

แซว: เมื่อตอนที่ตัวละครนี้กระโดดลงน้ำ ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดว่าให้ระวังฉลาม เพราะตอนถ่ายทำมีการพบเห็นฉลามจริงๆ โชคดีที่สามารถเอาตัวรอดกลับขึ้นฝั่งได้อย่างหวุดหวิด!

ด้วยความที่ Johnson เบื่อหน่ายกับบทบาทภาพจำ ‘Boy-next-Door Wholesomeness’ เมื่อได้รับการติดต่อขอยืมตัวจาก Columbia Pictures (ขณะนั้นยังเซ็นสัญญาอยู่กับ M-G-M) ก็ไม่รั้งรีรอ ยินยอมตอบตกลงโดยทันที!

กลายเป็นว่านี่คือบทบาทพลุแตก ‘breakthrough’ ของ Johnson สามารถลบล้างภาพจำ ‘Boy-next-Door’ ได้รับคำชื่นชมถึงการแสดงที่มีความกล้ำกลืน กระอักกระอ่วน ตะขิดตะขวงใจ จริงๆไม่ได้อยากก่อการกบฎ แต่เพราะถูกโน้มน้าว ในสภาพกดดัน สถานการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย เลยต้องตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย

ไฮไลท์จริงๆคือช่วงระหว่างพิจารณาคดี ปฏิกิริยาสีหน้าระหว่างถูกลูกน้องทรยศหักหลัง ทอดทิ้งให้ตนเองต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง ผู้ชมหลายคนคงใจแป้ว เสียขวัญ ตกอยู่ในสภาพหดหู่ สิ้นหวัง อาจถึงขั้นถูกแขวนคอข้อหาก่อการกบฎ … โชคดีว่าสุดท้ายสามารถเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด

เกร็ด: รอยแผลเป็นบนใบหน้าของ Johnson เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ A Guy Named Joe (1943) เคยพยายามทำศัลยกรรมแต่ไม่สามารถลบริ้วรอยได้หมด โดยปกติแล้วจะแต่งหน้าหนาเตอะเพื่อปกปิดบัง แต่ครั้งนี้ได้รับการร้องขอให้เปิดเผยรอยแผลเป็นนั้น กลับสร้างความภาคภูมิใจให้เจ้าตัวอย่างคาดไม่ถึง!


Frederick Martin MacMurray (1908-91) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kankakee, Illinois ตั้งแต่เด็กชื่นชอบเล่นดนตรี แซกโซโฟน โตขึ้นเริ่มทำงานเป็นนักร้องประจำวง Gus Arnheim Orchestra ก่อนผันตัวมาเป็นนักแสดง Broadway เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ The Gilded Lily (1935) ประกบคู่ขวัญ Claudette Colbert, ผลงานส่วนใหญ่เป็นแนว Comedy ในบท ‘Nice Guy’ จนเมื่อปี ค.ศ. 1943 กลายเป็นนักแสดงค่าตัวสูงสุดใน Hollywood, ได้รับการจดจำจาก Double Indemnity (1944), The Caine Mutiny (1954), The Apartment (1960), The Absent Minded Professor (1961) ฯ

รับบท Lieutenant Tom Keefer ไม่แน่ใจว่ามีหน้าที่อะไร แต่เมื่อครั้นกปิตัน De Vriess มักเอาเวลาว่างนั่งพิมพ์นวนิยายเล่มใหม่ การมาถึงของกปิตัน Queeg ทำให้เขากลายเป็นนักสร้างเรื่อง พยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมต้นหน Steve Maryk อธิบายพฤติกรรมหวาดระแวง (Paranoid) แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อกบฎ แต่ตอนขึ้นให้การบนศาลทหาร กลับปฏิเสธว่าไม่เคยแสดงความคิดเห็นใดๆ

โปรดิวเซอร์ Kramer มอบบทบาทสำคัญนี้แก่ MacMurray เพราะอีกฝ่ายเพิ่งสูญเสียภรรยา Lillian Lamont จากโรค Bulimia กำลังอยู่ในความโศกเศร้า คาดหวังว่าการแสดงนี้จะช่วยเรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมา

บทบาทของ MacMurray มีอยู่สองภาพจำ ถ้าไม่เล่นเป็นพ่อคนดี และไอ้คนทรยศหักหลัง! ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ฝั่งฝ่ายหลัง หลายคนน่าจะรับรู้สึกลับลมคมในตั้งแต่แรกพบเจอ ตัวละครมีฝีปากกล้า แต่ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง แถมยังหน้าด้านหน้าชา สรรหาสรรพข้ออ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้ามาแก้ต่าง ทำให้ตนเองเลิศหรูดูดี แท้จริงไม่เคยยี่หร่าอะไรใคร ทั้งหมดก็แค่พล็อตนวนิยาย หาความซื่อสัตย์จริงใจไม่ได้เลยสักนิด!

หลายคนอาจตีความตัวละครนี้คือตัวตายตัวแทน Herman Wouk ผู้แต่งนวนิยาย The Caine Mutiny แต่ผมว่าไม่น่าจะใช้ Ensign Keith ยังมีความใกล้เคียงกว่ามาก! คาดว่าอาจเป็นการล้อเลียน/วิพากย์วิจารณ์ตัวเองของ Wouk เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการเขียนนวนิยายเล่มนี้


Robert Charles Francis (1930-55) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Glendale, California เป็นเด็กเรียนดี ชอบเล่นกีฬาสกีจนได้ร่วมทีมแข่งขันโอลิมปิก หลังสำเร็จศึกษาจาก Pasadena City College อาสาสมัครทหารสองปี จากนั้นเข้าร่วม Batomi Schneider Drama Workshop เข้าตาครูฝึกแนะนำให้ไปทดสอบหน้ากล้องกับ Columbia Pictures เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Caine Mutiny (1954)

รับบท Ensign Willis Seward “Willie” Keith หลังเสร็จสิ้นการฝึกทหาร ได้รับมอบหมายประจำการเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine พบเห็นการทำงานแตกต่างตรงกันข้ามของกปิตันสองคน ในตอนแรกไม่ค่อยชื่นชอบความหย่อนยานของกปิตัน De Vriess แต่หลังจากพบเห็นความเข้มงวดเกินไปของกปิตัน Queeg จึงได้เรียนรู้อะไรๆหลายสิ่งอย่าง

ภาพลักษณ์ของ Francis มีความสุภาพอ่อนน้อม ละอ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสาต่อโลก ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความคาดหวัง สีหน้าจริงจัง ยึดถือมั่นอุดมการณ์ แต่หลังจากเรียนรู้สิ่งต่างๆ สามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง ค้นพบแนวทาง เป้าหมายการใช้ชีวิตที่ครุ่นคิดว่าถูกต้องเหมาะสม

ด้วยความที่เป็นบทบาทการแสดงแรก แม้อาจมีลักษณะ ‘stereotype’ คนหนุ่มทั่วๆไป แต่ต้องชมว่า Francis ฉายแววในทิศทางตรงกันข้ามกับ Marlon Brando, James Dean ฯ น่าเสียดายได้เล่นหนังแค่ไม่กี่เรื่อง แล้วประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิต ขณะอายุเพียง 25 ปี!


ถ่ายภาพโดย Franz F. Planer (1894-1963) ตากล้องสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna ครอบครัวประกอบธุรกิจไร่นาขนาดใหญ่ ในตอนแรกอยากเป็นศิลปิน จิตรกร ก่อนเปลี่ยนมาช่างภาพ และเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากมีผลงานหนังเงียบในเยอรมัน แม้ไม่ใช่ชาวยิวแต่เลือกอพยพสู่สหรัฐอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ผลงานเด่นๆ อาทิ Letter from an Unknown Woman (1948), Death of a Salesman (1951), Roman Holiday (1953), The Caine Mutiny (1954), 20,000 Leagues Under the Sea (1954), The Big Country (1958), The Nun’s Story (1959), Breakfast at Tiffany’s (1961), King of Kings (1961) ฯ

งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีลูกเล่น ใช้เทคนิคอะไรหวือหวา (มากสุดก็แค่ฉายผ่านเครื่อง Rear Projection) แต่ความสวยสดงดงามของ Technicolor ก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินสายตา ดูอลังการงานสร้าง กลิ่นอาย Classical Hollywood เคลิบเคลิ้มล่องลอย ราวกับอยู่ในจินตนาการเพ้อฝัน

หนังใช้เวลาเตรียมงานสร้างถึง 15 เดือน! แต่จริงๆเสียเวลาไปกับการพูดคุยต่อรองกองทัพเรือ (U.S. Navy) เพราะมีความจำเป็นที่ต้องหยิบยืมเรือพิฆาตทุ่นระเบิด รวมถึงขออนุญาตใช้สถานที่ถ่ายทำอย่าง Pearl Harbor, ท่าเรือ San Francisco และ Naval Station Treasure Island


เรือกวาดทุ่นระเบิดนามสมมติ USS Caine คือส่วนผสมของ USS Zane และ USS Southard ที่ผู้แต่ง Wouk เคยประจำการในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ทั้งสองลำได้กลายเป็นเศษเหล็ก ถูกทำลายตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงคราม!

สำหรับเรือกวาดทุ่นระเบิดที่พบเห็นในหนัง มีส่วนผสมของเรือรบสามลำด้วยกัน ดั้งเดิมคือเรือพิฆาต Gleaves-class Destroyer ก่อนถูกเปลี่ยนแปรสภาพให้กลายเป็นเรือกวาดทุ่นระเบิด (Minesweeper Destroyer)

เริ่มจากภายนอกเรือ (Exterior Scene) เลือกใช้ USS Rodman (DD-456/DMS-21) สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1941 เคยเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Neptune ยกพลขึ้นบกที่ Omaha Beach, หลังเสร็จจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการส่งต่อ/ขายให้กับไต้หวัน เปลี่ยนชื่อเป็น ROCS Hsien Yang (DD-16) และถูกทำลายเมื่อปี ค.ศ. 1972

สำหรับฉากถ่ายทำภายใน (Interior Scene) ประกอบด้วยเรือสองลำ

  • USS Thompson (DD-627/DMS-38) สร้างเสร็จปี ค.ศ. 1942 เคยเข้าร่วมปฏิบัติการ Operation Dragoon ยกพลขึ้นบกที่ Provence, ต่อมายังได้เข้าร่วม Korean War, หลังเสร็จจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ประจำการกองเรือสำรอง Pacific Reserve Fleet, ก่อนถูกทำลายเมื่อปี ค.ศ. 1972
  • USS Doyle (DD-494/DMS-34) สร้างเสร็จปี ค.ศ. 1942 เคยเข้าร่วม Operation Dragoon ต่อด้วย Korean War, หลังเสร็จจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ประจำการกองเรือสำรองที่หก Mediterranean Reserve Fleet, ก่อนถูกทำลายเมื่อปี ค.ศ. 1972

ตัดต่อโดย Henry Batista และ William A. Lyon (1903-74) สัญชาติอเมริกัน รายหลังเคยคว้ารางวัล Oscar: Best Film Edited สองครั้งจาก From Here to Eternity (1953) และ Picnic (1955)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองตัวละคร Ensign Keith หลังเสร็จสิ้นการฝึกทหาร ได้รับมอบหมายประจำการเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine ภายใต้กปิตัน De Vriess ก่อนเปลี่ยนเป็น Queeg พานผ่านภารกิจเสี่ยงเป็น-เฉียดตาย รวมถึงขณะต้นเรือ Steve Marky ใช้ข้อบังคับ Article 184 เพื่อก่อการกบฎ! ทำให้กลายเป็นประจักษ์พยานขึ้นศาลทหาร

