Winter Light (1963)

Winter Light

Winter Light (1963) Swedish : Ingmar Bergman ♥♥♥♡

ถึง Ingmar Bergman จะบอกว่า Nattvardsgästerna เป็นหนังในกำกับที่ชื่นชอบที่สุด ตั้งคำถามกับ ‘การมีตัวตนของพระเจ้า’ แต่ผมก็อดสมเพชเวทนาไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถหาคำตอบนี้ได้

ผมเขียนหนังเรื่องนี้ขึ้นก่อน Through a Glass Darkly (1961) นะครับ หลายทัศนคติจึงไม่ได้ปรับเปลี่ยนไป (โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า Bergman ทำหนังเพื่อ ตั้งคำถาม)

ในบรรดาหนังของ Ingmar Bergman แทบทั้งนั้นมักจะเป็น อัตชีวประวัติ ไม่นำเสนอเหตุการณ์เรื่องราวที่เขาเคยผ่านมา ก็เป็นแนวคิด ทัศนคติที่เขามองเห็น ต่อโลก ต่อการมีชีวิต ต่อความตาย ฯ สำหรับหนังเรื่องนี้ Bergman บอกว่าเป็นหนังที่สร้างแล้วตนรู้สึกว่า ‘ตระหนักได้ว่า ฉันคือใคร’ (realized who he really are) นำเสนอทัศนคติ มุมมอง ความคิด ความรู้สึกของตนเอง หนังของเขาแทบทุกเรื่องจะตั้งคำถาม ‘ฉันเกิดมาทำไม?’ ‘พระเจ้ามีจริงไหม?’ ‘ตายแล้วไปไหน?’ นี่เป็นคำถามเชิงปรัชญาของชาวตะวันตก กับการมีตัวตน ‘ฉันคือใคร?’ ‘เป้าหมายชีวิตคืออะไร?’ นี่เป็นปริศนาที่พวกเขาเชื่อว่าไม่มีคำตอบ แต่สำหรับชาวตะวันออก 5 คำถามนี้ มีคำตอบนะครับ ลองถามตัวเอง คุณรู้คำตอบเหล่านี้หรือเปล่า?

ขอพูดถึงตัวหนังก่อนแล้วกัน Winter Light ถือเป็นหนังเรื่องที่ 2 ในไตรภาค Silence of God ถัดจาก Through a Glass Darkly (1961) และปิดท้ายด้วย The Silence (1963) ทั้งสามเรื่องนี้มีใจความเกี่ยวกับจิตวิญญาณ (Spiritual) การมีตัวตนของพระเจ้า และที่สุดคือการตั้งคำถาม ‘พระเจ้ามีจริงไหม?’ ทั้งสามเรื่องไม่ได้มีเรื่องราวต่อกัน ผู้กำกับก็ไม่ได้ตั้งใจสร้างเป็นภาคต่อ แต่ใจความ แก่นสาระที่คล้ายๆกัน สามารถจัดรวมอยู่เป็นประเภทเดียวกันได้ ไม่จำเป็นต้องดูต่อกัน แต่ถ้าอยากเข้าใจแนวคิดของ Ingmar Bergman ทั้งหมด คงต้องดูทั้งสามเรื่อง (รู้สึก Through a Glass Darkly จะได้ Oscar สาขา Best Foreign Language Film ด้วยนะครับ)

ชื่อหนัง Winter Light เป็นคำอุปมาหมายถึง แสงสว่างของฤดูหนาวที่มักจะไม่มองค่อยเห็น (แต่ในหนังจะมีฉากหนึ่งที่เห็นแสงอาทิตย์เต็มๆเลย) เปรียบได้กับตัวละครทั้ง 6-7 ตัวในหนัง ที่ต่างห่างไกล มืดมัวหนทาง ต่อความเข้าใจจริงแท้ของศาสนา ผมขอพูดในบริบทหนังเลยแล้วกัน คือ ห่างไกลจากพระเจ้า แต่การได้อาบแสงในฤดูนี้ถือเป็นความมหัศจรยย์ ราวกับสัมผัสของพระเจ้า

เปิดเรื่องมา 10 นาทีแรกถ่ายให้เราเห็น พิธีมิสซาฯ เช้าวันอาทิตย์ กับคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์อาจไม่เข้าใจว่านี่มันพิธีกรรมอะไรกัน?, พิธีมิสซาฯ คือ พิธีบูชา ระลึกถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นผู้ไถ่บาปแทนมนุษย์, ในความเชื่อ ตอนพระเจ้าสร้างโลก 6 วัน พอถึงวันที่ 7 ทรงพักผ่อนหยุดงานทั้งหมด คริสตชนจึงถือว่า วันอาทิตย์จำต้องเว้นจากการงานธุรกิจ เข้าโบสถ์ร่วมมิสซา ถวายคารวกิจแด่พระผู้เป็นเจ้า

ถ้าคุณไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ เห็นฉากนี้ก็จะตระหนักได้ทันที นี่เป็นหนังแนวศาสนาแน่ๆ (Religious) ก็ไม่ผิดครับ แต่อย่าเพิ่งปิดหนังทิ้งไป ยังไม่ถึงจุดที่คุณจะรู้เลยว่า ใจความของหนังคืออะไร, แม้ทั้งเรื่อง เราจะไม่เห็นว่าเมืองในหนังใหญ่แค่ไหน แต่คนที่มาเข้าร่วมมิสซา นับได้ไม่ถึง 10 คน และมี 5 คนเท่านั้น ที่เข้ามารับส่วนแบ่งขนมปัง จิบไวน์ (คนที่จะมารับส่วนแบ่งนี้ ถือว่าต้องเตรียมพร้อมทั้งกายใจ เชื่อมั่น ศรัทธาในพระเจ้าถึงที่สุดเท่านั้น) นี่แสดงถึงความเชื่อทางศาสนาในเมืองแห่งนี้ที่เริ่มเสื่อมศรัทธา ผู้คนห่างไกลความเชื่อ และศรัทธาในพระเจ้า

หลังมิสซาเสร็จสิ้น เรื่องราวก็ยังวนเวียนอยู่ในโบสถ์ 4 ใน 5 คนที่เข้ามารับส่วนแบ่งขนมปัง ต่างมีปัญหาคาคับข้องใจ ต้องการที่จะปรึกษากับบาทหลวง (Pastor) ทั้งนั้นล้วนเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้า และความเชื่อ

Gunnar Björnstrand รับบท Tomas Ericsson บาทหลวงที่มีความลึกลับพิศวง เขาดูเป็นคน Ego สูงและเห็นแก่ตัว ซึ่งเราจะค่อยๆเข้าใจตัวตนของเขาขึ้นเรื่อยๆ ผ่านอดีตที่ค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกทีละเล็ก ว่าแท้จริงแล้วมีเบื้องหลังบางอย่างที่ทำให้เขากลายมาเป็นแบบนี้, ผู้นำทางศาสนา ถือเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อประชาชนอย่างมาก ถ้าเป็นคนมีความสามารถ มีบารมี ผู้คนก็ใคร่ศรัทธา ให้ความสนับสนุน แต่ถ้าผู้นำไม่ดี ถือตัวเอง มีลับลมคมใน ใครที่ไหนจะอยากเข้าใกล้ (เพราะมีบาทหลวงแบบนี้ ใครกันจะอยากเข้าโบสถ์!),

การแสดงของ Björnstrand ธรรมดาที่ไหนกัน การได้เห็นเขาจากหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมเกิดภาพในหัวว่า Björnstrand คือตัวแทนของ Ingmar Bergman ไม่ใช่ Max von Sydow (เหมือน Marcello Mastroianni เป็นตัวแทนของ Federico Fellini และ Toshiro Mifune เป็นตัวแทนของ Akira Kurosawa) ถึงเราจะจดจำภาพของ Max von Sydow ในหนังของ Bergman มากกว่า แต่ตัวละครถือได้ว่าเป็นตัวแทนแนวคิด ตัวตนของผู้กำกับ ผมว่า Björnstrand คนนี้แหละ ใกล้เคียงกว่ามาก

Ingrid Thulin รับบท Märta Lundberg, ครูสอนหนังสือ ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ที่เข้าโบสถ์เพราะตกหลุมรักบาทหลวง Ericsson แบบโงหัวไม่ขึ้น ทั้งๆที่เขาแสดงออกว่าไม่ต้องการเธอ แต่ก็หาสนใจไม่, ผมเป็นพวกแพ้สาวแว่นนะครับ ตอนเห็นเธอร้องไห้ เจ็บปวดจากคำพูดของ Ericsson ก็คลั่งแทบทนไม่ได้ ทั้งๆที่ก็เข้าใจนะ ว่าทำไมเขาถึงแสดงออกมาแบบนั้น แต่ก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี, หนังเรื่องนี้มาหลายฉากเลยที่ Thulin แสดงได้สุดยอดมาก ขยี้อารมณ์สุดๆเลย ตอน Wild Strawberries ผมยังไม่ได้หลงเธอขนาดนี้ พอเห็นใส่แว่นในหนังเรื่องนี้แล้ว ใจละลาย

ถึงตัวละคร Ericsson กับ Lundberg จะไม่ถูกกันในหนังเรื่องนี้ แต่ผมกลับรู้สึกเคมีระหว่าง Björnstrand และ Thulin เข้ากันมาก คนหนึ่งมีความพิศวงลึกลับ อีกคนกล้าใคร่สนใจอยากรู้ค้นหาคำตอบ ผมละอยากเห็นเหลือเกิน หนังเรื่องที่ทั้งสองเข้าคู่เป็นพระนางกันจริงๆ (ไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า)

Max von Sydow กับหนังเรื่องนี้รับบท Jonas Persson ชายหนุ่มพิศวงผู้ตั้งคำถามกับตนเอง ‘เราจะมีชีวิตไปทำไม?’ ผมคิดว่าอาการเขาไม่เลวร้ายเท่าไหร่นะครับ ถ้าได้พบจิตแพทย์ก็อาจจะหาย แต่ดันไปพบพระเสียนี่ ลางสังหรณ์ของความตายเกิดขึ้นขณะตัวละคร Ericsson รอคอยการมาของ Persson แล้วมีฉากพื้นหลังหนึ่ง ไปสะดุดกับสัญลักษณ์รูปหัวกระโหลกเข้า นั่นทำให้เกิดลางสังหรณ์ แต่จะมีใครตายไหม ผมไม่บอกแล้วกัน, ปัญหาของตัวละครนี้คือเป็นโรคซึมเศร้า เกิดความสงสัยในการมีชีวิต มองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ย้ำคิดย้ำทำจนไม่สามารถทำอะไรได้ สาเหตุของผู้ป่วยประเภทนี้ มักเกิดจาก Trauma บางอย่างที่รุนแรง อาจจะตั้งแต่เด็กหรือโตขึ้นมาได้พบเจอกับเหตุการณ์อะไรบางอย่าง เช่น สงคราม ความรุนแรง ฯ แล้วจำติดตาเกิดเป็นภาพติดใจ เมื่อได้พบกับอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกัน ก็เกิดความหวั่นวิตกกังวล เพ้อไปว่าสิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก (paranoid) เขาจึงมองหาทางออกอื่น

ถ่ายภาพโดย Sven Nykvist แทบทั้งเรื่องใช้การถ่ายนิ่งเกือบทั้งหมด (ยกเว้นฉากเดียวที่มีการค่อยๆเคลื่อนเข้าและเคลื่อนออก) ส่วนใหญ่เป็นฉากภายในให้สัมผัสถึงความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ขมขื่น ราวกับเป็นสถานที่ที่ไม่น่ามีคนอาศัยอยู่ได้, Nykvist ทดลองการใช้มุมกล้องต่ำ (low-angle) เราจะเห็นตัวละครขนาดใหญ่ขึ้น (แสดงถึง Ego ของมนุษย์) และเพื่อกำหนดทิศทางของแสง,

มีฉากหนึ่งที่สวยมากๆ แสงส่องอาทิตย์ส่องลอดผ่านหน้าต่างยามเช้า เห็นเป็นลำแสงสวยมาก (ใน Sweden พระอาทิตย์มักขึ้นไม่ตรงเวลานะครับ เพราะอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ บางวันในฤดูร้อนพระอาทิตย์ไม่ตกเลยก็มี ส่วนในฤดูหนาวจะขึ้นช้ามาก บางวันไม่ขึ้นเลยก็มี) ก็ไม่รู้เสียเวลากันแค่ไหนกว่าจะได้ช็อตนี้ ไม่ได้มากันง่ายๆแน่ๆ

ฉากที่ Ericsson อ่านจดหมายของ Lundberg ถ่ายเป็น long take ภาพ close-up หน้าตรง ตัวละครจ้องมองกล้องขณะพูดแสดงความรู้สึก นี่ทำให้นึกถึงคำพูดโรแมนติกที่ผมเคยใช้เวลาเขียนจดหมายจีบสาว ‘เวลาอ่านจดหมาย เธอจะเห็นใบหน้าของฉันกำลังพูดคุยกับเธอ’ น่าจะเป็นคอนเซ็ปนี้นะครับ

กับฉากเดียวของหนังที่มีการเคลื่อนเข้า-ออก ฉากนี้ให้ความรู้สึกเหมือน ‘สัมผัสของพระเจ้า’ เป็นขณะที่ Ericsson ได้ระบายความในใจของตนออกมาหมดแล้ว ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนโล่งออก เป็นอิสระจากสิ่งที่เคยเหนี่ยวรั้งตัวเขาไว้ ฉากถัดมาเราจะเห็นลำแดงอาทิตย์ส่องลอดผ่านหน้าต่างยามเช้าด้วย นี่ถือว่าเป็นเหมือนปาฏิหารย์นะครับ เพราะปกติ ฤดูหนาวในแถบสแนดิเนเวีย มักจะไม่ค่อยได้เห็นแสงอาทิตย์เท่าไหร่ ถ้าได้เห็นในวันทั่วๆไป มักเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าจุดสิ้นสุดของฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว

ตัดต่อโดย Bergman ค่อนข้างเรียบง่าย ตรงไปตรงมาเหมือนงานภาพ ไม่มีความหวือหวามาก ส่วนเพลงประกอบ ไม่มีนะครับ (มีแค่เพลงในพิธีมิสซาเท่านั้น)

หนังของ Bergman มักตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความเชื่อ, พระเจ้า, ความตาย และมักจะไม่มีคำตอบใดๆเกิดขึ้น นี่ทำให้ผมคิดว่า Bergman สร้างกรอบให้กับตนเองหรือเปล่า ว่าคริสต์ศาสนาคือความเชื่อหนึ่งเดียว ที่เป็นจริงและยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก, ผมนับถือ Bergman ในแง่ความเป็นศิลปิน แต่ความเชื่อของเขาและสิ่งที่นำเสนอออกมา ยิ่งได้เห็นจากหนังหลายๆเรื่องก็พบว่า มุมมองเขาช่างแคบนัก เหมือนกบอยู่ในกะลา ไม่เคยออกไปพบกับโลก เรียนรู้ ศึกษา หาคำตอบให้กับคำถามของตนเอง ถ้าคริสต์ให้คำตอบไม่ได้ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกส์ พุทธ ฯ คงต้องมีสักที่ที่ให้คำตอบได้, มนุษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้นะครับ คือกล้าตั้งคำถามแต่ไม่ชอบหาคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องของทางศาสนา เห็นเป็นสิ่งไกลตัวมากๆ บางอย่างหาคำตอบได้นะครับ อย่าง ‘พระเจ้ามีจริงไหม?’ ถ้าคุณตั้งใจศึกษาศาสนาจริงๆ จะพบว่าบางศาสนาสามารถพิสูจน์ให้เห็น ‘กับตา’ ได้เลยว่ามีจริงหรือเปล่า คนที่เชื่อว่าคำถามพวกนี้ไม่มีคำตอบ ถือว่าทัศนะ โลกทัศน์คุณยังเป็นพวกโลกแคบอยู่นะครับ ไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง แต่ทำเป็นเหมือนรู้ทุกอย่างเหมือนหมาเห่าใบตองแห้ง, หลังดูหนังเรื่องนี้จบ ผมรู้สึก Ingmar Bergman เป็นศิลปินที่น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก กล้าตั้งคำถาม แต่ไม่กล้าหาคำตอบ ตายไปหวังว่าจะได้พบคำตอบที่ตามหามาตลอดชีวิตนะครับ

นี่เป็นหนังที่ ในแง่ศิลปะมีความสมบูรณ์แบบมากๆ ทุกองค์ประกอบมีความเข้ากัน ลงตัว ไม่มีส่วนไหนขาดเกินตกหล่นแม้แต่น้อย เว้นแต่เพียง แนวคิดหลักของหนังที่ถูกกรอบบางอย่างครอบงำไว้, ผมมองเห็นเป็นหนังชวนเชื่อ ที่ตั้งคำถามชวนให้คนคิด แต่กลับไม่มีแนวทาง ทางเลือก หรือคำตอบที่น่าพึงพอใจ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนนับถือศาสนาอื่น ดูหนังเรื่องนี้ อาจมองเป็นหนังขยะของชาวตะวันตกเลยนะครับ พระเจ้าของบางศาสนาไม่ต้องการการพิสูจน์ ถึงคุณจะรู้สึกขัดใจแค่ไหน ก็ไปเปลี่ยนความเชื่อของเขาไม่ได้ และบางศาสนาพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้ามีหรือไม่มีจริง แต่คุณกลับขัดใจเพราะไม่เชื่อว่าเขารู้ได้และไม่ยอมพิสูจน์ด้วยตนเอง

ถ้าคุณนับถือศาสนาคริสต์ แนะนำอย่างยิ่งให้ดูนะครับ นี่อาจเป็นหนังที่ทำให้โลกทัศน์ของคุณเปิดกว้างมากขึ้น, นักปรัชญา จิตวิทยา ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ, แฟนหนัง Ingmar Bergman และตากล้องสุดเทพ Sven Nykvist ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับทัศนคติด้านศาสนา เหมาะกับเด็กโตที่เริ่มคิดวิเคราะห์เองได้

TAGLINE | “Winter Light เป็นหนังศาสนาที่ตั้งคำถามกับการมีตัวตนของพระเจ้า แต่เหมือน Ingmar Bergman จะไม่พบคำตอบนั้น”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

1 Comment on "Winter Light (1963)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] 2. Winter Light (1963)  : Ingmar Bergman ♥♥♥ […]