What Up Doc

What’s Up, Doc? (1972) hollywood : Peter Bogdanovich ♥♥♥♥

เมื่อผู้กำกับ Peter Bogdanovich ถูกซักถามว่า ‘ถ้ามีโอกาสร่วมงานกับ Barbra Streisand อยากทำหนังประเภทไหน?’ ตอบว่า ‘คงแนว Screwball Comedy อารมณ์ประมาณ Bringing Up Baby มีหญิงสาวซ่าๆ ศาสตราจารย์ทึ่มๆ เรื่องราวชวนให้หน้าบึ้ง ตอบจบครึกครื้นอลเวง’ ผลลัพท์จากการคิดเล่นๆดังกล่าว กลายมาเป็น What’s Up, Doc? หลงนึกว่ากำลังนั่งดูการ์ตูน Bugs Bunny

ใครที่เป็นแฟนๆการ์ตูน Looney Tunes น่าจะรู้จักมักคุ้นกับประโยคที่ว่า ‘What’s Up, Doc?’ นี่ไม่เพียงเป็นวลีเด็ด (Catchphrase) ของ Bugs Bunny แต่ยังคือประโยชน์แรกจากการปรากฎตัวครั้งแรก ตอน A Wild Hare (1940) ใครยังไม่เคยรับชมก็

เกร็ด: ตัวการ์ตูน Bugs Bunny ได้แรงบันดาลใจจาก Clark Gable ขณะกินแครอท เรื่อง It Happened One Night (1934)

Screwball Comedy ตลกเจ็บตัว คือแนวภาพยนตร์ที่เคยได้รับความนิยมสูงมากๆในช่วงทศวรรษ 30s อาทิ It Happened One Night (1934), The Awful Truth (1937), Bringing Up Baby (1938), His Girl Friday (1940), The Lady Eve (1941) ฯ แต่การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ใครไหนจะหัวเราะออกกับสถานการณ์อันตึงเครียดขณะนั้น ลุกลามต่อเนื่องมาจนถึงช่วงสงครามเย็น เลยทำให้หนังแนวนี้ค่อยๆเสื่อมคลายความนิยมลงอย่างมาก

“a screwball comedy, remember them?”

จ่าหัวขึ้นบนใบปิด เพื่อเป็นการชักชวนให้ผู้ชมหวนระลึกความนิยมของหนังแนวนี้ในอดีต ไม่ต้องตระเตรียมตัวอะไรมาก สาระอาจไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ความบันเทิงเริงรมณ์จัดเต็ม เริ่มหัวเราะกันตั้งแต่ Opening Credit ดูจบออกมาด้วยรอยยิ้มแป้นบนใบหน้า ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้ว

ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ของ Barbra Streisand ส่วนตัวรู้สึกว่า What’s Up, Doc? (1972) มีความลงตัวที่สุดแล้ว ไม่ได้มุ่งเน้นแต่จะขายความเป็น Streisand-ivie คือก็ยังโดดเด่นอยู่นะ แต่ในระดับเพียงพอดีไม่เว่อวังอลังการเกินหน้าเกินตาใครอื่น เทียบเคียง Katharine Hepburn สมัยยังเอาะๆได้อย่างสบายๆ

Peter Bogdanovich (เกิดปี 1939) นักแสดง/ผู้กำกับ นักวิจารณ์ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Kingston, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Jews พ่อ-แม่อพยพสู่อเมริกาก่อนหน้าเขาเกิดเพียงไม่กี่เดือน โตขึ้นหลังเรียนจบทำงานเป็นนักวิจารณ์ เขียนหนังสือยกย่อง Orson Welles, Howard Hawks, Alfred Hitchcock ฯ เดินตามรอยเท้า French New Wave ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ เริ่มจาก Targets (1968), Voyage to the Planet of Prehistoric Women (1968), สารคดี Directed by John Ford (1971), แจ้งเกิดโด่งดังกับ The Last Picture Show (1971), ผลงานเด่นตามมา อาทิ What’s Up, Doc? (1972), Paper Moon (1973), Daisy Miller (1974), Saint Jack (1979) ฯ

คงเพราะความสำเร็จล้นหลามกับ The Last Picture Show คงเป็นเหตุให้ Streisand อยากร่วมงานกับ Bogdanovich ติดต่อผ่านโปรดิวเซอร์ ซึ่งก็ได้เข้าไปพูดคุยสอบถาม ‘ถ้ามีโอกาสร่วมงานกับ Barbra Streisand อยากทำหนังประเภทไหน?’

