Vampire Hunter D: Bloodlust (2000)

Vampire Hunter D: Bloodlust

Vampire Hunter D: Bloodlust (2000) Japanese : Yoshiaki Kawajiri ♥♥♥♥

อนิเมะภาคต่อของ Vampire Hunter D (1985) สร้างโดยผู้กำกับ Wicked City (1987), Ninja Scroll (1993) ฯ คุณภาพก้าวผ่านต้นฉบับแทบทุกประการ งานศิลป์สวยเลิศระดับวิจิตร สถาปัตยกรรม Techno-Gothic ขนาดมหึมา ตัวร้าย Tragic Villain ที่น่าเห็นใจ แต่มันเป็นสิ่งที่ใครๆน่าจะรับรู้ได้อยู่แล้ว มนุษย์กับแวมไพร์จะตกหลุมรักกันได้อย่างไร

อย่าเอาอนิเมะเรื่องนี้ไปเทียบกับ ซีรีย์ Buffy the Vampire Slayer (1997–2003), True Blood (2008 – 2014) หรือ The Twilight Saga ที่นำเอาความรักโรแมนติกของสิ่งมีชีวิตสองเผ่าพันธุ์เป็นที่ตั้ง แล้วเอาประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองเป็นประเด็นรองตามมา, Vampire Hunter D คือเรื่องราวของบุคคลหนึ่ง ที่มีเป้าหมายปฏิวัติ ล้มล้างระบอบการปกครองดั้งเดิมของโลก ซึ่งประเด็นความรักเลือดพร่าน (Blood Lust) ระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ เปรียบได้กับการเลือกข้างของสองฝั่งการเมือง หนุ่มสาวทั้งสองถือเป็นผู้ทรยศต่อเผ่าชาติพันธุ์ของตนเอง แต่เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้ต้องการทำลายล้างใคร ขอแค่มีชีวิตเรียบง่ายสุขสงบสันติ ราวกับได้อยู่บนสรวงสวรรค์ก็เพียงพอใจแล้ว

เปรียบเทียบแบบไทยๆให้ดูเข้าใจง่ายหน่อยแล้วกัน ยุคสมัยหนึ่งที่การเมืองบ้านเราแบ่งพรรคพวกออกเป็นฝั่งเหลือง-แดง ที่มีแนวคิดตรงกันข้ามอย่างสุดโต่ง สมมติว่าคุณเป็นคนฝั่งเหลือง ตกหลุมรักหญิงสาวฝั่งแดง ในทางเทคนิคคิดว่าจะพูดคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า? ซึ่งถ้าความรักชนะทุกสิ่งจริงๆ วิธีการเดียวเท่านั้นที่จะอยู่ร่วมกันได้ คือต่างต้องไม่สนเรื่องการเมืองของอีกฝ่าย หลบหนีไปอยู่ยังสถานที่ไกลโพ้นไม่มีใครรู้จักสนใจเรา เงียบสงบสุขสันติตราบชั่วนิจนิรันดร์ แต่มันจะทำเช่นนั้นได้จริงๆหรือ!

เสียงเรียกร้องของแฟนๆให้สร้างภาคต่อ มีมาครั้น Vampire Hunter D (1985) แต่เพราะผู้เขียนนิยายต้นฉบับ Hideyuki Kikuchi ไม่ค่อยพึงพอใจในคุณภาพของอนิเมชั่นเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ ตำหนิรุนแรงในความ ‘cheapness’ จึงยื้อยักไม่ยินยอมให้สร้างภาคต่อจนล่วงผ่านมากว่าทศวรรษ พอได้ยินว่าผู้กำกับ Yoshiaki Kawajiri กลับยินยอมปล่อย อนุญาตให้สร้างได้โดยทันที

Yoshiaki Kawajiri (เกิดปี 1950) นักเขียน/อนิเมเตอร์/ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่น เกิดที่ Yokohama หลังเรียนจบเข้าทำงานเป็นนักอนิเมเตอร์ที่ Mushi Production Animation ตามด้วย Madhouse Studio เลื่อนขึ้นมาเป็น Animation Director และกำกับอนิเมะเรื่องแรก Lensman: Secret of The Lens (1984), ผลงานเด่น อาทิ Ninja Scroll (1993), The Animatrix (2003) กำกับตอนชื่อ Program ฯ

