Vampire Hunter D (1985)

Vampire Hunter D

Vampire Hunter D (1985) Japanese : Toyoo Ashida 

อย่ามองอนิเมะเรื่องนี้เพียงแค่นักล่าฆ่าแวมไพร์ที่กลายเป็น Cult Classic ดำเนินเรื่องในอนาคตแสนไกลแต่กลับมีสภาพเหมือนยุคกลาง เหล่าแวมไพร์เรียกตัวเองว่า Nobles ชนชั้นสูงผู้ปกครองเหล่ามนุษย์ด้วยความหวาดกลัว แต่การมาถึงของ D นำพาให้อัตตาธิปไตยกำลังถึงการล่มสลาย

ในยุคสมัยที่โลกตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามเย็น (Cold Wars) ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลอย่างรุนแรง ศิลปินในทศวรรษ 80s แทบทุกคนเติบโตขึ้นผ่านวันโลกาวินาศในสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นซากปรักหักพังของประเทศบ้านเกิด วิ่งหนีเอาตัวรอดจากระเบิดนิวเคลียร์ หลากหลายผลงานยุคนี้จึงเต็มไปด้วย Post-Apocalyptic, Post-Nuclear, Dystopia, โลกอนาคตที่ล่มสลาย ฯ และเรื่องราวมักเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ยากลำบาก ทุกข์ทรมาน

นำเอาพื้นหลังของโลกยุคสมัยนั้นตั้งไว้ในใจ รับชมอนิเมะเรื่องนี้สังเกตให้ดีจะพบว่า คำอ้างโลกอนาคตแสนไกลเป็นเพียงการหลอกตาผู้ชมเท่านั้น แท้จริงมันคือการเปรียบเทียบสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใน ‘ปัจจุบัน’ ของยุคสมัยนั้นออกมา ต่อให้มีสิ่งไฮเทคล้ำยุคอยู่มากมาย (อาทิ ม้าหุ่นยนต์, ปืน, รั้วไฟฟ้า ฯ) แต่ชีวิตหาได้มีความสุขสบายใจไม่ เพราะหวาดระแวงกลัวต่อแวมไพร์ Nobles ผู้ปกครองชั้นสูงที่ไม่มีอะไรสามารถต่อกรได้

ถือเป็นอนิเมะเรื่องแรกๆของโลกรุ่นเดียวกับ Barefoot Gen (1983) ที่นำเสนอภาพเลือด ความรุนแรง และการตายออกมาตรงๆไม่ปิดบังด้วย Visual Graphic แบบ Belladonna of Sadness (1973) โดยมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงคือผู้ใหญ่ วัยบรรลุนิติภาวะแล้ว สนองกับสมัยนิยมยุคบ้าเลือด Horror/Giallo ของยุโรปและอเมริกา

Vampire Hunter D เป็นอนิเมะเรื่องที่ผมเคยรับชมมาแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบ ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไม คงเพราะมันมีบางสิ่งอย่างที่ลึกซึ้งแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ แต่ตอนนั้นยังมิอาจเข้าใจได้ว่าคืออะไร รับชมครั้งนี้ในที่สุดก็มองเห็นเสียที เจ้าสิ่งนั้นมันทำให้ผมขนลุกขนพองกับความลึกล้ำของอนิเมะในทศวรรษนั้น สร้างขึ้นก่อน Wicked City (1987), Akira (1988), Ninja Scroll (1993) ฯ แม้คุณภาพจะเสื่อมถอยไปกาลเวลา แต่ก็ควรค่ากับการเป็น Cult Classic

ดัดแปลงสร้างขึ้นจากนิยาย -จริงๆคือ Light Novel แต่สมัยนั้นยังไม่มีคำเรียก- เขียนโดย Hideyuki Kikuchi วาดภาพโดย Yoshitaka Amano (มาออกแบบ Character Design ให้อนิเมะด้วย) เริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1983 ถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 31 เล่ม และภาคเสริม/Spin-off/Guide Book อีก 13 เล่ม (รวมแล้ว 44 เล่ม) [ผู้เขียนยังไม่เสียชีวิต จึงอาจเขียนเล่มต่อๆมาได้อีก], นอกจาก Vampire Hunter Series ผู้เขียน Kikuchi ยังมีผลงานเด่นอื่นอย่าง Wicked City (1981), Demon City Shinjuku (1982) ต่างก็ได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมะเรียบร้อยแล้ว