“Oh, I don’t know, kind of a screwball comedy, something like Bringing Up Baby: daffy girl, square professor, everything works out all right”.

– Peter Bogdanovich

โปรเจค What’s Up, Doc? เลยได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วทันด่วน เริ่มต้นพัฒนาบทเดือนพฤษภาคม ต้องให้เสร็จทันก่อนเปิดกล้องสิงหาคม (เป็นคิวว่างที่ Streisand หาให้ได้) ด้วยเหตุนี้เลยแบ่งนักเขียนสองชุด แยกกันพัฒนา แล้วค่อยนำมาผสมรวม เลือกเอาส่วนน่าสนใจของแต่ละบทร่างไปใช้
– คู่แรกคือ Robert Benton กับ David Newman ทั้งสองเคยร่วมงานกันเรื่อง Bonnie and Clyde (1967)
– และอีกคนคือ Buck Henry ที่เพิ่งมีผลงาน The Graduate (1967)

เรื่องราววุ่นๆเกิดขึ้นที่เมือง San Francisco บุคคลแปลกหน้า 4 กลุ่ม ต่างถือกระเป๋าที่มีรูปทรงแบบเดียวกัน เข้าพัก Hotel Bristol แห่งเดียวกัน และยังบังเอิญได้ห้องนอนชั้นเดียวกันอีก

กระเป๋าใบแรกเป็นของชายปริศนา Mr. Smith (รับบทโดย Michael Murphy) ที่ได้เก็บเอกสารลับสุดยอด (Top-Secret) ของรัฐบาลกลาง ด้วยความประสงค์ราวกับว่า ต้องการนำมันออกเผยแพร่สู่สาธารณะ, ซึ่งก็มีชายแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง Mr. Jones (รับบทโดย Philip Roth) ถือกระเป๋าตีกอล์ฟ คอยแอบตามติดอยู่เบื้องหลัง คงจะเป็นคนของรัฐบาล ที่ต้องการทวงคืนเอกสารลับนั้น

กระเป๋าใบที่สองเป็นของ Dr. Howard Bannister (รับบทโดย Ryan O’Neal) ภายในบรรจุก้อนหิน ‘Tambula’ ซึ่งสามารถเคาะแล้วเกิดเสียงสั่นพ้อง สามารถนำไปใช้ในการพิสูจน์อะไรบางอย่าง, Howard เดินทางมาร่วมกับคู่หมั้น Eunice Burns (รับบทโดย Madeline Kahn) เพื่อขอเงินทุนสำหรับสนับสนุนโปรเจคดังกล่าวจาก Frederick Larrabee (รับบทโดย Austin Pendleton) แต่ก็มีคู่แข่งคนสำคัญคือ Hugh Simon (รับบทโดย Kenneth Mars) ต้องการแก่งแย่งชิงตัดหน้า ขอทุนไปใช้วิจัยอะไรสักอย่างเช่นกัน

กระเป๋าใบที่สามเป็นของ Judy Maxwell (รับบทโดย Barbra Streisand) ประกอบด้วยเสื้อผ้า กางเกงใน และพจนานุกรมขนาดใหญ่ ราวกับกำลังหลบหนีจากอะไรบางอย่าง ใครบางคน เรื่องความเฉลียวฉลาดรอบรู้แทบทุกด้าน แต่มักสร้างปัญหาวุ่นวายให้เกิดขึ้นตลอดเวลา

กระเป๋าใบสุดท้ายเป็นของ Mrs. Van Hoskins (รับบทโดย Mabel Albertson) ภายในบรรจุเครื่องประดับ เพชร ของมีค่ามูลค่ามหาศาล เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้จัดการโรงแรม Rudy (รับบทโดย George Morfogen) มอบหมายให้นักสืบ/เจ้าหน้าที่รายหนึ่ง (รับบทโดย Graham Jarvis) ทำการปล้นกระเป๋าดังกล่าว เพื่อส่งมอบให้กลุ่มมาเฟีย

เรื่องราวสุดอลม่านแสนอลเวง ร้อนแรงจนทำให้ห้องพักไหม้เป็นจุล เพราะใครๆต่างต้องการครอบครองเป็นเจ้าของกระเป๋าใบที่ตนใฝ่คว้าหา (ไม่ได้จำเป็นว่านั่นต้องเป็นกระเป๋าของเขาเอง) แต่ Judy และ Howard กลับนำพาทั้งสี่ใบ ขี่จักรยาน ขับรถเต่า ล่องลอยกลางอ่าว San Francisco Bay ก่อนทุกคนจะมาลงเอยที่ศาลชั้นต้น และได้ค้นพบตัวตนแท้จริงของบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ว้าวุ่นวายนี้ทั้งหมด!

สำหรับนักแสดง ขอกล่าวถึงเพียงคร่าวๆ
– Barbra Streisand ในลุคสาวกะโปโล เฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ ไหวพริบเป็นเลิศ แต่ถือเป็นตัวการผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง, นี่ถือเป็นบทบาทเล่นสนุกเอามันส์เข้าว่า แม้ไม่ได้ใช้ความสามารถด้านการแสดงนัก แต่จังหวะคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ Streisand มีเสน่ห์เย้ายวนกวนประสาท ได้ใจผู้ชมไปเต็มๆ
– Ryan O’Neal นักแสดงหนุ่มหล่อมากฝีมือ ผลงานเด่น Love Story (1970), What’s Up, Doc? (1972), Paper Moon (1973), Barry Lyndon (1975), A Bridge Too Far (1977) ฯ รับบท Dr. Howard Bannister สวมใส่แว่นหนาเตอะ ท่าทางอัจฉริยะ กลับมีความเฟอะฟ่ะ พึ่งพาตนเองไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เป็นเบี้ยล่างเมื่ออยู่ภายใต้ Eunice Burns แต่มอดไหม้เมื่อพบเจอ Judy Maxwell, ให้คำนิยามง่ายๆสำหรับตัวละครนี้คือ ‘ไข่ในหิน’ คงเคยถูกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีจนแทบทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้สักอย่าง แต่กำลังจะได้กระเทาะกะลาออกมาผจญโลกภายนอก โดยการชี้ชักนำพาของหญิงสาวผู้ที่ตนจงเกลียด แต่ภายหลังจงรักแบบโงหัวไม่ขึ้น
– Madeline Kahn บทบาทแรกแจกเกิดจนโด่งดัง ผลงานตามมา อาทิ Young Frankenstein (1974), High Anxiety (1977), History of the World, Part I (1981), Paper Moon (1973), Blazing Saddles (1974) ฯ รับบท Eunice Burns เจ้าแม่แห่งยุค 60s สติสตางค์เหมือนคนไม่ค่อยเต็มนัก เจ้ากี้เจ้าการชอบบงการ เหมือนลูกคุณหนู เวลาพูดจาฟังดูไม่ค่อยยี่หร่าต่ออะไรทั้งนั้น, ยัยนี่ช่างดัดจริตเสียเหลือเกิน สวมวิกสร้างภาพลักษณ์ ‘แม่คนดี’ แต่แท้จริงก็เร่าร้อนแรงจัดจ้าน พอได้ชายคนใหม่ก็ไฉเสดหัวคนรักเก่าแบบไม่ใยดี
– นักแสดงที่ถือว่าแย่งซีนไปเต็มๆคือ Kenneth Mars ผลงานเด่น The Producers (1968), Young Frankenstein (1974) ฯ รับบท Hugh Simon คู่แข่งทางวิชาชีพของ Howard ท่าทางสะบัดผม ตุ๊ดแต๋ว อีแอบอย่างแน่นอน ลีลาดัดจริตของหล่อน สะท้อนตัวตนแท้จริงซึ่งก็หาใช่คนดี พอทุกสิ่งอย่างได้รับการเปิดเผย สะบัดก้นพร้อมพ่นภาษา Yugoslavia ราวกับสายลับจากรัสเซีย อย่างไรอย่างนั้น

