The Godfather Part II (1974)

The Godfather 2

The Godfather Part II (1974) hollywood : Francis Ford Coppola ♥♥♥♥

กับหนังภาคต่อที่ได้รับการยกย่องไม่ยิ่งย่อนไปกว่าภาคแรก The Godfather Part II นำเสนอ 2 เรื่องราวคู่ขนาน ของ Vito พ่อตอนวัยหนุ่มกำลังไต่เต้าขึ้นเป็นใหญ่และ Michael ลูกชายตอนโตที่ค่อยตกต่ำลงเรื่อยๆ, กวาด 6 รางวัล Oscar รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถือเป็นหนังภาคต่อเรื่องเดียวที่ทำได้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ตามธรรมเนียมแล้ว กับคนส่วนใหญ่เมื่อได้รับชม The Godfather (1972) จบแล้ว มักจะต้องหา The Godfather Part II (1974) มาดูต่อ แล้วปิดท้ายด้วย The Godfather Part III (1990), ผมไม่เคยเห็นใครดูสลับลำดับเลยนะครับ เพราะชื่อหนังมันก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่า ควรดูเรียงลำดับ Part 1, 2, 3 ซึ่งความชื่นชอบของผู้ชมส่วนใหญ่ก็ ภาค 1 > ภาค 2 > ภาค 3 (แต่ก็มีหลายคนที่ชอบ ภาค 2 > ภาค 1) ด้วยเหตุนี้จึงมักไม่ค่อยมีใครดูสลับลำดับกัน, แต่จริงๆถ้าคุณชอบภาค 2 หรือภาค 3 มากกว่า ก็สามารถหยิบมาดูได้เลย เรื่องราวไม่ได้มีความต่อเนื่องกัน ทุกเรื่องจบในภาคตัวเอง และอย่างภาค 2 ว่าไปมันเป็นเหมือนภาคต้น (Prequel) ก่อนหน้า The Godfather ภาคแรกด้วยซ้ำนะครับ (ถึงพูดไป ก็คงไม่มีใครดูแฟนไชร์นี้ครั้งแรกแล้วแล้วบ้าดู ภาค 3->ภาค 2->ภาค 1 หรอกนะ)

ตอนผมดู The Godfather Part II ครั้งแรก จดจำได้เลยว่า เซ็งกุมขมับ คือ…จากความยิ่งใหญ่ของภาคแรก เป็นใครก็คาดหวังว่าภาคสองมันควรจะมากกว่าเท่ากับ หรือถ้าน้อยกว่าก็ไม่ควรห่างชั้นกันมากนัก แต่นี่อะไรก็ไม่รู้ ดูเทียบกันไม่ได้เลย ไม่เห็นสนุก น่าเบื่อ ไม่เข้าใจ, เวลาผ่านไป ผมได้ดูภาคนี้ครั้งที่ 2-3 ก็กลับมีความรู้สึกว่า มันก็ไม่เลวร้ายดั่งประสบการณ์รับชมครั้งแรกเลยนี่หว่า? ฤาแปลว่า มีความสวยงามบางอย่างของหนังที่ตอนนั้นเรายังดูไม่เข้าใจ

รับชมครั้งนี้ ความประทับใจต่อหนังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง รู้สึกและเข้าใจเลยว่าทำไม ภาค 2 ถึงได้รับการยกย่อง มากกว่าเท่ากับ ภาคแรก แม้ความชอบส่วนตัวจะยังรู้สึกว่า ชอบภาค 1 มากกว่า ภาค 2 แต่ในแง่การสร้าง เทคนิค ความยิ่งใหญ่ ถือว่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันแม้แต่น้อย

Francis Ford Coppola ไม่ได้มีความต้องการสร้างภาคต่อของ The Godfather แม้แต่น้อย เพราะเขาหมดพลัง ทุ่มเทหัวใจไปกับภาคแรกแทบหมดสิ้น และหนังใช้เนื้อหาจากต้นฉบับไปเกือบหมดแล้ว ถ้าจะทำต้องเขียนเรื่องราวขึ้นใหม่หมด, แต่เพราะหนังทำเงินมหาศาลขนาดนั้น เป็นไปได้ยังไงที่ Paramount จะไม่ยอมเข็นภาคต่อออกมา (จริงๆมีแผนสร้างภาคต่อ ตั้งแต่ที่หนังยังไม่ทันออกฉายด้วยซ้ำ)

ตอนแรกที่ Paramount ยื่นข้อเสนอภาคต่อให้ Coppola เขาปฏิเสธ อาสาขึ้นเป็นโปรดิวเซอร์ และแนะนำผู้กำกับที่น่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของตนได้คือ Martin Scorsese แต่ผู้บริหารของ Paramount ไม่ยินยอม (โห ถ้า Scorsese ได้กำกับภาคต่อนะ ผมว่าก็ต้องมีความน่าสนใจไม่แพ้กันแน่ๆ) ต่อมา Coppola ได้รับข้อเสนอบางอย่าง ที่มิอาจปฏิเสธได้ เขาจึงยอมตกลงรับหน้าที่กำกับหนังภาคต่อ

ข้อเสนอนั้นคือ Paramount ได้มอบรถ Mercedes-Benz limousine ให้ไปขับเล่นฟรีๆ เป็นโบนัสจากหนังภาคแรก

ในปีนั้น Coppola กำลังทำหนังอีกเรื่องอยู่ คือ The Conversation (1974) ซึ่งเขาก็พ่วงข้อเสนอนี้กับ Paramount ในการขอทุนสร้างและให้อิสระในการทำหนังโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายใดๆ

สำหรับภาคต่อ Coppola มีความสนใจใน 2 เรื่องราว คือ Vito วัยเด็ก และ Michael หลังกลายเป็น Godfather ต้องการนำเสนอคู่ขนานกันไปในหนังเรื่องเดียว

ต้นฉบับจากนิยายของ Mario Puzo มีเนื้อหาเพียง 1 บทเท่านั้น ที่เล่าถึงชีวิตวัยเด็กจนถึงโตของ Vito Corleone (เป็นบทเดียวในนิยายที่ไม่ได้อยู่ในภาคแรก) ซึ่ง Coppola และ Puzo นำบทนี้มาขยายสร้างเป็นเรื่องราว และในส่วนเรื่องของ Michael ได้ทำการเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด

เกร็ด: ถึงหนังจะมีเนื้อหาจากนิยายแค่บทเดียว แต่ก็ยังให้เครดิตว่า สร้างจากนิยาย (Based on the Novel) ตอนปลายปีได้เข้าชิง Oscar บทดัดแปลง แถมได้รางวัลเสียด้วย, ตามกฎของสาขาบทดัดแปลง บทหนังที่เป็นภาคต่อ ถึงจะไม่ได้ดัดแปลงมาจากแหล่งอื่นแล้ว ก็ยังถือว่า ดัดแปลงมา

เรื่องราวในหนัง Coppola ได้นำเหตุการณ์ที่มีความน่าสนใจในภาคแรก ย้อนรอยทำให้เกิดซ้ำ เหมือน Pattern (ภาค 3 ก็จะมีการย้อนรอย ในโครงสร้างลักษณะคล้ายๆกันนี้)
– เริ่มต้นฉากงานเลี้ยง ภาคแรกคืองานแต่งงาน ภาคนี้คือลูกชายรับศีลมหาสนิทครั้งแรก (First Communion) ตัดสลับกับการพบปะผู้คนเป็นการส่วนตัวของ Godfather
– การลอบสังหาร Godfather (ด้วยปืน) จากนั้นเริ่มค้นหาผู้ทรยศ
– การประชุมผู้นำมาเฟีย ภาคแรกคือผู้นำห้าตระกูลใหญ่ ภาคนี้ระดับภูมิภาค ที่ Havana
– ใครสักคนในครอบครัวจะต้องตาย ภาคแรกคือ Sonny ภาคนี้คือลูกในท้องของ Kay Adams
– การสังหารหมู่ เหล่าศัตรูที่เป็นปรปักษ์
– และการตายของคนใกล้ตัวที่สุด (ที่เป็นคนทรยศ)

ถึงโครงสร้างที่ผมยกมา จะดูเหมือนกับภาคแรก แต่เนื้อหนังที่มาตัดแปะ จะมีความแตกต่างเปลี่ยนไป ไม่เหมือนกันเลยเสียทีเดียว นี่สามารถเรียกได้ว่า ‘ในความเหมือนที่แตกต่าง’ ถือว่าเป็นหนังภาคต่อที่มีความน่าสนเท่ห์ไม่น้อยเลยนะครับ คงต้องกับคนที่ดูภาค 2 ต่อเนื่องจากภาค 1 โดยทันทีเท่านั้น ถึงน่าจะสามารถเห็นความสัมพันธ์นี้

Al Pacino กลับมารับบท Michael Corleone หลังจากได้เป็น Godfather ดูเหมือนว่า Michael จะมีความหยิ่งผยอง จองหอง เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ไม่ชอบก้มหัวให้ใคร, ความพยายามในการไต่เต้าขึ้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้คนรอบข้างตามไม่ทัน และเขาไม่เคยหันกลับมามองคนข้างหลังด้วย, ช่วงครึ่งหลัง เราจะได้เห็นความสติแตกของ Michael ที่ผิดจากมาดสุขุมนิ่งลึกอย่างมาก นั่นเพราะ เขาไม่สามารถควบคุมอะไรให้อยู่ในกำมือได้อีกแล้ว บางอย่างมันหาทางแทรกตัวออก โดยเฉพาะกับคนที่เขารักที่สุด ถึง 2 คนที่ทรยศเขา … มันทำให้เขาเริ่มทบทวนตัวเองในวินาทีเกือบสุดท้าย ที่ฉันทำทุกสิ่งอย่างมันเพื่ออะไร?

Diane Keaton กลับมารับบท Kay Adams-Corleone ในภาคนี้ เธอมีความเข้าใจในวิถีครอบครัวของ Michael มากขึ้น แรกๆยังยังไม่แน่ใจ แต่หลังๆเริ่มวิตกหวาดหวั่นกลัว, กับเหตุการณ์การทะเลาะอย่างรุนแรงกับ Michael ถือว่ามีเรื่องที่ช็อค คาดไม่ถึงอย่างยิ่งอยู่ด้วย วินาทีนั้นเหมือนเธอ ‘กล้า’ ที่จะตัดสินใจ และทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็น เพื่อตัวของตนเอง นั่นเป็นสิ่งที่ Michael ไม่สามารถยอมรับและให้อภัยเธอได้ (ณ ขณะนี้, แต่ภาค 3 เขาก็ให้อภัยเธอนะครับ)

Robert Duvall กลับมารับ Tom Hagen, เอ… ผมจะไม่ค่อยได้เลยว่า Hagen ในภาคนี้มีบทบาทอะไรเด่นบ้างหว่า? เขาไม่ค่อยได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก Michael เสียเท่าไหร่ ถึงขนาดพูดว่า ‘Why do you hurt me, Michael? I’ve always been loyal to you.’ นั่นคงเพราะ Michael จดจำคำสอนของพ่อเป็นอย่างดี ไม่เชื่อใครสนิทใจ ทุกคนเป็นศัตรูที่พร้อมหักหลังได้ตลอดเวลา, Hagen ถือว่ามีบทน้อย น่าสงสาร Duvall มาก (นั่นอาจคือเหตุผล ทำให้ภาค 3 เขาไม่ยอมกลับมาเล่นอีก)