เหตุผลที่ Kikuchi สนใจในตัว Kawajiri เพราะเคยดัดแปลงสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นจากนิยายของเขามาแล้วถึงสองเรื่อง คือ Wicked City (1987) กับ Demon City Shinjuku (1988) เกิดความชื่นชอบประทับใจส่วนตัวอย่างมาก, ในตอนแรกที่ Kawajiri เข้าไปคุยกับ Madhouse ตั้งใจจะสร้างภาคต่อของ Wicked City แต่เพราะได้ยินว่าสตูดิโอมีความสนใจสร้างภาคต่อของ Vampire Hunter D มากกว่า แสดงความกระตือรือร้นเสนอตัวเข้ามา จนโปรเจคได้รับอนุมัติและเขาได้กลายเป็นผู้กำกับควบคุมงานสร้างทั้งหมด

Kawajiri ดัดแปลงบทอนิเมะจากนิยายเล่มที่สามของ Vampire Hunter D ชื่อว่า Demon Deathchase เรื่องราวการลักพาตัวหญิงสาวไร้นาม โดยแวมไพร์ชื่อ Mayerling เป้าหมายปลายทางคือท่าอวกาศยาน (Spaceport) Claybourne States/Castle of Chaythe โดยมีกลุ่มพี่น้องนักล่าแวมไพร์ Marcus Clan และ D ได้ถูกจ้างวานเพื่อให้ติดตามล่านำพาเธอกลับมา

มีหลายสิ่งที่เรื่องราวเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงไป
– จากหญิงสาวไร้นาม มีชื่อเรียกว่า Charlotte Elbourne
– ชื่อของแวมไพร์หนุ่ม Mayerling เปลี่ยนเป็น Meier Link
– เรื่องราวความลับของกลุ่มพี่น้องทั้งห้า Marcus Clan โดยพี่ชายทั้งสี่ Borgoff, Nolt, Kyle, Groveck (ในอนิเมะใช้ชื่อ Grove คือคนที่นอนบนเตียง) ต่างเคยข่มขืนน้องสาว Leila นี่ทำให้ชะตากรรมสุดท้ายของพี่คนโต Borgoff ถูกฝูงมดรุมกัดกินจนตาย
– สามตัวละครกลายพันธุ์ (Barbarois Mutant) ที่เป็น Bodyguard ของ Mayerling มีความพยายามทรยศหักหลังนาย และมีฉากไฮไลท์ในนิยายที่ Caroline หญิงสาวเข้าควบคุมร่างของหุ่นยนต์ต่อสู้กับ D (น่าเสียดายตัดออกไปทั้งยวง)
– ตัวละคร Carmilla ไม่มีในฉบับนิยาย เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อสร้างไคลน์แม็กซ์ช่วงท้าย, ได้แรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง Carmilla (1972) ของ Sheridan Le Fanu
– และตอนจบชะตากรรมของหญิงสาวกับ Mayerling ที่ต่างออกไป เพราะในนิยายไม่มีตัวละคร Carmilla แถมอายุของท่าอวกาศยานที่กว่า 5,000 – 10,000 ปี มันจะบินทะยานขึ้นเสู่ท้องฟ้าได้อย่างไร และ D ตอนจบก็ไม่ใจดีแบบในอนิเมะ

ผมไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้ แต่เท่าที่ตามอ่านจากหลายๆที่จนจับความตั้งใจของผู้เขียนได้ ต้องการจะสื่อว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์กับแวมไพร์ ประชาธิปไตยกับเผด็จการ เหลืองกับแดง ไม่มีวันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขสมหวังสันติ ตอนจบของนิยายคือความหดหู่หมดสิ้นหวัง

Yoshitaka Amano ผู้ออกแบบ Character Design ให้กับนิยายต้นฉบับ และอนิเมะภาคแรก Vampire Hunter D (1985) หวนกลับมาออกแบบตัวละครให้กับอนิเมะภาคใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณให้ปวดเศียรเวียนเกล้าอีกต่อไป ทำให้สามารถนำแบบจากต้นฉบับจริงๆมาดัดแปลงให้เกิดความใกล้เคียงมากที่สุด