เกร็ด 1: เพื่อศึกษาบทบาทของตนเอง O’Neal ได้มีโอกาสพบเจอ Cary Grant ที่ตอนนั้นเกษียณตัวออกจากวงการไปแล้ว คำแนะนำเดียวที่ได้รับคือ ให้ใส่กางเกงในผ้าไหม –”

เกร็ด 2: What’s Up, Doc? (1972) คือภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรก ที่ขึ้นเครดิตสตั๊นแมนทั้งหมด 32 คน

ถ่ายภาพโดย László Kovács (1933 – 2007) ตากล้องสัญชาติ Hungarian ผลงานเด่น อาทิ Easy Rider (1969), Five Easy Pieces (1970), Paper Moon (1973), For Pete’s Sake (1974) ฯ

หนังปักหลักถ่ายทำยัง San Francisco แต่ผู้กำกับ Bogdanovich ดันไม่ขออนุญาตใช้สถานที่ใดๆ ทั้งยังสร้างความเสียหายรุนแรงให้พื้นคอนกรีตที่ Alta Plaza Park เป็นเหตุให้ตั้งแต่บัดนั้น กองถ่ายหนังเรื่องไหนจะถ่ายทำยัง San Francisco ไม่เพียงแค่ต้องขออนุญาต แจกแจงรายละเอียดทุกฉาก รวมทั้งรับผิดชอบความเสียหาย ซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม (ไม่งั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่โดยเด็ดขาด)

ความกวนประสาทของหนัง เริ่มต้นตั้งแต่ Opening Credit ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเปิดหนังสือของภาพยนตร์เรื่อง Red River (1948) ซึ่งถ้าสังเกตลีลาภาษามือของคนเปิด (ไม่รู้ Streisand เองหรือเปล่า) มันจะมีความยียวนกวนเล่นซ่อนเร้นอยู่ด้วย

Streisand พยายามเลียนแบบลีลาคำพูดของ Humphrey Bogart แต่ไม่ค่อยเหมือนสักเท่าไหร่, ฉากนี้ไม่ได้เกิดจากการตระเตรียม แต่คือชั้นบนของ San Francisco Hilton (แทนโรงแรม Bristol Hotel) ที่กำลังปรับปรุง Remodeled อยูู่พอดิบพอดี ลากเปียโนขึ้นไป ขับร้องสดๆ บทเพลง As Time Goes By แล้วโชคชะตาได้นำพาเราสองหวนกลับมาพบเจอกัน

ถนนสายนี้บริเวณ Lombard Street ได้รับการขนานนามว่า ‘the crookedest street in the world’ มีทั้งหมด 8 โค้งหักศอก ใครสามารถขับขึ้นลงด้วยความเร็วสูงได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ ไปสมัครเป็นสตั๊นแมนได้เลยนะ!

ขณะที่รถคันอื่นๆจมลงสู่ San Francisco Bay แต่รถเต่า Volkswagen Beetle กลับสามารถลอยคออยู่ได้ นี่ของจริงนะครับไม่ได้โม้! เพราะใต้ท้องรถยี่ห้อนี้มีการซีลปิดไว้ไม่ให้น้ำสามารถไหลเข้าในรถ แต่ก็ระยะหนึ่งเท่านั้นนะ เพียงพอสามารถเอาตัวรอดออกมาได้เวลาเกิดอุบัติเหตุ!