สำหรับ Robert De Niro ตอน The Godfather ภาคแรก ได้มีโอกาสมาร่วมคัดตัวนักแสดง โดยเล็งรับบท Sonny ไว้ แต่ Coppola มองว่าการแสดงออกของเขามีความรุนแรงเกินไป ทำให้พลาดโอกาสรับบทนั้น, มีฟุตเทจตอนคัดตัวนักแสดงของ De Niro หลงเหลือมาถึงปัจจุบันด้วยนะครับ ใครอยากเห็นกดเล่นดูเลย

ตอนเริ่มคัดเลือกนักแสดงภาค 2 Coppola มีโอกาสรับชมหนังเรื่อง Mean Streets (1973) เกิดความประทับใจในการแสดงของ De Niro ระลึกได้ว่า เคยมาคัดเลือกนักแสดงในภาคแรก จึงตัดสินใจมอบบท Vito Corleone ตอนวัยหนุ่มให้เขาไปโดยทันที, De Niro เตรียมการแสดงโดยการหัดพูดภาษาอิตาเลี่ยน สำเนียง Sicilian (ทั้งเรื่องไม่มีบทพูดภาษาอังกฤษเลย) และเขาย้ายไปอยู่ Sicily ปรับตัวเองให้กลมกลืนกับคนที่นั่นถึง 3 เดือน

แน่นอนว่าการแสดงของ De Niro ลุ่มลึก ทรงพลัง แทบจะถอดพิมพ์แบบมาจาก Michael ภาคแรกเลย (ผิดกับตัว Michael ตัวจริงภาคนี้ ที่ดูกร่างผิดคาแรกเตอร์จากภาคก่อนไปมาก) เราจะมองเห็นแนวโน้ม อนาคตของตัวละคร ที่จะกลายผู้ยิ่งใหญ่ นี่คือสิ่งที่ De Niro ทำสำเร็จ เขาอาจไม่ยิ่งใหญ่เท่า Brando แต่ถือว่าเติมเต็มในส่วนที่กำลังพัฒนาขึ้นเป็น

ชอบที่สุดคือมาดตอนต่อรองกับ Don Fanucci (รับบทโดย Gastone Moschin) อ้างว่ามีเงินแค่ร้อยเหรียญ แล้วขอผ่อนปรนส่วนที่เหลือ, ถ้าเป็นคนปกติทั่วไป เวลามีเงินจ่ายส่วยให้มาเฟียไม่ครบจำนวน คงแสดงท่าทางลุกรี้ลุกรน กลัวตัวสั่นจนขี้เหยี่ยวราดเล็ด อ้อนวอนขอให้ช่วยผ่อนปรน แต่ไม่ใช่กับ Vito มาดนิ่ง ดูสุขุม จนทำให้ Don Fanucci ชื่นชมในความกล้าหาญ และรับเงินนั้นไว้

“จะคิดการณ์ใหญ่ จิตใจต้องเข้มแข็ง หนักแน่นในอุดมการณ์ และที่สำคัญคือ ไม่กลัวตาย”

เกร็ด: Robert De Niro เป็นหนึ่งใน 5 นักแสดง ที่ได้ Oscar โดยไม่พูดภาษาอังกฤษสักคำ (ในหนังพูดแต่ภาษา Italian นะครับ), อีก 4 คนที่เหลือคือ Sophia Loren, Roberto Benigni, Benicio Del Toro และ Marion Cotillard [ไม่นับคนที่ไม่พูดนะครับ]

John Cazale กลับมารับบท Fredo Corleone ลูกชายคนที่ 2 ของ Don Vito พี่ชายของ Michael, คำว่า ‘พี่’ ในครอบครัว จะมีหน้าที่ ศักดิ์ศรีบางอย่างค้ำคอไว้ นั่นคือ ผู้เป็นพี่จักต้องดูแลผู้เป็นน้อง แต่กับ The Godfather หลังจากพ่อและ Sonney พี่ใหญ่ตายจากไป คนที่ควรจะขึ้นมาเป็นผู้นำของครอบครัวคือ Fredo แต่เขากลับไม่มีคุณวุฒิมากพอ จึงไม่สามารถเป็นได้ น้องชายที่วัยวุฒิน้อยกว่า แต่คุณวุฒิสูงกว่า จึงก้าวเข้ามาเป็นผู้นำครอบครัวแทน, ศักดิ์ศรีของคนเป็นพี่ ที่ก็คงรู้ตัวเองดี ว่าตัวเองทำไม่ได้แบบน้อง แต่ก็อยากมีหน้ามีตา ได้รับความเคารพบ้าง ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่ เหมือนไม่เห็นหัวตนเองในสายตา … นี่เป็นสิ่งที่ Michael ไม่เคยเหลียวมองกลับมา ตระหนักไม่ได้ เพราะศักดิ์ศรีบางอย่างก็ได้ค้ำคอเขาไว้เช่นกัน ในฐานะผู้นำครอบครัว

การหักหลังทรยศครอบครัวของ Fredo ถือว่าเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ แม้จะด้วยความตั้งใจ/ไม่ตั้งใจ แต่ทว่าในครอบครัว เป็นพี่เป็นน้อง มันก็เป็นเรื่องยากที่ใครจะกล้าคิด/ทำอะไร, การตัดสินใจของ Michael กับเหตุการณ์สุดท้ายของหนังต่อ Fredo เป็นการกระทำที่ถือว่าเลือดเย็น กลายเป็นตราบาปฝังใจ Michael ในหนังภาค 3 ตลอดทั้งเรื่อง

ชะตากรรมของ Fredo เห็นว่า Mario Puzo ผู้แต่งไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้นเลย แต่ Coppola ยืนยันว่าต้องจบแบบนี้, Puzo จึงต่อรองโดยบอกว่า ‘นายทำแบบนั้นกับ Fredo ไม่ได้จนกว่าแม่จะเสียชีวิต’ ไม่เช่นนั้นผู้ชมจะให้อภัยกับ Michael ไม่ได้ … ลองคิดดูนะครับ อารมณ์/เรื่องราว จะเปลี่ยนไปแค่ไหนถ้าชะตากรรมของ Fredo ไม่จบลงแบบในหนัง จบแบบนี้มันครึ่งๆเลย คือมีทั้งคนที่ให้อภัยได้และไม่ได้

