Tokyo Olympiad (1965)

Tokyo Olympiad

Tokyo Olympiad (1965) Japanese : Kon Ichikawa ♥♥♥♡

ครั้งแรกกับการมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกบนผืนแผ่นดินเอเชีย 1964 Tokyo Summer Olympic โดยปรมาจารย์ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Kon Ichikawa ที่เน้นนำเสนอภาพวิถีชีวิตของนักกีฬา บรรยากาศรอบๆข้างสนามแข่ง มากกว่าผลการแข่งขันแพ้ชนะ

ภาพพระอาทิตย์ในฉากเปิดเรื่อง กับคนที่ไม่รู้มาก่อน (มีด้วยเหรอ?) อาจคิดว่า นี่เป็นฉากที่เปรียบเสมือน Dawn of Olympic จุดเริ่มต้นก่อนเข้ามหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติ แต่แท้จริงแล้วมันคือการประกาศศักดาว่า ว่านี่คือหนังของชาติอาทิตย์อุทัย และจัดขึ้นที่ญี่ปุ่น, ตอนผมดู Olympia (1938) จะมีภาพที่ถ่ายให้เห็นเปลวไฟบนกระถางคบเพลง มอดไหม้ดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง สวยงามมากๆ แต่นั่นเป็นภาพขาวดำ เมื่อเห็นภาพสีจากหนังเรื่องนี้ มันมีความหมายและความทรงพลังกว่า เพราะดวงอาทิตย์ คือสัญลักษณ์แทนประเทศญี่ปุ่น

หนังสารคดีในยุคก่อนหน้านี้มักจะมีแค่การบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แบบตรงไปตรงมา นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้น ผลลัพท์และบทสรุป ซึ่ง Tokyo Olympiad ถือเป็น milestone เรื่องสำคัญแรก ที่ไม่ได้นำเสนอแค่ภาพเหตุการณ์หรือผลลัพท์ แต่ยังมีการบันทึกภาพบรรยากาศ ให้ความสนใจสิ่งรอบข้างที่เกิดขึ้น นำเสนอพร้อมกันไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหนังสารคดี

โปสเตอร์หนังที่เลือกมานี้ ก็สามารถอธิบายความน่าสนใจของหนังได้เป็นอย่างดี เราเห็นคนวิ่งถือคบเพลิงเป็นจุดโฟกัสของภาพก็จริง แต่สิ่งที่เด่นกว่าคือพื้นหลัง ที่มีฝูงชนจำนวนมากมายมหาศาลมองมาที่ชายคนนี้ นี่เป็นการบอกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้น จากการมาถึงกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นลง ญี่ปุ่นเป็นประเทศแพ้สงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ทั้งจากเศษซากปรักหักพังของเมือง ประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะ Great Depression การจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ก็เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นต่อสายตาประชาคมโลก ว่าได้ก้าวข้ามผ่านยุคสงคราม มีการฟื้นฟูและมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเมื่อปี 1940 (ถัดจาก 1936 Berlin ของ Hitler เลย) แต่ต้องยกเลิกจัดไปเพราะเกิดสงครามข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น (Sino-Japanese Wars ครั้งที่ 2) ทำให้ต้องเปลี่ยนเจ้าภาพเป็น Helsinki, Finland แต่ก็ถูกยกเลิกเพราะเกิดสงครามโลกขึ้นพอดี

เดิมทีรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งใจมอบหมายงานบันทึกภาพการแข่งขันโอลิมปิกแก่ผู้กำกับ Akira Kurosawa ที่ตอนนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกแล้ว และได้ส่ง Kurosawa ไปดูงานที่ 1960 Rome Summer Olympics ด้วย, กลับมา Kurosawa ประเมินงบประมาณในการสร้างอยู่ที่ $1.5 ล้านเหรียญ เพิ่มข้อเรียกร้องที่ต้องการเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด และเป็นผู้ควบคุมพิธีเปิด-ปิด ทั้งหมด ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนใจให้ Kon Ichikawa เข้ามาดูแลงานสร้างเอง

ถือว่าน่าเสียดายจริงๆนะครับ ผมจินตนาการไม่ออกเลยถ้าหนังเรื่องนี้ Akira Kurosawa เป็นผู้กำกับดูแลงานสร้างทั้งหมด ผลลัพท์จะออกมายังไง

กระนั้น Ichikawa ก็แสบใช่เล่นนะครับ เขาตัดต่อต้นฉบับหนังความยาว 170 นาที ให้มีความสวยงาม เป็นศิลปะตามใจฉัน ไม่สนใจใครทั้งนั้น ซึ่งขัดต่อความต้องการของรัฐบาลญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง ผลก็คือ Japanese Olympic Committee บังคับให้ Ichikawa ตัดต่อหนังใหม่ให้ได้ตามที่พวกเขาต้องการ จนเหลือเวลาแค่ 93 นาที

เวอร์ชั่น 170 นาที ถูกเก็บไว้ใน Archive มานานแสนนาน ไม่เคยได้ถูกนำออกฉายเลย จนกระทั่งได้รับการค้นพบและทำการฟื้นฟูคุณภาพ จัดทำเป็น DVD โดย Criterion, ผมได้ดูเวอร์ชั่นนี้ ต้องถือว่าโชคดีมากๆที่ยังคงมีสภาพดีเยี่ยมสมบูรณ์อยู่ คลิปใน Youtube ที่นั้นเป็นช่อง Olympic Channel ได้ทำการตัดต่อใหม่ เอาฟุตเทจจากเวอร์ชั่น 170 นาทีเหลือความยาว 125 นาที, ผมแนะนำว่าถ้าคุณหาเวอร์ชั่นเต็มดูได้จะคุ้มค่ากว่านะครับ นอกเสียจากหาไม่ได้จริงๆ ก็ค้นใน Youtube ดูได้เลย

เครดิตถ่ายภาพเป็นของ Kazuo Miyagawa หนังใช้กล้อง 16 ตัวบันทึกภาพ ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ยังภาพผู้ชม กองเชียร์ นักกีฬาขณะเตรียมตัวก่อนการแข่งขัน หลังการแข่งขัน ฯ, ช่วงต้นเรื่องขณะวิ่งคบเพลิง หนังไปถ่ายหลายประเทศมาก เริ่มจาก Greece วิ่งผ่านยุโรป ข้ามมาเอเชีย อิหร่าน ซีเรีย อินเดีย พม่า ฮ่องกง (แอบสงสัยทำไมไม่มีไทย), ขบวนพาเรดพิธีเปิด เราน่าจะเห็นแทบทุกชาติ (ยกเว้นไทยอีกเช่นกัน)

ปีนั้นไทยเข้าร่วมการแข่งขันแล้วนะครับ (ไทยเข้าร่วมโอลิมปิกตั้งแต่ปี 1952 จัดที่ Helsinki, Finland) แต่แค่… ไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ น่าจะไม่มีปรากฎในหนังเลย (เท่าที่พยายามมองหา ไม่เห็นเลยนะครับ)

ครึ่งหลัง การถ่ายภาพจะตามติดชีวิตของนักกีฬาคนหนึ่ง ตัวแทนหนึ่งเดียวของประเทศชาด (Chad) ที่เพิ่งได้รับการยอมรับเป็นประเทศมา 4 ปี นี่เป็นการร่วมแข่งขันครั้งแรก, หลายคนอาจสงสัยว่า ชายคนนี้มีอะไรน่าสนใจ เหรียญรางวัลก็ไม่ได้ ทำไมถึงเสียเวลาตั้งเยอะนำเสนอเรื่องราวของชายคนนี้? นี่ถือเป็นอีกมุมหนึ่งของการแข่งขันโอลิมปิกนะครับ ส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่ชาติมหาอำนาจ แข่งกันทำลายสถิติโลก คว้าทอง เงิน ทองแดง แต่กลับไม่มีใครเคยเห็นหรือรับรู้เรื่องอะไรฝั่งผู้แพ้ หรือผู้เข้าร่วมชาติอื่นๆเลย จริงอยู่มันอาจไม่มีอะไรน่าสนใจ สำหรับพวกเขา แค่การได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก มันก็มีคุณค่ามากๆ เป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ แม้ตัวเองจะไม่ใช่ผู้ชนะ แต่ความรู้สึกที่ได้มันยิ่งใหญ่ตลอดกาล เป็นความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน

ตัดต่อโดย Tatsuji Nakashizu, หนังเรื่องนี้ถือว่ามีตำหนิเล็กๆน้อยๆมากมาย มีเสน่ห์แต่ยังขาดความรอบคอบ บางครั้งก็ปล่อยภาพให้เยิ่นเย้อยาวเกินไปก่อนตัดไปการแข่งขันอื่น คงเพราะต้องการให้ผู้ชมเต็มอิ่มกับบรรยากาศ ของทั้งผู้แพ้ ผู้ชนะ และผู้ชมอย่างเต็มที่, หนังมีภาพสโลโมชั่น (slow-motion) ในจังหวะสำคัญๆหลายครั้ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานสากลสำหรับภาพซ้ำ (Replay)

หนังใช้เสียงพากย์ บรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นประกอบหนังทั้งเรื่อง (ไม่ใช่แค่เสียงโฆษกประกาศผลการแข่งขันแบบ Olympia-1938) ให้เสียงโดย Ichiro Mikuni ผมคิดว่าชายคนนี้ คงมีประสบการณ์การบรรยายกีฬาสูงมาก รู้จังหวะ รู้อารมณ์ ทำให้การแข่งขันกีฬาบางประเภทที่มีการลุ้นระทึก การบรรยายช่วยเร่งอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม ให้นั่งไม่ติดเก้าอี้ หัวใจเต้นแรงตามไปด้วย ถือว่าพากย์ได้มันส์มากๆ และชอบพูดเล่นๆกับผู้ชมด้วย

เพลงประกอบโดย Toshiro Mayuzumi คนนี้ไม่ธรรมดานะครับ เป็นสาย Orchestra และแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ดังๆหลายเรื่อง เคยร่วมงานกับ Kon Ichikawa มาก่อนด้วย, สำหรับ Tokyo Olympiad เราจะไม่ได้ยินเพลงชาติดังขึ้นบ่อยแบบ Olympia แต่เป็นเพลงประกอบหนังที่สร้างบรรยากาศได้เป็นอย่างดี เร่งเร้าอารมณ์ของผู้ชมให้ถึงขีดสุด (บางครั้งถ้าเสียงเชียร์ดังมากๆ ก็จะไม่ใช้เพลงประกอบ เสียงเชียร์นี่แหละครับเพลงประกอบ) และการเลือก Auld Lang Syne บรรเลงตอนจบ สามารถทำให้เราน้ำตาคลอได้เลย

การแข่งขันสุดท้ายที่ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง ว่ากันตามตรงก็ได้อิทธิมาจาก Olympia (1938) เปะๆเลย กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วกับการแข่งวิ่งมาราธอน ที่จะต้องอยู่วันสุดท้าย เป็นกีฬาสุดท้าย เหรียญรางวัลสุดท้าย ก่อนปิดฉากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก, ให้เทียบกันระหว่าง 1938 และ 1965 ผมว่า Olympia ของ Riefenstahl บันทึกภาพการแข่งขันได้ดีกว่าเยอะ มีการใช้เทคนิคที่แปลกประหลาดกว่า ทั้งภาพ เสียงและวิธีการนำเสนอ แต่ Tokyo Olympiad มีตอนจบที่สร้างความประหลาดใจ พลิกล็อคสุดๆ แบบคาดไม่ถึง สิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดนี้ ทำให้หนังมี impact ช่วงท้ายที่ทรงพลังมาก ถึงขนาดว่ากันว่า นี่เป็นหนึ่งในการพลิกล็อคที่คาดไม่ถึงที่สุดในประวัติศาสตร์

ถ้ามองว่า Olympia (1938) ของ Lini Riefenstahl คือจุดเริ่มต้นการบันทึกภาพความยิ่งใหญ่ของมหกรรมกีฬาโอลิมปิก, Tokyo Olympiad จะคือ บทกลอน ที่พรรณาความสวยงามของการมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

แนะนำกับคอกีฬา ที่อยากดูเพื่อศึกษาการแข่งขันสมัยก่อน, นักข่าวสายกีฬา ก็ไม่ควรพลาด มีอะไรให้ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังเรื่องนี้พอสมควรเลยละ, และคอหนัง นี่เป็นหนึ่งในหนังประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับ Olympia (1938) ถ้าคุณจะดูหนังเกี่ยวกับโอลิมปิก นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

จัดเรตทั่วไป เด็กๆดูคงไม่สนุกเท่าไหร่

TAGLINE | “Tokyo Olympiad ของผู้กำกับ Kon Ichikawa นำเสนอบรรยากาศของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่ถือว่าโดดเด่นใช้ได้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE 

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Best of Olympics Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] 10. Tokyo Olympiad (1965)  : Kon Ichikawa ♥♥♥♡ […]