ถึงอนิเมะเรื่องนี้จะสร้างขึ้นโดย Madhouse ที่สตูดิโอใน Tokyo แต่กลับส่งไป Post-Production (ตัดต่อ/พากย์เสียง/ใส่เพลงประกอบ) ที่ California ทำให้การเสียงพากย์เริ่มจากภาษาอังกฤษก่อนถึงตามด้วยญี่ปุ่นและจีน แต่ผมจะถือนักพากย์ฝั่งญี่ปุ่นเป็นหลัก

สำหรับ D เปลี่ยนเป็น Hideyuki Tanaka (เกิดปี 1950) นักพากย์จาก Tokyo เจ้าของเสียง Leo Aiolia เรื่อง Saint Seiya (1986-1989), Kiminobu Kogure รองกัปตันใน Slam Dunk (1993 – 1996), Yūsaku Kudō จาก Detective Conan (1996-), ล่าสุดก็ Donquixote Doflamingo เรื่อง One Piece (1999-) ฯ

ภาพลักษณ์ของ D มีความคล้ายกับนิยายมากขึ้น ทำให้ดูความน่าเกรงขาม บึกบึน เข้มแข็งแกร่งกว่าเดิม รับเข้ากับเสียงพากย์ของ Tanaka ที่ใช้การกดต่ำ ปั้นแต่งคำให้มีความชัดถ้อย สุขุมลุ่มลึก สร้างความน่าพิศวงให้ตัวละครมากยิ่งกว่า Kaneto Shiozawa ผู้พากย์ต้นฉบับเสียอีก (Shiozawa ด่วนเสียชีวิตไปก่อนเริ่มบันทึกเสียง ทำให้ต้องใช้บริการนักพากย์ใหม่)

อุดมการณ์ความตั้งใจของ D ภาคนี้ยังคงเหมือนเดิม ต้องการปฏิวัติล้มล้างการมีตัวตนของแวมไพร์ที่เรียกตัวเองว่า Nobles แต่แทนที่จะตรงดิ่งไปยังปราสาทเพื่อต่อสู้จัดการ เปลี่ยนเป็น On the Road ไล่ล่าติดตาม ไม่ให้ศัตรูมุ่งหน้าถึงเป้าหมายปลายทาง

หนึ่งในเพื่อนร่วมทางครานี้ชื่อ Leila ให้เสียงโดย Megumi Hayashibara (เกิดปี 1967) นักร้องนักพากย์ DJ จาก Tokyo โด่งดังกับบท Ranma เสียงผู้หญิง Ranma ½ (1989-1992), Rei Ayanami เรื่อง Neon Genesis Evangelion (1995), Faye Balentine เรื่อง Cowboy Bebop (1998), ถือเป็นตำนาน Seiyuu ในยุค 90s ผลงานล่าสุดก็ Kyouko Yuuki เรื่อง Sword Art Online II (2014) ตัวเอกภาค Mother’s Rosario

อนิเมะตัดปมอันน่าขยะแขยงของ Leila ทิ้งไป แล้วสร้างให้เป็นหญิงแกร่ง เข้มแข็ง ก้าวร้าวนิดๆ เพิ่มความอ่อนโยนมีน้ำใจ และมุมโรแมนติกเล็กๆกับ D เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ ที่ไม่ใช่พบเจอฆ่าแกง หรือรักคลั่งโรแมนติก

Leila เป็นหญิงสาวที่กล้าคิดทำอะไรแบบไม่สนใจใคร มองความท้าทายแปลกใหม่คือความสนุกสนานในชีวิต ไม่ผูกมัดติดตัวเองอยู่ในกรอบ ด้วยเหตุนี้เมื่อพบเจอ D สิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงชวนให้หลงใหล อยากที่จะติดตามใคร่รู้สงสัย โดยไม่รู้ตัวผูกมัดตนเองให้กับเขา กลายเป็นคำสัญญาที่ไม่น่าเชื่อว่า D จะยินยอมตกลงทำตามในตอนจบ

Hayashibara เป็นนักพากย์ที่มักได้รับตัวละครจอมแก่น หัวขบถ ภายนอกเข้มแข็งกว่าปกติ (แต่ภายในมักอ่อนแอ) คงด้วยน้ำเสียงแหลมแต่แหบแห้งเหมือนผู้ชาย มีเสน่ห์ชวนให้น่าหลงใหลอย่างยิ่ง

