What Price Hollywood? (1932)

What Price Hollywood?

What Price Hollywood? (1932) hollywood : George Cukor ♥♥♥♡

ความเพ้อฝันอยากเป็นดาวดารา ทำให้หญิงสาวมุ่งหน้าสู่วงการมายา Hollywood แต่มีบางสิ่งที่เธอยังไม่รับรู้ นั่นคือมูลค่าราคาแห่งความสำเร็จ เตรียมตัวกายใจไว้พร้อมหรือเปล่าจักต้องสูญเสีย, นี่คือต้นฉบับ A Star is Born แม้มิได้หวานซึ้งโรแมนติกรวดร้าวเท่า แต่คุณภาพเทียบยุคสมัยนั้นถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

อาจมีคนสงสัย การเป็นดาราดังมีอะไรต้องสูญเสีย? ความเป็นส่วนตัว, ครอบครัว/คนรัก/เพื่อนฝูง, ถูกผู้อื่นเกาะกินแสวงหาผลประโยชน์ ฯลฯ จริงๆแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกนะ ใครไหนมีความสามารถในการบริหารจัดการชีวิต อาจไม่สูญเสียอะไรเลยก็ได้ ตรงกันข้ามกับคนมิเคยตระเตรียมตัวพร้อมกายใจ ย่อมมีแนวโน้มสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง รวมถึงชีวิตของตนเอง

George Dewey Cukor (1899 – 1983) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจากประเทศฮังการี ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการเต้น การแสดง เป็นเพื่อนสนิทกับว่าที่โปรดิวเซอร์ดัง David O. Selznick โตขึ้นหนีจากโรงเรียนกฎหมาย ออกมาทำงานผู้ช่วยผู้จัดการโรงละคร เคยได้กำกับ Broadway ที่มี Bette Davis นำแสดง (แต่ทั้งสองไม่เคยร่วมงานภาพยนตร์กัน เพราะ Cukor ไล่เธอออกจากละครเวทีเรื่องนั้น)

การมาถึงของยุคหนังพูด ทำให้ Cukor เลือกเซ็นสัญญากับ Paramount Pictures แต่ผลงานแรกกลับถูกยืมตัวไปให้ Universal Pictures ทำงาน Screen Test และกำกับบทพูดให้ All Quiet on the Western Front (1930), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกจริงๆคือ Grumpy (1930), เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Royal Family of Broadway (1930), What Price Hollywood? (1932), Little Women (1933)**ได้เข้าชิง Oscar: Best Director ครั้งแรก

โดยปกติแล้วระบบสตูดิโอสมัยนั้น ผู้กำกับหน้าใหม่มักไม่ค่อยมีสิทธิ์เลือกภาพยนตร์ที่จะสร้างเท่าไหร่ แต่เพราะ Selznick คือเพื่อนสนิทของ George Cukor และนี่เป็นเรื่องแรกที่ทั้งคู่ร่วมกันงาน เสนอแนะโปรเจคชื่อ The Truth About Hollywood (ชื่อเดิมของ What Price Hollywood?) แรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของนักแสดงหญิงชื่อ Colleen Moore (1899 – 1988) ค้นพบแจ้งเกิดโด่งดังโดยผู้กำกับ Tom Forman (1893 – 1926) แต่ภายหลังเขากลับฆ่าตัวตายด้วยอาการทางประสาท (Nervous Breakdown)

“It was exuberant and a little larger than life; it was a romantic story of a decent girl, and of a fellow who did her a good deed. They weren’t in love with each other, they were friends, and in spite of her success she was always mindful of him and had compassion for him. She never lost her respect for him, they had a wonderful relationship; he was, in a sense, a father figure”.

– George Cukor

Mary Evans (รับบทโดย Constance Bennett) สาวเสิร์ฟสุดสวยทำงานที่ร้าน Brown Derby วันหนึ่งพบเจอผู้กำกับดัง Maximillan Carey (รับบทโดย Lowell Sherman) แม้จะมีสภาพเมามาย แต่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ความเฉลียวฉลาดของเธอ ชักชวนไปงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ Grauman’s Chinese Theatre ถูกหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวใหญ่โดยทันที สาวผมบลอนด์ผู้นั้นคือใคร?