  • อารัมบท,
    • Ensign Keith เสร็จสิ้นการฝึกทหาร ยังต้องแบ่งเวลาร่วมงานเลี้ยงของมารดา และนัดพบเจอแฟนสาว May Wynn
  • กปิตัน De Vriess
    • Ensign Keith ได้รับมอบหมายประจำการเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine ภายใต้กปิตัน De Vriess
    • พบเห็นลูกเรือมีความหย่อนหยาน ซักซ้อมปฏิบัติการโดยไม่ค่อยสนผลลัพท์สักเท่าไหร่
  • กปิตัน Queeg
    • การมาถึงของกปิตัน Queeg แตกต่างตรงกันข้ามกับกปิตัน De Vriess มีความเข้มงวดกวดขัน ยึดถือกฎระเบียบวินัยอย่างจริงจัง
    • ช่วงระหว่างขึ้นฝั่ง Ensign Keith สู่ขอแต่งงานแฟนสาว แต่เธอกลับตอบปฏิเสธ
    • เรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine เข้าร่วมปฏิบัติการยังเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทร Pacific แต่แล้วจู่ๆกปิตัน Queeg กลับทอดทิ้งภารกิจดังกล่าว จนถูกลูกเรือตั้งฉายา ‘Old Yellowstain’
    • กปิตัน Queeg ต้องการความช่วยเหลือจากสมาชิกระดับผู้บัญชาการ แต่กลับไม่มีใครแสดงความคิดเห็น หนำซ้ำ Tom Keefer ยังกรอกหูต้นเรือ Steve Maryk ว่าอีกฝ่ายอาจมีพฤติกรรมหวาดระแวง (Paranoid)
  • เล่าเรื่องจากสมุดบันทึกของต้นเรือ Steve Maryk
    • กปิตัน Queeg สั่งให้ลูกเรือทำการสืบสวนค้นหาบุคคลลักขโมยรับประทานไอศกรีมสตรอเบอรี่ (Strawberry Investigation)
    • ต้นเรือ Steve Maryk ต้องการนำความเคลือบแคลงพฤติกรรมกปิตัน Queeg ไปปรึกษา Admiral Halsey แต่กลับถูก Tom Keefer กลอกหูให้ล้มเลิกความตั้งใจ
    • ค่ำคืนพายุมรสุม กปิตัน Queeg พยายามออกคำสั่งให้ฝ่าพายุดังกล่าวไป แต่สถานการณ์มีความเลวร้าว ต้นหน Steve Maryk จึงก่อการกบฎ
  • การพิจารณาคดีบนศาลทหาร
    • ทนายความ Barney Greenwald เข้าพูดคุยกับต้นหน Steve Maryk ก่อนยินยอมตอบตกลงเป็นผู้ว่าความให้
    • การพิจารณาคดีเริ่มจากซักทอดพยาน Ensign Keith, Steve Maryk และลูกเรือคนอื่นๆ
    • คำอธิบายของนักจิตวิทยา
    • คำให้การของต้นหน Steve Maryk
    • คำให้การของกปิตัน Queeg
  • ปัจฉิมบท
    • งานเลี้ยงฉลอง ชัยชนะบนความพ่ายแพ้
    • Keith แต่งงานกับแฟนสาว และได้รับการเลื่อนตำแหน่งเรือโท (Lieutenant Junior Grade)
    • ตระเตรียมขึ้นเรือกวาดทุ่นระเบิด USS Caine ภายใต้กปิตัน De Vriess

เรื่องราวของสองกปิตัน ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Keith กับแฟนสาวรักอิสระ May Wynn (รับบทโดย May Wynn) และมารดาผู้เข้มงวดกวดขัน Mrs. Keith (รับบทโดย Katherine Warren) นำเอาบทเรียนได้รับมาปรับใช้กับชีวิต ช่วงท้ายสามารถแต่งงานแฟนสาวโดยได้รับความเห็นชอบจากมารดา!