Toyoo Ashida (1944 – 2011) นักวาดภาพ อนิเมเตอร์ และผู้กำกับอนิเมชั่นชื่อดัง เกิดที่จังหวัด Chiba แม้ตอน WW2 จะยังเป็นทารกอยู่ แต่เขาก็เติบโตขึ้นในทศวรรษของ Great Depression, โตขึ้นได้ทำงานแผนก PR ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากได้รับชม Astro Boy (1963) ของ Osamu Tezuka ตัดสินใจลาออกจากงานเก่า เริ่มต้นเป็น part-time ที่ TCJ Animation Center ไม่นานก็ได้เป็น Animation Director บริษัทเดียวกับ Tezuka เรื่อง Moomin (1969), Cleopatra (1970), โด่งดังกับ Space Battleship Yamato (1974), Yatterman (1977), Cyborg 009 (1979), Dr. Slump and Arale-chan (1981), ขึ้นมาเป็นผู้กำกับเต็มตัวเรื่อง Fist of the North Star (1984–1988), Dr. Slump and Arale-chan: Hoyoyo! City of Dreams, Mechapolis (1985), Vampire Hunter D (1985) ฯ

ในยุคสมัยที่ OVA (Original Video Animation) กำลังได้รับความนิยม [มันก็คือส่งตรงลง VHS/CD/DVD นะแหละ] เป็นสื่อชนิดเดียวที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้ชม หรือความรุนแรงโหดร้ายที่ปรากฎได้ แตกต่างจากฉายโรงหนังหรือโทรทัศน์ นี่ทำให้ Ashida มีความต้องการที่จะปฏิวัติวงการอนิเมะอีกครั้งหนึ่ง

“[My] intention for the film was to create an OVA that people who had been tired from studying or working hard would enjoy watching, instead of watching something that would make them ‘feel even more tired.'”

เรื่องราวมีพื้นหลังปี 12,090 A.D. โลกได้ถูกฝูงแวมไพร์ปกครองมาอย่างยาวนาน มนุษย์ตกเป็นเพียงข้าทาสผู้ต้อยต่ำไร้ค่า อาศัยมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่นวิตกกลัว, ณ เมืองชนบทแห่งหนึ่ง หญิงสาวสวย Doris Lang ได้ถูกแวมไพร์ Count Magnus Lee ผู้ปกครองเมืองมนุษย์แถบถิ่นบริเวณนั้น กัดคอดูดเลือด ต้องกลายเป็นเจ้าสาวแต่งงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โชคดีที่เธอได้พบเจอนักล่าแวมไพร์ชื่อ D (มาจาก Dhampir ลูกครึ่งแวมไพร์กับมนุษย์) รับค่าจ้างเพียงอาหารสามมื้อ เพื่อจัดการฆ่าล้างทำลายท่านเค้านท์ผู้นี้

ถึงในอนิเมะจะพูดเปรยๆว่า D แทนด้วย Dhampir (ภาษา Albanian คำว่า dham แปลว่า teeth, pirë แปลว่า drink) แต่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะไม่ได้มีการเฉลยออกมาจริงๆ ซึ่งเรายังสามารถตีความได้ว่าอาจเป็น Dracula (ต้นกำเนิดของแวมไพร์) หรือ Destroy/Doom (สะท้อนกับการมีตัวตนของ D ที่ทำให้ Nobles ล่มสลาย)

ให้เสียงโดย Kaneto Shiozawa (1954 – 2000) นักพากย์จาก Tokyo ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เซ็กซี่ เย็นยะเยือก คล้ายๆกับ Bela Lugosi กลายเป็น Type-Cast ที่มักได้รับบทตัวร้ายไม่ก็ Anti-Heo ผลงานเด่น อาทิ Mobile Suit Gundam (1979-1980) พากย์เสียง M’Quve, Kinnikuman (1983-1986) พากย์เสียง Geronimo, Fist of the North Star (1984-1987) พากย์เสียง Rei, Saint Seiya (1986-1989) พากย์เสียง Aries Mu ฯ

ผมไม่เคยอ่านนิยายต้นฉบับ เลยไม่รู้ว่าพื้นหลังของ D มีที่มาที่ไปเช่นไร แม้อนิเมะจะเปรยเล็กๆว่าอาจเป็น Sacred Ancestor บรรพบุรุษดั้งเดิมของแวมไพร์ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้, ภาพลักษณ์เป็นชายร่างสูงใหญ่ สุขุม เงียบขรึม คางแหลมยาว พูดเฉพาะประโยคเท่ห์ๆชวนให้คิดตาม ความที่เป็นลูกครึ่งระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์ ทำให้อายุยืนยาว มีพลังพิเศษหลายอย่าง ฆ่าไม่ตายง่ายๆ มือซ้ายเหมือนว่ากับได้ทำสัญญากับปีศาจ เป็นผู้ช่วยที่มีองค์ความรู้ความสามารถหลายอย่าง ขี่ม้าที่เป็นหุ่นยนต์ออกท่องโลก เป้าหมายหนึ่งเดียว ต้องการกำจัดทำลายล้างแวมไพร์ที่เป็น Nobles ทำให้ตัวเขาถูกเรียกว่า Vampire Hunter

ถึง Yoshitaka Amano ผู้ออกแบบวาดภาพ D ในฉบับนิยายจะมาเป็น Character Design ให้กับอนิเมะด้วย แต่ภาพลักษณ์ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร คงเพื่อย่นระยะเวลาการวาดอนิเมชั่น จึงตัดทอนรายละเอียดของชุดออกไป เหลือเพียงสวมใส่ผ้าคลุมสีน้ำเงิน มีความคล้าย Dracula ในสไตล์ของอเมริกันมากขึ้น

เกร็ด: ดาบยาวของ D ชื่อว่า Grosse Messer (ภาษา German แปลว่า Great Knife)

ศัตรูคู่ปรับของ D ในครานี้ชื่อ Count Magnus Lee หลายคนน่าจะคาดเดาได้แน่ว่าเป็นการเคารพคารวะถึง Christopher Lee นักแสดงสัญชาติอังกฤษผู้รับบท Count Dracula ในช่วงทศวรรษ 50s-70s, ส่วน Magnus เห็นว่ามาจาก Magneto ตัวละครใน X-Men ของจักรวาล Marvel

ให้เสียงโดย Seizō Katō (1927 – 2014) นักพากย์รุ่นใหญ่จาก Tokyo ที่โด่งดังบทบาท Megatron กับ Galvatron ใน Transformer Series, เสียงของปู่มีความหยาบกระด้าง ลุ่มลึกในลำคอ เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยหน่ายในชีวิต พยายามแสวงหาความตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ เมื่อพบเจอก็จะมีน้ำเสียงทุ้มสูงขึ้น แสดงถึงความใคร่สนใจอยากลิ้มลอง

หน้าเหลี่ยม คางเหลี่ยม (ใบหน้าแห่งความคอรัปชั่น *-*) ผมขาว ตาเหลือง สวมผ้าคลุมสีแดง ประมาณการน่าจะมีอายุ 5,000 ปี อาศัยอยู่ในปราสาทหลังใหญ่ล้อมด้วยพื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งกว้างไกล ลูกสมุนเป็นฝูงสัตว์ประหลาดหลากหลายสายพันธุ์ และมีลูกสาวที่เกิดจากมนุษย์ชื่อ Countess Lamika Lee, เพราะความเบื่อหน่ายในชีวิตอมตะ ทุกๆ 50-100 ปี จะแสวงหาหญิงสาวสวยสุดในหมู่บ้านมนุษย์ จับมาเป็นเครื่องสังเวย แต่งงานครอบครองเรือนร่าง เพื่อให้ชีวิตมีความตื่นเต้นเร้าใจ พอสุขสมหวังหน่ายเมื่อไหร่ก็โยนทิ้งขว้างมิได้สนใจใยดี

ปราสาทของ Count Magnus Lee มีลักษณะของ Gothic Architecture แค่ช็อตแรกของอนิเมะก็ชวนให้หวาดสะพรึงกลัว ขนหัวลุกพอง ใช้สีแดงและพระจันทร์ยามราตรี บ่งบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่อันตราย มนุษย์ทั่วไปมิควรย่างกราย

สำหรับสองสาว ผู้มีความตรงกันข้ามแทบทุกอย่าง ทรงผมเหลือง-น้ำเงิน, มนุษย์-แวมไพร์ ฯ แต่กลับมีความเย่อหยิ่งทะนงในชาติพันธุ์ของตนเองอย่างสูงส่งเท่าเทียมกัน

Doris Lang (พากย์เสียงโดย Michie Tomizawa ผลงานเด่นคือ Sailor Mars ใน Sailor Moon) หญิงสาวมนุษย์ลูกชาวนา พ่อเป็นนักล่า Warewolf Hunter ที่ถูกแวมไพร์ฆ่าเสียชีวิต จึงมีความเก็บกดเคียดแค้นนับจากนั้น วันหนึ่งระหว่างออกล่าพบเจอ Count Magnus Lee ได้รับรอยจุมพิต Kiss of Nobility ต้องกลายเป็นเจ้าสาวแต่งงานกับท่านเค้านท์ แต่ด้วยความหัวดื้อรั้น เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้ตายก็ไม่ยินยอมกลายเป็นแวมไพร์ ติดต่อว่าจ้างโชคดีพบเจอ D ทำให้โอกาสรอดชีวิตยังมี, ในฉบับนิยาย ตัวละครนี้มีความเซ็กซี่ ตูมหน้าตูมหลัง ตาคมผมยาว สวยแบบแก่นแก้น แต่เพราะสไตล์ลายเส้นของผู้กำกับ Ashida แปรสภาพเปลี่ยนไปราวกับคนละคน หาความ Sexy ไม่มีเลยสักนิด

Countess Ramika Lee (พากย์เสียงโดย Satoko Kitō) แวมไพร์ลูกครึ่งสาวของ Count Magnus Lee ที่เกิดจากแม่เป็นมนุษย์ เธอจึงมีสถานะเทียบเท่า Dhampir แต่ด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนในชาติพันธุ์ กลับไม่ยินยอมรับตัวตนของตนเอง ยึดมั่นว่าฉันเป็น Nobles แบบบริสุทธิ์แท้ pure blood ไม่ฟังคำใคร ด้วยเหตุนี้จึงรับไม่ได้กับ Doris Lang หญิงสาวลูกมนุษย์ผู้ต้อยต่ำ นี่หรือจะมาเป็นแม่ของตนเอง! สุดท้ายเธอเลือกชะตากรรม ‘เกิดเป็นแวมไพร์ก็ขอตายแบบนั้น’, สำหรับภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ ในนิยายมีความหลอนๆ ตาลอยๆ เห็นแล้วรู้สึกอันตราย แต่กลับกลายสภาพเหลือเพียงคุณหนูผู้เอาแต่ใจไปเสียอย่างงั้น

ในฉบับนิยาย Doris Lang ถือแส้สวมชุดสุดเซ็กซี่สีแดง ส่วน Countess Larmica Lee ผิวขาวซีด ผมสีเขียว-เหลือง อยู่ด้านหลัง

ส่วนตัวรู้สึกค่อนข้างผิดหวังกับการออกแบบตัวละคร มีลักษณะเหมือน’เด็ก’มากเกินไป แต่มันคงเป็นเหตุผลเรื่องระยะเวลาการวาดและค่าใช้จ่ายจริงๆ ที่ทำให้ต้องตัดทอนรายละเอียดหลายสิ่งอย่างออกไป อีกทั้งรสนิยม/สไตล์ของผู้กำกับ Ashida เห็นว่าหลังจากร่วมงานกับ Akira Toriyama สร้างอนิเมะเรื่อง Dr. Slump and Arale-chan (1981) มีความชื่นชอบหลงใหลการออกแบบลักษณะนั้นมาก ถึงขนาดนำอิทธิพลรูปลักษณ์ของตัวละครมาปรับให้กลายเป็นลายเซ็นต์ของตนเอง

นอกจากการกำกับแล้ว Ashida ยังคุมในส่วน Animation Directer ที่ถือเป็นงานถนัดของเขา, สังเกตว่าหลายครั้งใช้เทคนิคทางภาพยนตร์เข้าช่วย อาทิ แพนภาพ, ซูมเข้า-ออก แทนการสร้างอนิเมชั่นเคลื่อนไหว หรือการขยับปากก็มักจะซ้ำๆหาความสมจริงไม่ได้ (บางครั้งตัดไปให้เห็นอีกตัวละครที่รับฟัง เพื่อไม่ต้องสร้างอนิเมชั่นมากนัก) นี่เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างเนียนๆ แต่ทำให้คุณภาพของอนิเมะค่อนข้างต่ำทีเดียว

ช่วงปรากฎตัวและจากไปของ D มีลักษณะภาพประกอบเพลง (หรือเพลงประกอบภาพก็ไม่รู้นะ) พื้นหลังทิวทัศน์สวยๆ ตัวละครเคลื่อนขยับไปช้าๆเนิบๆไม่รีบร้อน ไม่มีบทพูดใดๆ นี่เป็นการสร้างบรรยากาศอารมณ์ผ่อนคลายให้กับอนิเมะ หลังจากเครียดคลั่งมาโดยตลอด เป็นภาพที่ช่างตราตรึงเสียจริง (เรื่องราวจริงๆ 60 นาทีก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เพราะช่วงนี้สามารถยืดให้ยาวเพิ่มขึ้นถึง 80 นาที)

ไฮไลท์ของอนิเมชั่นคงที่การล่มสลายของปราสาทเค้านท์ จะมีการเคลื่อนไหวรวดเร็วเป็นพิเศษ ตัดต่อสลับไปมาระหว่างภาพกลางวันกลางคืน พระอาทิตย์พระจันทร์ขึ้นตกดิน ฤดูกาลเคลื่อนผ่าน ราวกับทุกอย่างกำลังย้อนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น, แต่มันก็เว่อไปนะ เพราะปราสาทน่าจะจมลงล่มสลายภายในระยะเวลาน่าจะแปปเดียวเท่านั้น แต่ทำซะเหมือนอีกเป็นสิบเป็นร้อยปีกว่าจะถูกธรณีสูบสิ้น (นั่นเพราะมีนัยยะถึงการย้อนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ที่มันผ่านมากว่า 10,000 ปีแล้ว)

เพลงประกอบโดย Tetsuya Komuro หรือ TK นักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลง หนึ่งในโปรดิวเซอร์ผู้ประสบความสำเร็จที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นผู้นำแนะนำ Dance Music ให้เข้าสู่ตลาด Mainstream ของญี่ปุ่น, ตอนทำเพลงประกอบให้กับอนิเมะเรื่องนี้ ยังเป็นนักร้องหนุ่มแน่น เพิ่งร่วมกับเพื่อนตั้งวงดนตรี TM Network เล่นเพลง Ending Credit ชื่อ Your Song ให้กับอนิเมะด้วย

กลิ่นอาย Soundtrack ของอนิเมะเรื่องนี้ แน่นอนต้องเต็มไปด้วยความหลอกหลอน สยิวกาย น่าสะพรึงกลัว เน้นเครื่องดนตรี Electronic/Synthesizer ให้สัมผัสของโลกอนาคตที่ล่มสลาย Dystopia ราวกับสูญสิ้นทุกความหวัง อนาคต และความฝัน

บทเพลงอาจไม่ติดหูเสียเท่าไหร่ แต่มีความทรงพลังไม่น้อย รู้สึกว่าได้อิทธิพลจาก Blade Runner (1982) มามากทีเดียว

สำหรับบทเพลงที่ตราตรึงติดหูของผมที่สุด ชื่อว่า D no Teemu (Wakare) เป็นบทเพลงลาจากหลังเสร็จสิ้นภารกิจของ D ควบม้าออกล่องท่องไป ธรรมชาติสองข้างทางกับทำนองเพลงนี้ ฟังดูมันช่างมีความหวังเต็มเปี่ยมเอาเสียเหลือเกิน แม้ภารกิจเป้าหมายที่ยังอีกไกลกว่าจะสำเร็จ แต่มันคือช่วงเวลาความอิ่มเอิบสุขใจเล็กๆ เพราะหนึ่งก้าวแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

อัตตาธิปไตย (Autocracy) เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดรวมศูนย์อยู่ในมือของบุคคลคนเดียว ที่สามารถตัดสินใจได้อย่างไม่จำกัดโดยกฎหมายหรือกลไกการควบคุมที่ประชาชนตั้งขึ้น, ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ว่า “ระบอบการปกครองที่ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาดและไม่จำกัด” ส่วนมากจะคือรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือระบอบเผด็จการ

Count Magnus Lee แวมไพร์ที่เรียกตัวเองเป็น Aristocrats หรือ Nobles ชนชั้นสูงผู้ปกครองมวลมนุษย์ ด้วยอำนาจเผด็จการเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว เรียกได้ว่าระบอบ ‘อัตตาธิปไตย’ โดยใช้ความหวาดกลัวเป็นอิทธิพลให้เกิดความยินยอมเป็นข้าทาสบริวารชนชั้นต่ำ

ทั้งๆที่ช่วงเวลาในอนิเมะคือปี 12,090 A.D. มีเทคโนโลยีล้ำยุคพัฒนาขึ้นมากมาย แต่ผู้คนกลับหาได้มีความสุขใจแม้แต่น้อย เพราะต้องหวาดระแวงสะพรึงกลัวต่อเจ้านาย Nobles ที่ไม่รู้วันดีคืนดีอาจผีเข้าสิง บินมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเลือดเย็นไม่สนหัว

สะท้อนเรื่องราวนี้กับยุคสมัยของสงครามเย็น อเมริกากับสหภาพโซเวียต สองชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ราวกับท่านเคานท์ ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงสะพรึงกลัว ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีเหล่าผู้นำนี้อาจกดส่งระเบิดนิวเคลียร์ มาฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็เป็นได้

แต่ไม่มีอะไรในโลกจะยังยืนยงอยู่คงกระพันนิรันดร แม้แต่ผู้นำที่มีชีวิตอมตะอยู่มานับพันหมื่นปี วันหนึ่งอาจถูกใครก็ไม่รู้สักคนโค่นล้มอำนาจ จนสูญเสียสิ้นทุกอย่างที่มีมา, นี่ราวกับเป็นการคาดการณ์พยากรณ์ ต่อเหล่าผู้นำโลกทั้งหลาย จริงอยู่ที่ ณ สมัยนั้นประเทศของคุณอาจยิ่งใหญ่คับฟ้า มหาอำนาจมิมีใครกล้าลุกฮือขึ้นต่อกร แต่ทุกอย่างย่อมมีวงจรวัฏจักรชีวิตของมัน สักวันหนึ่งเมื่อผ่านพ้นเลยจุดสูงสุดมาแล้ว ย่อมต้องถึงจุดสิ้นสุดกัลปาวสาน

สาสน์สาระของอนิเมะเรื่องนี้ มุ่งเน้นนำเสนอจุดสิ้นสุด การล่มสลายของความแตกต่างทางเชื้อชาติพันธุ์ ชนชั้น ฐานะความคิด อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเสมอภาคเท่าเทียมของมนุษย์และทุกสิ่งมีชีวิตในโลก, นี่ทำให้ผมครุ่นคิดพบเจออีกคำหนึ่งของ D ที่อาจมีนัยยะสื่อถึง Democracy ระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่ทำให้ผมคลั่งไคล้อนิเมะเรื่องนี้ คือบุคลิกความเท่ห์ระเบิดของ D ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมาเยอะ แต่สามารถใช้ความเงียบสงบ ไม่ไหวติง และการกระทำอธิบายทุกสิ่งอย่างในตัวเอง ถือเป็นตัวละครมีเอกลักษณ์โดดเด่น ลุ่มลึก น่าหลงใหลที่สุดตนหนึ่งเลยละ

อีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่งได้จากการรับชมครั้งนี้ คือนัยยะแฝงการล่มสลายของอัตตาธิปไตย เป็นการบ่งบอกว่าไม่มีอะไรในโลกที่ยั่งยืนยงคงอยู่นิรันดร์จริงๆ ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้ามาจากไหน สักวันก็ต้องถูกโค่นล้มหมดอำนาจ ตกหล่นจากบัลลังก์ จุดสิ้นสุดของยุคสมัยเผด็จการ มุ่งหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

น่าเสียดายที่คุณภาพของอนิเมะเรื่องนี้ สึกกร่อนด้อยคุณภาพลงไปตามกาลเวลา ขนาดว่า Remaster แล้ว ยังสังเกตพบเห็นตำหนิ ข้อจำกัด ความมักง่ายต่างๆนานามากมาย แต่ก็เอาเถอะจัดว่าเป็น Cult Classic ไม่จำเป็นต้องมีความสวยงามเว่อสมจริงแบบสมัยนี้ โดยรวมถือว่ายังดูดีกว่าด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นในยุคเดียวกัน

แนะนำกับคออนิเมะแนว Horror, Dark Fantasy, ดำเนินเรื่องในอนาคตไกลๆ Dystopia, หลงใหลในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เกี่ยวกับแวมไพร์และผู้ล่า, รู้จักชื่นชอบผู้กำกับ Toyoo Ashida และผู้แต่งนิยาย Hideyuki Kikuchi ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับภาพเลือด ความรุนแรง และการตายสยดสยอง

TAGLINE | “Vampire Hunter D แม้คุณภาพของอนิเมชั่นจะสึกกร่อนไปตามกาลเวลา แต่อิทธิพลความยิ่งใหญ่ของ D จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of