ถึง Mary จะมีความงามโดดเด่น แต่ประสบการณ์ด้านการแสดงยังอ่อนด้อยนัก แม้จะร้องขอให้ Max ช่วยส่งเสริมสนับสนุน แต่แค่เดินลงบันไดยังยุ่งยากวุ่นวาย ถึงกระนั้นก็ไม่ยินยอมย่อท้อพ่ายแพ้ต่อความฝัน ฝึกฝนหัดจนสามารถสะบัดส่าย เดินลงบันไดได้ถูกใจใครต่อใคร ถึงขนาดโปรดิวเซอร์ใหญ่ Julius Saxe (รับบทโดย Gregory Ratoff) จับเซ็นสัญญาทาส ผูกขาดเป็นนักแสดงในสังกัดโดยทันที

ความสำเร็จของหญิงสาว อยู่ในความสนใจของผู้คนมากมายทุกๆเรื่อง ขนาดว่าตกหลุมรักกับนักโปโลหนุ่ม Lonny Borden (รับบทโดย Neil Hamilton) ยังกลายเป็นข่าวใหญ่ วันแต่งงานถูกฝูงแฟนๆผู้คลั่งไคล้ รุมทึ้งฉุดกระชากลากราวกับอีแร้งกา สร้างความร้าวฉานรุนแรง และวิถีการทำงานของเธอ ทำให้สามีค่อยๆตีตนออกห่าง สุดท้ายแม้มีลูกด้วยกันแต่เขาก็ขอหย่าขาดเลิกรา

ความสำเร็จสูงสุดของ Mary คือการคว้ารางวัล Oscar: Best Actress แต่นั่นกลับทำให้ผู้กำกับเพื่อนสนิท Max มีชีวิตตกต่ำลงเรื่อยๆ ถูกจับติดคุกเพราะเมาอาละวาด ขนาดว่าโปรดิวเซอร์ Julius ยังทนไม่ไหวขับไล่ออกจากกองถ่าย มีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่เคยปฏิเสธตีตนออกห่าง ให้ความช่วยเหลือทุกครั้งเมื่อพบเห็นมีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาครุ่นคิดขึ้นมาได้ จึงตัดสินใจกระทำการอัต…

นำแสดงโดย Constance Campbell Bennett (1904 – 1965) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เคยเป็นดาราค่าตัวสูงสุดช่วงทศวรรษ 30s, เกิดที่ New York City พ่อ-แม่เป็นนักแสดงละครเวทีชื่อดังพอสมควร ลูกไม้จึงหล่นไม่ไกลต้นเท่าไหร่ หลังเรียนจบจาก Chapin School, New York ตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบเมื่อต้นทศวรรษ 20s แต่ทำงานอยู่ไม่นานก็ลาออกเพราะได้แต่งงาน หลังจากหย่าขาดสามีหวนกลับมาเป็นนักแสดงอีกรอบในยุคหนังพูด ผลงานเด่น What Price Hollywood? (1932), Bed of Roses (1933), Topper (1937), Topper Takes a Trip (1938), Two-Faced Woman (1941)

รับบท Mary Evans จากสาวเสิร์ฟสุดสวย รวยด้วยความเพ้อฝัน มั่นด้วยทะเยอทะยานใฝ่สูง แม้พบเจออุปสรรค์ขวากหนาม แต่ไม่ยินยอมพ่ายแพ้โดยง่าย ฝึกซ้อมทำทุกหนทางเพื่อไขว่คว้าหาความสำเร็จมาครอบครองสมหมายดั่งใจปอง และด้วยความที่เป็นผู้รู้สำนึกบุญคุณคน ไม่คิดทอดทิ้งเพื่อน/อาจารย์/ราวกับพ่อบุญธรรม พยายามให้ความช่วยเหลือทุกหนทางเท่าที่จะให้ได้ แต่สุดท้ายเมื่อเขาจากไป ชอกช้ำระกำตรอมตรม ตัดสินใจหนีออกไปสุดขอบฟ้าไกล

ในตอนแรก Selznick ต้องการ Clara Bow ให้รับบทนำ แต่เธอบอกปัดเพราะได้เงินน้อยกว่าอีกโปรเจคหนึ่ง เลยมาลงเอยที่ Bennett ซึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

