
A Page of Madness (1926)
: Teinosuke Kinugasa ♥♥♥♥
โคตรหนังเงียบ Avant-Garde ที่สูญหายไปเกือบครึ่งศตวรรษ พอถูกค้นพบสร้างความตะตกลึงให้ผู้ชมสมัยใหม่ นี่คือภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่นจริงๆนะฤา? มันช่างดูตื่นตระการตา อาจเรียกว่าความคลุ้มบ้าคลั่งของสื่อภาพยนตร์
A movie that pushes the expressive and experimental possibilities of silent filmmaking to their limits…The oblique storytelling — there are no intertitles — and innovative editing may make viewers themselves question their sanity.
นักวิจารณ์ Ben Kenigsberg จาก The New York Times
วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นในยุคบุกเบิก (ช่วงทศวรรษ 1900s และ 1910s) รับอิทธิพลจากคาบูกิ (Kabuki) โดยนักแสดง แต่งหน้าแต่งตัว ทำการแสดงคาบูกิ (เพราะคาบูกิถือเป็นศาสตร์การแสดงระดับสูงของญี่ปุ่นสมัยนั้น) ซึ่งมักเป็นแนว 時代劇, Jidaigeki หรือ Period Drama จนกระทั่งการมาถึงของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ Great Kantō Earthquake 1923 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
อันเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่นั้น ทำลายเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ถ่ายทำ ฟีล์มหนังมอดไหม้วอดวาย (หนังญี่ปุ่นก่อนปี ค.ศ. 1923 เพียงเศษฟีล์มหลงรอดมาถึงปัจจุบัน) นั่นคือการ Set Zero ทุกสิ่งอย่างต้องเริ่มต้นจากศูนย์ คนรุ่นใหม่จึงครุ่นคิดหาวิธีสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่แตกต่างไปจากเดิม
新感覚派, Shinkankakuha แปลว่า New Impression หรือ New Perceptions คือชื่อกลุ่มเคลื่อนไหวของนักเขียน (ผู้บุกเบิก) Riichi Yokomitsu และ Yasunari Kawabata ที่หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 พยายามริเริ่มต้นแนวคิดใหม่ๆ รับอิทธิพลจากยุโรป กระทำสิ่งตรงกันข้ามกระแสหลัก รวบรวมสมัครพรรคพวกก่อตั้งนิตยสาร 文藝時代, Bungei Jidai แปลว่า The Literary Age แม้มีอายุไม่กี่ปี (ระหว่าง ค.ศ. 1924-27) แต่ได้สร้างแรงกระเพื่อม ความเปลี่ยนแปลงต่อวงการวรรณกรรมอย่างมหาศาล!
เฉกเช่นเดียวกับวงการภาพยนตร์ ผกก. Kinugasa ก็โหยหาความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เลยชักชวนสมาชิก Shinkankakuha มาร่วมพัฒนาบทหนัง A Page of Madness (1926) เรื่องราวอาจไม่ได้ซับซ้อนเมื่อเทียบกับพล็อตหนังปัจจุบัน แต่ยุคสมัยนั้นถือว่ามีความซับซ้อน ท้าทาย ไม่ใช่เรื่องง่ายจะทำความเข้าใจการเลือนลางระหว่างโลกความจริง vs. จินตนาการเพ้อฝัน
จะว่าไปผู้ชมสมัยใหม่ก็อาจรู้สึกว่าหนังไม่ง่าย เพราะตลอดทั้งเรื่องไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ อันเนื่องจากญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่นิยมทำ Title Card พวกเขามีนักพากย์ (Benshi) ที่คอยเล่าเรื่อง+เพลงประกอบ พูดบอกว่าใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร แต่เอาจริงๆนั่นหาใช่สิ่งจำเป็น เราสามารถทำความเข้าใจหนังเพียงจากภาพพบเห็น … ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคุณเองว่าจะเข้าถึงศาสตร์ภาพยนตร์ระดับไหน
ช่วงระหว่างที่ผมเริ่มทำการแบ็กอัพหนัง จึงมีโอกาสหวนกลับหาบทความเก่าๆเลือกมาใส่เว็บใหม่ จริงๆของเดิมก็ถือว่าพอใช้ แค่ไม่ได้วิเคราะห์ลงรายละเอียด เลย”แอบ”ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงบทความ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ดูสิว่าจะมีแฟนพันธุ์แท้หลงเข้ามาอ่านหรือเปล่า!
Teinosuke Kinugasa, 衣笠 貞之助 ชื่อจริง Teinosuke Kogame, 小亀 貞之助 (1896-1982) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kameyama, Mie Prefecture ตั้งแต่เด็กใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ถูกครอบครัวขัดขวางเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เข้าร่วมคณะการแสดงคาบูกิ เล่นบทบาท 女形/女方, Onnagata ชายเล่นเป็นหญิง (เพราะยุคสมัยนั้นผู้หญิงถูกสั่งห้ามทำการแสดงคาบูกิ) ก่อนได้รับการค้นพบโดยแมวมองสตูดิโอ Nikkatsu หันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มต้นแสดงหนังเงียบ ซึ่งหลังจากผู้หญิงได้รับอนุญาตให้เล่นหนัง จึงหันเหสู่งานเบื้องหลัง เขียนบท/กำกับเรื่องแรก Imoto no shi (1920)
เมื่อปี ค.ศ. 1925, ผกก. Kinugasa สร้างภาพยนตร์ Nichirin (1925) ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Riichi Yokomitsu (หนึ่งในผู้บุกเบิก Shinkankakuha) แล้วถูกต่อต้านจากกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา เลยถูกแบล็กลิสต์จากสตูดิโอในสังกัดขณะนั้น จึงตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Kinugasa Motion Picture League
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆของประเทศญี่ปุ่น ผู้กำกับแยกตัวออกมา ก่อตั้งสตูดิโอ สรรค์สร้างภาพยนตร์ของตนเอง โดยไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร! แรกเริ่มต้นพัฒนาเรื่องราวของชายสูงวัย ในค่ำคืนฝนตกหนัก แวะเวียนไปยังสถานที่ทำการแสดงของคณะละคอนสัตว์ จับพลัดจับพลู นำสู่เหตุการณ์วุ่นๆวายๆ แต่พอนำไปพูดคุยกับเพื่อนนักเขียน Riichi Yokomitsu และ Yasunari Kawabata ก็ถูกปัดตกโดยพลัน
วันหนึ่งระหว่างผกก. Kinugasa เดินทางไปที่บ้านของ Yokomitsu ระหว่างทางพบเจอคนกลุ่มหนึ่งบนขบวนรถไฟ กิริยาท่าทางแปลกๆ สอบถามไถ่พบว่าพวกเขาเหล่านี้ล้มป่วยจิตเวช นั่นสร้างความสนอกสนใจ จึงเดินทางต่อไปยัง Matsuzawa Hospital เข้าเยียมเยียนผู้ป่วย นำกลับมาพูดคุย Yokomitsu และ Kawabata ต่างแสดงความสนอกสนใจเช่นเดียวกัน
สำหรับบทหนังพัฒนาโดย Kawabata (ส่วน Yokomitsu ไม่สะดวกร่วมงาน เพราะต้องอยู่บ้านดูแลภรรยาล้มป่วย) แต่เจ้าตัวมีเวลาเพียงสิบวันก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น แน่นอนว่าเสร็จไม่ทัน ผกก. Kinugasa จึงติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Banko Sawada และ Minoru Inuzuka (เคยร่วมงานผกก. Kinugasa ก่อนหน้านี้หลายครั้ง) ให้มาช่วยกันดัดแปลงแก้ไขบท (Shooting Script) ไปพร้อมๆกับการถ่ายทำ
เกร็ด: Yasunari Kawabata คือนักเขียนญี่ปุ่นคนแรกที่คว้ารางวัล Nobel Prize for Literature เมื่อปี ค.ศ. 1968
สำหรับชื่อหนัง ก่อนมาลงเอย 狂った一頁 อ่านว่า Kurutta Ichipēji แปลตรงตัว A Page of Madness มีการตั้งชื่อ Working Title ประกอบด้วย