การเลือกรถเต่า เพราะทศวรรษกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากเรื่อง The Love Bug (1968)

ตัดต่อโดย Verna Fields (1918 – 1982) ผลงานเด่นๆ อาทิ American Graffiti (1973), Paper Moon (1973), Jaws (1975) ฯ

หนังไม่ได้เล่าเรื่องด้วยมุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ แต่จะถือว่าผ่านกระเป๋าทั้งสี่ใบที่เคลื่อนย้าย เปลี่ยนสลับมือ/เจ้าของไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งก็คล้ายคลึงเกมหาเหรียญ ก็ไม่รู้กระเป๋าไหนเป็นของใคร จนกว่าจะเปิดเฉลยออกมาถึงได้กระจ่างแจ้ง

ไดเรคชั่นการเล่าเรื่อง มักเริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำ เข้าสู่สถานการณ์ ค่อยๆประติดประต่อเรื่องราว ก่อนสุดท้ายตบมุกตอนจบ ซึ่งวิธีสังเกตง่ายสุดให้ดูจากฉากในศาลชั้นต้น
– ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเดินออกมาทำงาน พูดคุยเล่นกับผู้คุม กำลังเตรียมรับมือเหตุการณ์ประจำวัน
– มาจากไหนไม่รู้ โจกท์ จำเลย ผู้ต้องหา กระทำความผิด กรูกันเข้ามาจากทุกรอบได้
– สั่งให้เงียบ แล้วค่อยรับฟังเรื่องราว ประติดประต่อสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน
– ตบมุกด้วยการเรียกถามบุคคลหนึ่งที่เอาผ้าคลุมปกปิดบังตัวเอง ปรากฎว่าเธอเป็น … จากนั้นโต๊ะของผู้พิพากษาก็ได้พังครืนลงมา

สำหรับเพลงประกอบ เครดิตขึ้นชื่อ Artie Butler แต่หนังทั้งเรื่องมีลักษณะเป็น Diegetic Music นำจาก Archive Music (ของสตูดิโอ Warner Bros.) ดังขึ้นเฉพาะจากโทรทัศน์ วิทยุ ผับบาร์ หรือตัวละครขับร้องขึ้น นี่เป็นการเคารพคารวะ Bringing Up Baby (1938) ที่ก็ไม่มี Soundtrack ประกอบหนังเช่นกัน

Opening/Ending Credit ชื่อเพลง You’re The Top ขับร้องโดย Barbra Streisand ต้นฉบับจากละครเพลงเรื่อง Anything Goes (1934) เคยสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้ง Anything Goes (1936), Anything Goes (1956)

อดไม่ได้กับบทเพลงนี้ As Time Goes By จากหนังเรื่อง Casablanca (1942), เรียบเรียงใหม่ขับร้องโดย Barbra Streisand

จริงๆไม่ต้องครุ่นคิดค้นหาใจความไร้สาระของหนังให้เสียเวลาเลยก็ได้ แต่ผมก็มีความใคร่สนใจเกี่ยวกับสิ่งของมีค่าในกระเป๋า 4 อย่าง ที่ใครๆอยากครอบครองเป็นเจ้าของ
– เครื่องประดับเพชร ก็แน่นอนอยู่แล้ว คือสิ่งของอันงดงามล้ำค่าสูงสุดบนโลกใบนี้
– เอกสารลับสุดยอดของรัฐบาล (นี่ล้อเลียนถึงเอกสาร Pentagon Papers ที่เพิ่งรั่วไหลสู่หนังสือพิมพ์ The New York Times เมื่อปี 1971) คือสิ่งที่ประชาชน/คนทั่วไป อยากรู้อยากเห็น ข้อเท็จจริงที่ถูกปกปิดบัง
– ก้อนหินที่ดูเหมือนไร้ค่า แต่มันสามารถทำการศึกษาวิจัย จนอาจได้ข้อสรุปเกี่ยวกับบรรพบุรุษของมวลมนุษย์ชาติ!
– เสื้อผ้าอาภรณ์ กางเกงชั้นในของหญิงสาว … ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ น่าจะหมายปองกันกันอยู่นะ