สิ่งที่ต้องปรบมือให้เลยกับ Bennett คือวิวัฒนาการของตัวละคร พบเห็นความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเด่นชัดเจน จากเด็กหญิงอมมือเดินลงบันไดกำหมัดแน่น ฝึกซักซ้อมจนคล่องแคล่วกลายเป็นไฮโซเลิศหรูรา แทบจดจำไม่ได้ราวกับเป็นคนละคน, แต่ไฮไลท์จริงๆอยู่ช่วงท้าย เมื่อมิอาจทนเห็นสภาพของ Max ความเจ็บปวดรวดร้าวอัดอั้นอยู่ภายใน และเมื่อเขาลาจากไป โลกทั้งใบของเธอก็พลันล่มสลายลง (แฟนทิ้งยังพอทำใจได้ แต่พ่อตายนี่คือจุดจบของทุกสิ่ง)

Lowell J. Sherman (1888 – 1934) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Francisco, California, พ่อเป็นผู้จัดการโรงละคร แม่เป็นนักแสดง ตั้งแต่เด็กเลยมักออกทัวร์ร่วมกับครอบครัวอยู่ประจำ กระทั่งโตขึ้นมุ่งสู่ Broadway ประสบความสำเร็จล้นหลาม ตามด้วยหนังเงียบ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Way Down East (1920), Molly O’ (1921), A Lady of Chance (1929), Ladies of Leisure (1930), What Price Hollywood? (1932), กำกับหนังอย่าง She Done Him Wrong (1933), Morning Glory (1933) ** ส่งให้ Katharine Hepburn คว้า Oscar: Best Actress ตัวแรก, น่าเสียดายด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ด้วยโรคปอดบวม

รับบท Maximilian ‘Max’ Carey ผู้กำกับขี้เมา วันๆต้องกินเหล้า ค่อยๆสูญเสียสติปัญญา ความสามารถในการควบคุมตนเอง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นมีโอกาสพบเจอสาวเสิร์ฟ Mary Evans ประทับใจในความเฉลียวฉลาด แถมยังหน้าตาใช้ได้ แม้ตอนทดสอบหน้ากล้องครั้งแรกจะยังทึ่มๆทื่อๆไม่เข้าใจ หวนกลับมาใหม่ยินยอมรับนับถือในพัฒนาการของเธอ เลยส่งให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า ขณะที่ตนเองก็ถึงคราลงสู่จุดตกต่ำสุดในชีวิต

บอกตามตรงว่าผมดูไม่ออก พี่แกเมาจริงหรือแกล้งเล่น มีความสมจริงเสียสติมากๆ แต่ก็ไม่ถึงระดับคลุ้มคลั่งเมื่อเทียบกับ A Star is Born เรื่องสร้างใหม่ถัดๆมา ผสมเข้ากับเทคนิคภาษาภาพยนตร์ ปลดปล่อยให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายในจิตใจ ถือเป็นการแสดงสุดคลาสสิกอันทรงพลังไม่น้อยทีเดียว

James Neil Hamilton (1899 – 1984) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lynn, Massachusetts เริ่มเข้าสู่วงการจากการเป็นโมเดลถ่ายแบบเสื้อเชิ้ต ได้รับฉายา ‘The Arrow Collar Man’ จากนั้นมุ่งสู่ Hollywood เริ่มจากเป็น Stock Company เริ่มมีชื่อเสียงจาก The White Rose (1923), Isn’t Life Wonderful? (1924), America (1924), The Great Gatsby (1926) [รับบทพระรอง Nick Carraway], Mother Machree (1928) ฯ สำหรับหนังพูด อาทิ The Dawn Patrol (1930), Laughing Sinners (1931), Tarzan the Ape Man (1932), What Price Hollywood? (1932), ขณะที่ผลงานได้รับการจดจำสูงสุด ภาพยนตร์โทรทัศน์ Batman (1966-68) รับบท Commissioner Gordon

รับบท Lonny Borden นักโปโลหนุ่มหล่อ รวย ครั้งหนึ่งบังเอิญตีลูกไปถูกบั้นท้ายของ Mary Evans เกิดเรื่องโต้เถียงวุ่นวาย จึงตั้งใจจัดงานเลี้ยงเพื่อขอขมา แต่เธอกลับจงใจเบี้ยวผิดนัดถึงเที่ยงคืน เลยจัดการฉุดอุ้มลากมา ก็ไม่รู้ไปถูกโฉลกกันตอนไหนได้แต่งงาน กลายเป็นข่าวใหญ่โต แฟนๆมาร่วมงานมากมาย แต่ภายหลังเขาเริ่มทนวิถีชีวิตของเธอไม่ค่อยได้ เลยตัดสินใจเลิกราขอหย่า แม้ขณะนั้นกำลังจะมีลูกร่วมกันก็ตามที