- 狂へる聖 อ่านว่า Kyō heru Sei แปลว่า The Mad Saint
- 狂へる聖地 อ่านว่า Kyō heru Seichi แปลว่า The Mad Holy Land
ในค่ำคืนมรสุม ชายสูงวัย (รับบทโดย Masao Inoue) แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนภรรยา (รับบทโดย Yoshie Nakagawa) พักอาศัยอยู่โรงพยาบาลจิตเวช ก่อนหน้านี้เธอแสดงอาการคลุ้มคลั่ง พยายามเข่นฆ่าบุตรสาว นั่นสร้างความรู้สึกผิดให้สามีที่เป็นอดีตกะลาสี แอบสมัครงานภารโรงเพื่อดูแลภรรยาอย่างเคียงชิดใกล้
วันถัดมาบุตรสาว (รับบทโดย Ayako Iijima) แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนมารดาเพื่อแจ้งข่าวงานแต่งงาน แต่พอพบเจอบิดา (เพิ่งรับรู้ว่าเขาทำงานเป็นภารโรงอยู่ที่นี่) ก็แสดงความไม่พึงพอใจ ตำหนิต่อว่าเขาคือต้นสาเหตุ (เพราะกะลาสีเรือต้องออกเดินทางไกล แทบไม่เคยอาศัยอยู่บ้าน)
หลังเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ทะเลาะวิวาทกับผู้ป่วยจิตเวช มันเหมือนภารโรงสูงวัยเกิดอาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ช่วงแรกๆฝันว่าถูกล็อตเตอรี่ นำเงินมาจ่ายค่าสินสอดทองหมั้น พยายามพาภรรยาหลบหนี (แต่เธอจดจำเขาไม่ได้ เลยปฏิเสธร่วมออกเดินทาง) ไปๆมาๆพลั้งมือกระทำร้ายหมอ และบุตรสาวแต่งงานผู้ป่วยจิตเวช (คนที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทก่อนหน้านี้)
Masao Inoue (1881-1950) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ehime Prefecture, เริ่มต้นเป็นนักแสดงละครเวทีตั้งแต่อายุ 17 จากนั้นออกทัวร์ทั่วญี่ปุ่น จนได้รับโอกาสแสดงที่โตเกียว ไม่นานก็ได้เป็นเจ้าของโรงละคร ก่อตั้งโรงเรียนสอนการแสดง และได้รับเลือกเป็นประธาน Japan Art Academy, สำหรับวงการภาพยนตร์ Inoue คือผู้สนับสนุนสื่อประเภทนี้กลุ่มแรกๆ เริ่มจากเป็นผู้กำกับ นำแสดงในหนังของ Shinkankakuha มีชื่อเสียงที่สุดก็ A Page of Madness (1926)
อดีตกะลาสีเรือ เพราะไม่เคยอยู่บ้าน พอภรรยาแสดงอาการคลุ้มคลั่ง (ตอนที่เขาออกเรือ) เลยเกิดความรู้สึกผิด จึงแอบสมัครงานภารโรงในโรงพยาบาลจิตเวช เพื่อดูแลอยู่เคียงชิดใกล้ พร้อมไขประตูพาหลบหนี แต่เธอกลับจดจำเขาไม่ได้ เก็บนำไปฝันกลางวัน ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
Yoshie Nakagawa (1886–1953) นักแสดงหญิงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ได้ร่วมงานกับ Kinugasa อีกใน Jujiro (1928) และรับเชิญเล็กๆในหนังของผู้กำกับ Kenji Mizoguchi เรื่อง The Story of the Last Chrysanthemum (1939)
รับบทภรรยา/มารดา แสดงอาการคลุ้มคลั่ง สูญเสียความทรงจำ พบเห็นภาพหลอน ถึงขนาดพยายามเข่นฆ่าบุตรของตนเอง เลยถูกส่งเข้ารักษาโรงพยาบาลจิตเวช ปฏิเสธติดตามสามีหลบหนีออกจากห้อง(ขัง)ของตนเอง
Ayako Iijima รับบทบุตรสาว วันนั้นบังเอิญเดินทางมาเยี่ยมเยียนมารดา พอพบเจอบิดาทำงานเป็นภารโรงก็ตกอกตกใจ เต็มไปด้วยอคติต่ออีกฝ่าย, ขณะนั้นเธอกำลังจะแต่งงาน แต่ไม่สามารถหาเงินค่าสินสอดทองหมั้น (ในญี่ปุ่นครอบครัวฝ่ายหญิงคือผู้จ่ายค่าสินสอดให้ครอบครัวฝ่ายชาย) ก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไง พึ่งพาใครก็ไม่ได้
แถมให้กับนักแสดงอีกคน Eiko Minami รับบทหญิงสาวที่มีความเพ้อฝันอยากเป็นนักเต้น แต่ความคลุ้มคลั่งของเธอคือต้องการซ้อม ซ้อม ซ้อม ตัดภาพสลับไปมากับเครื่องดนตรี ราวกับได้ยินเสียงเพลงดังกึกก้องตลอดเวลา ขนาดขาเลือดไหลก็ยังไม่ยินยอมหยุดพัก
ถ่ายภาพโดย Kōhei Sugiyama, 杉山公平 (1899-1960) ตากล้องสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hamamatsu, Shizuoka โตขึ้นเดินทางมาเรียนที่กรุง Tokyo จบแล้วทำงานช่างภาพนิ่งสตูดิโอ Kokusai Katsue Film Studio ก่อนไต่เต้าขึ้นมาแผนกถ่ายภาพเคลื่อนไหว ได้รับเครดิตภาพยนตร์เรื่องแรก An, Shinko (1922) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 ย้ายไปย้ายมาจนมีโอกาสร่วมงานขาประจำผกก. Teinosuke Kinugasa ตั้งแต่ A Page of Madness (1926), Crossroads (1928) ไปจนถึง Gate of Hell (1954) ที่เป็นหนังฟีล์มสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น คว้ารางวัล Palme d’Or และ Honorary Academy Award
ผกก. Teinosuke รับอิทธิพลอย่างเยอะจาก German Expressionism โดยเฉพาะ The Cabinet of Dr. Caligari (1920) ทั้งการจัดแสง-เงามืด เลือกมุมกล้องเอียงๆ (Dutch Angle) ออกแบบฉากให้ดูบิดๆเบี้ยวๆ เพื่อสะท้อนอาการผิดปกติของผู้ป่วยจิตเวช อาศัยอยู่ในกรงขัง ไม่สามารถดิ้นหลบหนี ก้าวออกสู่โลกความจริง
ลูกเล่นพบเห็นบ่อยครั้งก็คือการซ้อนภาพ (ไม่ใช่แค่ Double แต่ต้องเรียก Multiple Exposure) ซึ่งมักพยายามเลือกสิ่งเคลื่อนไหว อะไรก็ไม่รู้หมุนๆ ดูละลานตา ภาพออกมาละม้ายคล้ายกล้องสลับลาย (Kaleidoscope) จนหลายคนอาจรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า เข้าใจอาการผิดปกติของผู้ป่วยจิตเวชโดยพลัน!
โดยปกติแล้วภาพยนตร์สมัยนั้นใช้เวลาโปรดักชั่นแค่สัปดาห์เดียว (คล้ายๆหนังไทยยุคมิตร ชัยบัญชา) แต่สำหรับ A Page of Madness (1926) มันก็ตามชื่อ “Madness” เริ่มต้นถ่ายทำตั้งแต่บทหนังยังไม่ทันเสร็จ มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเรื่องราวทุกวี่วัน รวมถึงข้อจำกัดงบประมาณ ทีมงาน/นักแสดงกินนอนอยู่ในสตูดิโอ Shochiku Kyoto Studio (สาขา Kyoto) รวมๆแล้วใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็ม พฤษภาคม ค.ศ. 1926
เกร็ด: ด้วยความที่หนังมีลูกเล่นภาพยนตร์ Visual Effect ค่อนข้างเยอะทีเดียว จึงมีการดึงตัว Eiji Tsuburaya (1901-70) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษเข้ามาร่วมงาน ซึ่งชายคนนี้ในอนาคตคือผู้ร่วมสร้าง Godzilla และแฟนไชร์ Ultraman
ด้วยความที่หนังสร้างขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน (เกินร้อยแล้วนะเนี่ย!) คุณภาพฟีล์มย่อมต้องเสื่อมสภาพตามกาลเวลา แต่ผมรู้สึกว่าความเก่าๆ ริ้วรอยขีดข่วน สัญญาณรบกวน (Noise หรือ Grain) ช่วยสร้างสัมผัสดิบๆ (Rawness) ผสมกับเรื่องราวหลอนๆ ยิ่งชวนให้ขนหัวลุกพอง มองอะไรไม่ค่อยเห็นอีกต่างหาก!
หนังเริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงชุดภาพลม-ฟ้า-ฝน กระแสน้ำไหล ไม่ซ้อนภาพก็ตัดต่ออย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่าค่ำคืนนี้กำลังเกิดมรสุมห่าใหญ่ มันช่างรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง … เป็นการใช้สภาพอากาศสะท้อนเข้ากับสภาวะจิตใจผู้ป่วยจิตเวช/คนบ้า