ถ้านำเอาสิ่งของเหล่านี้มาจับแพะชนแกะ
– เครื่องประดับเพชร ว่าไปไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน ‘Tambula’ นอกจากบุคคลผู้เรียนรู้จักเข้าใจคุณประโยชน์ของมันเท่านั้นถึงเห็นค่าความสำคัญ (ไม่เช่นนั้นก็แค่หินสวยๆงามๆก้อนหนึ่ง)
– เอกสารลับสุดยอดของรัฐบาล ก็ไม่ต่างกับเสื้อผ้า อาภรณ์ กางเกงใน ที่ใช้ปกคลุม/ปิดบังเรือนร่าง ส่วนลับๆของหญิงสาว ไม่มีใครอยากให้ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ
– มูลค่าของเครื่องประดับเพชร แทบจะเทียบเท่าเอกสารลับสุดยอดของรัฐบาล
– จุดเริ่มต้นของมวลมนุษย์ชาติ จากอดีตค้นคว้าวิจัยได้ผ่านก้อนหิน ปัจจุบันก็ร่างอันเปลือยเปล่าของหญิงสาว
– ส่วนลับๆของหญิงสาว เทียบคุณค่าทางใจแล้ว ไม่ต่างอะไรกับเพชรเม็ดงามมูลค่ามหาศาล
– ก้อนหิน/เอกสารที่บรรจุความลับต่างๆนานาไว้ เมื่อได้รับการเปิดเผยความจริงออกสู่สาธารณะ มวลมนุษย์โลกก็จะกระจ่างแจ้งต่อตนเอง
ฯลฯ

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความโรคจิตประการหนึ่ง ชอบไขว่คว้าแสวงหาสิ่งของ/ความลับของผู้อื่นมาครอบครอง ไม่ว่าจะจิตใจของหญิงสาว สิ่งของล้ำเลอค่า อดีตประวัติศาสตร์ความเป็นมา และความลับสุดยอด/ข้อเท็จจริงของทุกสรรพสิ่ง ดิ้นรนตะเกียกตะกาย ดั่งอสุจิที่เร่งรีบแหวกว่ายไปให้ถึงรังไข่ จักได้มีโอกาสปฏิสนธิเกิดใหม่ … นั่นคงเพราะ ‘สันชาติญาณ’ กิเลส ตัณหา ความอยากมีชีวิต ฟ้าเลยลิขิตให้ต้องดิ้นรน ต่อสู้ เอาชนะ คาดหวังเป็นที่หนึ่ง ได้มาครองครองแล้วยังไง สุดท้ายพอสิ้นอายุขัยก็ต้องสูญเสียไป หามีความจีรังยั่งยืนแม้แต่น้อย

ด้วยทุนสร้าง $4 ล้านเหรียญ ทำเงินถล่มทลายถึง $66 ล้านเหรียญ สูงอันดับ 3 ของปี รองจาก The Godfather (1972) และ The Poseidon Adventure (1972)

มี 2 Sequence ที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง
– ขึ้นไปบนชั้นด่านฟ้า พบเห็นเปียโนหลังหนึ่ง พอจะคาดเดาได้ว่าตัวละครของ Streisand ต้องนอนหลบซ่อนอยู่แน่ แต่บทเพลงที่เธอขับร้อง As Time Goes By… อื้อหือ! ไม่ได้ไพเราะเท่าไหร่หรอกนะ แต่ขโมยใจผมไปเต็มๆ
– อีกฉากคือตอนจบ เพราะผมยังคงจดจำวลีเด็ดจาก Love Story (1970) วินาทีที่ Streisand พูดจบกระพริบตาปริบๆ และ O’Neal ทำหน้าเหรอหรา ‘That’s the dumbest thing I ever heard’. นี่เป็นการล้อเลียนตัวเองที่เจ็บแสนกระสันต์ (เพราะ O’Neal คือคนพูดประโยคนี้ใน Love Story)

แนะนำแฟนหนัง Screwball Comedy, ใช้ชีวิตเครียดๆอยากผ่อนคลาย แบบไม่ต้องมีสาระอะไรมาก, แฟนๆผู้กำกับ Peter Bogdanovich และนักแสดงนำ  Barbra Streisand, Ryan O’Neal ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความเสียหายอย่างเสียสติแตก

TAGLINE | “What’s Up, Doc? เฮฮาปาร์ตี้ ไปกับ Screwball Comedy ได้เสียงหัวเราะ รอยยิ้มแป้นบนใบหน้า ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้ว ”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: