The Greatest Story Ever Told (1965)

The Greatest Story Ever Told

The Greatest Story Ever Told (1965) hollywood : George Stevens ♥♥♡

ถึง Max von Sydow จะรับบท Jesus Christ ได้อย่างน่าสนใจ แถมหนังยังเข้าชิง Oscar ถึง 5 สาขา แต่กลับได้รับยกย่องว่า The Worst Jesus Christ Story Ever Told ถ่ายทำมีพื้นหลังในอเมริกาทั้งๆพระเยซูประสูติที่ตะวันออกกลาง แถมยังบิดเบือนเนื้อหาต่างๆมากมาย สิ่งหลงเหลือที่ใครๆต่างจดจำหนังเรื่องนี้ได้ มาจากคำพูดของ John Wayne ประโยคสุดท้ายว่า ‘Truly this man was the Son of God.’

นำเอาช็อตที่กลายเป็นตำนาน หลงเหลือได้รับการจดจำยิ่งกว่าหนังทั้งเรื่องมาให้รับชมมาก่อน, ตามตำนานเล่าว่า ผู้กำกับ George Stevens เป็นพวก Perfectionist ทั้งๆที่ John Wayne มีบทแค่ฉากนี้ พูดประโยคเดียวในตลอด 199 นาที แต่ต้องถ่ายทำหลายสิบเทคกว่าจะผ่าน ผลลัพท์ออกมาน้ำเสียงของท่าน Duke จึงแบบว่า …

“Aw, truly this man was the son of Gawd.”

ที่มันกลายเป็นตำนาน เพราะน้ำเสียงนี้ออกไปในทางประชดประชัน เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าสิ้นดี สะท้อนสิ่งอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ในใจของผู้ชมส่วนใหญ่ต่อหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างตรงที่สุด

George Cooper Stevens (1904 – 1975) ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักเขียนบท และตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Oakland, California พ่อ-แม่เป็นนักแสดงละครเวที ทำให้เรียนรู้จักการแสดงตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นตากล้องถ่ายทำหนังสั้นหลายเรื่อง กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Kentucky Kernels (1934), มีชื่อเสียงจาก Alice Adams (1935) นำแสดงโดย Katharine Hepburn, ตามด้วย Swing Time (1936) ของ Fred Astaire กับ Ginger Rogers, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Gunga Din (1939), A Place in the Sun (1951), Shane (1953), Giant (1956), The Diary of Anne Frank (1959) ฯ

แรกสุดเลย The Greatest Story Ever Told เป็นชื่อละครวิทยุ (Radio Series) ออกอากาศเมื่อปี 1947 ความยาวตอนละครึ่งชั่วโมง ได้แรงบันดาลใจ/ดัดแปลงจากพันธสัญญาใหม่ (New Testament) หมวดพระวรสาร (Gospels) ว่าด้วยประวัติพระเยซูคริสต์ และพระธรรมเทศนา, ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นนิยายชื่อเดียวกันเมื่อปี 1949 โดย Fulton Oursler บรรณาธิการของนิตยสาร Reader’s Digest และโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck ผู้บริหารสตูดิโอ 20th Century Fox ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ไว้แต่ยังไม่เคยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

เมื่อปี 1958 ระหว่างที่ George Stevens กำกับสร้างหนังเรื่อง The Diary of Anne Frank (1959) ให้กับสตูดิโอ Fox รับรู้การมีอยู่ลิขสิทธิ์นิยายของ Oursler ทำให้เขาก่อตั้งบริษัทใหม่ The Greatest Story Productions แล้วขอ Zanuck ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ร่วมงานกับ James Lee Barrett ดัดแปลงบทภาพยนตร์ (เป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ Stevens มีชื่อขึ้นเครดิตเขียนบท) ใช้เวลานานถึง 2 ปี เตรียมงานสูญงบประมาณไปแล้วถึง $2.3 ล้านเหรียญ ทำให้ Fox ถอดใจไม่สร้างแล้ว แต่ยังอนุญาติให้ Stevens มองหาสตูดิโออื่นแทนได้ มาลงเอยที่ United Artists คว้าลิขสิทธิ์หนังไป

ช่วงทศวรรษ 50s หลังความสำเร็จอันล้นหลามของ Samson and Delilah (1949) ที่ได้เปิดประตูหนังแนว Biblical Epic ตามมาด้วย Quo Vadis (1951), David and Bathsheba (1951), The Robe (1953) [เรื่องแรกที่ถ่ายด้วย CinemaScope], The Ten Commandments (1956), Ben-Hur (1959) [คว้า Oscar: Best Picture], King of Kings (1961) ที่ต่างก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แต่การมาถึงของ The Greatest Story Ever Told (1965) ได้ปิดประตูขัง สิ้นสุดกระแสนิยมหนังแนวนี้โดยทันที

Max von Sydow หรือ Carl Adolf von Sydow (เกิดปี 1929) นักแสดงในตำนานสัญชาติ Swedish เกิดที่ Lund ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย พ่อเป็นศาสตราจารย์ นักชาติพันธุ์วิทยา ประจำ University of Lund ส่วนแม่เป็นครูสอนหนังสือ สืบเชื้อสายมาจาก German, ตอนเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนา Lund Cathedral School โตขึ้นเลือกเรียนโรงเรียนสอนการแสดง Royal Dramatic Theatre ที่ Stockholm รุ่นเดียวกับ Lars Ekborg, Margaretha Krook, Ingrid Thulin ฯ มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ในหนังของ Alf Sjöberg เรื่อง Only a Mother (1949) กับ Miss Julie (1951)

ก่อนหน้านี้ Sydow เป็นที่รู้จักทั่วยุโรปจากการเป็นขาประจำของ Ingmar Bergman มีผลงานดังอย่าง The Seventh Seal (1957), Wild Strawberries (1957), The Virgin Spring (1960) ฯ แต่ในอเมริกายังไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ ถือเป็นตัวเลือกที่เข้าทางผู้กำกับ Stevens เพราะไม่ต้องการนักแสดงหน้าคุ้นรับบท Jesus Christ

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ หนังที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ มักจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เห็นหน้าของพระองค์ จนกระทั่ง King of Kings (1961) ที่แหกกฎนี้ในอเมริกาเป็นครั้งแรก [จริงๆมีอีกเรื่องก่อนหน้านี้ เป็นหนังฝรั่งเศส Golgotha (1935)]

พระเยซูในการตีความของ Sydow มีความสง่างาม เพรียบพร้อม ดีเลิศ จิตใจนุ่มนวลอ่อนโยน แต่น่าเกรงขาม คำพูดคำจาร้อยเรียงถ้อยบรรจง ชัดเจนทรงพลัง สายตาเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ ตั้งมั่นคง สุจริตแท้ กระนั้นนี่เป็นภาพลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้ มีสถานะเหนือระดับกว่ามนุษย์

Sydow เล่าถึงความยากที่สุดในการรับบทนี้ นั่นคือผู้คนรอบข้างรอบกองถ่าย ต่างคาดหวังให้เขาอยู่ในตัวละครตลอดเวลา ภาพลักษณ์ดูดี ทรงภูมิ น่านับถือ ทำให้ไม่สามารถสูบบุหรี่ ดิ่มเหล้า หรือแม้แต่กอดจูบสัมผัสภรรยาในกองถ่ายได้

ผมไม่ผิดใจอะไรกับการตีความพระเยซูในลักษณะนี้ ตรงกันข้ามมีความประทับใจการแสดงมากๆ ถือเป็นการยกย่องให้เกียรติ สมฐานะะบุตรของพระเจ้า พระผู้มาไถ่ (Messiah) อย่างแท้จริง แต่ชาวคริสต์ยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่คงจะรู้สึกไกลเกินเอื้อมไปหน่อย เพราะถ้าเคยรับชม
– มินิซีรีย์เรื่อง Jesus of Nazareth (1977) ของผู้กำกับ Franco Zeffirelli,
– The Last Temptation of Christ (1988) ของผู้กำกับ Martin Scorsese
– หรือ The Passion of the Christ (2004) ของผู้กำกับ Mel Gibson

ที่นำเสนอจิตวิทยา/จิตวิเคราะห์ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของพระเยซูในช่วงขณะต่างๆ เต็มไปด้วยความรุนแรงบ้างคลั่ง สมจริงจัง มันเลยมีความทรงพลังมากยิ่งเสียกว่าหนังเรื่องนี้เป็นไหนๆ เทียบกันไม่ติดเลย

นี่เป็นหนังรวมดารา (Ensemble Cast) นักแสดงมีชื่อมากมายร่วมสมทบ ที่จะโผล่มาแย่งซีน ดึงความสนใจจากผู้ชมไปพอสมควร อาทิ

Charlton Heston ก่อนหน้านี้เคยรับบท Moses ใน The Ten Commandments (1956) คงรู้ตัวเองว่าไม่ควรรับบท Jesus Christ กับเรื่องนี้เลยขอแค่ John the Baptist (นามของท่านได้รับการยกย่องให้เป็น คำเรียกพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน) ที่ขณะพบเจอ Jesus ราวกับนี่คือสิ่งที่ตนรอคอยมาแสนนาน แทบจะก้มลงกราบแทบเท้า เหนือฟ้ายังมีฟ้า

Claude Rains (1889 – 1967) กับบทบาทสุดท้ายในชีวิต Herod the Great พระเจ้าแผ่นดินแห่งมณฑล Judea, Herodian Kingdom ส่วนหนึ่งของ Roman Empire เป็นผู้บ้าอำนาจ เคยฆาตกรรมครอบครัวของตนเองและรับคนรับใช้ เพื่อยึดครองอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว เรื่องราวในหนังเป็นช่วงบั้นปลายชีวิต ด้วยทรงหวดกลัวคำพยากรณ์ถึง ‘พระมหากษัตริย์แห่งชาวยิว’ ทรงมีพระราชโองการให้ประหารเด็กทุกคนในหมู่บ้าน Bethlehem

เกร็ด: มีเพียงพระวรสารของนักบุญ Matthew ที่อ้างว่า พระเจ้าเฮโรดมหาราช มีพระราชโองการดังกล่าว แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้านไม่เห็นด้วย หาหลักฐานไม่พบว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง

นอกจากนี้ยังมี
– Dorothy McGuire รับบท พระแม่มารีย์
– Jose Ferrer รับบท Herod Antipas (บุตรชายของ Harod the Great)
– Telly Savalas รับบท Pontius Pilate
– Martin Landau รับบท Caiaphas
– David McCallum รับบท Judas Iscariot
– Roddy McDowall รับบท Matthew
– Shelley Winters รับบท หญิงสาวที่ได้รับการรักษาจนหาย
– Sidney Poitier รับบท Simon of Cyrene
– และ John Wayne รับบท Centurion at Crucifixion
ฯลฯ

ถ่ายภาพโดย William C. Mellor ขาประจำของ George Stevens ที่คว้า Oscar: Best Cinematography ถึง 2 ครั้งจาก A Place in the Sun (1951) กับ The Diary of Anne Frank (1959) แต่ขณะถ่ายทำไปได้ประมาณครึ่งเรื่อง หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1963 ส่งไม้ต่อให้ Loyal Griggs ตากล้องสัญชาติอเมริกัน ที่เคยร่วมงานกับ Stevens คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง Shane (1953) และเป็นตากล้อง The Ten Commandments (1956) มาสานงานต่อ

ในตอนแรกหนังถ่ายทำด้วยฟีล์ม 3-strip Cinerama แต่ผ่านไป 1 เดือนเต็ม เหล่าโปรดิวเซอร์กระมังมีความต้องการให้หนังฉายในโรง Ultra-Curved Screen (โรงหนังจอโค้ง) เป็นเหตุให้ต้องเริ่มใหม่ด้วยฟีล์ม Ultra-Panavision ขนาด 70 mm จากเดิมที่วางแผนถ่ายทำไว้ 3 เดือน แถม Mellor มาด่วนเสียชีวิตไปอีก โปรดักชั่นเลยล่วงไป 9 เดือนถึงเสร็จสิ้น

หนังถ่ายทำทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา (U.S. Southwest) ประกอบด้วย
– Pyramid Lake ที่ Arizona ใช้เป็น Sea of Galilee,
– Lake Moab ที่ Utha ใช้เป็น Sermon on the Mount
– Death Vally ที่ California ใช้เป็นสถานที่พระเยซูออกเดินทาง 40 วัน
– เมือง Jerusalem สร้างขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของ RKO Forty Acres, California
– และที่เหลืออีก 47 ฉากที่มีการสร้างขึ้นใน Hollywood, Los Angeles

Stevens ให้เหตุผลที่เลือกถ่ายทำหนังในอเมริกาแทน Middle East ว่าต้องการความอลังการของพื้นหลัง ที่สามารถสะท้อนความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ออกมาได้ ซึ่งไม่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใน Jordan หรือ Palestine จะกว้างใหญ่ไพศาลได้เทียบกับอเมริกันอีกแล้ว

“I wanted to get an effect of grandeur as a background to Christ, and none of the Holy Land areas shape up with the excitement of the American southwest, I know that Colorado is not the Jordan, nor is Southern Utah Palestine. But our intention is to romanticize the area, and it can be done better here.”

เริ่มถ่ายทำตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ล่วงเลยจนเข้าสู่ฤดูหนาว Devid Sheiner ผู้รับบท James the Elder พูดแซวเกี่ยวกับหิมะที่กำลังตกลงมาระหว่างการถ่ายทำ

“I thought we were shooting Nanook of the North.”

หนังมีกองถ่ายสองที่ Stevens ต้องไปไหว้วานผู้กำกับดังสองคนมาช่วยถ่ายทำให้
– Jean Negulesco ผู้กำกับสัญชาติ Romanian ถ่ายทำฉากใน Jerusalem ทั้งหมด รวมถึงตอนประสูติของพระเยซูคริสต์
– David Lean ใช้เวลาช่วงระหว่าง Lawrence of Arabia (1962) กับ Doctor Zhivago (1965) ถ่ายทำ Prologue ฉากของ Herod the Great ซึ่ง Lean เป็นคนเลือก Claude Rains ให้รับบท พระเจ้าเฮโรดมหาราช

หลายฉากได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด/ถ่ายทำให้เหมือนภาพวาด อาทิ Sermon on the Mount การเทศนาบนภูเขา ต่อหน้าอัครทูต 12 คนและผู้มาเฝ้าชุมนุม เป็นการเทศนาที่ประมวลคำสอนของพระเยซูที่เคยสั่งสอนตลอดช่วงเวลา 3 ปีในปาเลสไตน์

The Last Supper พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ของพระเยซูกับอัครทูต ก่อนที่จะทรงถูกทรยศโดย Judas Iscariot ทำให้ถูกจับนำไปตรึงกางเขน (นี่ถ้าไม่ได้ Ultra Panavision อาจถ่ายจะไม่เห็นทั้ง 13 นั่งเต็มโต๊ะแบบนี้)

Crucifixion of Jesus การตรึงพระเยซูที่กางเขน, หลังจากพระเยซูถูกจับและพิพากษา ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยทันทีด้วยการตรึงกางเขน ผูกหรือตอกตะปูเข้ากับไม้แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เสียชีวิต (John Wayne ยืนอยู่ซ้ายสุดของภาพ)

Resurrection of Jesus การคืนพระชนม์ของพระเยซู หลังจากถูกตรึงกางเขน, สิ้นพระชนม์, ถูกนำไปไว้ในที่เก็บศพ, และทรงคืนพระชนม์สามวันหลังจากนั้น สำแดงพระองค์ต่ออัครทูตทั้งสิบสอง และสาวกคนอื่นๆรวมทั้งพี่น้องอีกห้าร้อยคนพร้อมกัน ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสวรรค์

ถ้าคุณเป็นผู้ชื่นชอบงานภาพสวยๆ อลังการกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตา ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เลยนะครับ แค่เฉพาะส่วนของการถ่ายภาพก็ถือว่าเต็มอิ่มหนำ งดงามไร้ที่ติ

เพราะความ Perfectionist ของผู้กำกับ ทำให้ทุกฉากต้องมีการถ่ายทำอย่างน้อย 2 เทคขั้นต่ำกันข้อผิดพลาด แถมจากหลายมุมกล้องอีก และยิ่งขนาดฟีล์มอันมหึมาของ Ultra Panavision เป็นผลให้ตอนถ่ายหนังเสร็จได้ความยาวฟีล์มประมาณ 1,829 กิโลเมตร (เทียบได้กับความยาวรัศมีของดวงจันทร์) ใช้เวลา 1 ปีเต็ม ร่วมกับ Harold F. Kress, Argyle Nelson, Jr. และ Frank O’Neil ตัดต่อได้ฉบับความยาว 225 นาที (3 ชั่วโมง 45 นาที) ออกฉายรอบปฐมทัศน์ ก่อนตัดให้เหลือ 141 นาที เพื่ออกฉายจริง และฉบับที่หลงเหลือถึงปัจจุบันที่ 199 นาที

การตัดต่อถือเป็นปัญหาใหญ่ของหนัง มีความเยิ่นเย้อ ยืดยาว จนทำให้น่าเบื่อ ขาดความน่าสนใจ หลากหลายเรื่องราวสามารถตัดออกได้ แต่กลับนำใส่มาเต็มๆ อาทิ ฉากของ John the Baptism ได้ยินพูดแต่ Repent Repent จนน่ารำคาญ (คงเพราะ Heston เป็นดาราใหญ่ ต้องให้ปรากฎตัวนานๆจะได้ไม่เปลืองค่าตัว), หรืออย่างการตัดสินพระเยซูที่โยนไปโยนมาระหว่าง Pontius Pilate กับ Herod Antipas ฯ

เพลงประกอบโดย Alfred Newman นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา เจ้าของสถิติ 9 รางวัล Oscar ประกอบด้วย Alexander’s Ragtime Band (1938), Tin Pan Alley (1940), The Song of Bernadette (1943), Mother Wore Tights (1947), With a Song in My Heart (1952), Call Me Madam (1953), Love Is a Many-Splendored Thing (1955), The King and I (1956), Camelot (1967)

บทเพลงมีความยิ่งใหญ่ทรงพลัง ล่องลอยประหนึ่งความฝัน สรวงสวรรค์ที่มนุษย์ต่างเอื้อมมือไขว่คว้าหา หนทางอยู่ตรงหน้าแค่เพียงกล้าเชื่อถือมั่นศรัทธา สิ้นชีวาก็จะมีโอกาสได้ไปถึงแน่นอน

บทเพลง Jesus of Nazareth เป็น Character Song ที่สะท้อนตัวตนของพระเยซูคริสต์ออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ สมเกียรติ สังเกตทำนองในช่วงแรกและช่วงท้าย จะค่อยๆสะสมพลังไต่ขึ้นจนสูงสุด และเมื่อถึงจุดนั้นเปรียบได้กับการขึ้นถึงสรวงสวรรค์ที่เป็นสัจนิรันดร์ของชีวิต

บทเพลงทรงพลังที่สุดของหนัง The Triumph of The Spirit ดังขึ้นสองครั้งในหนัง
1) ตอนจบครึ่งแรกก่อนขึ้น Intermission ขณะเกิดปาฏิหารย์ Raising of Lazarus ชุบชีวิตลาซารัส ที่ได้ล้มป่วย เสียชีวิต ถูกฝังเป็นเวลา 4 วัน และได้รับการชุบชีวิตโดยพระเยซูคริสต์ จนได้รับการขนานนามนักบุญลาซารัสแห่งเบทธานี
2) ตอนจบท้ายสุดของหนัง Resurrection of Jesus การคืนพระชนม์ของพระเยซู

นี่เป็นบทเพลงที่ทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะคำร้องคอรัส Hallelujah (เป็นคำอุทานสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า) มีความครึกครื้น ยินดีปรีดาเป็นกำลัง ชวนให้ขนหัวลุกเต้นชูชัน หัวใจอิ่มเอิบเป็นสุข และจิตวิญญาณสัมผัสถึงชัยชนะแห่งความจริง

The Greatest Story Ever Told แค่ชื่อ’หนัง’ก็หลอกตัวเองไปถึงไหนแล้ว แต่ผมไม่ขอเถียงว่า เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติถึงสิ้นพระชมน์ มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในความเชื่อศรัทธาของชาวคริสเตียน เฉกเช่นกันกับชาวพุทธทั้งหลายย่อมมองว่า ชีวประวัติของพระพุทธเจ้าคือ The Greatest Story Ever Told แต่ที่ผมพูดถึงคือคุณภาพของหนังเรื่องนี้นะครับ มันหาได้มีความ Greatest แม้แต่น้อย

อะไรที่มันจะ Greatest ในทัศนะของผมมองว่า ต้องสามารถ’พิสูจน์’ออกมาให้เห็นได้ เปรียบเทียบความจริงที่เป็นสากล ถ้าดีแต่พูด เชื่อสิแล้วจะเห็นผล หรือผู้ที่ได้รับการเลือกสรรเท่านั้นถึงจะค้นพบ นั่นไม่ใช่’ที่สุด’อย่างแน่นอน

อย่างหนังเรื่องนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบเฉพาะกับหนังแนว Biblical Film เรื่องอื่นๆ เฉพาะที่เกี่ยวกับพระเยซู อาทิ King of Kings (1961), Jesus of Nazareth (1977), The Last Temptation of Christ (1988), The Passion of the Christ (2004) ฯ คนดูหนังเป็นก็จะเห็นชัดอยู่แล้วว่า คุณภาพเทียบชั้นกันไม่ได้ แค่นี้ก็มิได้มีความ Greatest แม้แต่น้อย

อาจเช่นกันกับคนที่สนใจแค่เนื้อหาของหนัง หรือเคยศึกษาอ่านพระวรสาร คำภีร์ไบเบิล ย่อมเกิดความผิดหวังในการนำเสนอ ภาพ แนวคิด เรื่องราว อะไรหลายๆอย่าง ที่มันบิดเบือนผิดเพี้ยนจากความจริงไปมากๆ แล้วแบบนี้หนังมันจะเรียกตัวเองว่า Greatest ได้เช่นไร

เราไม่มีความจำเป็นต้องไปยกยอปอปั้นศาสนาของตนเองว่ามีความ Greatest ที่สุดในโลก ใครก็ตามที่คิดพูดไปเช่นนี้ แทบทั้งนั้นไม่เคยศึกษาเรื่องราวของศาสนาอื่นอย่างจริงจังให้ทะลุปรุโปร่งแล้วเปรียบเทียบกัน มันจึงถือเป็นเพียง’ความเชื่อ’ของตนเองอย่างแรงกล้าต่อศรัทธาศาสนาหนึ่งใดเท่านั้นที่แสดงออกมา นี่รังแต่จะสร้างความขัดแย้งคับข้องใจให้เกิดกับศาสนาอื่น ที่ต่างยึดถืออัตตาของตนเองเป็นที่ตั้ง ศาสนาของฉันนี่สิคือที่สุดแห่งความจริง

ศาสนาพุทธของเรามีความถ่อมตัวอย่างมาก พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนบอกให้เราแสดงความคิดเห็น ทัศนคติออกมาว่า ‘พุทธนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด!’ ตรงกันข้ามท้าให้ไปศึกษาคำสอนศาสนาอื่นจนบรรลุถ่องแท้ แล้วค่อยกลับมาลองปฏิบัติตามคำแนะนำสอนของเรา จนกว่าสาแก่ใจก็จะเห็นคำตอบด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปโอ้อวดอ้างทะนงตน ปล่อยกลุ่มบุคคลที่ต้องการความยิ่งใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นรบราตีกันเอง เราอยู่แบบนิ่งเฉยเป็นกลางนี่แหละ จะค้นพบกับความสุขสงบที่เกิดขึ้นในใจ

ด้วยทุนสร้าง $20 ล้านเหรียญ (=$148 ล้านเหรียญ ปี 2016) จัดว่าเป็นหนังแพงสุดอันดับสองในอเมริกา รองจาก Cleopatra (1963) แต่ทำเงินได้เพียง $15.5 ล้านเหรียญ เรียกว่าขาดทุนย่อยยับ, กระนั้นได้เข้าชิง Oscar 5 สาขา ไม่ได้สักรางวัล ประกอบด้วย
– Best Cinematography, Color
– Best Art Direction – Set Decoration, Color
– Best Costume Design, Color
– Best Effects, Special Visual Effects
– Best Music, Score – Substantially Original

นอกจากสาขา Best Effects, Special Visual Effects พ่ายให้กับ Thunderball (1965) สาขาอื่นตกเป็นของ Doctor Zhivago (1965) แชมป์สาขาเทคนิคปีนั้น ขณะที่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตกเป็นของ Sound of Music (1965)

ความล้มเหลวใน Box Office ของหนังเรื่องนี้ ถือว่าสั่นสะเทือนเลือนลั่นทั้งวงการ โดยเฉพาะกับแนว Biblical Epic ที่หลายสตูดิโอพยายามเข็นออกมาสร้างทำเงินเป็นกอบเป็นกำในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เกิดอาการสะดุดหยุดยุติลงโดยทันที, จริงๆนี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรกของแนวนี้ที่ขาดทุนนะครับ แค่เรื่องอื่นมันไม่ทุนสูง ขาดทุนถล่มทลายขนาดนี้ ซึ่งพอถึงความล้มเหลวของ The Greatest Story Ever Told มันเลยเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ทำให้บรรดาโปรดิวเซอร์ทั้งหลายตัดสินใจปฏิเสธไม่เอาอีกแล้ว กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายปิดประตูจุดสิ้นสุดของ Biblical Epic ด้วยอายุเพียง 16 ปี (1949 – 1965) กว่าจะมีหนังเรื่องใหม่ที่ประสบความสำเร็จทำเงิน ก็โน่นเลย The Passion of the Christ (2004) ประมาณเกือบ 40 ปีถัดมาได้

[The Last Temptation of Christ (1988) ของ Martin Scorsese ก็ขาดทุนย่อยยับนะครับ แต่ค่อยๆได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา]

มีหลายสิ่งอย่างที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ อาทิ การแสดงของ Max von Sydow, งานภาพสวยๆอลังการ, เพลงประกอบสุดไพเราะทรงพลัง ก็ถือว่าสามารถกลบข้อเสียหลายๆอย่างลงได้

แต่มันอาจมีอีกเหตุผลที่ทำให้ผมค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ เพราะตอนรับชมไม่ได้มองว่านี่คือ Biblical Film ไม่มีความรู้หรือเคยอ่านคัมภีร์ไบเบิลมาก่อน จึงหาได้สนใจเรื่องความสมจริง ตรงต่อพระวรสาร เล่าบอกอะไรมาก็เชื่อแบบนั้น ไม่รู้หรอกถูกผิดบิดเบือน (ก็เพิ่งมาทราบตอนเขียนบทความนี้นี่แหละ) และการมองเรื่องราวว่าเป็น Biographical ชีวประวัติบุคคลสำคัญหนึ่งของโลก เลยสามารถประทับใจหนังได้ทั้งๆที่ชาวคริสต์แท้ๆบางคนคงส่ายหัวรับไม่ได้

นี่ทำให้ผมหวนคิดถึงหนังไทยเหมือนกันนะ ผู้กำกับบางคนอ้างว่าทำหนังเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยความตั้งใจดี แต่คุณภาพราวกับดอกบัวจมโคลนตม ส่วนตัวก็ไม่เคยรับชมเรื่องนั้นหรอกนะ แต่แค่ได้ยินเห็นคนอื่นว่ามาเช่นนั้นก็รู้สึกอับอายขายหน้าประชาชี ศรัทธาความเชื่อมั่นอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียว ย่อมมิสามารถทำหนังออกมาดีได้แน่ๆ

แนะนำกับผู้มีความสนใจ ต้องการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาใหม่ พระวรสาร ชีวประวัติของพระเยซูคริสต์ แต่อย่าชมหนังเรื่องนี้แค่เรื่องเดียวนะครับ หาเรื่องอื่นๆมาเปรียบเทียบกันด้วย น่าจะทำให้ทัศนคติ ความคิดเห็นของคุณเปลี่ยนไปด้วยตามมุมมองของการสร้างครั้งนั้นๆ (แต่เชื่อว่าถ้าอยากจะเข้าใจให้ตรงต่อต้นฉบับมากที่สุด หาไบเบิลมาอ่านเองดีกว่านะครับ)

บอกต่อกับตากล้อง ชื่นชอบงานภาพสวยๆ, นักดนตรี ชื่นชอบบทเพลงเพราะๆ, แฟนๆนักแสดงอย่าง Max von Sydow, Charlton Heston ฯ และผู้กำกับ George Stevens ไม่ควรพลาด

จัดเรต pg เพราะเป็นหนังแห่งศรัทธาความเชื่อ และศาสนา

TAGLINE | “The Greatest Story Ever Told แค่ชื่อหนังก็หลอกตัวเองไปถึงไหนแล้ว”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of