The Man with the Golden Arm (1955)

The Man with the Golden Arm (1955)

The Man with the Golden Arm (1955) hollywood : Otto Preminger ♥♥♥♥

ผู้กำกับ Otto Preminger ต้องการสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติด (Drug Addict) แต่มันกลับขัดต่อกฎระเบียบ ประเด็นต้องห้ามของ Motion Picture Production Code หรือที่รู้จักในชื่อ Hays Code เลยตัดสินใจช่างแม้ง ก็ไม่ต้องขออนุญาต ผลลัพท์ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ตั้งแต่ที่สมาคมภาพยนตร์ Motion Picture Association (MPA) โอบรับแนวทางปฏิบัติ Motion Picture Production Code หรือ Hays Code ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 บีบบังคับให้ภาพยนตร์ทุกเรื่องต้องผ่านการตรวจสอบ ได้รับอนุญาต ถึงสามารถนำออกฉายโรงภาพยนตร์ กว่าสองทศวรรษที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธต่อต้าน ยินยอมก้มหัวศิโรราบ จนถึงวันที่ Joseph Breen (หัวหน้า Hays Code) ตัดสินใจเกษียณตนเองเมื่อปี ค.ศ. 1954

Otto Preminger คือผู้กำกับคนแรกๆที่ไม่ใช่แค่ต่อล้อต่อเถียง ดิ้นรนภายใต้กฎกรอบ แต่มาถึงจุดที่ “กรูไม่แคร์” เริ่มตั้งแต่ The Moon Is Blue (1953) ไม่ได้รับอนุญาตใช่ไหม ก็นำออกฉายทั้งๆอย่างนั้น ผลลัพท์ทำกำไรอย่างล้นหลาม, ติดตามด้วย The Man with the Golden Arm (1955) อีหรอบเดิม นำเสนอประเด็นต้องห้าม ไม่ได้รับอนุญาต แต่พอนำออกฉายประสบความสำเร็จถล่มทลาย และลำดับต่อมา Anatomy of a Murder (1959) บลา บลา บลา … ครั้งแรกยังถือว่าบังเอิญ ครั้งสองเริ่มสร้างความสั่นคลอน พอครั้งที่สามได้ทำลายความเชื่อมั่นองค์กร หมดสิ้นความน่าเชื่อถือ

The Man with the Golden Arm (1955) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่นำเสนอภาพการเสพยา (ฉีดยาเข้าเส้น) อาการเสพติด และโดยเฉพาะไก่งวงเย็น (Cold Turkey) แปลว่าเลิกยาแบบหักดิบ ไม่ได้มีจุดประสงค์ชี้ชักนำผู้ชมไปในทางเห็นผิด แต่เพื่อตระหนักถึงพิษภัย อันตราย รวมถึงอิทธิพลสภาพแวดล้อม + ครอบครัว + คนรอบข้างต่อผู้ติดยาเสพติด … เกือบๆจะเป็นหนังการศึกษา โคตรมีสาระ แต่ไม่ผ่านกองเซนเซอร์เพียงเพราะประเด็นต้องห้าม พบเห็นการเสพยา

ผมมีความสนอกสนใจ The Man with the Golden Arm (1955) เพราะชื่อหนังชวนให้นึกหนังเจมส์บอนด์ The Man with the Golden Gun (1974) [แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน] หลงใหลโปสเตอร์สวยๆของ Saul Bass และหลังจากเขียนถึง Vertigo (1959) พยายามมองหาผลงานเรื่องอื่นๆของ Kim Novak เห็นได้รับคำชมอย่างมาก เลยขอเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อยก็แล้วกัน

เกร็ด: โปสเตอร์หนังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Premiere: The 25 Best Movie Posters Ever ติดอันดับ #14

The stark simplicity of Bass’s poster for 1955’s The Man With the Golden Arm was perhaps the designer’s most daring work. The poster for the film, which stars Frank Sinatra as a man in the throes of drug addiction, conveys the essence of the main character’s struggle without being preachy. Other posters were commissioned that featured the faces of Sinatra and Kim Novak, but the twisted arm remains timeless.


Otto Ludwig Preminger (1905-86) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Wischnitz, Bukovina (ปัจจุบันคือประเทศ Ukraine) ครอบครัวชาว Jewish บิดาทำงานฝ่ายอัยการ (Prosecutor) ในตอนแรกบุตรชายตั้งใจดำเนินตามรอยเท้า สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต University of Vienna ก่อนเปลี่ยนใจมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ลูกศิษย์ของ Max Reinhardt เรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง กำกับโปรดักชั่น จากนั้นได้รับชักชวนกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Die große Liebe (1931) [แปลว่า The Great Love], ระหว่างเดินทางมาทำงานโปรดักชั่น Broadway จับพลัดจับพลูเซ็นสัญญา 20th Century Fox โด่งดังกับโคตรหนังนัวร์ Laura (1944), Fallen Angel (1945), ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เลื่องชื่อกับหนังท้าทายข้อห้าม (Taboo) พร้อมเผชิญหน้ากองเซนเซอร์ Hays Code อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), Anatomy of a Murder (1959), Porgy and Bess (1959), Exodus (1960), Advise & Consent (1962) ฯ

สำหรับ The Man with the Golden Arm ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Nelson Algren (1909-81) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เริ่มเขียนหลังกลับจากรับใช้ชาติ สงครามโลกครั้งที่สอง ตอนแรกตั้งใจจะเขียนแนวสงคราม (War Novel) แต่ระหว่างนั่งดื่มกับเพื่อนเก่า เล่าให้ฟังว่าตนเองเสพติดเฮโรอีน จึงผสมผสานเรื่องราวคนติดยาเพิ่มเข้าไปด้วย

เกร็ด: Working Title ของนวนิยายคือ Night Without Mercy แต่บรรณาธิการเรียกร้องขอชื่อใหม่ที่ฟังดูน่าซื้ออ่านมากกว่านี้ ซึ่งคำว่า “Golden Arm” เป็นสิ่งที่ Algren ได้ยินบ่อยจากเพื่อนทหารอิตาเลี่ยนในกองทัพ

I had a buddy—little Italian bookie—pretty good dice-shooter, and he always used that phrase. We’d go partners—he’s a fairly good crap-shooter—I mean, he’s always good for about three passes. And then I’d say, “Pick it up, Joe, pick it up,” and he’d say, “Don’t worry, gotta golden arm.” Then he’d come out with a crap. He never picked it up at all— but that’s where I got that title. That was a guy I knew in the Army. It has no connection, it just happened to fit in later.

Nelson Algren

หลังจากนวนิยายตีพิมพ์ ค.ศ. 1949 ก็ได้รับการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างภาพยนตร์โดยโปรดิวเซอร์ Bob Roberts เพื่อให้นักแสดง John Garfield รับบทนำ แต่ทว่าบทหนังไม่ผ่านการอนุญาตของกองเซนเซอร์ Hays Code จึงไม่สามารถทำอะไรได้ต่อ จนกระทั่ง Garfield เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1952 ลิขสิทธิ์ดัดแปลงจึงถูกขายต่อมาถึงมือผกก. Preminger

[The basic story of The Man with the Golden Arm] was unacceptable under the provisions of the Production Code. In view of the fact that this dope addiction problem is basic to this story, we suggest you dismiss any further consideration of this material for a motion picture to be made within the Code.

Joseph Breen ตอบปฏิเสธการดัดแปลงนวนิยาย The Man with the Golden Arm

ในตอนแรกผกก. Preminger ชักชวนเจ้าของนวนิยาย Algren มาช่วยดัดแปลงบทหนัง แต่ทว่าทำได้วันสองวัน ความเห็นไม่ลงรอย เลยถูกเลิกจ้างโดยพลัน! สาเหตุเพราะไม่ต้องการอ้างอิงพื้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และโดยเฉพาะตอนจบที่พระเอกกู่ไม่กลับ เลยว่าจ้างนักเขียนบทคนใหม่ Walter Newman (Ace in the Hole, Cat Ballou, Bloodbrothers) ปรับเปลี่ยนแก้ไขเรื่องราวแตกต่างจากนวนิยายไปพอสมควร

  • ในนิยาย Frankie อยู่ในวัยย่าง 30 เพิ่งผ่านการรับใช้ชาติช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เสพติดมอร์ฟีนที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บ, ผิดกับฉบับภาพยนตร์ Frank Sinatra อายุย่างสี่สิบ เพิ่งพ้นโทษ ออกจากเรือนจำ/สถานบำบัดผู้ติดยา
  • ในนิยาย Frankie เพิ่งเริ่มฝึกฝนตีกลอง (Practice Pad) วาดฝันอยากเป็นมือกลองในอนาคต, แต่ว่าฉบับภาพยนตร์ ฝีไม้ลายมือการตีกลองของ Sinatra ร่ำเรียนจาก Shelly Manne สามารถเล่นวงใหญ่ (Big Band) ได้สบายๆ
  • ภรรยา Sophia มีอาการป่วยเวชศาสตร์กายจิต/โรคเครียด (Psychosomatic) กลายเป็นอัมพาตนั่งบนรถเข็น แต่ทว่าภาพยนตร์ เธอกลับสามารถลุกขึ้น-ยืน-เดิน หลอกลวงสามี เพราะไม่ต้องการสูญเสียเขาไป
  • ตอนจบของนวนิยาย Frankie บังเอิญฆ่า Nifty Louie หลังถูกตำรวจต้อนจนมุม เลยตัดสินใจผูกคอตายในวัน April Fools’ Day

เกร็ด: ด้วยความที่บทหนังแตกต่างจากต้นฉบับนวนิยายค่อนข้างมาก Algren จึงไม่มีความประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ “What does that movie have to do with me?” แต่เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1956 ยื่นฟ้องผกก. Preminger และสตูดิโอ United Artists ที่ปฏิเสธจ่ายส่วนแบ่งกำไรตามสัญญาเคยทำเอาไว้เมื่อปี ค.ศ. 1949 ถึงอย่างนั้น Algren กลับไม่มีเงินจ่ายค่าธุรกรรมกฎหมาย เลยจำใจต้องถอนฟ้อง (น่าจะไกล่เกลี่ยนอกศาลสำเร็จมากกว่า)


เรื่องราวของ Frankie Machine (รับบทโดย Frank Sinatra) ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ Narcotic Farm หวนกลับสู่ละแวกที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของ Chicago จากเคยติดยา บำบัดรักษาหาย ฝึกฝนการตีกลอง สำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่

แต่ทว่าเมื่อพบเจอผองเพื่อน เจ้านายเก่า Nifty Louie (รับบทโดย Darren McGavin) รวมถึงภรรยา Sophia (รับบทโดย Eleanor Parker) ต่างพยายามโน้มน้าวให้เขาหวนกลับมาทำงานอาชีพเดิม นักจั่วไพ่มือทอง (Golden Hand Dealer) ทั้งความเครียด กดดัน ไม่นานนัก Frankie ก็หวนกลับมาพึ่งพายาเสพติดอีกครั้ง

Frankie เคยมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสาววัยเด็ก Molly (รับบทโดย Kim Novak) ต่างยังคงรัก ห่วงโหยหา เธอเป็นคนเดียวให้การสนับสนุนอาชีพนักตีกลอง โน้มน้าวให้ละเลิกการจั่วไพ่ แม้แต่ตอนเขาหวนกลับมาติดยา ยินยอมปิดประตู ล็อกห้อง เพื่อให้สามารถหักดิบ หายจากอาการเสพติด


Francis Albert Sinatra (1915-98) นักร้อง/นักแสดง ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เกิดที่ Hoboken, New Jersey ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านดนตรี Big Band Jazz, หลงใหล Gene Austin, Rudy Vallée, Russ Colombo, Bob Eberly, และไอดอลคือ Bing Crosby ด้วยนิสัยเกเรทำให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน ทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ เริ่มต้นร้องเพลงตามคลับต่างๆ ต่อด้วยรายการวิทยุ จนกระทั่งได้รับการค้นพบโดย John Quinlan สอนร้องเพลง เซ็นสัญญาค่าย Columbia ออกอัลบั้มแรกในชื่อ The Voice of Frank Sinatra (1946), ส่วนภาพยนตร์เริ่มต้นจากหนังเพลง Anchors Aweigh (1945), On the Town (1949), โด่งดังพลุแตกกับ From Here to Eternity (1953)**คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), Guys and Dolls (1955), Some Came Running (1958), Ocean’s Eleven (1960), The Manchurian Candidate (1962) ฯ

รับบท Frankie Machine ฉายา Dealer นักจั่วไพ่มือทอง เป็นคนขี้ยา หลายเดือนก่อนถูกตำรวจจับกุม ส่งเข้าบำบัดรักษายัง Narcotic Farm ณ Lexington, Kentucky หลังได้รับการปล่อยตัว ตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สภาพแวดล้อม พรรคพวกพ้อง รวมถึงความรู้สึกผิดที่เคยทำให้ภรรยาขาพิการ ผลักดันให้เขาต้องหวนกลับมาพึ่งพายาเสพติด หวนกลับมาเป็นนักจั่วไพ่ ที่จักค่อยๆสูญเสียทุกสิ่งอย่างไป

แรกเริ่มต้น ผกก. Preminger มีความสนใจ Montgomery Clift ไม่ก็ William Holden แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ จากนั้นบทหนังส่งมาถึง Marlon Brando พร้อมๆกับ Frank Sinatra รายหลังยังไม่ทันอ่านจบรีบตอบตกลง เพราะไม่ต้องการประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนตอน Brando แก่งแย่ง ชิงตัดหน้ารับบทนำ On the Waterfront (1954)

ภาพจำของ Sinatra เป็นบุคคลประเภท ‘Hard-living Lifestyle’ ดื่มหนัก ห้าวเป้ง ใจนักเลง เคยมีข่าวลือสนิทสนมเจ้าพ่อค้ายา Pablo Escobar ทำธุรกิจนำเข้ายาเสพติด แต่ชีวิตจริงเป็นเช่นนั้นไหมคงไม่มีใครตอบได้ แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็อาจมีบางส่วนนำจากประสบการณ์ตรง เลยสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวละครได้พอสมควรเลยละ

ถือเป็นการแสดงที่ไม่ง่าย โคตรๆท้าทาย เพราะต้องใช้ทั้งร่างกาย-จิตวิญญาณ ถ่ายทอดวิวัฒนาการจากคนปกติ ถูกกดดันจากทุกสิ่งอย่างรอบข้าง เก็บกด อัดอั้น แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง ค่อยๆสูญเสียการควบคุม มิอาจหักห้ามใจของตนเอง พอเสพยาเข้าไปเกิดอาการลุกรี้ร้อนรน กระวนกระวาย ตะเกียกตะกาย และโดยเฉพาะระหว่างหักดิบ (Cold Turkey) ดิ้นทุรนทุราย จะเป็นจะตาย … คนที่เคยพานผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้ แม้แค่เพียงการแสดง (เห็นว่า Sinatra เดินทางไปสถานบำบัด เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วยติดยาอยู่พักใหญ่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับตัวละคร) ผมก็ไม่ครุ่นคิดว่า Sinatra จะพาตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจค้ายาหรอกนะครับ

เกร็ด: ในบทสัมภาษณ์รายการ The Tonight Show Starring Johnny Carson เมื่อปี ค.ศ. 1976 ได้รับการสอบถามถึงจุดสูงสุดในอาชีพการแสดง หนึ่งคือตอนคว้ารางวัล Oscar ภาพยนตร์ From Here to Eternity (1953) และติดตามด้วย The Man with the Golden Arm (1955) ให้คำยกย่องสรรเสริญ “a milestone in the motion picture business”


Eleanor Jean Parker (1922-2013) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cedarville, Ohio ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลด้านการแสดง ชอบการขึ้นเวที พออายุ 15 เข้าตาแมวมองสตูดิโอ Fox แต่บอกปฏิเสธเพราะต้องการสะสมประการณ์แสดงสักเล็กน้อยก่อน จากนั้นออกเดินทางสู่ Hollywood ฝึกฝนการแสดงอยู่ยัง Pasadena Playhouse คราวนี้เข้าตาแมวมอง Warner Bros. ยังคงตอบปฏิเสธเช่นเคย! จนกระทั่งหนึ่งปีให้หลังเดินทางมาทดสอบหน้ากล้อง เลือกเซ็นสัญญา Warener Bros. ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941, เริ่มต้นจากตัวประกอบหนังเกรดบี ไต่เต้าจนมีโอกาสรับบทนำ Of Human Bondage (1946), โด่งดังกับ Caged (1950) คว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Venice, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Detective Story (1951), Interrupted Melody (1955), The Man with the Golden Arm (1955), The Sound of Music (1965) ฯ

รับบท Sophia Machine ชื่อเล่น Zosh หลายปีก่อนจากความมึนเมาของ Frankie ขับรถประสบอุบัติเหตุ กลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวท่อนล่าง ด้วยความรู้สึกผิดเขาจึงสู่ขอแต่งงานกันในโรงพยาบาล โชคดีที่สามารถทำการรักษา หวนกลับมาลุกขึ้น-ยืน-เดินได้อีกครั้ง แต่เธอกลับเลือกปกปิดซ่อนเร้น ไม่ยินยอมเปิดเผยความจริงต่อสามี เพราะกลัวจะถูกทอดทิ้ง เต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต มองโลกในแง่ร้ายอยู่ตลอดเวลา

นักเขียนบท Walter Newman มีภาพนักแสดง Joanne Woodward ไม่ก็ Shelley Winters แต่ทว่าผกก.Preminger ประทับใจ Eleanor Parker จากภาพยนตร์ Caged (1950) จึงขอหยิบยืมตัวมาจากสตูดิโอ MGM

หลายคนอาจหงุดหงิด รำคาญการแสดงของ Parker ท่าทางวอกแวก ลุกรี้ลุกรน เหมือนคนวิกลจริต มีปัญหาทางจิต ตอนแรกผมครุ่นคิดว่าเธอกระสันยา ก่อนค้นพบว่ามันอาการหวาดระแวง กลัวการถูกทอดทิ้ง จึงยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโน้มน้าว เกลี้ยวกล่อม ล่อหลอกลวง Frankie เพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

การแสดงของ Parker ต้องถือว่าน่าประทับใจไม่น้อยไปกว่า Novak! เพราะต้องแสร้งว่าอัมพาต ไม่สามารถขยับร่างกายท่อนร่าง จึงทำได้เพียงถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้า น้ำเสียงสนทนา และท่าทางภาษามือที่พยายามฉุกกระชาก ลากรถเข็น ดึงชายคนรักไม่ให้ไปไหน บางครั้งเล่นบทตำรวจดี บางทีเปลี่ยนเป็นตำรวจร้าย (Good Cop & Bad Cop) จะเอายังไงกันแน่ แต่พอความจริงเปิดเผย เลยทำให้ผู้ชมรู้สึกสมเพศเวทนา

ผมเคยจดจำ Parker จากบทบาท Baroness Elsa von Schraeder คู่หมั้นของ Captain von Trapp ในภาพยนตร์ The Sound of Music (1965) คาดไม่ถึงว่าเธอจะเคยรับบทที่เต็มไปด้วยความคลุ้มบ้าคลั่งขนาดนี้ (นี่ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่รับบทแบบนี้ด้วยนะ) คาดว่าเมื่อผมหวนกลับไป Revisit โคตรหนังเพลงเรื่องนั้น อาจบังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดต่อ Baroness อย่างแน่แท้!


Marilyn Pauline ‘Kim’ Novak (เกิดปี ค.ศ. 1933) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ในครอบครัวเชื้อสาย Czech วัยเด็กมีความสนใจด้านการวาดรูป ได้ทุนการศึกษา School of the Art Institute of Chicago ระหว่างวันหยุดฤดูร้อนทำงานเป็นนางแบบโปรโมทตู้แช่แข็ง (Deepfreeze) ได้รับฉายา Miss Deepfreeze ออกทัวร์ทั่วสหรัฐอเมริกา พอได้เงินมาเดินทางสู่ Los Angeles เข้าตาแมวมอง กลายเป็นตัวประกอบ Son of Sinbad (1953), The French Line (1953), เซ็นสัญญา Columbia Pictures รับบทเด่น Pushover (1954), Phffft (1954), แจ้งเกิดกับ The Man with the Golden Arm (1955), Picnic (1955) เข้าชิง Golden Globe: Most Promising Newcomer, ผลงานเด่นๆ อาทิ Vertigo (1958), Bell, Book and Candle (1958), Strangers When We Meet (1960), Of Human Bondage (1964) ฯ

รับบท Molly Novotny สาวโฮสเตส ทำงานในบาร์ เลยมักโดนดูถูกเหยียดหยาม เพียงดอกไม้ริมทาง ทั้งๆตัวจริงเป็นคนโอบอ้อมอารี มีจิตใจเมตตากรุณา ยังคงห่วงโหยหาเพื่อนสมัยเด็ก Frankie คอยเป็นกำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน เปรียบดั่งกัลยาณมิตร แนะนำพาเขาสู่ทิศทางชีวิตที่ถูกต้อง

ผมหารายละเอียดไม่ได้ว่าผกก. Preminger มีความประทับใจอะไรในตัว Kim Novak ถึงขนาดยินยอมจ่าย $100,000 เหรียญ เพื่อขอหยิบยืมตัวมาจาก Columbia Pictures (ทั้งๆที่เธอได้รับค่าจ้างเพียง $1,000 เหรียญต่อสัปดาห์)

ลบภาพจำของ Novak จาก Vertigo (1958) ทิ้งไปได้เลย! เรื่องนั้นมีเพียงภาพลักษณ์ที่ทำให้ตัวละคร/ผู้ชม เกิดความหมกมุ่น ลุ่มหลงใหล วัตถุในความสนใจ (Object of Desire) ไม่ได้มุ่งเน้นขายการแสดงสักเท่าไหร่, ผมรู้สึกตัดสินใจถูกมากๆที่เลือกรับชม The Man with the Golden Arm (1955) ทำให้ได้พบเห็นตัวตน ศักยภาพแท้จริง บอกเลยว่าการแสดงของ Novak เจิดจรัสกว่าเป็นไหนๆ

ภาพลักษณ์ของ Novak แม้ยังสวยสาว แต่ดูบอบช้ำ เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เหมือนคนพานผ่านอะไรมามาก ถึงอย่างนั้นยังคงจิตใจอันบริสุทธิ์ มองโลกในแง่ดี ไม่เคยคิดร้ายต่อใคร พร้อมให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนชายคนรัก ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เขาละเลิกยาเสพติด … เกือบจะเป็นแม่พระ หญิงสาวในอุดมคติ

หลายคนอาจมองว่าตัวละครนี้อุดมคติ ดีเกินไป แต่อย่าลืมว่า Molly คือภาพสะท้อนของ Sophia กระจกสองด้านที่แสดงให้เห็นถึงบุคคลรอบข้าง สามารถสร้างอิทธิพล ส่งผลกระทบต่อผู้เสพยาเช่นไร

เกร็ด: Otto Preminger เป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผด็จการในกองถ่าย ไม่พอใจอะไรก็ด่ากราด แต่ด้วยความประทับใจการแสดงของ Novak เล็งเห็นถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่าง จึงเป็นบุคคลเดียว(ในกองถ่ายนี้)ที่ได้รับการเอ็นดูทะนุถนอม พูดสุภาพอ่อนน้อม ไม่เคยขึ้นเสียงใส่อารมณ์สักครั้งเดียว!


ถ่ายภาพโดย Samuel Leavitt (1904-84) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, โตขึ้นทำงานเป็นผู้ช่วยควบคุมกล้อง (Camera Operato) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 30s กว่าจะเริ่มได้รับเครดิตภาพยนตร์ก็ต้นทศวรรษ 50s ผลงานเด่นๆ อาทิ A Star Is Born (1954), The Man with the Golden Arm (1955), The Defiant Ones (1958)**คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Anatomy of a Murder (1959), Exodus (1960), Cape Fear (1962), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ

ด้วยความที่ผกก. Preminger มาจากสายละคอนเวที งานภาพของหนังจึงไม่ได้แพรวพราวด้วยเทคนิคภาพยนตร์ แต่จักเต็มไปด้วย ‘Long Take’ กล้องเคลื่อนเข้า เลื่อนออก ติดตามตัวละคร เดินไปเดินมา จากระยะไกลสู่ใกล้ ภาพมุมกว้างสู่โคลสอัพนักแสดง ต้องถือว่ามีลีลาลื่นไหว มุ่งเน้นให้อิสระนักแสดง สำแดงความสามารถออกมาอย่างเต็มศักยภาพ … ผมคุ้นๆว่าเคยอ่านเจอแนวคิดของผกก. Preminger ภาพยนตร์ไม่ต่างจากละคอนเวทีที่มีการโคลสอัพใบหน้านักแสดง

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำยัง RKO Studio, Hollywood ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955


ต้องถือว่าผกก. Preminger คือผู้ค้นพบศักยภาพแท้จริงของ Saul Bass ก่อนหน้านี้เคยแค่ออกแบบโปสเตอร์ ร่วมงานครั้งแรก The Moon Is Blue (1953) ประทับใจอย่างมากๆ เลยชักชวนมาทำ Title Sequence ภาพยนตร์ Carmen Jones (1954) แต่เรื่องที่ทำให้เขาโด่งดังพลุแตก The Man with the Golden Arm (1955) ผสมผสานอนิเมชั่นสุดแปลกเข้ากับสไตล์เพลงแจ็ส ต้องถือว่าเปิดมุมมองโลกใบใหม่ ปฏิวัติวงการ Graphic Designer เลยก็ว่าได้!

บรรดาเส้นสีขาวยาวๆที่ยื่นเข้ามา หลายคนมักตีความถึงเข็มฉีดยาทิ่มแทงเข้ามา แต่ยกเว้นภาพสุดท้ายที่จู่ๆกลายสภาพเป็นมือ ในลักษณะบิดๆเบี้ยวๆ นี่ย่อมสื่อถึง ‘Golden Arm’ อย่างแน่แท้

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยครั้ง คือภาพสุดท้ายในแต่ละซีเควนซ์ กล้องมักเคลื่อนเข้ามาถ่ายระยะประชิดใกล้ โคลสอัพใบหน้านักแสดง ส่วนใหญ่มักแสดงอาการไม่พึงพอใจต่อสถานการณ์ขณะนั้นๆ วิถีชีวิตที่เป็นอยู่ เก็บอด อัดอั้น อยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง หลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้

แม้ผกก. Preminger จะเต็มไปด้วยอคติต่อ Hays Code แต่เขาก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมากๆ ไม่ถ่ายให้เห็นภาพระหว่างฉีดยาเข้ากระแสเลือด เพียงกล้องเคลื่อนเลื่อนตรงเข้าไปถึงใบหน้า ระยะ Extreme Close-Up ดวงตาเคลิบเคลิ้ม เหม่อล่องลอย เพียงบทเพลงแจ๊สไต่ไล่ระดับไปถึงจุดสูงสุด

คือถ้าเป็นหนังสมัยใหม่ มักมีการใช้ภาษาภาพยนตร์มาพรรณาสรรพคุณฤทธิ์ยาอย่างเว่อวังอลังการ ไม่ว่าจะเชิงรูปธรรม-นามธรรม ศิลปะขั้นสูง ล้วนเป็นการ ‘Romanticize’ ให้กับการเสพยา จนผู้ชมรับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

ชายหนวดครื้มที่เป็นวาทยากร/หัวหน้าวงคือ Shorty Rogers นักดนตรีแจ๊สชื่อดัง ผู้บุกเบิก West Coast Jazz ที่ได้รับความนิยมใน California รับเชิญมาทำการแสดงร่วมกับวงออร์เคสตราของ Richard Maltby & His Orchestra ส่วนนักตีกลองก็ไม่ใช่ใครอื่น Shelly Manne (ครูผู้ฝึกของ Sinatra)

แซว: ตอนที่ Shorty Rogers สอบถาม Frank Sinatra ว่าอ่านโน๊ตเพลงได้หรือเปล่า? ชีวิตจริงของ Sinatra ไม่สามารถอ่านโน๊ตเพลง แต่เก่งเรื่องลักจำ เลยเล่นตามได้ระดับหนึ่ง

ตัดต่อโดย Louis Loeffler (1897-1972) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Otto Preminger ผลงานเด่นๆ อาทิ In Old Arizona (1928), Laura (1944), The Man with the Golden Arm (1955), Bigger Than Life (1956), Anatomy of a Murder (1959), Exodus (1960), The Cardinal (1963) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Frankie Machine หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ/สถานบำบัด Narcotic Farm เดินทางกลับบ้านที่ Chicago ตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สิ่งต่างๆรอบข้างล้วนสร้างแรงกดดัน เก็บกด อัดอั้น จนไม่สามารถควบคุมตนเอง หวนกลับไปเสพยา คลุ้มคลั่ง และกำลังจะสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

  • Opening Credit สร้างโดย Saul Bass
  • Frankie เดินทางกลับบ้าน
    • Frankie พอกลับมาถึง Chicago แวะเวียนเข้ามาทักทายเพื่อนฝูงในบาร์
    • กลับอพาร์ทเม้นท์พบเจอกับภรรยา Sophia (และ Molly)
    • Frankie กำลังจะเดินทางจะไปสมัครงาน แต่ถูกตำรวจรวบตัว คุมขัง ค่ำคืนนี้หลับนอนในเรือนจำ
  • อิทธิพลจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง
    • Frankie พยายามปฏิเสธหัวหน้าเก่า Nifty Louie ไม่ต้องการหวนกลับไปเป็นนักจั่วไพ่มือทอง
    • พบเจอกับ Molly ทำงานเป็นโฮสเตส แต่เธอถูกแมงดาเกาะกิน
    • เดินทางไปสมัครงาน ได้รับโอกาสออดิชั่น แต่ภรรยากลับโน้มน้าวให้เขากลับไปเป็นนักจั่วไพ่มือทอง
    • เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมิอาจอดกลั้นฝืนทน Frankie จึงหวนกลับไปเสพยา
  • Molly ผู้เสียสละ
    • วันออดิชั่นใกล้เข้ามา แต่ทว่า Sophia แสดงความรำคาญการซ้อมตีกลองของ Frankie
    • Frankie จึงหนีมายังบาร์ ต้องการจะเสพยา แต่ได้รับการโน้มน้าวจาก Molly ยินยอมให้มาซ้อมตีกลองในห้องของเธอ
    • Frankie เดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกสหภาพนักดนตรี ระหว่างทางกลับพร่ำเพ้อฝันกับ Molly แต่พอกลับมาถึงห้องพักภรรยากลับแสดงความไม่พึงพอใจ พยายามโน้มน้าวให้เขากลับไปเป็นนักจั่วไพ่มือทอง
    • Nifty Louie พยายามโน้มน้าว Frankie ให้รับงานจั่วไพ่กับลูกค้าคนสำคัญ ล่อหลอกด้วยการให้เสพยาไร้ขีดจำกัด
    • Frankie แวะเวียนไปมา Molly พอเธอพบว่าเขาหวนกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มิอาจอดรนทน ตัดสินใจขนข้าวของ ย้ายออกจากอพาร์ทเมนท์
  • มือทอง และจุดตกต่ำของ Frankie
    • Frankie ยินยอมรับงานจั่วไพ่ ค่ำคืนแรกได้รับชัยชนะอย่างล้นหลาม
    • ระหว่างกลับอพาร์ทเม้นท์ Frankie เกิดอาการอยากยา แต่ทว่า Nifty Louis หาข้ออ้างไม่ยินยอมให้ ต้องการได้รับชัยชนะในเกมไพ่นี้ก่อน
    • สามวันสามคืน ไม่ได้หลับได้นอน จนในที่สุด Frankie ถูกจับได้ว่าโกงไพ่
    • บุกเข้าไปในห้องพักของ Nifty Louis เรียกร้องขอเสพยาแต่ถูกปฏิเสธ เลยใช้ความรุนแรงโต้ตอบ
  • ไก่งวงเย็น (Cold Turkey) การหักดิบ
    • Frankie เดินทางไปออดิชั่น แต่ก็ไม่สามารถตีกลอง เล่นดนตรี
    • เดินทางกลับบ้านเพื่อหาเงินมาจ่ายค่ายา
    • Nifty Louis พบเห็นว่า Sophie สามารถลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะแบล็กเมล์ แต่ถูกเธอผลักตนบันไดเสียชีวิต
    • Frankie เดินทางไปยังอพาร์ทเม้นท์ใหม่ของ Molly พยายามร้องขอยืมเงิน แต่เธอสามารถโน้มน้าวให้เขาหักดิบ
    • ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานของ Frankie
    • ตำรวจติดตามมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Molly แต่พบว่า Frankie หวนกลับไปหา Sophie
    • Frankie ตัดสินใจร่ำลาจาก Molly เธอจึงพยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง ตำรวจมาพบเห็นเข้าพอดี จึงรับรู้ว่าใครคือฆาตกรตัวจริง

ด้วยความที่ Sophie และ Molly เปรียบดั่งน้ำกับน้ำมัน มีความแตกต่างตรงกันข้าม! การดำเนินเรื่องจึงมักสลับเรื่องราวของทั้งสองไปมา ส่งผลกระทบต่อสภาพอารมณ์ของ Frankie เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวติดยา-เดี๋ยวเลิกได้ นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อม คือปัจจัยสำหรับสำหรับคนติดยาเสพติด


เพลงประกอบโดย Elmer Bernstein (1922-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City (ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ Leonard Bernstein) ช่วงวัยเด็กมีความสนใจหลายอย่าง วาดรูป นักเต้น นักแสดง กระทั่งได้ทุนการศึกษาร่ำเรียนเปียโนตอนอายุ 12 ก่อนค้นพบความชื่นชอบด้านการประพันธ์เพลง (อิทธิพลจาก Aaron Copland) เริ่มมีผลงานประกอบภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 50s อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), The Ten Commandments (1956), Sweet Smell of Success (1957), Some Came Running (1958), The Magnificent Seven (1960), To Kill a Mockingbird (1962), The Great Escape (1963), True Grit (1969), Airplane! (1980), Cape Fear (1991), The Age of Innocence (1993), Far from Heaven (2002), คว้ารางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง Thoroughly Modern Millie (1967)

นอกจากลีลารัวกลองของ Frank Sinatra (บรรเลงโดย Shelly Manne) งานเพลงของหนังคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายสไตล์ดนตรี Jazz มักบรรเลงคลอประกอบพื้นหลังเบาๆ จนกระทั่งวินาทีที่ Frankie ต้องการเสพยา พ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วเย้า เดินตรงไปยังอพาร์ทเม้นท์ฟากฝั่งตรงข้าม เสียงดนตรีดังกระหึ่มขึ้นมา สามารถสื่อถึงอาการของขึ้น ‘High’ มิอาจหยุดยับยั้ง หักห้ามใจตนเอง ต้องการหลบหนี (Escapist) ออกจากสถานที่แห่งนี้

ผมชอบลูกเล่นของบทเพลง The Fix (ขณะฉีดยาเข้าเส้น) มันจะมีการค่อยๆไต่ไล่ระดับ เดี๋ยวดัง-เดี๋ยวหยุด พยายามทำออกมาให้สอดคล้องกับภาพพบเห็น Frankie เดินเข้าอพาร์ทเม้นท์ Nifty Louie หยิบผ้า หยิบเข็ม หยิบสำลี หยิบช้อน ฯ และพอฉีดเข้าเส้นเลือด กล้องเคลื่อนเลื่อนไปจับจ้องดวงตา เคลิบเคลิ้มล่องลอย ดนตรีพุ่งทะยานถึงจุดไคลน์แม็กซ์

ช่วงระหว่างการหักดิบ (Cold Turkey) ผมรู้สึกว่าการ ‘Improvised Jazz’ ช่วยให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานของตัวละคร โดยเฉพาะเสียงรัวกลอง สอดคล้องเข้ากับท่าทางกรีดกราย ดิ้นทุรนทุราย จะเป็นจะตาย ไม่สามารถควบคุมตนเอง (เวลาตัวละครตกอยู่ในความสิ้นหวังใดๆ ก็มักได้ยินเสียงรัวกลอง บ่งบอกหายนะทางจิตใจ) จนกระทั่งค่ำคืนแห่งความมืดมิดผ่านไป ดนตรีคลาสิกมอบประกายความหวัง เช้าวันใหม่ ทุกสิ่งอย่างจักกลับมาสว่างสดใส

The Man with the Golden Arm (1955) นำเสนอเรื่องราวของชายวัยกลางคน เพิ่งได้รับการปล่อยตัว ละเลิกยาเสพติด พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่อิทธิพลครอบครัว พรรคพวกพ้อง สภาพแวดล้อมรอบข้าง ทำให้เกิดความตึงเครียด กดดัน อัดอั้น จนไม่สามารถควบคุมตนเอง หวนกลับไปพึ่งพายาเสพติด จั่วไพ่มือขึ้นชั่วเวลาหนึ่ง พอหมดฤทธิ์ยาก็เริ่มลงแดง ลุกรี้ลุกรน กระวนกระวาย ตะเกียกตะกาย ทุรนทุราย จะเป็นจะตาย เกือบจะสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง

แม้ยาเสพติดจะเริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20th แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แอมเฟตามีน (Amphetamines) มอร์ฟีน (Morphine) ถูกนำมาใช้เป็นยาบรรเทาอาการเจ็บปวด ด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นเลือด สร้างความผ่อนคลาย หายเหนื่อยอ่อนล้า หลังสิ้นสุดสงครามจึงยังได้รับความนิยม กลายเป็นที่ต้องการของตลาดมืด ค่อยๆแพร่กระจายไปทุกแห่งหน

ความตั้งใจของผู้แต่งนวนิยาย Nelson Algren ประเด็นคนติดยาเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่ง ต้องการนำเสนออิทธิพล ผลกระทบจากสงครามโลก(ครั้งที่สอง) ยังคงเป็นภาพติดตาฝังใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทหารผ่านศึก (หรือก็คือ Algren เองนะแหละ) จะสามารถปรับตัวกลับสู่วิถีพลเรือน ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น

I think there’s a great tragedy in any human being who gets hooked on something, whether it’s heroin or love or a woman or whatever.

Otto Preminger

มันอาจเพราะสงครามโลกครั้งที่สองพานผ่านมาเกือบศตวรรษ ผกก. Preminger จึงไม่ใคร่สนใจประเด็นนั้นสักเท่าไหร่ ต้องการเล่าเรื่องที่มีความสากล ไม่จำเพาะเจาะจงช่วงเวลา สะท้อนปัญหาสังคม อิทธิพลคอบครัว พรรคพวกพ้อง สภาพแวดล้อมรอบข้าง ล้วนคือแรงกระตุ้นผลักดันให้มนุษย์สูญเสียการควบคุมตนเอง หันไปพึงพาสิ่งสามารถหลบหนี ‘Escapist’ จากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้

สาระข้อคิดของหนังที่สมควรค่า “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ใช่แค่นำเสนอพิษภัยยาเสพติด แต่ยังสะท้อนปัญหาสังคม อิทธิพลครอบครัว พรรคพวกพ้อง ถ้าเราอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี คบหากัลยาณมิตร ย่อมพร้อมให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน สร้างแรงผลักดัน พลังงานบวก นำพาชีวิตสู่ทิศทางแห่งความฝัน ตรงกันข้ามภรรยาวิกลจริต พวกพ้องดูไม่ปกติ นายเก่าที่สนเพียงเงินทอง ผลประโยชน์ส่วนตัว รังแต่จะสร้างความตึงเครียด เก็บกด อัดอั้น ทุกข์ทรมาน ราวกับตกนรกทั้งเป็น!

คำว่า “มือทอง” ในบริบทของหนังอาจสื่อถือกลโกงในการจั่วไพ่ ทำให้ได้รับชัยชนะ กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋า แต่ขณะเดียวกันมือข้างนั้นยังใช้เสพยา นำสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย อาจสร้างความพึงพอใจ ไต่เต้าสู่สรวงสวรรค์ได้สักพักหนึ่ง ก่อนทุกสิ่งอย่างจะล่มสลาย พังทลาย คามือข้างนั้นของตนเอง … มือที่สามารถสร้าง และทำลายตนเอง


ผกก. Preminger เชื่อมั่นว่าหนังคงไม่ผ่านการอนุญาตจาก Hays Code จึงยินยอมจ่ายค่าปรับ $25,000 เหรียญ ให้กับ Motion Picture Association of America (MPAA) เพื่อสามารถนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ ซึ่งพอกองเซนเซอร์ตีตราไม่ผ่าน ถูกหลายหน่วยงานโจมตีอย่างหนัก บรรดาโรงภาพยนตร์ต่างยินยอมนำออกฉายโดยไม่สนคำสั่งแบน

ด้วยทุนสร้าง $1 ล้านเหรียญ (ไม่รวมค่าปรับนะครับ) สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $4.1 ล้านเหรียญ! แถมช่วงปลายปียังได้เข้าชิง Oscar อีกสามสาขา

  • Best Actor (Frank Sinatra)
  • Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White
  • Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture

ความล้มเหลวในการพิจารณาครั้งนี้ ทำให้สมาคมภาพยนตร์ Motion Picture Association (MPA) ต้องลงมาตรวจสอบ ปรับปรุงกฎระเบียบ แก้ไขข้อบังคับต่างๆของ Hays Code ให้มีความทันสมัยใหม่ โดยเฉพาะประเด็นต้องห้ามอย่างการใช้ยา, ลักพาตัว, โสเภณี, ทำแท้ง และความสัมพันธ์ต่างชาติพันธุ์ ผลลัพท์ทำให้ The Man with the Golden Arm (1955) ได้รับการอนุญาตผ่านกองเซนเซอร์เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1961 มันอาจจะดูช้าเกินไป แต่ทำให้หนังสามารถนำออกฉายผ่านโทรทัศน์ เข้าถึงผู้ชมทุกเพศวัย

ระหว่างรับชมผมพยายามมองหาว่าใครคือ The Man with the Golden Arm? ก่อนค้นพบว่า ‘Golden Arm’ ไม่ได้หมายถึงแขนเทียม หรือมือสีทอง แต่เคลือบแฝงนัยยะถึงความสามารถในการโกงไพ่ จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ขณะเดียวกันยังหมายถึงการเสพยาเข้าเส้น โอ้โห! ลึกซึ้งเกินคาดหมาย

แต่สิ่งสร้างความประทับใจอย่างล้นหลามคือการแสดงของ Frank Sinatra, Eleanor Parker และ Kim Novak ต่างคนต่างมีความโดดเด่น ไม่กลัวเกรง ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตวิญญาณ แอบประหลาดใจที่ทำไมมีแค่ Sinatra ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor

จัดเรต 18+ กับการเสพยา คลุ้มคลั่ง หักดิบ

คำโปรย | Otto Preminger หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง The Man with the Golden Arm หักดิบข้อห้าม Hays Code ได้อย่างสร้างสรรค์ ทรงคุณค่า
คุณภาพ | มื
ส่วนตัว | หักดิบ


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)