Kōichi Yamadera (เกิดปี 1961) นักพากย์เสียงหล่อแบบกวนๆ จาก Shiogama, Miyagi Prefecture เจ้าของเสียง Jūbei Kibagami เรื่อง Ninja Scroll (1993), Togusa ของ Ghost in the Shell (1995), Spike Spiegel จาก Cowboy Bebop (1998) ฯ เป็นโคตรนักพากย์พระเอกแห่งยุค 90s ผลงานล่าสุดก็เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง Beerus เรื่อง Dragon Ball Super (2015-)

พากย์เสียง Baron Meier Link แวมไพร์หน้าหนุ่ม ดวงตาสีแดงเต็มไปด้วย Passion ขณะที่ผิว/สีผมขาวซีดเผือก (นัยยะถึงความตาย) หลงรักคลั่งในตัว Charlotte Elbourne ยินยอมเสียสละ อดทนทรมานกายใจ มอบความรักสุดยิ่งให้กับเธอเหนือสันชาตญาณความต้องการของตนเอง

Emi Shinohara (เกิดปี 1963) นักพากย์หญิงจาก Fukushima Prefecture โด่งดังกับเสียง Makoto Kino/Sailor Jupiter เรื่อง Sailor Moon (1992-1997), Kagerou จาก Ninja Scroll (1993) และ Uzumaki Kushina ใน Naruto Shippūden (2007-2017)

ถึง Charlotte Elbourne จะไม่ค่อยมีบทพูดเสียเท่าไหร่ แต่น้ำเสียงที่เหมือนเปี่ยมด้วยความมั่นใจ กลับมิอาจตอบบางคำถามความรับผิดชอบ ราคาของสิ่งที่ต้องสูญเสียเพื่อความเห็นแก่ตัวของตัวเธอ ช่างเป็นคนมืดบอดในรักครั้งนี้เสียจริง

Countess Carmilla Elizabeth Bathory (พากย์เสียงโดย Beverly Maeda) ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นตำนานของวงการอนิเมะไปแล้ว โดยเฉพาะชุดสีแดงแรงฤทธิ์ และทรงผมที่ก็ไม่รู้ม้วนยังไงได้อย่างนั้น, พฤติกรรมความสนใจของเธอมีแต่ความเห็นแก่ตัวเอง กระหายต้องการกลับฟื้นคืนชีพด้วยเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์ (Blood Lust) ใช้ความโกหกปลิ้นปล้อน สร้างเล่ห์มารยาภาพลวงตาเป็นอาวุธ แต่ก็สามารถหลอกลวงได้กับบุคคลที่มืดบอดในรัก/ชีวิตเท่านั้น

ในบรรดา 4-5 บุคคลที่มาถึงปราสาทแห่งนี้ มีเพียง D ที่เป้าหมายชีวิตชัดเจน ตัวเขาถึงสามารถหลุดพ้นภาพมายาของ Carmilla ไปได้ และยังสามารถอดรนทนต่อพลังขับเคลื่อนมหาศาลของเพศแม่ เอาชนะด้วยการปักดาบแทงกลางหัวใจ (แบบเดียวกับ Count Dracula)

นอกจากช็อตนี้ตอนถล่ม คุ้นๆว่าไม่ภาพไหนอีกที่เห็นปราสาท Castle of Chaythe เต็มๆแบบนี้ ส่วนใหญ่จะมืดทะมึนและเห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น, ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Techno-Gothic ดูล้ำยุคสมัยเสียเหลือเกิน มีท่าอวกาศยานในตัว และบริเวณส่วนที่ยื่นออกมาคล้ายกับขาของแมงมุม (ชวนให้คิดว่าปราสาทมันอาจสามารถเคลื่อนย้ายได้)

ได้แรงบันดาลใจจากปราสาทจริงๆชื่อ Čachtice Castle ตั้งอยู่เมือง Čachtice, Slovakia สร้างขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 13 เดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Romanesque ก่อนได้รับการปรับปรุงเป็น Gothic Castle เคยเป็นที่อยู่อาศัยต่อมากลายเป็นคุกของ Countess Elizabeth Báthory เจ้าของฉายา Bloody Lady ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่น่าจะชื่อดังสุดในโลก, ปัจจุบันคงเหลือเพียงซากปรักหักพัก กลายเป็นจุดชมวิวสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