เพลงประกอบโดย Max Steiner (1888-1971) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เป็นเด็กอัจฉริยะ แต่งเพลง เล่นเปียโนได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แล้วเข้าศึกษา Imperial Academy of Music เป็นลูกศิษย์ของ Robert Fuchs และ Gustav Mahler, จากนั้นเดินทางสู่อังกฤษ ทำงานวาทยากร เรียบเรียง/แต่งเพลงประกอบละครเวที West End กระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อพยพสู่สหรัฐอเมริกาทำงาน Broadway, และการมาถึงของหนังพูด (Talkie) มุ่งสู่ Hollywood กลายเป็น ‘Father of Film Music’ ผลงานเด่นๆ อาทิ King Kong (1933), Little Women (1933), The Informer (1935), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ

The Caine Mutiny (1954) ถือเป็นอีกผลงานน่าประทับใจของ Steiner ท่วงทำนองติดหู ฟังเพลิดเพลิน จังหวะฮึกเหิม สไตล์ดนตรีมาร์ช (March) สอดคล้องเรื่องราวเกี่ยวกับยุทธนาวี เรือรบ สงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมเผชิญหน้าศัตรูอย่างไม่กลัวเกรง

แม้เรื่องราวของหนังจะเกี่ยวกับการก่อกบฎ ความขัดแย้งภายในเรือรบ แต่บทเพลงจะไม่มีกลิ่นอาย สัมผัสชั่วร้าย หรืออารมณ์รุนแรง กระแทกกระทั้น น่าจะเพราะผู้สร้างไม่ต้องการให้ผู้ชมมองเหตุการณ์ดังกล่าวคือหายนะของกองทัพ แต่คือบทเรียนสำหรับข้อผิดพลาดที่สามารถบังเกิดขึ้นได้ … นี่คือลักษณะชวนเชื่อประการหนึ่งนะครับ

The Caine Munity (1954) นำเสนอเรื่องราวการก่อกบฎของลูกเรือ USS Caine เพราะมองว่าพฤติกรรม/การตัดสินใจของกปิตันดูกังขา ไม่น่าเชื่อถือ เหมือนอาจมีปัญหาทางจิต (Paranoid) ถ้าขืนปล่อยให้บัญชาการเรือรบต่อไป อาจก่อให้เกิดหายนะ ความเสียหาย เลวร้ายอาจถึงขั้นเรืออับปาง

ไม่มีกปิตัน นายพล หรือมนุษย์คนไหนที่สมบูรณ์แบบ! ทุกคนต่างมีข้อบกพร่อง เคยตัดสินใจผิดพลาด แต่เบื้องต้นเราควรรู้จักพูดคุยสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ปิดหูปิดปาก พออีกฝ่ายทำอะไรไม่พึงพอใจ ก็ใช้ข้ออ้าง กฎระเบียบ ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล

มันอาจเพราะกปิตันคนก่อน De Vriess ปกครองลูกเรืออย่างหย่อนหยาน ให้อิสระลูกน้องมากจนเกินไป พอเปลี่ยนมาเป็นกปิตัน Queeq ผู้มีความเข้มงวดกวดขัน จึงไม่มีใครอยากยินยอมรับ ปรับตัว มองอีกฝ่ายประดุจศัตรู ผู้ร้าย ทั้งๆก็ต่างก็พวกพ้องเดียวกันแท้ๆ … บทเรียนดังกล่าวเสี้ยมสอนว่าเราควรรู้จักความเพียงพอดี เวลาเป็นผู้นำต้องไม่เข้มงวดหรือหย่อนยานเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสียผู้เสียคน!

นอกจากมุมมองของลูกเรือ หนังยังพยายามให้ผู้ชมรู้จัก ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ อธิบายเหตุผลในมุมมองกปิตัน Queeq เคยพานผ่านสมรภูมิรบหนักหนาสากรรจ์ อาจเกิดความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ (battle fatigue) จึงทำให้ประสิทธิภาพการครุ่นคิดตัดสินใจลดลงอย่างมาก

แต่เอาจริงๆนั่นไม่ใช่ข้ออ้างฟังขึ้นสักเท่าไหร่ แสดงถึงความเพิกเฉย ไม่สนใจใยดี ไม่ได้มีมาตรการใดๆรองรับ (เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เลยไม่มีใครคาดคิดถึง!) เมื่อบังเกิดเหตุการณ์ผิดพลาด ก็ขายผ้าเอาหน้ารอด สรรหาข้ออ้างเพื่อรักษาชื่อเสียงของกองทัพ … การกระทำดังกล่าวมีลักษณะ ‘ชวนเชื่อ’ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดๆ ปฏิเสธพูดบอกความจริง ไม่ให้สูญเสียหน้าตา ขวัญกำลังใจต่อทหารหาญและประชาชน

ในมุมของผกก. Dmytryk ตั้งแต่ขึ้นให้การกับ HUAC ก็มักสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการก่อกบฎ ทรยศหักหลังพวกพ้อง ด้วยความเชื่อว่าตนเองทำในสิ่งถูกต้อง สมควรได้รับยกย่องวีรบุรุษเสียด้วยซ้ำ! ผมขี้เกียจเจาะจงลงรายละเอียด เพราะเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะสามารถเปรียบเทียบเรื่องราวของ The Caine Munity (1954) เข้ากับสิ่งที่ผู้กำกับคนนี้เคยพานผ่านได้อย่างง่ายดาย


ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $8.7 ล้านเหรียญ สูงอันดับสองของปี ค.ศ. 1954 แล้วค่อยๆเก็บสะสมมาเรื่อยๆจนยอดรวมปัจจุบันประมาณ $21.75 ล้านเหรียญ, นอกจากนี้ยังได้เข้าชิง Oscar จำนวน 7 สาขา น่าเสียดายไม่ได้สักรางวัล

  • Best Film
  • Best Actor (Humphrey Bogart)
  • Best Supporting Actor (Tom Tully)
  • Best Screenplay
  • Best Film Editing
  • Best Music Score of a Dramatic or Comedy Picture
  • Best Sound Recording

สาเหตุที่หนังไม่ได้สักรางวัล รวมถึงถูก SNUB สาขา Best Director นั้นเพราะชื่อของ Edward Dmytryk ยังถูก Blacklist จาก Hollywood ถึงอย่างนั้นเขากลับได้เข้าชิง Directors Guild of America Awards (DGA) สาขา Outstanding Directorial Achievement in Motion Pictures แต่ก็พ่ายให้กับ Elia Kazan จากภาพยนตร์ On the Waterfront (1954)

ปัจจุบันผมยังไม่เห็นข่าวคราวการบูรณะ แต่ฟีล์มในสังกัด Sony Pictures/Columbia Tri-Star ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี! ฉบับล่าสุด Sony Collector’s Edition #13 วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2012 คาดว่าคงทำการแสกนใหม่ คุณภาพน่าประทับใจ ไม่พบเห็นริ้วรอยขีดข่วนใดๆ

เอาจริงๆแค่ได้รับชม Bogie ผมก็มีความพึงพอใจมากๆแล้ว ความประทับใจอื่นๆล้วนเพียงของแถม ภาพสวย เพลงไพเราะ บรรยากาศ Hollywood Classic ตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพ/สภาวะทางอารมณ์ผู้นำ คงเหมาะสำหรับทหารหาญ ผู้บัญชาการ กองทัพภาคต่างๆ รวมถึงตุลาการศาลทหาร สำหรับเป็นบทเรียนเผื่อการสงครามในอนาคต

เกร็ด: ผู้กำกับ William Friedkin ได้สรรค์สร้างผลงานชิ้นสุดท้ายชื่อว่า The Caine Mutiny Court-Martial (2023) ดัดแปลงจากบทละครเวที The Caine Mutiny Court-Martial (1954) [มีเฉพาะการพิจารณาคดีศาลทหาร] ออกฉายภายหลังการเสียชีวิต (Posthumous) ณ เทศกาลหนังเมือง Venice ก่อนลงสตรีมมิ่ง Paramount+

จัดเรต pg กับอาการผิดปกติทางจิต หวาดระแวง วิตกจริต

คำโปรย | The Caine Munity ภาพสวย เพลงไพเราะ อีกการแสดงที่น่าจดจำของ Humphrey Bogart
คุณภาพ | กี้
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: