Train to Busan (2016)

Train to Busan

Train to Busan (2016) Korean : Yeon Sang-ho 

โลกสมัยทุนนิยม ผู้คนบริโภคด้วยปาก(กัด) ใช้ชีวิตด้วยความโลภละโมบ เห็นแก่ตัว ไม่สนใจใครอื่น, Train to Busan คือเรื่องราวของกลุ่มบุคคลที่พยายามหนีออกจากระบอบ ด้วยรถไฟสายความเร็วสูง แต่ก็ยังถูกฉุดเหนี่ยวรั้งจากบรรดาทาสนิยม (ซอมบี้) เกาะเกี่ยวแก่งแย่งกัดกินราวกับพิระมิด/แชร์ลูกโซ่ จะมีวิธีไหนไหมสามารถหนีเอาตัวรอดพ้น

ภาพยนตร์แนวซอมบี้ที่ดี ในทัศนะของบิดาผู้ให้กำเนิด George A. Romero กล่าวว่าจำเป็นต้องมีนัยยะ ความหมายแฝง ที่เสียดสีสังคม วิพากย์การเมือง เศรษฐกิจ หรือสะท้อนอะไรสักอย่างออกมา

“I always used the zombie as a character for satire or a political criticism, and I find that missing in what’s happening now,”

–  George A. Romero ให้สัมภาษณ์ปี 2013

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซอมบี้ได้แปรสภาพกลายเป็นเพียงแค่ซอมบี้ ตายแล้วกลับมามีชีวิต วิ่งกวดไล่ล่าฆ่ามนุษย์ สร้างความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทั่ว คือมันก็ไม่ผิดอะไรถ้าผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่มีทัศนะแค่นั้นนะครับ แต่นี่เป็นการสะท้อนค่านิยมใหม่ของผู้โภค สนใจความฉาบฉวย ธรรมดาเรียบง่าย มากกว่าความสวยงามที่ลึกซึ้งซับซ้อน ซ่อนอยู่ภายใน

Train to Busan เป็นภาพยนตร์ที่ต้องชมเลยว่า ลุ่มลึกล้ำ คมคาย เฉียบแหลม ส่วนผสมของ Action-Thriller-Horror กลิ่นอาย Comic/Anime อยู่เล็กๆ มีความร่วมสมัย ครบเครื่อง ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง แถมยังสะท้อนเสียดสีสังคม ค่านิยมของมนุษย์ ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ และการบริหารปกครองได้อย่างลงตัว

Yeon Sang-ho (เกิดปี 1978) ผู้กำกับ นักเขียนบทอนิเมะ/ภาพยนตร์ สัญชาติ Korea เกิดที่กรุง Seoul โตขึ้นเข้าเรียน Sangmyung University สาขาจิตรกรตะวันตก (Western Painting) จบมากำกับอนิเมะขนาดสั้นเรื่องแรก Megalomania of D (1997) และอีกหลายๆเรื่องคว้ารางวัลมากมาย ทำให้มีโอกาสสร้างอนิเมะขนาดยาว The King of Pigs (2011) รับแรงบันดาลใจจาก Satoshi Kon กับ Minoru Furuya เสียงตอบรับดีล้นหลาม ได้เข้าฉาย Directors’ Fortnight เทศกาลหนังเมือง Cannes เมื่อปี 2012

ความสนใจของ Sang-ho สร้างอนิเมะที่มุ่งกลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่ นำเสนอความมืดหม่น สำรวจพื้นฐานคุณค่าจิตใจมนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบัน และสะท้อนเสียดสีสังคม (Social Realism), ผลงานอนิเมะขนาดยาวเรื่องถัดมา The Fake (2013) นำเสนอองค์กรศาสนา ที่ใช้ความเชื่อล่อหลอกเอาเงินจากผู้ไร้การศึกษา

ผลงานถัดมาคือ Seoul Station (2016) สร้างขึ้นก่อน Train to Busan ภาพยนตร์ Live-Action เรื่องแรกของ Sang-ho ตั้งใจให้เป็น Prequel เล่าเรื่องราวก่อนหน้านั้น เหตุการณ์ขณะเชื้อไวรัสกำลังค่อยๆแพร่กระจายในกรุง Seoul แต่กลับออกฉายหลังเดือนหนึ่ง คงเพราะสร้างเสร็จไม่ทัน (โปรดักชั่นของอนิเมะ มักใช้เวลามากกว่าสร้างภาพยนตร์)

สำหรับ Train of Busan ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ MERS-CoV (เมอร์ส-คอฟ) ย่อมาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome หรือกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง เกิดจากการติดเชื้อในกลุ่ม Coronavirus (CoV) พบเจอครั้งแรกที่ประเทศ Saudi Arabia เมื่อปี 2012 แพร่กระจายสู่ Qatar, Jordan, France, Italy, Tunisia ในตอนแรกเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มเสี่ยง แต่เพราะความล่าช้าในการรับมือแก้ปัญหาของรัฐบาล ทำให้โรคระบาดนี้แพร่กระจายมาถึง

แต่เหมือนหนังจะนำแค่แนวคิดของการแพร่ระบาด และผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ มาสะท้อนเป็นเรื่องราวของของฝูงซอมบี้ ไล่ล่าฆ่าติดต่อ และมุมมองทัศนคติ การแสดงออกของมนุษย์ต่อความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องราวของ Seok-woo (รับบทโดย Gong Yoo) ผู้จัดการด้านการเงินบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นคนบ้างาน เห็นแก่ตัวเกินไปจนต้องหย่าขาดกับภรรยา เลี้ยงดูลูกสาว Soo-an (รับบทโดย Kim Su-an) ที่พอถึงวันเกิดขอของขวัญเป็นการเดินทางไปหาแม่ที่ Busan แต่หลังจากพวกเขาขึ้นรถไฟสาย KTX จากกรุง Seoul เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงของผู้คน แพร่ระบาดขึ้นทั่วเมืองและติดเข้ามาในรถไฟขบวนนี้ พวกเขาจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเอาตัวรอด

เกร็ด: Korea Train eXpress (KTX) รถไฟความเร็วสูงของประเทศเกาหลีใต้ สร้างเลียนแบบเทคโนโลยีของประเทศฝรั่งเศส ทำความเร็วได้สูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางจากกรุง Seoul ถึง Busan เริ่มเปิดให้บริการปี 2004 ระยะทาง 401.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที

Gong Yu หรือ Gong Ji-chul (เกิดปี 1979) นักแสดงสัญชาติเกาหลี เกิดที่ Busan โตขึ้นเข้าเรียน Kyung Hee University จบสาขาละครเวที เริ่มต้นจากการเป็น VJ (Video Jockey) ด้วยความหล่อเหล่ากลายเป็นนักแสดงซีรีย์ โด่งดังกับ The 1st Shop of Coffee Prince (2007), Guardian: The Lonely and Great God (2016-2017) สำหรับภาพยนตร์เรื่องเด่น Silenced (2011), The Age of Shadows (2016), Train to Busan (2016) ฯ

รับบทพ่อ Seok-woo ผู้บ้างานจนไม่มีให้เวลาให้กับลูกสาวสักเท่าไหร่ แถมยังเสี้ยมสอนอย่าเสียสละความสุขของตนเองเพื่อผู้อื่น ซึ่งการได้พบเจอเหตุการณ์ต่างๆขณะเดินทางบนรถไฟสายซอมบี้ครั้งนี้ ทำให้เขาเรียนรู้เข้าใจ ตระหนักถึงความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวบนโลกได้ จำเป็นต้องพึงพาอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่มันคือบทเรียนที่ต้องแลกมาด้วยความเสียสละ จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้อง…

ผมเคยรับชมซีรีย์ Coffie Prince อยู่หลายตอนแล้วก็เลิก แค่พอเข้าใจว่าทำไมหนุ่มๆสาวๆสมัยนั้น ถึงกรี๊ดลั่นเมื่อได้เห็นว่าหล่อเหลา เทพบุตรของ Gong Yu ตอนเล่นหนังเรื่องนี้ก็สามสิบยังแจ๋ว สงสัยจะหล่ออมตะแบบป๋าเบิร์ดเป็นแน่, เรื่องการแสดงแม้จะดูหลุดๆ ไปบ้าง (เห็นว่าพักการแสดงมา 2-3 ปี) แต่ภาพลักษณ์นี้เหมาะกับ Gong Yu เสียเหลือเกิน ฉีกภาพพระเอกรอม-คอม ได้โดยสิ้นเชิง เป็นพ่อที่พร้อมยอมเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกรักจริงๆ

สำหรับนักแสดงคนอื่นของพูดถึงเพียงคร่าวๆแล้วกัน

Kim Su-an (เกิดปี 2006) นักแสดงเด็กชื่อดัง เข้าวงการตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โด่งดังจากคือ Hide and Seek (2013), รับบท Soo-an ลูกสาวของ Seok-woo ด้วยความที่ยังอ่อนวัยไร้เดียงสา ต้องการความรักเอ็นดูจากพ่อและแม่ แต่เพราะพวกเขาหย่าขาดไม่ได้อยู่ร่วมกัน ทำให้เธอต้องเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความคิดอ่านขี้สงสัยเหมือนผู้ใหญ่ แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ไม่เข้าใจ, การเดินทางครั้งทำให้มีโอกาสเรียนรู้จักตัวตนของพ่อ แม้เขาจะไม่ได้พูดพร่ำสอนอะไร แต่ก็แสดงออกให้เป็นแบบอย่าง ทั้งถูกต้องเหมาะสมและผิดพลาด ก็อยู่ที่ว่าโตขึ้นเธอจะเลือกเส้นทางเดินไหน

Jung Yu-mi (เกิดปี 1983) นักแสดงหญิงชื่อดังยอดฝีมือ โด่งดังทั้งวงการซีรีย์และภาพยนตร์ อาทิ Family Ties (2006), Chaw (2009), My Dear Desperado (2010), The Crucible (2011) ฯ รับบท Seong-kyeong หญิงสาวท้องแก่ ภรรยาของ Sang-hwa เป็นคนมีจิตใจอ่อนโยน พร้อมให้การช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อโดยไม่ค่อยคำนึงถึงตัวเอง มีความรักต่อสามีอย่างมาก แทบทำใจไม่ได้เมื่อเขาต้องเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่น แต่ตัวเธอก็เลือกทำตามคำร้องขอ ต่อสู้จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย

Don Lee หรือ Ma Dong-seok (เกิดปี 1971) จากที่เคยเป็นอดีตเทรนเนอร์ และศิลปะป้องกันตัว กลายเป็นนักแสดงตัวประกอบสายบู๊ อาทิ The Unjust (2010), The Neighbor (2012), Nameless Gangster: Rules of the Time (2012) ฯ รับบท Sang-hwa สามีของ Seong-kyeong เริ่มมาเป็นคนที่เหมือนจะทึ่มทื่อซื่อบื้อ ใช้กำลังในการแก้ปัญหา แต่ด้วยจิตใจเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งไม่กลัวเกรงสิ่งใด กล้าพูดกล้าทำกล้าเสียสละ ลูกผู้ชายอกสามศอก ต้องถือว่าเป็นตัวละครแย่งซีนความโดดเด่นหนังไปเต็มๆ

Choi Woo-shik (เกิดปี 1990) ถึงจะเกิดที่ Seoul แต่ครอบครัวอพยพย้ายไปแคนาดา กลับมาเข้าเรียนมหาลัยที่ Simon Fraser University มีผลงานเรื่องแรก The Duo (2011), รับบท Yong-guk นักเบสบอลหนุ่ม เดินทางขึ้นรถไฟกับกลุ่มเพื่อนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันอะไรสักอย่าง แต่เมื่อทุกคนกลายเป็นซอมบี้ หลงเหลือเพียง Jin-hee เพื่อนสาวที่แอบบอกรัก เขาจึงยินยอมเสียสละทำทุกอย่างเพื่อเธอ

Ahn So-hee หรือ Sohee (เกิดปี 1992) อดีต Girl Group วง Wonder Girl ที่นานๆรับงานแสดง อาทิ Hellcats (2008) ฯ รับบท Jin-hee เชียร์ลีดเดอร์ทีมเบสบอล ที่แอบชอบ Youg-guk แต่เจ้าตัวคงเพราะไม่อยากเด่นดังเลยนิ่งเฉยแสดงความปฏิเสธ เธอมีลักษณะของ Damsel in Distress ทำอะไรไม่เป็นนอกจากรอให้พระเอกมาช่วย และปฏิเสธที่จะอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนเห็นแก่ตัว

Kim Eui-sung (เกิดปี 1965) นักแสดงรุ่นใหญ่สัญชาติเกาหลี ผลงานเด่น อาทิ The Day a Pig Fell into the Well, Office (2015), The Exclusive: Beat the Devil’s Tattoo (2015) ฯ รับบท Yon-suk เป็นถึงระดับ CEO มีความเฉลียวฉลาด รอบรู้ ช่างสังเกต แต่มีความขาดเขลา เห็นแก่ตัวเป็นที่ 1 ใครตายก็ช่างขอให้ฉันคนเดียวมีชีวิต กระทั่งตัวเองกำลังจะกลายเป็นซอมบี้ยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง เมื่อนั้นกลับร้องขอความช่วยเหลือผู้อื่น แต่ใครที่ไหนจะเห็นใจอนุเคราะห์

ตัวละคร Yon-suk ได้ทิ้งข้อคิดเตือนสติว่า “การให้ความช่วยเหลือคนเห็นแก่ตัว มีแต่นำความทุกข์ยากลำบากทรมานมาให้” หลายคนที่ปรารถนาดี ต้องการช่วยเหลือ ต่างถูกความเห็นแก่ตัวของชายคนนี้ ผลักไส ทำร้าย เข่นฆ่าแกง จนชีวิตหาไม่ถึง 3-4 คนติดๆ แต่ไม่ต้องห่วงไป คนเลวชั่วระดับนี้ มีหรือจะไม่ได้รับผลสนองกรรม

สำหรับฝูงซอมบี้ทั้งหลาย เห็นว่าการเคลื่อนไหวขยับตัว ท่าทางต่างๆ พยายามเลียนแบบให้เหมือนการเต้น Breaking หรือ B-Boying [คนส่วนใหญ่อาจรู้จักในชื่อ เบรคแดนซ์ (Breakdance)] เพื่อสร้างลูกเล่น จังหวะ ลีลา ให้มีความตื่นเต้นเร้าใจเพิ่มมากขึ้น (ก็ไม่รู้เปิดเพลงเต้นตามไปด้วย ระหว่างการถ่ายทำหรือเปล่านะ), นัยยะของซอมบี้เบรคแดนซ์ สะท้อนกับบุคคลผู้ลุ่มหลงใหลในดนตรีเสียงเพลง ขณะทำการปลดปล่อยความรู้สึก โยกย้ายส่ายขยับ เต้นราวกับคนผีออก (หรือผีเข้าหว่า?) บ้าคลั่งเสียสติ ตกเป็นทาสของอารมณ์ ความต้องการของตนเอง

ข้อสังเกตหนึ่งของฝูงซอมบี้ ทุกตนจะหยุดนิ่งโดยพร้อมเพียงเมื่อพบเจอกับความมืดขณะเข้าอุโมงค์ คงเพราะการไร้วิสัยทัศน์ในชีวิต เลยมองไม่เห็นอะไร ตามืดบอดแม้ขณะเป้าหมายอยู่ใกล้ๆ ยืนทึ่มทื่อซื่อบื้อ เหม่อล่องลอยเหมือนคนชอบเพ้อฝันกลางวัน แต่ถ้าได้ยินเสียงอะไรขึ้นมา ก็จะรีบวิ่งกรูเข้าไปหาโดยทันทีโดยขาดสติยับยั้งคิด

ถ่ายภาพโดย Lee Hyung-deok ผลงานเด่น อาทิ Goongnyeo (2007), The Housemaid (2010) ฯ ความตื่นเต้น ลุ้นระทึก สมจริงจังของหนัง เกิดจากการที่กล้องเคลื่อนไหวแทบตลอดเวลา ฉวัดเฉวียนโฉบเฉี่ยวไปมา ตามสไตล์เทรนด์แฟชั่น Action ของทศวรรษนี้

รถไฟมักเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางของชีวิต จากจุดเริ่มต้นถึงเป้าหมายปลายทางสิ้นสุด, แต่ในกรณีของหนังเรื่องนี้ มองได้ว่าเป็นความพยายาม’หนี’จากบางสิ่งอย่าง อาทิ ซอมบี้, ระบอบทุนนิยม, ความหวาดกลัว, ตัวตนของตนเอง ฯ

การถ่ายทำมีการสร้างทั้งขบวนโบกี้รถไฟขึ้นมาในสตูดิโอ เพื่อสามารถถอดชิ้นส่วนต่างๆออก ให้ระหว่างถ่ายมีความสะดวกรวดเร็ว ง่ายดายขึ้น (นี่ทำให้กล้องสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างเป็นอิสระเสรี)

แต่ด้วยความที่ผู้กำกับไม่ชื่นชอบ CG นัก ถึงหนังจะใช้ Green Screen อย่างเยอะ แต่วิวทิวทัศน์ด้านนอกรถไฟ กลับยังใช้วิธีสุดคลาสสิกของ Hollywood ยุคก่อน พิมพ์ภาพถ่ายด้านข้างแล้วใช้การหมุนไปเรื่อยๆ (แต่ว่าไปนี่อาจสิ้นเปลืองกว่าใช้ CG อีกนะ)

ช็อตที่ผมชื่นชอบประทับใจเป็นพิเศษ มาจากการถ่ายด้วยโดรน ผู้รอดชีวิตกลุ่มคนสุดท้าย วิ่งหนีฝูงซอมบี้เพื่อกระโดดขึ้นหัวรถจักรที่กำลังค่อยๆแล่นไป แต่กลับถูกเกาะเกี่ยวจากหนึ่งเป็นสองเป็นสี่ พยายามเหนี่ยวฉุดรั้งให้เคลื่อนที่ช้าลง มองจากมุมนี้เห็นเป็นเหมือนสามเหลี่ยมพีระมิด/แชร์ลูกโซ่ ซอมบี้ตนอื่นๆก็กำลังวิ่งกรูเข้าไปต่อท้ายกลายเป็นลูกสาย นัยยะของฉากนี้ สื่อสะท้อนถึงโครงสร้างหนึ่งขององค์กรธุรกิจในระบอบทุนนิยม
– จะเห็นว่ามีซอมบี้ตนหนึ่ง พยายามฉวยโอกาสปีนป่าย วิ่งขึ้นเหนือซอมบี้ตนอื่น นี่เป็นการสื่อถึงความคอรับชั่น ใช้เส้นสายโกงกิน เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แต่ใช่ว่าสุดท้ายแล้วจะเสร็จสำเร็จสมตามเป้าหมาย
– การทำลายระบอบนี้สุดแสนง่ายดาย แต่ทำจริงโคตรยาก ต้องเป็นคนที่มีอำนาจเหนือกว่า (อยู่บนหัวรถจักร) ใช้ตีนถีบคนแรกให้หลุดจากการยึดเกาะ เท่านี้แล้วทั้งฝูง ทั้งระบอบก็จบเห่แล้ว หกล้มหกคะเมน หมุนกลิ้งม้วนตลบอบอวล

ตัดต่อโดย Yang Jin-mo ต่อจากนี้มีผลงาน Ojka (2017) ฯ, นอกจาก Prologue หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครต่างๆ ที่บังเอิญร่วมกันเดินทางในขบวนรถไฟสายนี้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของพ่อ Seok-woo และลูกสาว Soo-an

โดดเด่นในการใช้ความเร็วตัดต่อสลับเปลี่ยนมุมมองทิศทางไปมา เพื่อสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก สับสนวุ่นวายอลม่าน อาจดูไม่รู้เรื่องบ้างแต่อารมณ์จัดเต็ม ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่น Action ของทศวรรษนี้

เพลงประกอบโดย Jang Young-gyu เริ่มทำเพลงประกอบตั้งแต่ The Foul King (2000), Sympathy for Mr. Vengence (2002), A Bittersweet Life (2005), The Good the Bad the Weird (2008), Running Turtle (2009), The Yellow Sea (2010) ฯ

หลายบทเพลง มีการใช้เสียง Sound Effect แทรกประกอบเข้าไปด้วย เช่นว่าเพลง Zombie Attack จะได้ยินมีเสียงเหล็กเสียดสีรางรถไฟ (แสบแก้วหูยิ่งนัก), ซอมบี้ส่งเสียงโหยหวน (อาจเป็นเสียงเครื่องดนตรี Electronic) ฯ นี่เป็นการเพิ่มความสมจริงให้กับฉากนั้นๆมากขึ้น

บทเพลงแห่งความสิ้นหวัง Goodbye World เสียงเปียโนสะท้อนกึกก้องด้วยอารมณ์ทุกข์โศกเศร้า สลดเสียใจ ถึงนี่จะคือการจากลาครั้งสุดท้าย แต่ขณะเดียวย่อมคือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ แม้อดีตจะสูญสิ้น แต่ความหวังยังคงมีอยู่ ตราบที่มีลมหายใจ

จริงอยู่ที่บทเพลงสามารถชี้ชักนำพาอารมณ์ สร้างความลุ้นระทึก ตื่นต้น เร้าใจ หรืออ่อนไหว เศร้าโศกสลด มีความโดดเด่นในเรื่องเทคนิคการผสมเสียงหลากหลาย แต่โดยรวมอาจไม่ค่อยติดหูผู้ฟังสักเท่าไหร่ เข้ากับหนังแต่ขาดความกลมกล่อมเป็นหนึ่งเดียว

Train of Busan เล่าเรื่องราวของพ่อ Seok-woo ผ่านสายตาของลูกสาว Soo-an จากเริ่มต้นเป็นคนโคตรเห็นแก่ตัว ยึดถือมั่นในระบอบ ขังตนเองอยู่ในกรอบความคิด แต่เมื่อได้เดินทางกับขวนรถไฟสายนี้ จักค่อยๆมีพัฒนาการแปรเปลี่ยนไป เรียนรู้จักการมีไมตรีจิต เริ่มให้การช่วยเหลือผู้อื่น รับมอบประกายแห่งความหวัง จนช่วงท้ายสามารถเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น ถีบตัวหลุดออกจากสิ่งที่ครอบงำตัวเองอยู่ได้

กระนั้นโชคชะตาของ Seok-woo ต้องถือว่าเป็นไปตามวงวัฎจักรชีวิต บุคคลที่เคยหลงใหลยึดติดอยู่ในกรอบ เมื่อสามารถถีบตัวออกมาได้ ก็ต้องถูกเจ้าสิ่งนั้นเหนี่ยวรั้งไว้ เป็นการได้รับผลกรรมคืนสนอง หรือจะมองว่าเป็นการพิสูจน์ตัวเองครั้งสุดท้ายก็ยังได้ ว่าใช่คนที่สามารถหลุดออกนอกระบอบได้จริงหรือเปล่า มันอาจเป็นสิ่งช่วยไม่ได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจบลงแบบนี้

คำว่า ระบอบ/กรอบ ที่ผมพูดมากว้างๆนี้ ไม่จำเป็นต้องสื่อถึง ‘ทุนนิยม’ เพียงอย่างเดียว แม้หนังจะสามารถวิเคราะห์ทำความเข้าใจได้ด้วยแนวคิดนั้นแบบเต็มๆและชัดเจน แต่ถ้าถอยหลังไปอีกหลายก้าว จักพบเห็นว่ามันยังสามารถมองนัยยะเป็นประเด็นอื่นได้ด้วยเช่นกัน อาทิ

ผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีสถานะเป็น Damsel in Distress รอคอยการช่วยเหลือจากผู้ชายเพียงอย่างเดียว มิอาจสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง, ถ้าเป็นใน Hollywood ทศวรรษนี้ หนังคงโดนบ่นขรมจากพวก Feminist ไปแล้วละ แต่เพราะนี่เป็นหนังเอเชีย ในสังคมที่ชาวเรายังมีทัศนคติมองว่า ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าของครอบครัว มันหาใช่สิ่งจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติความคิดกันง่ายๆแค่ไหน, จริงๆมองประเด็นนี้ได้อีกนัยยะหนึ่งก็คือ ผู้ชายเป็นเพศที่มีพลัง ‘อำนาจ’ เปรียบคล้ายกับผู้นำประเทศ/รัฐบาล ซึ่งถ้าวิเคราะห์ลงไปจะพบว่าสะท้อนเสียดสีการบริหารงานของรัฐบาล นิยมแบ่งฝักฝ่ายพรรคพวก กลุ่มที่เสียสละเพื่อผู้อื่น (มีส่วนน้อย) และข้างคอรัปชั่น สนแต่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

ซอมบี้ในมุมของความหวาดกลัวตัวตาย มนุษย์เลือกที่จะจัดการกับอารมณ์ลักษณะนี้เช่นไร? ยอมพ่ายแพ้สิ้นหวัง, วิ่งหนีขี้เยี่ยวเร็ดราด, ต่อสู้ขัดขืนเอาชัย, หรือเผชิญหน้าเฉพาะช่วงมีปัญหา ฯ ผมเห็นมีคนตั้งคำถามว่าทำไมกลุ่มของพระเอกไม่คิดหาวิธีจัดการซอมบี้เสียละ นี่คงต้องถามกลับว่า ฆ่าเพื่ออะไรละ?

ผู้ชมสมัยนี้ ต่างยึดติดกับแนวคิด ‘เห็นซอมบี้ต้องฆ่าทิ้ง’ จากหนัง Hollywood โดยเฉพาะของผู้กำกับ George A. Romero หรือซีรีย์ The Walking Dead (2010-) จดจำฝังใจไปแล้วกระมัง ซอมบี้คือตัวอันตราย ไม่ใช่มนุษย์ ต้องฆ่าทิ้งสถานเดียว … โห! รู้ตัวไหมครับ คุณถูกปลูกฝัง’ความรุนแรง’เข้ามาในจิตใจมากๆแล้วนะ, สันชาติญาณการเอาตัวรอดของทุกสิ่งมีชีวิต สังเกตจากสัตว์เดรัจฉานดูเลยก็ได้ อาทิ งู, แมงป่อง ฯ เวลาพวกมันเจอศัตรูหรือมนุษย์ มีไหมจะรียตรงดิ่งมาเข่นฆ่าทำร้าย ถ้าไม่เคยสร้างความเดือดร้อน มีเวรมีกรรมร่วมกัน ในความเป็นจริงคือ พวกมันต่างหลีกหนี เลี่ยงได้ก็ทางใครทางมัน อย่าไปสนใจกันดีกว่า นี่ควรเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าคุณพบเจอซอมบี้ ถ้ามันไม่ตรี่มาทำร้ายคุณ ก็อยู่เฉยๆอย่าไปยุ่งดีกว่า สังเกตจากหนุ่มน้อยนักเบสบอล พอเห็นเพื่อนๆที่กลายเป็นซอมบี้ ไม่กล้าที่จะหวดไม้ฟาดหรือทำอะไรทั้งนั้น ฆ่าซอมบี้พูดง่ายนะครับ แต่เอาเข้าจริงจะมีสักกี่คนที่ทำได้

สำหรับ 2+1 ตัวละครที่รอดชีวิตตอนจบ ต่างเป็นผู้แบกภาระหน้าที่และความหวัง มีนัยยะแฝงถึง
– เด็กหญิง เมื่อผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เติบโต เรียนรู้จัก ทำความเข้าโลกผ่านมุมมองของพ่อ ทำให้เธอ ณ ปัจจุบัน มีแนวโน้มไม่ยึดติดตัวเองอยู่ในระบอบกรอบดังกล่าว
– แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คือตัวแทนของคนรุ่นเก่า เป็นผู้แบกรับภาระให้กับคนรุ่นถัดไปที่ยังไม่รู้เรื่องราว ประสีประสาอะไรทั้งนั้น
– ทารกน้อยในครรภ์ ด้วยความยังไม่เกิด จึงยังมิสามารถถูกกำหนดด้วยระบอบกรอบอะไรได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกัน

เมื่อรถไฟไปถึงปลายทาง สถานที่ที่พวกเธอเดินเข้าไป เป็นอุโมงค์ที่มีความมืดมิดสนิท สะท้อนถึงอนาคตที่ยังคลุมเคลือของทั้งสอง แต่ปลายทางนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่าง เสียงร้องเพลงของเด็กหญิงได้เปิดทางสู่อนาคตที่สดใส

สังเกตว่าผู้รอดชีวิตทั้งสามเป็นผู้หญิง ที่มิได้เคยต่อสู้ มีอำนาจต่อรอง หรือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในหนัง, ผมมองว่าเพราะพวกเธอเป็นสัญลักษณ์ ‘ความหวัง’ ของผู้ชาย ชีวิตนี้มันคงไม่มีคุณค่า หรือเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าไม่ได้ทำเพื่อครอบครัวหรือคนที่ตนรัก

ด้วยทุนสร้างประมาณ ₩10 ล้านวอน ($8.5 ล้านเหรียญ) ในเกาหลีใต้มีจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดแห่งปี 11.56 ล้านคน ทำเงินรวมทั้วโลก $87.5 ล้านเหรียญ, ส่วนในประเทศไทย ทำรายได้ในเปิดตัว 18.0 ล้านบาท ติดอันดับ 1 ถึงสองสัปดาห์ รวมแล้ว 74 ล้านบาท (นับเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล) กลายเป็นภาพยนตร์เกาหลีที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย

เข้าชิง Blue Dragon Film Awards 11 สาขา ได้มา 1+1 รางวัล
– Best Film
– Best New Director
– Best Supporting Actor (Kim Eui-sung)
– Best Supporting Actor (Ma Dong-seok)
– Best Supporting Actress (Jung Yu-mi)
– Best Art Direction
– Best Screenplay
– Best Cinematography
– Best Lighting
– Best Editing
– Best Technical Award (Special Make-Up) ** คว้ารางวัล

รางวัลพิเศษ
– Audience Choice Award for Most Popular Film

เกร็ด: ผู้กำกับ Edgar Wright ได้ทวิตชื่นชมหนังเรื่องนี้ว่า ‘best zombie movie I’ve seen in forever.’

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ เพราะความที่มีอะไรให้ครุ่นคิดต่อภายหลังดูจบมากมาย แฝงสาระประโยชน์ข้อคิด ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่โดยรวมยังรู้สึกว่าหนังขาดๆเกินๆไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร คงเพราะส่วนผสมมีความหลากหลายแนว ผู้กำกับยังมือใหม่ขาดประสบการณ์ ผลงานลำดับต่อๆไป น่าจะพัฒนาขึ้นได้อีกมาก

แนะนำกับคอหนัง Zombie Horror วิ่งหนี ต่อสู้ เอาตัวรอดจากวันสิ้นโลก, เรื่องราวสะท้อนเสียดสีสังคม คุณค่านิยมความเป็นมนุษย์, แฟนๆนักแสดง Gong Yoo, Jung Yu-mi, Choi Woo-shik, Ahn So-hee ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความเร็ว รุนแรง บ้าคลั่ง ซอมบี้ และความตาย

TAGLINE | “Train to Busan ทุกสิ่งอย่างของหนังเปรียบได้กับรถไฟความเร็วสูง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจะไปถึงสถานีปลายทาง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of