แม้มิได้มีบทบาทโดดเด่นอะไร แต่ถือเป็นส่วนเติมเต็มของหนัง สะท้อนสิ่งที่บุคคลผู้เพ้อฝันอยากเป็นดาวดาราต้องแลกเปลี่ยนมา นั่นคือชีวิต คนรัก ครอบครัวที่อบอุ่นสุขสันต์ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถยินยอมรับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เวลาอยู่ร่วมกันแทบไม่มี ไหนจะเข้าฉากเลิฟซีน ฯ นี่คือมูลค่าราคาแห่งความสูญเสีย ยังจะยินยอมรับกันได้หรือเปล่า?

ถ่ายภาพโดย Charles Rosher ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอังกฤษ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง American Society of Cinematographers (A.S.C.) ร่วมงาน Karl Struss คว้า Oscar: Best Cinematographer เรื่อง Sunrise: A Song of Two Humans (1927), ผลงานเด่นอื่นๆ The Affairs of Cellini (1934), Kismet (1944), The Yearling (1946), Show Boat (1951) ฯ

สิ่งที่ต้องชมเลยคือการจัดวางองค์ประกอบภาพ เลือกมุมกล้องที่ถือว่าแปลกใหม่ล้ำยุค หลายครั้งมีการเคลื่อนไหว Tracking Shot ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆในสมัยนั้น แม้อาจจะดูธรรมดาเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ก็ยังพอมีเสน่ห์อันน่าหลงใหลเหลืออยู่พอสมควร

ใครเป็นคอหนังยุคคลาสสิก น่าจะจดจำชายผู้อยู่ในนิตยสารนี้ได้ทันที นี่สะท้อนถึงความใฝ่ฝันอยากเป็นดาวดาราของ Mary Evans เลียนแบบทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในนิตยสาร ถุงน่อง เสื้อผ้า ลิปติก ฯ คาดหวังจักได้มีโอกาสเคียงคู่พระเอกหนุ่มสุดหล่อ Gary Cooper

สิ่งน่าทึ่งมากๆของ Sequence คือการเลือกมุมกล้องที่จะพบเห็นเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ค่อยๆเลื่อนเคลื่อนเข้าไปจากด้านนอก ผ่านอุปกรณ์ประกอบฉาก แสงไฟ กล้องถ่ายรูป ผู้คนเดินขวักไขว่ แม้แต่เก้าอี้ผู้กำกับ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ผู้ชมสมัยนั้นต่อวงการมายา Hollywood

คือมันอาจไม่ได้ดูหวือหวา หรือเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย แต่หนังก็ใช้ความระยิบระยับเหมือนดวงดาวดารา แทนสัญลักษณ์การไต่เต้า เติบโต ประสบความสำเร็จของ Mary Evans เรียกว่าขณะนี้เธอกำลังอยู่ท่ามกลางฟากฟ้า นภาลัย สมดั่งความเพ้อฝันหวาน

ฉากนี้ถ่ายทำอย่างไร? เห็นว่าใช้ดอกไม้ไฟ ถ่ายกับพื้นหลังผ้าดำ แล้วใช้การซ้อนภาพกับใบหน้าหญิงสาว ซ้อนกับผืนผิวน้ำกระเพื่อมอีกชั้น ฯ นี่ถือเป็นเทคนิคล้ำหน้ามากในยุคสมัยนั้น ตื่นตระการตากายใจ สมัยนี้คงไม่เท่าไหร่

ทำไมถึงตกหลุมรักกับนักโปโล? นี่เป็นกีฬาที่ต้องตีลูกบอลกลมๆให้เข้าประตูฝ่ายตรงข้าม (ก็คล้ายๆฟุตบอลนะแหละ แค่ว่าผู้เล่นต้องขี่ม้า และใช้ไม้ตีลูก) คงเป็นการเปรียบเทียบความสำเร็จของการเป็นดาวดารา กับการเล่นกีฬาโปโล ทำให้เข้าประตูฝ่ายตรงข้ามได้รับชัยชนะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยทั้งจังหวะ โอกาส การวางแผน และที่สำคัญสุดคือฝีมือของผู้เล่น

Sequence นี้ได้แรงบันดาลจากเหตุการณ์จริง เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่นาน, Paul Bern สามีของนักแสดงสาว Jean Harlow ได้ทำการยิงตัวตายที่บ้านพักช่วงฤดูร้อน 1932 ทำให้ภรรยาหม้ายถูกบรรดานักข่าว แฟนๆ เข้ารุมห้อมล้อมอย่างไม่ประณีประณม กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งแห่งปีนั้น ถัดจากการได้รับเลือกตั้งของ ปธน. Franklin D. Roosevelt

เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเคยเกิดขึ้นอีก เมื่อปี 1957 ในงานศพของโปรดิวเซอร์ Mike Todd เป็นเหตุให้ภรรยาหม้าย Elizabeth Taylor ถูกฝูงชนเข้ารุมฉุดกระฉากเสื้อผ้าฉีกขาด เธอบอกว่านั่นคือค่ำคืนอันเลวร้ายที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

ฉากนี้คือฮากลิ้งที่สุดของหนังแล้วกระมัง เมื่อ Max ในสภาพเมามาย เดินมาถึงตำแหน่งนี้ พบเห็นรูปปั้นหินเลยใช้จุดไม้ขีดไฟ จากนั้นกล้องถอยหลังออกถึงได้พบว่า นั่นคือบั้นท้ายของรูปปั้นเปลือย ร้ายกาจ!

นี่คือช่วงท้ายของ Max ในสภาพเลวร้ายถึงขีดสุด เมื่อพบเห็นรูปภาพของตนเอง เกิดเป็นภาพซ้อนหวนระลึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต ก่อนจะทนรับตนเองต่อไปอีกไม่ได้ ตัดสินใจกระทำการอัต…

แล้วดวงดาวที่เจิดจรัสอยู่บนฟากฟ้า ก็ค่อยๆตกลงมาลับขอบดิน

ตัดต่อโดย Del Andrews, Jack Kitchin, เล่าเรื่องแทบทั้งหมดในมุมมองของ Mary Evans ตั้งแต่ยังเป็นสาวเสิร์ฟ ค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ แต่งงาน และค่อยๆตกต่ำลง จนในที่สุดทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง หนีหายไปอยู่ฝรั่งเศส

เพราะเรื่องราวต้องใช้การกระโดดข้ามไปมาหลายครั้ง วิธีการเรียบง่ายสุดและถือเป็นการตบมุก คือการแทรกภาพรายละเอียดข่าวจากหนังสือพิมพ์ (คอลัมน์ You Ask Me! นี่แอบเจ๋งอยู่นะ) ซึ่งสามารถใช้แทน Title Card ที่เคยได้รับความนิยมจากยุคสมัยหนังเงียบได้อีกด้วย

เพลงประกอบโดย Max Steiner แต่เพราะเรื่องนี้ก่อนการมาถึงของ King Kong (1933) ทุกอย่างเลยเป็น Diegetic ต้องมีสาเหตุของการได้ยิน กล่าวคือ เปิดจากแผ่นเสียง ดังขึ้นจากบาร์ หรือขับร้องเพลง

แถมให้กับ Parlez-moi d’Amour (1930) ต้นฉบับแต่งโดย Jean Lenoir ขับร้องโดย Lucienne Boyer ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Bruce Sievier ใช้ชื่อว่า Speak to Me of Love หรือ Tell Me About Love, ในหนังขับร้องโดย Constance Bennett ใครเคยรับชม Midnight in Paris (2011) น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี

What Price Hollywood? ทำการตีแผ่เบื้องหลัง ตัวตน วงการภาพยนตร์ Hollywood หลายๆสิ่งอย่างที่คนทั่วไปสมัยนั้นยังไม่เคยรับรู้พบเห็นมาก่อน เพื่อเป็นบทเรียนสอนหนุ่มสาวที่กำลังเพ้อฝัน หลงใหล ต้องการไขว่คว้าอยากเป็นดาวดาราบนนภาลัย

ราคาสำหรับผู้ที่อยากเป็นดาวดาราต้องสูญเสีย มักไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ สิ่งของ หรือเงินทอง แต่คือ ‘จิตวิญญาณ’ ที่ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือน Faust ขายให้กับปีศาจ เพราะบุคคลนั้นต้องทุ่มเทกายใจ เสียสละทอดทิ้งหลายๆสิ่ง และสร้างภาพมายาขึ้นห้อมล้อมตนเอง

แต่วิธีคิดเช่นนั้นมันอาจสุดโต่งไปเสียหน่อย เพราะชีวิตจริงของใครหลายๆคน มักมีสิ่งที่ยินยอมสูญเสียไม่ได้อย่างเด็ดขาด! อย่างหนังเรื่องนี้ Mary ก็มิอาจตัดใจจากเพื่อน/อาจารย์/ดั่งพ่อบุญธรรม Max บุคคลผู้ปลุกปั้น สร้างสรรค์เธอมาให้กลายเป็นดาวดารา ความตายของเขาถือว่าเกิดจากผลลัพท์ของโลกมายา ธุรกิจ-ผลประโยชน์-ความสำเร็จ ทำให้ใครๆต่างโลภละโมบ เห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน นั่นทำให้เธอมิอาจอดรนทนต่อโลกมายาใบนี้ได้อีกแล้ว

ก็ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ถ้าบุคคลผู้ที่ปลุกปั้นสร้างคุณมา หรือ พ่อ-แม่ พี่น้อง ญาติมิตร เพื่อนสนิท ถูกความอยุติธรรมของสังคมกลั่นแกล้งทำร้าย จุดยืนของเรายังกล้าที่จะเข้าข้าง ให้ความช่วยเหลือ โดยไม่สนถูก-ผิด อยู่อีกหรือเปล่า??

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่มีบันทึกไว้ว่าขาดทุนประมาณ $50,000 เหรียญ สมัยนั้นถือว่ามหาศาลทีเดียวนะ!, ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Story พ่ายให้กับ The Champ (1931) ของผู้กำกับ King Vidor

จริงๆผมก็ไม่เข้าใจ George Cukor สักเท่าไหร่หรอกนะ ตอนเพื่อนสนิท Selznick ติดต่อให้มากำกับ A Star is Born (1937) บอกปัดปฏิเสธเพราะพล็อตคล้ายคลึงกับหนังเรื่องนี้ แต่อีกหลายปีถัดมา พี่แกดัน Remake สร้างใหม่ A Star is Born (1954) ซะงั้น!

ถึงแม้จะเคยรับชม A Star is Born มาจนเหงือกแห้ง (คือเบื่อแล้วละ!) แต่ส่วนตัวค่อนข้างซาบซึ้ง ประทับใจหนังเรื่องนี้มากๆ คงเพราะมันไม่ใช่โศกนาฎกรรมความรัก แต่บุคคลผู้สูญเสียคือผู้มีพระคุณล้นฟ้า ดั่งพ่อบุญธรรมของนางเอก มันเลยเป็นอีกอรรถรสอารมณ์หนึ่งที่แตกต่างออกไป ทรงพลังเสียกว่าด้วยซ้ำเพราะมันคือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน

ในแง่คุณภาพนี่พูดยากแหะ คือถ้าคุณรับชมหนังในยุค Pre-Code หรือ 30s มาปริมาณหนึ่ง ก็จะรับรู้ข้อจำกัดของยุคสมัย คือถ้าวัดด้วยมาตรฐานสมัยนั้น เรื่องนี้นี่ผมยกให้ระดับ RARE เลยนะ แต่กาลเวลาก็เห็นๆกันอยู่ แถมมีสร้างใหม่ให้เปรียบเทียบกันอีก เลยขอยกไว้ในฐานะ ‘คลาสสิก’ ก็แล้วกัน

แนะนำคอหนังยุค Pre-Code แนวรักโรแมนติก โศกนาฎกรรม, สนใจต้นฉบับแท้จริงของแฟนไชร์ A Star is Born, เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ในทศวรรษ 30s, แฟนๆผู้กำกับ George Cukor และนักแสดงนำ Constance Bennett ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG เพราะความขี้เมามาย ทำอะไรเพี้ยนๆของตัวละครผู้กำกับ

TAGLINE | “George Cukor นำเสนอ What Price Hollywood? ด้วยมูลค่ามหาศาล”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of