จากภาพมรสุม ฝนตกหนัก จู่ๆก็ซ้อนภาพลูกบอลลายทางกำลังหมุนๆ แลดูละม้ายคล้ายคลึง นี่คือการสร้างสัมผัสบทกวี(ภาพยนตร์) เชื่อมต่อระหว่างฉากหนึ่งกับอีกฉากหนึ่ง และยังเป็นการเปรียบเทียบสภาพอากาศ เข้ากับซีนถัดมาที่สามารถมองว่าภายในความครุ่นคิด/จิตใจของผู้ป่วยจิตเวช

หญิงสาวแต่งชุดหรูหรา เริงระบำอยู่บนเวที จัดฉากยิ่งใหญ่อลังการ ก่อนกล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง พานผ่านซี่กรงราวกับเธอนั้นถูกควบคุม กักขัง → ฉายภาพเงาเริงระบำ (สวมใส่ชุดเดียวกับตอนแสดงบนเวที) อยู่ด้านหลังกรงขัง → หญิงสาวที่อยู่ในห้องขัง แต่งชุดธรรมดาๆ กำลังโยกเต้นเริงระบำ ไม่ต่างจากคนบ้า!
เห็นความเชื่อมโยงของหญิงสาวที่เริงระบำบนเวที กับเธอในห้องขังไหมเอ่ย? เราอาจมองไม่เห็นหน้าชัดๆ แต่ภาษาภาพยนตร์บ่งบอกว่าทั้งสองคือบุคคลเดียวกัน ซึ่งเราอาจตีความบุคคลทำการแสดงบนเวทีคือภาพจินตนาการเพ้อฝันที่ดูสวยหรูหรา ก่อนหวนกลับมาบนโลกความจริงอันโหดร้าย


ภาพถ่ายที่ฉีกขาดคงไม่ต้องอธิบายมากกระมัง เคลือบแฝงนัยยะตรงๆถึงความฝันที่พังทลาย อยากเป็นนักเต้นเลยซ้อมไม่หยุด ไม่รู้จักพอ จนไม่สามารถควบคุมตนเอง เลยถูกส่งเข้ารักษาตัวยังโรงพยาบาลจิตเวช ว่างเมื่อไหร่ลุกขึ้นมาโยกเต้น เริงระบำอยู่ในจินตนาการของตนเอง

อารัมบทของหนังจบลงด้วยการฉายภาพหญิงสาวเริงระบำ ตัดสลับกลับไปกลับมากับภาพฝนตก ฟ้าร้อง พายุโหมกระหน่ำ ซ้อนภาพเครื่องดนตรีบรรเลง ทรัมเป็ต กลอง ฯ แม้ไม่ได้ยินเสียง แต่ผู้ชมสามารถจินตนาการความคลุ้มบ้าคลั่ง และซีเควนซ์นี้จบลงด้วยการที่เธอหมดเรี่ยวแรง ล้มลงไปนอนกองกับพื้น … ผู้ชมก็อาจรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน

การมาถึงของชายสูงวัย คงทำให้หลายๆคนต้องขยี้ตา เพราะนอกจากภาพมุมเอียง (สื่อถึงความบิดเบี้ยวของจิตใจ) ตอนเปิดประตูห้อง(ขัง)ภรรยา ปรากฎว่าซี่กรงยังคงอยู่ เอ๊ะ ยังไง? คำตอบก็คือหนังทำการซ้อนภาพซี่กรงขัง เพื่อจะสื่อถึงว่าอาการป่วยของเธอไม่ได้เกิดทางกายภาพ แต่คือปัญหาทางจิตซ่อนเร้นอยู่ภายใน … กรงขังที่พบเห็นบ่อยครั้งในหนัง ไม่ได้กักขังทางร่างกาย แต่เกิดจากจินตนาการ(จิตใจ)ของผู้ป่วยเองทั้งนั้น

ในมุมมองของภรรยาจับจ้องมองกระดุม เห็นภาพหลอนเป็นลูกแอปเปิ้ล แต่สำหรับสามี/ชายสูงวัยเห็นความลุ่มหลงใหลของเธอ ชวนระลึกถึงตอน(ภรรยา)โอบอุ้มทารกน้อยด้วยความรัก นั่นคงทำให้เขาหวนระลึกนึกย้อนเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต
ฉายภาพตัวเขาสวมใส่เครื่องแบบกะลาสีเรือ ออกเดินทางท่องโลก ทอดทิ้งภรรยาและบุตรให้อยู่เพียงลำพัง จากนั้นซ้อนภาพภรรยาโอบอุ้มบุตรสาวกับอะไรสักสิ่งอย่างถูกโยนทิ้งน้ำ (สามารถสื่อถึงทารกน้อยที่ถูกโยนทิ้งน้ำ) ก่อนใครบางคนพยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง ไม่ยินยอมให้เธอฆ่าตัวตายตาม
เท่าที่ผมหาอ่านเรื่องย่อจากหลายๆสำนัก มักบอกว่าหญิงสาวพยายามฆ่าทารกน้อยไม่สำเร็จ แต่ความคลุมเคลือของหนังทำให้เราสามารถมองเรื่องราวในอีกทิศทาง ทารกน้อยอาจคือลูกคนที่สอง ซึ่งหลังจากมารดาเกิดอาการคลุ้มคลั่ง โยนทิ้งจนน้ำเสียชีวิต บุตรสาวคนโตพยายามฉุดเหนี่ยวรั้งไม่ให้เธอฆ่าตัวตายตาม!


ช่วงเวลากลางวัน ผู้ป่วยจิตเวชได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเล่นภายนอกอาคาร แต่เดี๋ยวนะ? ทำไมพื้นหลังถึงดูซีดจาง ผมคาดเดาว่ามันคือ Rear Projection แล้วฟีล์มอาจจะเสื่อมสภาพ มันเลยเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ถึงอย่างนั้นเราสามารถมองนัยยะการเลือนลางระหว่างโลกความจริง vs. พื้นหลังแห่งความฝัน ได้กระมัง?

ขอกล่าวถึงการออกแบบสักหน่อยก็แล้วกัน ผกก. Kinugasa แม้ได้รับแรงบันดาลใจจาก German Expressionism แต่ก็ไม่ได้คัทลอกเลียนแบบมาตรงๆ สังเกตจากโถงทางเดิน เก้าอี้ภายนอกอาคาร พยายามทำออกมาให้มีเหลี่ยมมุม ดูเหมือนซี่กรง … เหตุผลที่ทำออกมาลักษณะนี้ ก็เพื่อสร้างสัมผัสโรงพยาบาลจิตเวช ไม่ต่างจากเรือนจำ ผู้ป่วยถูกควบคุมขัง ไม่สามารถดิ้นหลบหนี ไร้ซึ่งเสรีภาพในชีวิต



ชายสูงวัยและบุตรสาวพยายามเดินเข้าไปหา แต่สังเกตว่ามีต้นไม้ใหญ่กั้นแบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน ซึ่งเธอกำลังเหม่อมองบางสิ่งอย่าง ดูบิดๆเบี้ยวๆ น่าจะถ่ายภาพสะท้อนแผ่นกระจกอลูมิเนียมที่สามารถบิดโค้งมน … นี่เป็นการสื่อว่าพวกเขาอยู่บนโลกคนละใบ มองเห็นสิ่งผิดแผกแตกต่าง ไม่มีทางที่จะพูดคุยสื่อสารกันรู้เรื่องอีกต่อไป