Hyman Roth รับบทโดย Lee Strasberg ที่ยอมรับเล่น หลังจากเกษียนตัวเองออกจากวงการไปแล้ว ด้วยคำชักชวนขอ Al Pacino, ตอนแรก Coppola เล็ง Elia Kazan (ผู้กำกับ On the Waterfront) ให้มาแสดง แต่ได้รับการบอกปัด, ตัวละคร Hyman Roth ได้แรงบันดาลใจมาจากนักเลงตัวจริง (mobster) ชื่อ Meyer Lansky เจ้าของอาณาจักรคาสิโน ที่ไม่ใช่แค่อเมริกา แต่ยังหลายๆประเทศทั่วทวีปอเมริกา

การแสดงของ Strasberg มีความลุ่มลึก เป็นตาแก่ที่ปากหวาน แต่จิตใจพร่อยมาก ยังมีความต้องการครอบครองทุกสิ่งอย่าง พยายามทำตัวเหมือนพ่อ (Godfather) ควบคุมคนหนุ่มสาวให้ทำตามที่ตนเองต้องการ, ชะตากรรมของตัวละครนี้ก็สมควรแหละครับพอไม่สามารถกำจัดศัตรูอย่าง Michael ได้ ไปที่ไหนก็ถูกขับไล่ กลับมาตายรังอเมริกา ที่สนามบินถูกแทงเสียชีวิต

ประโยคที่ Hyman พูดกับ Michael ว่า We’re bigger than U.S Steel มาจากคำที่ Lansky พูดกับภรรยา เปรียบเปรยว่า อาณาจักรที่ตนสร้าง ยิ่งใหญ่กว่ากองทัพของอเมริกาเสียอีก

เกร็ด: ตอนที่หนังไปฉายที่ Miami เห็นว่า Meyer Lansky ตัวจริงโทรหา Lee Strasberg แล้วถามว่า “Now, why couldn’t you have made me more sympathetic? After all, I am a grandfather.”

Michael V. Gazzo รับบท Frank Pentangeli ตัวละครใหม่ในภาค 2 แต่เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของ Don Vito ร่วมธุรกิจ Olive Oil ด้วยกัน หลังจากครอบครัว Corleone ย้ายออกจาก New York City ได้เป็นผู้ดูแล ควบคุมกิจการมาเฟียทั้งหมดในเมือง, ความโชคร้ายของ Frank คือเขาจับพลัดจับผลู ตกในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งก็ไม่ได้อยากทรยศสหาย/ครอบครัว แต่เพราะเขารู้สึกว่าตนถูกหักหลัง จึงต้องการทำบางอย่างเพื่อเป็นการแก้แค้น, การแสดงของ Gazzo ถือว่าโดดเด่นมาก เป็นตาแก่กวนๆ ลายคราม ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และหัวล้านเถิก ทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจตัวละครนี้อย่างยิ่ง (เหมือนชายแก่ที่ไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต จึงดูน่าสงสารเป็นพิเศษ) ชะตากรรมของตัวละครนี้ คือฆ่าตัวตาย มีนัยยะถึง คนที่กล้ำกลืนน้ำลายตัวเอง (ในตอนที่บอก FBI จะพูดให้ร้าย Michael แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น)

กับฉากย้อนอดีตช่วงท้ายสุด นอกจาก James Caan ที่มารับเชิญ (Cameo) ในบท Sonny Corleone แล้ว ยังมีการเชิญ Marlon Brando ให้มาปรากฎตัวด้วย เห็นว่าทีแรกก็ตอบตกลงแล้ว แต่พอวันถ่ายทำกลับไม่ยอมมา ให้ข้ออ้างไร้สาระ (บอกว่า Paramount ทำแย่ๆกับเขาไว้เยอะตอนภาคแรก) Coppola จึงจำต้องมีการปรับปรุงบทนิดหน่อย กลายเป็นแบบในหนังไป

ถ่ายภาพโดย Gordon Willis กลับมาสานงานต่อจากภาคแรก, นี่ถือเป็นหนัง hollywood เรื่องสุดท้ายที่ถ่ายทำด้วย Technicolor ที่ใช้การย้อมแปลงสี (dye-transfer technique) จากฟีล์ม monochrome (ขาว-เทา-ดำ) เวลาล้างจะผ่านกระบวนการย้อมสี จากฟีล์มขาว-เทา-ดำ จะกลายเป็นภาพสีสันสวยสด (หนังที่ใช้ Technicolor จะมีสีแดงที่สดมากๆ)

ในช่วงกลางยุค 60s กระบวนการย้อมแปลงสี (dye-transfer process) มีต้นทุนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การล้างฟีล์มแบบอื่นๆ ทำได้ง่ายขึ้น รวดเร็ว สะดวก และราคาถูกลง ซึ่งการล้างฟีล์มของ Technicolor จำต้องใช้ห้องแลปของ Technicolor เท่านั้น ความนิยมในท้องตลอดจึงค่อยๆลดลงตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จนหมดความนิยมในที่สุด (ก็เหมือนหนังฟีล์มสมัยนี้ที่หาดูยากเข้าทุกวันๆ กลายเป็นดิจิตอลแทบจะหมดแล้ว), แต่หลังจากปีนี้ ก็ยังมีหนังจากประเทศอื่นที่ยังใช้ Technicolor อยู่บ้าง ที่ดังๆหน่อย อาทิ Suspiria (1977), Ju Dou (1990) [หนังของ Zhang Yimou หลายๆเรื่อง], The Aviator (2004) ฯ ปัจจุบัน ถ้าไม่ใช่หนังที่ต้องการบรรยากาศภาพเก่าๆยุค 20s-40s ก็จะหาดูไม่ได้แล้วนะครับ

Gordon Willis กลับมาครั้งนี้ ต้องถือว่าจองหอง หยิ่งผยองขึ้นกว่าเก่ามาก เพราะ The Godfather ภาคแรก งานภาพถือว่าทำไว้ยอดเยี่ยมมากๆ เขาจึงได้รับอิสระในการคิด/ทำ/ถ่าย ออกมาโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ, คือไม่ใช่ว่ามันไม่ดีหรืออะไรนะครับ แต่บางครั้งก็มีความมากไปจนเกินพอดี

งานถ่ายภาพแบ่งโทนออกเป็น 2 บรรยากาศ
– ปัจจุบัน (เรื่องของ Michael) งานภาพจะมีความมืดหม่น คมเข้ม High Key จนบางครั้งมองอะไรแทบไม่เห็นเลย, นี่จะสะท้อนด้านมืดที่อยู่ในจิตใจของ Michael
– ย้อนอดีต (เรื่องของ Vito) งานภาพจะมีความสว่างเบลอๆ Low Key ให้ความรู้สึก Nostalgia สีอบอุ่นสดใส, นี่สะท้อนตัวตน ความปรารถนาของ Vito (ที่ต้องการแสวงหาความสงบสันติ)

(ปัจจุบัน) ฉากปาร์ตี้ต้นเรื่อง อาจเป็นข้อยกเว้นไว้ เพราะนำเสนอภาพสว่างสดใส เทียบกับภาคแรก ถือว่าขนาดของงาน มีความใหญ่โตอลังการขึ้นกว่าเป็นไหนๆ พื้นหลังริมทะเลสาบ Lake Tahoe, Sierra Nevada รูปดาวเปรียบได้กับการอยู่ในตำแหน่ง ฐานะสูงๆ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม (ของ Michael) นี่จะแทนด้วยความเย่อหยิ่งผยองของเขาด้วยก็ได้ เพราะอยู่สูงเสียดฟ้าเหมือนกัน

(ปัจจุบัน) ช็อตนี้ขณะ Fredo ระเบิด ระบายความในใจกับ Michael, ข้างนอกขาวสดใส (หิมะตก) ข้างในมืดสนิท แทบมองไม่เห็นอะไร สะท้อนตัวตนของ Michael ที่ภายนอกพยายามทำให้ดูดี แต่ข้างในจิตใจดำมืดสนิท

(ย้อนอดีต) ขณะ Vito ยิงปืนลอบสังหาร Don Fanucci ภาพนี้สีเหลืองอร่าม (โทนอบอุ่น, Nostagia) ยิงเข้าที่หน้าอก/แก้ม ขณะกำลังเปิดประตูเข้าสู่ห้อง (ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม) มีเปลวไฟลุกโชน เหมือนว่า Michael ได้จุดไฟ คบเพลิง เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ขึ้นมาแล้ว

(ย้อนอดีต) ขณะ Vito ฆ่า Don Ciccio แทงมีดกรีดจากลำไส้ไปถึงหัวใจ, นี่เหมือนเสียงกรีดร้องของ Vito ที่ Don Ciccio ทำกับเขาไว้ ทั้งฆ่าพ่อ แม่ พี่ชาย

(ปัจจุบัน) กับฉากที่ชื่อ Hail Mary คงไม่มีใครคิดว่า Michael จะกล้าสั่งทำ ท้องทะเลอันกว้างไกล พื้นหลังเป็นภูเขา พระอาทิตย์อัสดง กำลังจะตกดินสิ้นสุดวัน Fredo กำลังตกปลา อธิษฐานขอพระแม่มารี …

(ย้อนอดีต) ในความทรงจำของ Michael ความสุขครั้งสุดท้ายคือการนั่งกินอาหารล้อมวงพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ช็อตนี้เครือญาติตระกูล Corleone ทุกคนอยู่ในซีนเดียวกัน แต่จะเห็นหน้าเฉพาะหนุ่มๆ น้องสาว Connie คนสุดท้องเห็นแค่ด้านหลัง (เพราะผู้หญิงไม่ได้สลักสำคัญอะไรในหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว)

ให้ข้อสังเกตอีกนิด ภาพโทนสีเหลือง ดูมีความอบอุ่นสดใส

พอทุกคนออกจากห้อง ไปต้อนรับพ่อ ได้ยินแต่เสียง ‘เซอร์ไพรส์’ ภาพยังคงอยู่ในห้องอาหารนี้ เหลือเพียง Michael คนเดียว (สีเหลืองดูซีดลง)

ตัดกลับมาปัจจุบัน เขาก็นั่งคนเดียวอีกเช่นกัน ไม่เหลือใครแล้วรอบข้าง ใบไม้ร่วงโรยเหี่ยวแห้งเฉา

ช็อตจบของหนังเรื่องนี้ คือบทสรุปแห่งความขมขื่นของ Michael จากที่เคยมีทุกอย่าง ปัจจุบันสูญเสียหลายๆอย่าง/แทบทุกสิ่งอย่าง, การนั่งเหม่อลอยคือการครุ่นคิด ว่าที่ฉันทำมาทั้งหมดมันมีค่าอะไร เพราะแทนที่วันนี้จักเป็นสุข กลับจมอยู่ในความทุกข์, เป็นคุณจะรู้สึกสงสารให้อภัย หรือ สมเพศสมน้ำหน้า ตัวละครนี้กัน?

เกร็ดขำๆ: มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับซิป ที่ทีมออกแบบเสื้อผ้าลืมไปว่า ซิปเพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1913 ซึ่งเรื่องราววัยเด็กของ Vito อพยพมาอเมริกาเมื่อปี 1905, คนในกองถ่ายที่พบเจอข้อผิดพลาดนี้คือ นักดนตรีคนหนึ่ง ซึ่งพอรู้ความผิดพลาดทีมงานก็ต้องแก้ปัญหากันยกใหญ่ ถ่ายซ่อมฉากที่ถ่ายไปแล้วใหม่หมด (เปลี่ยนจากซิปเป็นกระดุม) แต่มันก็น่าคิดนะ ว่าทำไมหมอนี่ถึงอยู่ดีๆจับผิดขึ้นมาได้ ถ้าเขาไม่มัวเอาแต่มองเป้ากางเกงคนอื่น

ตัดต่อโดย Peter Zinner, Barry Malkin และ Richard Marks หนังมันยาวนะครับ เลยต้องใช้นักตัดต่อหลายคน, เห็นว่าตัดมาฉบับแรกได้ความยาวกว่า 6 ชั่วโมง เรื่องราวของ Vito มีฟุตเทจถึงยุค Prohibition Era และสงครามกับแก๊งค์ Al Capone กับ Luca Brasi, ส่วนเรื่องของ Michael จะมีการเมืองในยุค 60s กับ สส. Geary และการลอบสังหาร ปธน. Johm F. Kennedy น่าเสียดายที่ต้องตัดออกไป มีฟุตเทจบางส่วนที่หลงเหลือรอด ได้ถูกนำไปใส่ใน The Godfather: A Novel for Television (1977) ฉายผ่านโทรทัศน์

ความตั้งใจของ Coppola คือต้องการตัดสลับฉากต่อฉาก ระหว่างเรื่องของ Vito และ Michael (แบบเดียวกับที่ Intolerance-1916 เคยตัดสลับ 5 เรื่องราวไปพร้อมๆกัน) แต่เมื่อนำฉบับนั้นทดลองฉาย ก่อนวันรอบปฐมทัศน์ 3 สัปดาห์ เสียงตอบรับจากผู้ชมค่อนข้างไปในทางลบ บอกว่าหนังดูสับสนอลม่าน และรู้สึกน่ารำคาญ นี่เป็นเหตุให้ทีมงานต้องเร่งรื้อการตัดต่อใหม่ (เพื่อให้ทันฉาย) สุดท้ายกลายมาเป็นใช้การตัดสลับเป็นช่วงใหญ่ๆ ต่อ Sequence ต้องให้จบเหตุการณ์สำคัญๆบางอย่างก่อน ถึงมีการตัดเปลี่ยนไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง

ว่ากันตามตรง นี่คือหนัง 2 เรื่อง ที่สามารถแยกออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง ทำเป็น 2 ภาคเลยยังได้ แต่เมื่อนำมารวมกัน ต้องถือว่าเป็นความบ้าส่วนตัวของผู้กำกับ ที่อยากทำอะไรไม่เหมือนใคร, ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ ถ้าวิเคราะห์มองให้ดีจะพบว่า มีเรื่องราวสะท้อน ตรงข้ามซึ่งกันและกัน

Vito วัยเด็กที่สูญเสียทุกอย่าง ค่อยๆไต่เต้า โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มีลูกมีครอบครัว มีเพื่อนสนิทที่รักเคารพเชื่อใจ คนอื่นๆขอความช่วยเหลือ กลายเป็นที่นับหน้าถือตา หลังจากกำจัดศัตรูที่สร้างปัญหา ทางปลอดแล้ว ชีวิตมีแต่ความสุข

Michael วัยผู้ใหญ่ที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง มีลูกมีครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายเริ่มถอยห่าง ไม่ค่อยมีคนเชื่อใจเคารพรัก ครอบครัวเริ่มแตกแยก หลังจากกำจัดศัตรูที่สร้างปัญหา แม้แต่คนใกล้ตัวที่ทรยศก็ไม่เว้น ทางปลอดแล้ว ชีวิตมีแต่ความทุกข์

ในการตัดสลับเรื่องราวแต่ละครั้งนั้น ไม่จำเป็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะสะท้อนหรือมีความสัมพันธ์อะไรกับอดีต บางทีมันก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องอะไรกันเลย (ปกติหนังตัดสลับ 2 เหตุการณ์, อดีต/อนาคต แบบนี้ เหตุการณ์มักต้องมีความคล้ายหรือสัมพันธ์กันแน่ๆ) หรือผมอาจสังเกตไม่ดี มองไม่ทันเห็นหรือเปล่า ก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามองภาพรวม จะเห็นความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำของทั้งสองช่วงเวลาแน่นอน

เพลงประกอบโดย Nino Rota ถือว่ามีความอลังการยิ่งใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า, นี่ถือเป็นการแก้ตัวของ Rota ที่เมื่อขนาดของหนังมีความยิ่งใหญ่โตขึ้น เพลงประกอบจำเป็นต้องมีความอลังการงานสร้างมากขึ้นเช่นกัน เรายังคงได้กลิ่นอายทำนองของ The Godfather Theme แต่ในความรู้สึกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

กับเพลง Immigrant Theme ขณะที่ Vito วัยเด็กอพยพเข้าสู่อเมริกา เพลงนี้ใช้ Orchestra เต็มวงจัดเต็ม เน้นความอลังการ แบบที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนจากภาคแรก

กับเพลงที่ผมชอบสุดในภาคนี้ ชื่อเพลง A New Carpet คงจะเดากันได้ เป็นขณะที่ Vito กับพวกไปขโมยพรม แล้วนำมาปูที่บ้าน (พรม=พื้นฐาน วางรากฐาน) ทารกน้อย น่าจะ Sonny วางลงกับพื้น ที่ร้องไห้แล้วกลิ้งเกลือกไปมา (โตขึ้นบนสิ่งที่พ่อเตรียมพร้อมไว้ให้), เสียงเครื่องสายแปลกหูให้อารมณ์ตื่นเต้นเหมือนโจรกิ๊กก๊อกแอบขโมยของไม่มีค่าอะไร ตามด้วยไวโอลินทำนองคุ้นเคย ปิดท้ายด้วยเสียงเครื่องเป่า (ทูบา) กวนๆ, ผมชอบเพลงนี้และฉากนี้มาก มีความอบอุ่น น่ารัก ถึงกับน้ำตาซึมเลยละ

ผมก็ไม่รู้ Academy คิดอะไรของเขานะครับ เมื่อ 2 ปีก่อน ตัดสิทธิ์ Rota เพราะบอกว่าทำนองเพลงไม่ใช่ Original แต่ครานี้อนุญาตให้เข้าชิง Original Score ได้ ทั้งๆที่ทุกเพลงในหนังมีทำนองมาจากภาคแรกทั้งหมด ที่อิงมาจากผลงานเก่าที่ถูกตัดสิน ซึ่งคราวนี้ไม่แค่ให้เข้ารอบ แต่ประเคนรางวัลให้เลย ประหลาดดีแท้

อยากจะรู้จักใครสักคน ให้ฟังจากคนรอบข้าง ดังคำพูดของ Vito ที่ว่า “Ask your friends in the neighborhood about me. They’ll tell you I know how to return a favor.” นี่แสดงถึงความถ่อมตนของ Vito เขาไม่ใช่คนขี้อวดอ้าง ทั้งๆที่ตัวเองก็ถือว่ามีอิทธิพล ได้รับความเคารพนับถือจากคนรอบข้าง แต่กลับไม่วางตัวเหนือคนอื่น แสดงด้านชั่วร้ายของตนออกมา, กับคนที่ได้ยิน Vito พูดเช่นนี้ พอรู้เข้าว่าตัวเขาเป็นใคร ก็กลายเป็นหนูหางไหม้ กุรีกุจอ ลุกรี้ลุกรน รีบมาขอขมาลาโทษ ยอมทำทุกสิ่งอย่างตามคำขอ ด้วยความเกรงอกเกรงใจ

ลองถามคนรอบข้างของ Michael ดูบ้างสิ พี่ชายหวาดกลัว น้องสาวเกลียดขี้หน้า คนรอบข้างไม่เชื่อใจ ฯ จะมีสักคนไหมที่สามารถพูดอะไรดีๆของเขาออกมา ถ้าไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์

กับหนังภาคแรก ใจความของหนังนำเสนอในทางทฤษฎี อุดมการณ์ เป้าหมาย ของความจงรักภักดีและความรักของคนในครอบครัว, สำหรับภาคสองคือในทางปฏิบัติ ทำอะไร/ปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดี มีความสุข เป็นที่เคารพนับถือ มีหน้ามีตาในสังคม

เป้าหมายของสูงสุดของชีวิต คืออะไร? ในหนังเรื่องนี้คือ การได้รับความรัก ภักดี และความอบอุ่นจากครอบครัว นี่คืออุดมการณ์ที่เหมือนกันของ Vito และ Michael ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข อนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืน, แต่สิ่งที่ทั้งสองแตกต่างกัน คือ การได้มาซึ่งอำนาจ Vito เริ่มไต่เต้าขึ้นจากศูนย์ ส่วน Michael นั้นมีทุกอย่างพร้อมสรรพ นี่ทำให้วิธีการ แนวคิด การมองโลกของคนทั้งสองแตกต่างกันอย่างมาก

Vito เห็นคุณค่าของความรัก ครอบครัว คนรอบข้างและการได้มาซึ่งอำนาจ, เขาเติบโตขึ้นด้วยการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำให้เขาเข้าใจ และมอบความเชื่อมั่นต่อคนรอบข้างได้ (แม้ปากจะบอกไม่เชื่อใคร แต่ในใจนั้นเชื่อมั่น แค่เตรียมพร้อมรับความผิดพลาดไว้ด้วย), ผิดกับ Michael ที่เพียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้ต้องทนทุกข์ยากลำบาก การได้ซึ่งอำนาจ มาจากการสืบทอด เขามีหน้าที่ธำรงไว้ซึ่งสิ่งที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว นั่นทำให้สิ่งที่เขามองไปข้างหน้า เป้าหมายต่อไปคือความทะเยอทะยาน ต้องการแสวงหาความยิ่งใหญ่ที่แม้แต่พ่อก็ไม่เคยได้สัมผัส นี่ทำให้ Michael ไม่เคยมองย้อนกลับหาคนรอบข้างหรือที่อยู่ด้านหลัง เขาโตขึ้นด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างเดียว เมื่อพ่อแนะนำว่า อย่าเชื่อใจใคร เขาก็ไม่เคยเชื่อจริงๆ สักคนเดียว

นี่คือเหตุผลที่ผมหลงรัก Vito และสงสาร Michael, ทุกวินาทีในเรื่องราวของ Vito มีความตื่นเต้นเร้าใจ อยากรู้ว่าเขาคิดยังไง จะทำอะไร เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลย แต่เราจะมีเป้าหมายหนึ่งที่ตั้งมั่นไว้ในใจ คือเขาจักต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต, แต่สำหรับ Michael เป้าหมายของนายคืออะไร? นี่เป็นสิ่งที่แม้แต่เขาเองก็อาจไม่รู้ กับความสำเร็จที่เพียบพร้อมอยู่แล้ว เป้าหมายจึงมีแต่ต้องสูงขึ้นไป ที่นั่นไม่ใช่ทุกคนจะตามทัน และเมื่อถึงวันที่เขาทำสำเร็จหันกลับมา ไม่มีใครเหลือจะตามทันได้อีกแล้ว มันช่างอ้างว้าง โดดเดี่ยว เดียวดาย

กับคนที่มีเป้าหมายคือจุดสูงสุด เมื่อไปถึงตรงนั้นโดยไม่มีใครตามติดมาด้วย บนนั้นมันคงหนาวเหน็บ อ้างว้างและเดียวดาย มันจะมีประโยชน์อะไรกันเมื่อได้ครอบครองความสำเร็จนั้น

สมัยนั้นยังไม่เคยมีมาก่อน หนังที่มีการลงท้าย Part 2/ภาค 2 (ถ้าหนังภาคต่อสมัยก่อน จะไม่นิยมลงสร้อยด้วยเลข มักคิดชื่ออื่นขึ้นใหม่เลย) Coppola เข้าใจผิดมาโดยตลอด คิดว่า The Godfather Part II คือหนังเรื่องแรกของโลกที่ใช้สร้อยเลขต่อท้าย แต่จริงๆมีหนังอังกฤษเรื่อง Enemy from Space (1957) หรือ Quatermass 2 ที่ใช้เลข 2 ต่อท้ายเป็นครั้งแรก, ทีแรก Paramount ก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับชื่อนี้ เพราะคิดว่าผู้ชมคงเข้าใจอะไรผิดๆ แต่กลับกลายเป็นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของเทรนด์สร้อยเลขต่อท้ายหนังไปโดยทันที

ประโยคยอดนิยมของหนังภาคนี้ ฮิตติด AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes อันดับ 58 คือ “Keep your friends close, but your enemies closer.” เป็นคำพูดของ Michael สนทนากับ Frankie Pentangeli

มีประโยคอื่นๆที่น่าจดจำ อาทิ
– I know it was you, Fredo. You broke my heart. You broke my heart.
– I don’t feel I have to wipe everybody out, Tom. Just my enemies.
– If anything in this life is certain, if history has taught us anything, it is that you can kill anyone.
– Michael, we’re bigger than U.S. Steel.
– I’d give four million just to be able to take a piss without it hurting.

ด้วยทุนสร้างที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย $13 ล้านเหรียญ หนังทำเงินในอเมริกา ประมาณ $47.5–57.3 ล้านเหรียญ เทียบไม่ได้กับภาคแรกแม้แต่น้อย แต่ยังเป็นหนังทำเงินสูงสุดของ Paramount Picture ในปีนั้น

หนังได้เข้าชิง Oscar 9 สาขา 11 ผู้เข้าชิง ได้มา 6 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture  ** ได้รางวัล
– Best Director  ** ได้รางวัล
– Best Actor (Al Pacino)
– Best Supporting Actor (Robert De Niro)  ** ได้รางวัล
– Best Supporting Actor (Michael V. Gazzo)
– Best Supporting Actor (Lee Strasberg)
– Best Supporting Actress (Talia Shire)
– Best Adapted Screenplay  ** ได้รางวัล
– Best Art Direction  ** ได้รางวัล
– Best Costume Design
– Best Original Dramatic Score ** ได้รางวัล

เกร็ด: มีเพียงเรื่องนี้ กับ The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) ที่เป็นภาคต่อแล้วได้ Oscar: Best Picture

เกร็ด 2: Don Vito เป็นตัวละครเดียวที่มี 2 นักแสดง ได้รางวัลคือ Marlon Brando และ Robert De Niro

เกร็ด 3: Robert De Niro ไม่ได้เข้าร่วมงานประกาศรางวัล (คงคิดว่าจะไม่ได้) และกำลังติดถ่ายหนังเรื่อง 1900 (1976) เป็น Francis Ford Coppola ที่ขึ้นรับรางวัลแทน

ถ้ามองหนังที่เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนั้น ต้องบอกเป็นปีที่โหดมาก นอกจาก The Godfather Part II ยังมีตัวเต็งอีกเรื่องคือ Chinatown (1974) ของ Roman Polanski ที่ยอดเยี่ยมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และหนังของ Coppola อีกเรื่อง The Conversation (1974) ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน

ความสำเร็จของหนังภาคนี้ ต้องถือว่า ได้รับอิทธิพลมาจากภาคแรกไม่น้อย เพราะโครงสร้างที่คล้ายๆเดิม ต่างกันที่หน้าเนื้อและใจความสำคัญ ที่ทำให้หนังมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนกันสักทีเดียว, ซึ่งนี่คือเหตุผลส่วนตัวที่ว่า ทำไมผมถึงชอบภาค 1 มากกว่า เพราะถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของภาคแรก ก็จะไม่มีความสำเร็จของภาคสอง

แต่มันก็จริงอยู่ ในแง่งานสร้าง เรื่องราว อาจถือได้ว่า ภาคสองนี้มีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ สมบูรณ์แบบกว่าภาคแรก คราวนี้มันก็เรื่องของคุณแล้วละที่จะตัดสินใจเอง ว่าชื่นชอบแบบไหนมากกว่า, ถามผม ก็บอกเลยว่า ตอบไม่ได้ว่าคุณภาพของภาคไหนยิ่งใหญ่กว่า แต่ถ้าถามเรื่องความชอบ ภาค 1 > ภาค 2 หลายเท่าเลยละ

ถ้าคุณดู The Godfather ภาคแรกมาแล้ว ก็ไม่ควรพลาดภาคสองนี้นะครับ มันจะช่วยเติมเต็มความประทับใจของคุณแน่นอน, ถึงหนังไม่มี Marlon Brando แต่ก็มี Robert De Niro เข้ามาแทน เอาจริงๆการแสดงก็เทียบกันไม่ได้ แต่ถือว่าเติมเต็มซึ่งกันและกันเสียมากกว่า

จัดเรต 15+ กับความรุนแรง บ้าคลั่ง และความตาย

TAGLINE | “The Godfather Part II ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ไม่แพ้ภาคแรก มีงานสร้าง เรื่องราว ที่ใหญ่โตกว่า แต่ถ้าถามภาคไหนเยี่ยมกว่า บอกเลยว่า ตอบไม่ได้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of