ขณะที่การออกแบบภายในปราสาท Castle of Chaythe มีความสวยงามระดับวิจิตรตระการตา โดดเด่นในรายละเอียด แสงเงา พื้นผิว และการใช้สีมีความกลมกลืน งดงามกว่าของจริงนะเนี่ย

ผมค่อนข้างชอบการออกแบบฉากห้องนี้ สังเกตลวดลายให้ดีๆโดยเฉพาะโคมไฟระย้า (Chandelier) มีลักษณะเหมือนแมงมุมมากๆ -แต่เกินไปขาหนึ่งหรือเปล่า- แถมเกาะอยู่ตรงหยากไย่บนเพดานพอดี, ฉากนี้สะท้อนกับตัวตนของ Countess Carmilla เหมือนพยายามจะล่อลวงให้เหยื่อทั้งหลายเข้ามาติดกับ

สำหรับช็อตเท่ห์สุดของอนิเมะเรื่องนี้ คาดว่าคงเป็นเอกฉันท์แน่ๆ ตอนต้นที่ Borgoff ยิงธนูใส่ D รับมาอย่างเท่ห์ ผ้าคลุมสะบัดปลิวเหมือนมนุษย์ค้างคาว ม้าหุ่นยนต์กระโดดขึ้นยืนสองขา อยู่ท่ามกลางสุสานหลุมฝังศพ และพื้นหลังพระจันทร์สว่างเต็มดวง ผมเรียกว่าช็อต ‘ราชาแห่งรัตติกาล’

ถ่ายภาพโดย Hitoshi Yamaguchi ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับ Kawajiri เรื่อง Ninja Scroll (1993), ถึงจะไม่ได้ต้องหลบมุมกล้องมากแบบภาคแรก แต่เทคนิคทางภาพยนตร์ยังคงอยู่ครบ อาทิ เลื่อนภาพ (แพนนิ่ง), ซูมเข้า-ออก ฯ

สไตล์การกำกับของ Kawajiri ดำเนินเรื่องไปแบบไม่รีบเร่ง ให้เวลากับการพูดคุยสนทนา คอยแทรกใส่ฉากแอ๊คชั่น การต่อสู้ หรือวิ่งหนีไล่ล่าอยู่เรื่อยๆไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย โดยพอถึงช่วงนั้นจะพยายามทำให้ทุกการเคลื่อนไหวทั้งภาษาภาพยนตร์และอนิเมชั่นมีความเร็วเพิ่มสูงขึ้น สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ สลับไปมาช้า-เร็ว ตลอดทั้งเรื่อง และจะทวีความลุ้นระทึกเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด ยิ่งใหญ่อลังการเต็มอิ่มกับไคลน์แม็กซ์ช่วงท้าง

เอกลักษณ์หนึ่งของนิยาย Vampire Hunter พอขึ้นเล่มใหม่จะมีนางเอกคนใหม่ เป็นผู้เล่าเรื่องราวการพบเจอ ได้รับความช่วยเหลือจาก D, เช่นกันกับในอนิเมะเรื่องนี้ที่ใช้สายตาของ Leila เป็นหลัก พบเจอเห็นเธออยู่แทบทุกฉาก (เว้นแค่ Prologue กับ Epilogue เท่านั้น) แต่เพราะ D เป็นพระเอกโดดเด่นกว่า ปรากฎอยู่ทุกฉากเช่นกัน ส่วนใหญ่เลยจะคิดว่าเรื่องราวดำเนินไปในมุมมองของเขา

เพลงประกอบโดย Marco D’Ambrosio สัญชาติอิตาเลี่ยน คงเพราะเคยได้ทำเพลงประกอบให้อนิเมะซีรีย์เรื่อง Jojo’s Bizarre Adventure (1993) ภาค Stardust Crusaders ได้ถูกใจตรงรสนิยมของผู้กำกับ เลยติดต่อชักชวนให้มาร่วมงาน, ด้วยความที่เกิดในชาวยุโรป จึงรู้จักเข้าใจกลิ่นอายของ Gothic เป็นอย่างดี ผสมเข้ากับดนตรีสไตล์ Techno ผลลัพท์ออกมามีความแตกต่างไม่เหมือนใคร สอดคล้องเข้ากับงานภาพ บรรยากาศของอนิเมะได้อย่างลงตัวที่สุด

แค่เสียงทุบเปียโนเริ่มต้นของบทเพลง Opening ก็สามารถสร้าง impact เกิดอาการสะดุ้งตกใจ ขนหัวลุกพอง เข้าใจโทนบรรยากาศของอนิเมะเรื่องนี้ได้โดยทันที

บทเพลง The Castle of Chaythe จินตนาการภาพของปราสาทขนาดมหึมากำลังค่อยๆคืนคลานเข้ามา จากที่เห็นไกลลิบขนาดกระจิดริด เคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ เงยหน้าขึ้นมองอ้าปากค้างในความใหญ่โตอลังการ แต่เพราะบทเพลงนี้ประกอบขึ้นด้วยเสียงร้องคอรัส ที่จะค่อยๆทวีความหลอกหลอน เขย่าขวัญ สั่นสะท้าน และเสียงออร์แกนให้สัมผัสของผีปีศาจซาตาน ชวนให้ขนหัวลุกพอง ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือศูนย์ใจกลางความชั่วร้ายมวลรวมทั้งหมดทั้งปวง

 

และบทเพลงที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้มีความหวังเพิ่มขึ้นมา ต่างจากตอนจบของนิยายที่เศร้าสลดหดหู่สิ้นหวัง บทเพลงชื่อว่า A Bit(e) of Hope เมื่อ Leila หันมองย้อนกลับไป ภาพปราสาท Castle of Chaythe ที่กำลังถล่มล่มสลาย แต่มียานอวกาศลำหนึ่งค่อยๆทะยานพุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้า เธอลุ้นระทึกส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ พร้อมกับคราบน้ำตาที่ไหลริน

เว้นเพียงบทเพลง Ending Credit ที่ D’Ambrosio ไม่ได้แต่งขึ้น และมีเฉพาะในฉบับฉายญี่ปุ่นเท่านั้น ชื่อเพลง Tooku Made (แปลว่า Far Away) ขับร้องโดย Tomiko Van แห่งวง Do As Infinity

เป้าหมายของลูกครึ่งมนุษย์-แวมไพร์ D คือการล้มล้างทำลายผู้นำ/ระบอบการปกครองดั้งเดิม ที่มีความคอรัปชั่นของแวมไพร์ Nobles ปกครองมนุษย์ด้วยความหวาดกลัว ในครานี้มีถึง 2 ตนที่ได้พบเจอ
– Baron Meier Link เปรียบได้กับผู้นำที่มิได้สนใส่ใจการปกครองบริหารประเทศ หรืออะไรอื่นที่ต้องแลกมากับความสุขสำราญพึงพอใจส่วนตน
– Countess Carmilla Elizabeth Bathory ตัวแทนของผู้นำที่มีเปลือกนอก จอมปลอม หลอกลวง ตัวจริงข้างในหาได้มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณ สามารถทำอะไรด้วยตนเองเป็นชิ้นเป็นอันได้

ทัศนะของ D ต่อแวมไพร์ทั้งสอง ไม่คู่ควรกับการเป็น Nobles มีอำนาจปกครองดูแลมนุษย์แม้แต่น้อย แต่ถ้าพวกเขาอยู่แบบนิ่งเฉย ไม่รุกรานสร้างความรำคาญเดือดร้อนให้กับใคร คงไม่จำเป็นต้องฆ่าล้างกำจัดทำลายทิ้ง แต่เพราะ Meier Link ลักพาตัวหญิงสาวที่เป็นมนุษย์ ระหว่างทางทำให้มนุษย์กลายเป็นลูกสมุน ไม่ว่ายังไงต้องกำจัดทิ้ง และบังเอิญเดินทางไปถึงปราสาทถิ่นที่อยู่ของ Countess Carmilla พยายามจะล่อหลอกลวงทุกสิ่งอย่าง ชักใยให้ติดกับดัก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำจัดทำลายแวมไพร์ทั้งสองตนให้สูญสิ้นไป

สิ่งน่าสนใจหนึ่งของอนิเมะเรื่องนี้ คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ (และ Dhampir)
– ความรักคลั่งระหว่างมนุษย์กับแวมไพร์ (Charlotte Elbourne กับ Meier Link) เปรียบเทียบในแง่ทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกันสุดขั้ว ขวาจัดกับซ้ายจัด ปกติแล้วไม่มีทางที่จะอยู่ร่วมเข้าใจกันได้แน่ เว้นแต่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงทัศนะทางการเมืองของตนเอง แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง! อนิเมะใช้การไล่ล่าโดยจะกลุ่มมนุษย์กับ D และภายหลังถูกหลอกโดยแวมไพร์พวกเดียวกันเอง เป็นการแสดงทัศนะบอกว่า ไม่มีทางหรอกที่คนจากสองฟากฝั่งจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ต้องถูกอดีตพื้นหลังตามติดมาหลอกหลอนถึงที่สุด คงเหลือแค่เบื้องบนสรวงสวรรค์ที่ไร้ซึ่งใครจะติดตามรังควาญอีกต่อไปได้

– ความสัมพันธ์ระหว่าง D กับ Leila Marcus จากที่ควรเป็นศัตรูคู่แข่ง กลับกลายเป็นเพื่อนที่ให้การช่วยเหลือ พึ่งพายามลำบากได้ นั่นเพราะพวกเขาต่างไม่ได้อยู่สุดโต่งซ้าย-ขวา แต่วางตัวใกล้ๆตรงกลาง แม้จะคนละฝากฝั่งแต่ก็ยินยอมรับพูดคุยเข้าใจกันได้ และการที่ตอนจบเหลือเพียงทั้งสองคนนี้ที่เหลือรอดชีวิต เป็นการแสดงทัศนะว่า ทางสายกลางในชีวิต (ประชาธิปไตย) อยู่รอดปลอดภัยที่สุดแล้ว

ใจความของอนิเมะเรื่องนี้ ยังสะท้อนความน่ากลัวของ ‘ความเห็นแก่ตัว’ การกระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อผลประโยชน์ แสวงหาความสุขส่วนตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อน แต่ก็ใช่ว่าบุคคลเหล่านี้จะลอยตัวพ้นผิดเสมอไป สุดท้ายแล้วกรรมย่อมสนองกรรม ทำอะไรกับใครไว้สักวันย่อมได้รับคืนสนองตอบอย่างสาสม

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้อย่างมาก แต่กลับไม่หลงรักคลั่งเท่าภาคแรก, มันอาจเพราะความ Cult ของเรื่องนั้น สร้างรสสัมผัสอันแตกต่างไม่มีเรื่องไหนเทียบเท่าเสมอเหมือน และ impact ความประทับใจครั้งแรกที่มีมากกว่า ขณะที่ภาคนี้รู้สึกว่ามีความ’ตลาด’ไปสักนิด ถึงยิ่งใหญ่อลังการ สวยงามกว่า แต่ไม่ตราตรึงเท่า

แนะนำกับคออนิเมะแนว Horror, Dark Fantasy, ชื่นชอบแวมไพร์ เรื่องราวเหนือธรรมชาติ รักต่างสายพันธุ์, หลงใหลสถาปัตยกรรมแบบ Techno-Gothic, รู้จักชื่นชอบผู้กำกับ Yoshiaki Kawajiri และแฟนๆนักพากย์ชื่อดังอย่าง Hideyuki Tanaka, Megumi Hayashibara, Kōichi Yamadera ห้ามพลาดเลย

คนไม่เคยรับชม Vampire Hunter D (1985) สามารถเริ่มต้นอนิเมะเรื่องนี้ได้เลย ไม่ได้มีเรื่องราวต่อเนื่องกัน แต่ขอเตือนไว้ว่าหลังจากรับชม Bloodlust ก่อนแล้วย้อนกลับไปหาภาคแรก คุณอาจจะไม่ชื่นชอบประทับใจเรื่องนั้นเลยนะ

จัดเรต 18+ กับภาพความรุนแรง เลือด และการตายที่โหดร้าย

TAGLINE | “Vampire Hunter D: Bloodlust ของผู้กำกับ Yoshiaki Kawajiri ยิ่งใหญ่อลังการ สวยงามเลิศระดับวิจิตร ก้าวผ่านภาคแรกทุกประการ แค่เพียง First Impression อาจไม่มากเท่า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of