พยาบาลนำพาหญิงสูงวัยกลับมาห้องพัก (หรือห้องขัง) ระหว่างทางพานผ่านห้องของนักเต้นสาวกำลังเริงระบำ นำเสนอผ่านมุมมองสายตา พบเห็นการซ้อนภาพ ทำให้บิดๆเบี้ยวๆ ดูมีหลอกหลอน ละลานตายิ่งนัก! ส่งผลกระทบให้เธอแสดงอาการคลุ้มคลั่ง วิกลจิต ก่อนกลายเป็นอุปทานหมู่ (Mass Hysteria) ก่อบังเกิดความวุ่นๆวายๆขึ้นในโรงพยาบาลจิตเวช

บุตรสาวทำงานอะไร? สังเกตจากตั๋วโดยสาร และภาพซ้อนขบวนรถไฟ ก็น่าจะพอบอกได้ว่าคือพนักงานขายตั๋ว นี่เป็นอาชีพราวกับเครื่องจักรกล (เหมือนล้อรถไฟ=ชั้นจำหน่ายตั๋วที่หมุนวนไปวนมา) ทำสิ่งเดิมๆซ้ำๆ หามรุ่งหามค่ำ ไม่รู้จักจบจักสิ้น … ตรงกันข้ามกับบิดาเป็นกะลาสีเรือ สามารถออกเดินทาง ล่องเรือไปยังสถานที่ต่างๆ สัญญะของเสรีภาพ


จะว่าไปบุตรสาวเป็นตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ ออกจากบ้าน ทำงานหาเงิน (หญิงชาวญี่ปุ่นสมัยก่อนไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง ส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานด้วยซ้ำไป) อีกทั้งหลังเลิกงานแวะเวียนไปบ้านแฟนหนุ่ม เหมือนจะอยู่ก่อนแต่ง! และช็อตสุดท้ายของซีเควนซ์นี้ถ่ายจากภายนอก ลอดผ่านบานประตูที่แลดูเหมือน(ซี่)กรงขัง สามารถสื่อถึงการกระทำของพวกเขาขัดต่อขนบกฎกรอบทางสังคม(ญี่ปุ่น)สมัยนั้น!

ซีเควนซ์เทศกาลประจำปี พอไม่มีตัวช่วยที่เป็นเสียงบรรยาย (Benshi) หลายคนเลยอาจมองว่าชายสูงวัยถูกรางวัลลอตเตอรี่จริงๆ แต่ทั้งซีเควนซ์คือการพร่ำเพ้อฝันกลางวัน จุดสังเกตคือตอนเริ่มต้น-สิ้นสุด
- ตอนเริ่มต้นชายสูงวัยเหม่อมองขบวนพาเรดตรงหน้าต่าง มุมกล้องจากภายนอกถ่ายใบหน้าภายใต้กรอบ/กรงขัง เป็นการบอกใบ้ว่าเขาไม่ได้ออกไปไหน ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นภายในความครุ่นคิด/จินตนาการ
- ผมให้ข้อสังเกตระหว่างซีเควนซ์นี้ กล้องมักเคลื่อนเลื่อนแนวนอน และเต็มไปด้วย Cross-Cutting สร้างสัมผัสเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย เหมือนฝัน
- หลังถูกรางวัลล็อตเตอรี่ พูดคุยบุตรสาว จู่ๆตัดภาพหญิงสาวเริงระบำในห้องขัง เธอเอาชุดสวยๆมาจากไหนกัน? นั่นเป็นความพยายามเชื่อมโยงว่าทั้งหมดคือจินตนาการของชายสูงวัย
- และพอตัดกลับมาปัจจุบัน ชายสูงวัยหัวร่ออ้าปากกว้าง ก่อนสีหน้าเซื่องซึม ชีวิตจริงหาได้เป็นเหมือนความฝันกลางวัน


เมื่อตอนบุตรสาวแวะเวียนมาที่บ้านของบิดา สีหน้าของเธอดูเศร้าๆ สัมผัสแหวนนิ้วนาง แล้วมีการ Whip Pan ภาพของแฟนหนุ่มนั่งกุมขมับ มันค่อนข้างชัดเจนว่าอยากแต่งงาน มีปัญหาการเงิน ซึ่งอาจตีความถึงเรื่องสินสอดทองหมั้น … มันเป็นธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นที่ครอบครัวฝ่ายหญิงจะจ่ายสินสอดให้ฝ่ายชาย นั่นเพราะเธอเป็นฝ่ายย้ายเข้าไปอาศัยอยู่บ้านสามี คล้ายๆกับค่าตอบแทน กระมังนะ
สังเกตจากสภาพเป็นอยู่ก็พอจะบอกได้ว่าบิดาคงไม่มีเงินจ่ายค่าสินสอด แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจการแสดงออกของเขา พูดอะไรสักอย่างทำให้บุตรสาวแสดงสีหน้าหวาดสะพรึง อกสั่นขวัญแขวน ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย และถึงขนาดเร่งรีบหนีออกจากบ้าน … น่าจะเกี่ยวกับการนำภรรยาออกจากโรงพยาบาลจิตเวช กระมังนะ

ชายสูงวัยพยายามนำพาภรรยาหลบหนีออกจากโรงพยาบาลจิตเวช (นี่น่าจะคือความฝัน) แต่เธอกลับปฏิเสธ จดจำเขาไม่ได้ หวาดกลัวโลกภายนอก ได้ยินเสียงหัวเราะ (ของผู้ป่วยคนอื่น) สุนัขเห่าหอน … การฉายแสงสป็อตไลท์ ทำให้พบเห็นเงามืด = มุมมืดภายในจิตใจ
ผมไม่ค่อยแน่ใจเหตุผลที่ชายสูงวัยพยายามนำพาภรรยาหลบหนี เพื่อมาร่วมงานแต่งงานบุตรสาว? แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งบังเกิดขึ้น? แต่เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ ผกก. Kinugasa พยายามจะชักนำผู้ชมชาวญี่ปุ่น(สมัยนั้น) ออกจากขนบวิถี กฎกรอบทางสังคม


ย้อนรอยกับเหตุการณ์เมื่อครู่ หลังภรรยากลับห้อง(ขัง) จิตแพทย์พบเจอพวงกุญแจหล่นหลาย ทำให้ชายสูงวัยเกิดอาการเหน็ดเหนื่อย ง่วงหงาวหาวนอน เกิดอาการฝันซ้อนฝัน เขาพยายามนำพาภรรยาหลบหนีออกจากโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่…
คราวก่อนแสงสป็อตไลท์สาดส่องบุคคลที่พยายามขัดขวางการหลบหนีของพวกเขา แต่ในความฝันคราวนี้กลับจับจ้องชายสูงวัยและภรรยา (บุคคลที่พยายามหลบหนี) ซึ่งยังไม่ทันจะไปไหน ก็ถูกบรรดาผู้ป่วยลุมห้อมล้อม จิตแพทย์เข้ามาตำหนิต่อว่า … ความกลับตารปัตรดังกล่าว น่าจะเพื่อสะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างโลกความจริง vs. จินตนาการเพ้อฝัน มีความละม้ายคล้าย และแตกต่างตรงกันข้ามเสมอๆ


หลังพลั้งมือฆาตกรรมจิตแพทย์ หลังจากนั้นชายสูงวัยก็เริ่มเกิดอาการหลอน (ฝันซ้อนฝัน) ซ้อนภาพซี่กรงขังเคลื่อนผ่านใบหน้า ฉายภาพบุตรสาวแต่งงานกับคนบ้า ขับรถหรูผ่านเข้ามาเยี่ยมเยียน ฯ ภาพเหล่านี้คงทำให้เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่ง รับไม่ได้กับชีวิต เลยถูกจับ(โดยจิตแพทย์คนที่เสียชีวิต)ส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า

สิ่งที่สามารถบ่งบอกว่าซีเควนซ์ชายสูงวัยพยายามพาภรรยาหลบหนี ทั้งสองครั้งล้วนคือความฝัน ก็คือ ณ จุดนี้เช้าวันใหม่ แทนที่เขาจะตื่นขึ้นในโรงพยาบาล (หลังจากพยายามพาภรรยาหลบหนีครั้งแรกแล้วสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครื่องตื่น) กลับพบเจอนั่งกุมขมับอยู่ในบ้าน ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

เช้าวันใหม่ เริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงภาพดอกไม้น้อยใหญ่ ตามด้วยทิวทัศน์ท้องถนนหนทาง บันทึกภาพตึงรามบ้านช่องในทศวรรษ 1920s นี่คือการนำเข้าสู่ตอนจบของหนัง ความหวังใหม่ ตราบยังมีชีวิตก็จำต้องต่อสู้ดิ้นรนต่อไป

นี่คือซีเควนซ์ที่ไม่มีใครตอบได้ว่าคือโลกความจริง? หรือจินตนาการเพ้อฝัน? เพราะมันมีการซ้อนภาพอยู่ตลอดเวลา (การซ้อนภาพทำให้ซีเควนซ์นี้เลือนลางระหว่างโลกความจริง vs. ความฝัน) แล้วชายสูงวัยเอาเงินจากไหนซื้อหน้ากาก Noh มาแจกจ่าย เคลือบแฝงนัยยะใบหน้าอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้ม แต่ปกปิดซ่อนเร้นความทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้ … ใบหน้ากากยิ้ม สามารถตีความในเชิงความหวัง เริ่มต้นใหม่ได้ด้วยเช่นกัน!

หนังทิ้งท้ายด้วยการสร้างความฉงนสงสัยให้กับผู้ชม เหตุไฉนบุคคลนี้ถึงโค้งคำนับชายสูงวัย? ในเรื่องย่อที่ผมอ่านพบล้วนชี้นำว่าเขาโค้งคำนับพ่อตา? ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถจินตนาการเพ้อคลั่งไปไกล
- ฤาว่าชายคนนี้คือสามีของบุตรสาวจริงๆ ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้เลยกลายเป็นบ้า แล้วถูกส่งมารักษายังโรงพยาบาลจิตเวช
- บุคคลคนนี้คือภาพหลอน/จินตนาการของชายสูงวัย หรืออาจมองว่าเป็นภาพสะท้อนตัวเขาเองที่อาจจะกลายเป็นบ้า
- หรือจะมองว่าหมอนี่โค้งคำนับใครไปทั่ว ไม่ได้รู้ประสีประสา แค่เพียงคนบ้า
สิ่งที่ผมสนใจมากสุดคือแนวคิดที่สอง บุคคลคนนี้คือภาพหลอนของชายสูงวัย ซึ่งเราสามารถครุ่นคิดต่อยอดว่าหนังทั้งเรื่องอาจเป็นจินตนาการของเขาก็เป็นได้! ไม่มีเหตุการณืไหนอยู่บนโลกความจริง … ถ้าสามารถทำความเข้าใจแนวคิดนี้ คุณก็อาจตระหนักถึงความบ้าระห่ำ โคตรซับซ้อน หลอกหลอน หักมุมได้แสบกระสันต์ คล้ายๆเดียวกับ Shutter Island (2010)

ตัดต่อไม่มีเครดิต แต่ก็น่าจะผกก. Kinugasa
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของภารโรงสูงวัย เริ่มต้นในค่ำคืนมรสุมเดินทางมาเยี่ยมเยียนภรรยาล้มป่วยจิตเวช วันถัดมาพบเจอบุตรสาวบอกกว่ากำลังจะแต่งงาน อยากให้ความช่วยเหลือเรื่องสินสอดแต่ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เก็บเอาไปครุ่นคิดเพ้อฝันกลางวัน ถูกล็อตเตอรี่ ช่วยภรรยาหลบหนี กระทำร้ายแพทย์ผู้รักษา พอตื่นขึ้นมาก็ได้แค่ทำสงบจิตสงบใจ ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย
- ค่ำคืนมรสุมในโรงพยาบาลจิตเวช
- ร้อยเรียงภาพความคลุ้มคลั่งของสภาพอากาศ = ภายในจิตใจของผู้ป่วยจิตเวช
- การมาถึงของภารโรงสูงวัย แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนภรรยา
- แทรกภาพเหตุการณ์ที่เธอพยายามฆาตกรรมบุตรสาว
- วันถัดมาในโรงพยาบาลจิตเวช เรื่องวุ่นๆหลังพายุสงบ
- บุตรสาวเดินทางมาเยี่ยมเยียนมารดา พบเจอบิดาทำงานภารโรง
- จิตแพทย์เดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้ป่วยห้องต่างๆ
- ได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเล่นภายนอก
- เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย ขยับขยายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต
- ความฝันของชายสูงวัย
- เย็นวันนั้นเดินทางกลับบ้าน ท่าทางเหน็ดเหนื่ออ่อนล้า เกิดอาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น
- ฝันว่าถูกล็อตเตอรี่ในงานเทศกาลประจำปี
- เช้าเดินทางไปเยี่ยมเยียนภรรยา ซื้อของฝากมาให้
- บุตรสาวเดินทางมาขอความช่วยเหลือเรื่องสินสอดทองหมั้น
- ค่ำคืนแอบเข้าไปในโรงพยาบาลจิตเวช ไขประตูห้องขัง ชักชวนภรรยาหลบหนี
- (ฝันซ้อนฝัน) พอสะลึมสะลือ ครึ่งหลังครึ่งตื่น พยายามลากพาภรรยาหลบหนี แล้วกระทำร้ายหมอจนเสียชีวิต
- ซ้อนภาพเห็นบุตรสาวแต่งงานกับคนบ้า แสดงอาการคลุ้มคลั่ง ก่อนถูกจับขึ้นรถ ส่งเข้ารักษาตัวยังโรงพยาบาลจิตเวช
- เย็นวันนั้นเดินทางกลับบ้าน ท่าทางเหน็ดเหนื่ออ่อนล้า เกิดอาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น
- เช้าตื่นขึ้นมา อะไรจริง? อะไรฝัน?
- ซื้อหน้ากาก Noh มาแบ่งปันกับผู้ป่วยจิตเวช
- คนบ้า(ที่แต่งงานกับบุตรสาว) โค้งคำนับชายสูงวัย ราวกับว่าเขาคือพ่อตา
ว่ากันว่าภาพยนตร์จากรัสเซียไม่เคยถูกนำเข้ามาฉายในญี่ปุ่นจนกระทั่งปี ค.ศ. 1927 แต่หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยลีลาตัดต่อ (Soviet) Montage สลับไปมาระหว่างสองสิ่งที่มีความเชื่อมโยง (เคลือบแฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์) นั่นทำให้ความยาว 78 นาที มีการตัดต่อรวมแล้วกว่า 800+ ช็อต (ASL=3.3 ช็อตต่อวินาที) ยุคสมัยนั้นถือว่าเยอะมากๆ (โดยไม่มี Title Card ข้อความขึ้นคั่นสักประโยคด้วยนะ!)
ไฮไลท์อยู่ช่วงมรสุมสิบนาทีแรก เพราะหนังเงียบไม่ได้ยินเสียงใดๆ แต่การตัดภาพสลับไปมาระหว่างฝนตก แสงไฟกระพริบ ซ้อนภาพอะไรก็ไม่รู้หมุนๆ รวมถึงผู้ป่วยสาวกำลังเริงระบำ ฯ เมื่อนำหลายๆสิ่งอย่างร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ราวกับเหมือนได้ยินเสียงฝน ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และสัมผัสถึงความคลุ้มคลั่งยังสถานที่(โรงพยาบาลบ้า)แห่งนี้
เรื่องราวของ A Page of Madness เกี่ยวกับความรู้สึกผิดของชายสูงวัย เคยทอดทิ้งครอบครัวไปทำงานยังแดนไกล แม้ไม่รู้เกิดเหตุอะไรที่ทำให้ภรรยาแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ถึงขนาดพยายามเข่นฆ่าบุตรสาวให้ตกตาย พอรับรู้ข่าวคราวจึงแอบสมัครงานภารโรงในโรงพยาบาลจิตเวช คอยแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน สำแดงความรู้สึกผิด ต้องการไถ่โทษ (Redemption) ที่เคยเพิกเฉยไม่ใยดี
การออกเรือไปทำงานของสามี (กะลาสีเรือคือสัญลักษณ์ของอิสรภาพ) ย่อมสร้างความเครียด กดดัน อัดอั้นให้ภรรยาอาศัยอยู่บ้าน อีกทั้งทศวรรษ 1920s เป็นช่วงเวลาข้าวยากหมากแพง ไร้การไร้งาน ไร้ที่พึงพักพิง แถมเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 อาจสูญเสียบ้าน ญาติพี่น้อง ทรัพย์สินเงินทอง ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ตกอยู่ในความหดหู่ ซึมเศร้า (Great Depression) เมื่อถึงขีดสุดความอดกลั้น จึงครุ่นคิดสั้น พยายามฆ่าตัวตาย … ชาวญี่ปุ่นสมัยนั้นที่เพิ่งพานผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 คงเข้าใจอารมณ์สิ้นหวัง แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง
ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับคนบ้า โรงพยาบาลจิตเวช The Cabinet of Dr. Caligari (1920) หรือ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) มักเคลือบแฝงประเด็นสังคม การเมืองเสมอๆ เฉกเช่นเดียวกับ A Page of Madness (1926) ญี่ปุ่นเป็นประเทศอนุรักษ์นิยม ซ้ายสุดโต่ง ยุคสมัยนั้นยังคงปิดกั้น ไม่ค่อยเปิดรับอะไรใหม่ๆ ศิลปะ วรรณกรรม สื่อภาพยนตร์ก็เฉกเช่นเดียวกัน
มันมีตัวละครนักเต้นสาว คงเต็มไปด้วยความเพ้อฝัน อยากประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงเงินทอง จึงซักซ้อมการเต้นระบำ ไม่เคยหยุด ไม่ค่อยหย่อน เท้าเจ็บเลือดออกก็ยังอดทนฝืนกลั้น มิอาจหยุดยับยั้ง ควบคุมตนเอง ผมมองนัยยะถึงการโหยหาอิสรภาพทางศิลปะ อยากได้รับโอกาส กระทำตามความเพ้อใฝ่ฝัน แต่ก็อย่างที่อธิบายไปสังคม(ญี่ปุ่น)ยังคงปิดกั้น กีดกัน กักขัง ตีตราว่าคนบ้าคลั่ง
A Page of Madness (1926) คือความพยายามของผกก. Kinugasa ที่จะดิ้นหลบหนีจากโรงพยาบาลจิตเวช (ชายสูงวัยวาดฝันพาภรรยากลับสู่โลกภายนอก) กระทำสิ่งแตกต่างจากขนบวิถี ธรรมเนียมภาพยนตร์ยุคก่อน แม้ตอนนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ (ก็เหมือนชายสูงวัยที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถนำพาภรรยาออกมา) แต่กาลเวลา และโชคชะตา (ที่ฟีล์มหนังหลงรอดมาถึงปัจจุบัน) ทำให้หนังกลายเป็นอมตะนิรันดร์ และอาจถือเป็นจุดกำเนิดวงการภาพยนตร์ของญี่ปุ่นที่แท้จริง!
I can say with confidence that this is the first truly cinematic film made in Japan. It is also the first world-class film made in Japan. The beauty [Kinugasa] depicts is by no means dramatic, novelistic, or pictorial; it is a beauty that is (one could say) unrelated to any established art. It is cinematic beauty.
นักวิจารณ์ Akira Iwasaki จากนิตยสาร Kinema Junpo เขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926
ชื่อหนัง A Page of Madness คำหลังยังพอทำความเข้าใจได้ 狂った (Kurutta) แปลตรงตัว to go mad, to be insane คือคนบ้า วิกลจริต สูญเสียสติแตก สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของหนัง แต่ทว่า 一頁 (Ippēji) แปลตรงตัว one page เกี่ยวอะไรกับหนึ่งหน้ากระดาษ?
เช่นนั้นแล้วเราคงต้องมองความหมายในเชิงนามธรรม หนึ่งหน้ากระดาษอาจสื่อถึง A Chapter of Life หรือ A Moment in History หรือ A Fragment เศษเสี้ยวของความคลุ้มคลั่ง เพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นที่เปิดเผยออกมา แต่มันยังมีมากมายซุกซ่อนอยู่ภายใต้
และผมครุ่นคิดไปมา “A Page” ยังเป็นการสื่อถึงกลุ่มเคลื่อนไหว Shinkankakuha ที่มาจากการรวมตัวของนักเขียนนวนิยาย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพัฒนาบทภาพยนตร์
ช่วงทศวรรษนั้นในญี่ปุ่นมีโรงหนังสองประเภท คือโรงหนังญี่ปุ่น (Domestic) และโรงหนังต่างประเทศ (Foreign Film) ด้วยความที่ A Page of Madness (1926) ไม่ได้มีความเป็นญี่ปุ่น เลยถูกส่งฉายโรงต่างประเทศ ปรากฎว่าทำรายรับได้เพียง ¥7,500 เยน จากทุนสร้างประมาณ ¥20,000 เยน ถือว่าขาดทุนย่อยยับ เป็นเหตุให้ผกก. Kinugasa กล้ำกลืนเซ็นสัญญาร่วมงานสตูดิโอ Shōchiku เพื่อเอาทุนหนังเรื่องใหม่มาหักลบกลบหนี้สิน
ถึงอย่างนั้นเสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม ซึ่งปี ค.ศ. 1926 คือครั้งแรกที่นิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับภาพยนตร์(ญี่ปุ่น)แห่งปี A Page of Madness (1926) ได้รับการโหวตติดอันดับ #4 … หนังอันดับ 1-3 เห็นว่าฟีล์มสูญหายไปหมดแล้ว
น่าเสียดายที่หนังญี่ปุ่นยุคสมัยนั้น พอฉายเสร็จก็เก็บเข้ากรุ ทิ้งๆขว้างๆ หลงๆลืมๆ ถ้าไม่ใช่คลังเก็บในสตูดิโอใหญ่ๆ แทบทั้งนั้นสาปสูญหาย กลายเป็นเถ้าถ่าน เฉกเช่นเดียวกับ A Page of Madness (1926) ตัวของผกก. Kinugasa ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเก็บไว้ไหน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1971 ขุดๆคุ้ยๆ จัดระเบียบโรงเรือน พบเจอในถังข้าวสาร
ผกก. Kinugasa ดูแลการบูรณะฟีล์มหนังด้วยตนเอง มีการตัดต่อเล็กๆน้อยๆเพื่อปรับให้เข้ากับอัตราการฉายภาพยนตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป (เครื่องฉายหนังเงียบมักมีอัตราเร็ว 18 fps, ขณะที่ฟีล์มหนังปัจจุบันอยู่ที่ 24+ fps ขึ้นไป) และมอบหมาย Minoru Muraoka ทำเพลงประกอบขึ้นใหม่
หนังมีจัดจำหน่ายบ็อกเซ็ต DVD/Blu-Ray ร่วมกับ Portrait of a Young Man (1925-31) ของ Henwar Rodakiewicz โดยค่าย Flicker Alley เมื่อปี ค.ศ. 2017 แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ สามารถรับชมออนไลน์ทาง Youtube น่าจดกลายเป็นสมบัติสาธารณะแล้วกระมัง
คราวก่อนที่ผมเขียนถึงหนังเรื่องนี้ ยังได้แค่ชื่นชม ลุ่มหลง ยังเข้าไม่ถึงความลึกล้ำ รับชมคราวนี้เพิ่งตระหนักว่า A Page of Madness (1926) ยิ่งใหญ่ระดับมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์ หนึ่งในเอกภพ ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบอย่าง หรือแม้แต่ผู้สร้างก็มิอาจทำซ้ำได้อีก
ในบรรดาโคตรหนังเงียบสัญชาติญี่ปุ่น ผมมีความสองจิตสองใจระหว่าง A Page of Madness (1926) และ I Was Born, But… (1932) ตอบไม่ได้ว่าเรื่องไหนยิ่งใหญ่กว่า หนึ่งมีลูกเล่นภาพยนตร์ตื่นตาตะลึง อีกเรื่องเคลือบแฝงสาระชีวิตลุ่มลึกซึ้ง … เอาว่าทั้งสองเรื่องคือที่สุดของหนังเงียบญี่ปุ่น หลงเหลือถึงปัจจุบัน!
จัดเรต 18+ อาการคลุ้มคลั่งของผู้ป่วยจิตเวช


ส่งความเห็นที่ Oazsarun ยกเลิกการตอบ