Camera Buff

Camera Buff (1979) Polish : Krzysztof Kieślowski ♥♥♥♥

ผลงานแจ้งเกิดระดับนานาชาติของปรมาจารย์ผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski ตั้งคำถามจริยธรรมเกี่ยวกับการสรรค์สร้างภาพยนตร์ ระหว่างปล่อยปละละเลยถ่ายทำมันทุกสิ่งอย่าง (เชื่อในอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์) หรือเราควรต้องย้อนกลับมองดูตนเอง มีอะไรถูกต้องเหมาะสมควรหรือไม่ควร ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับทางสังคม

ขณะที่ Man with a Movie Camera (1929) ได้ทำการทดลอง เปิดมุมมอง ครุ่นค้นหาเทคนิควิธีการ นำเสนอความเป็นไปได้แทบทั้งหมดของสื่อภาพยนตร์, Camera Buff (1979) ชักชวนผู้ชมให้ตั้งคำถามจริยธรรมของผู้สร้างภาพยนตร์ จากประสบการณ์ตรงของ ผกก. Krzysztof Kieślowski ที่ต้องเผชิญหน้ากองเซนเซอร์ ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์ Polish People’s Republic (1947-89) รัฐบริวารของสหภาพโซเวียต

ข้อถกเถียงดังกล่าวมันช่างปวดกะลาหัวเสียจริงนะ แต่ละฝั่งฝ่ายล้วนมีเหตุผลข้ออ้างตามมโนทัศนคติของตนเอง เหมือนขั้วการเมืองขวาจัด-ซ้ายจัด, อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม, คอมมิวนิสต์-ประชาธิปไตย, สลิ่ม-สามกีบต่างก็มีความสุดขั้วไม่มีใครยอมใคร … ในแง่ของศาสตร์ภาพยนตร์กลับถือว่าทรงคุณค่ายิ่งนัก เพราะการได้ตั้งคำถาม พูดคุย-ถกเถียง จักทำให้มนุษย์เปิดมุมมอง พบเห็นโลกทัศน์ใหม่ๆ บังเกิดวิวัฒนาการทางความคิดปรับเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากไตรภาคสามสี ผมไม่เคยรับชมผลงานยุคแรกๆของ Kieślowski มาก่อนเลยนะ เลยแอบคาดหวังไว้พอสมควร ดูจบก็รู้สึกคุ้มค่ามากๆ (จริงๆผมอยากไล่ดูตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกเลยด้วยซ้ำ แต่มันหารับชมออนไลน์ไม่ได้ T_T) แนะนำให้เตรียมร่างกาย ผ่อนคลายสมองไว้ก่อน เพราะบรรยากาศหนังค่อนข้างตึงๆ รู้สึกเหมือนถูกควบคุมครอบงำ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล และเนื้อเรื่องราวมีอะไรให้ขบครุ่นคิดมากมายเลยละ


Kino moralnego niepokoju (1976-81) แปลภาษาอังกฤษ Cinema of moral anxiety/unrest คือกลุ่มการเคลื่อนไหวในวงการภาพยนตร์ประเทศ Poland ช่วงการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ มักนำเสนอวิถีชีวิตชาวบ้าน ท้องถิ่นชนบทห่างไกล ความขัดแย้งต่อหน่วยงานรัฐบาล … น่าเสียดายยุคสมัยนี้สั้นไปสักนิด เพราะการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 1981-83 หลังจากนั้นก็นำสู่ความขัดแย้งครั้งรุนแรง และการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในกาลต่อมา

แม้แนวหนังนี้จะมีคำเรียก Cinema of moral anxiety แต่ผมขอเลือกใช้ศัพท์ “จริยธรรมภาพยนตร์” แทนที่ศีลธรรมของ Moral เพราะความหมายของ ศีล และ จริย มีความหมายแตกต่างกันตามความเข้าใจของชาวตะวันออก-ตะวันตก

  • ศีลธรรม คือการประพฤติชอบตามศีล อ้างอิงหลักศาสนา (ไม่จำเป็นว่าต้องพุทธนะครับ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯ ปฏิบัติตามหลักคำสอนศาสนาก็สามารถเรียกว่า ศีลธรรม)
  • คุณธรรม คือการประพฤติชอบตามความเชื่อส่วนบุคคล ในสิ่งสร้าง’คุณ’ประโยชน์ให้กับสังคม
  • จริยธรรม คือการประพฤติชอบตามธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม และข้อกฎหมาย (ที่คนหมู่มากเห็นพ้องคล้อยตาม)

ยุคสมัย Cinema of moral anxiety ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหลักศาสนาเลยสักนิด! ผมเลยมองว่าการใช้คำ “ศีลธรรมภาพยนตร์” มันเลยไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่, ความวิตกกังวลของผู้สร้างภาพยนตร์ยุคสมัยนี้ มันคือความขัดแย้งต่อระบบเซนเซอร์ ข้อกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม ดังนั้นใช้คำภาษาไทยว่า “จริยธรรมภาพยนตร์” จึงน่าจะถูกต้องเหมาะสมกว่า!

ผลงานเด่นๆในยุคสมัยนี้ มาจากสามผู้กำกับดัง Krzysztof Kieślowski, Andrzej Wajda และ Krzysztof Zanussi ประกอบด้วย The Scar (1976), Camouflage (1977), Man of Marble (1977), Without Anesthesia (1978), Camera Buff (1979), The Constant Factor (1980), The Orchestra Conductor (1980) ฯลฯ


Krzysztof Kieślowski (1941-96) ผู้กำกับชาว Polish เกิดที่ Warsaw ในช่วงที่ Nazi Germany เข้ายึดครอบครอง Poland ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาทำงานวิศวกรโยธา เลี้ยงดูบุตรชายตามแบบ Roman Catholic, พออายุ 16 ถูกส่งไปฝึกฝนอาชีพนักผจญเพลิง เพียงสามเดือนก็ตัดสินใจลาออก จากนั้นเข้าเรียน College for Theatre Technicians จบออกมาต้องการเป็นผู้กำกับละครเวที แต่เพราะไม่มีวุฒิปริญญาเลยไม่ได้รับการจ้างงาน เพื่อหลบหนีเกณฑ์ทหารจึงยื่นใบสมัครถึงสามรอบกว่าจะได้เข้าศึกษาต่อภาพยนตร์ยัง Łódź Film School

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Krzysztof Kieślowski คือ Kes (1969) กำกับโดย Ken Loach

เริ่มต้นยุคแรก Early Work (1966-75), ด้วยการสรรค์สร้างสารคดี บันทึกภาพวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วๆไป The Office (1966), Tramway (1966), From the City of Łódź (1968), Factory (1970), จนกระทั่ง Workers ’71: Nothing About Us Without Us (1971) นำเสนอภาพการชุมนุมประท้วงหยุดงานเมื่อปี 1970 โดยไม่รู้ตัวเริ่มถูกทางการสั่งเซนเซอร์, Curriculum Vitae (1975) เลยแทรกใส่แนวคิดต่อต้านหน่วยงานรัฐ (Anti-Authoritarian) ทำให้โดนเพื่อนร่วมอาชีพตำหนิต่อว่า ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างรุนแรง

Polish Film Carrier (1975-88), ช่วงที่ Kieślowski เริ่มสรรค์สร้างผลงานที่ไม่ใช่สารคดี ภาพยนตร์เรื่องแรก Personnel (1975) ** คว้ารางวัล Grand Prize จากเทศกาลหนัง Mannheim International Filmfestival (ที่ประเทศ Germany), ติดตามด้วย The Scar (1976), Camera Buff (1979), Blind Chance (1981), No End (1984) และผลงานชิ้นเอก Dekalog (1988) ซีรีย์ฉายโทรทัศน์ความยาวสิบตอน ได้แรงบันดาลใจจากพระบัญญัติ 10 ประการ

International Film Carrier (1991-94), แม้ช่วงสุดท้ายในชีวิตและอาชีพการงานของ Kieślowski จะมีผลงานเพียง 4 เรื่อง แต่ล้วนประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ การันตีความเป็นตำนานผู้กำกับภาพยนตร์ The Double Life of Veronique (1991), Blue (1993), White (1994), Red (1994)


สำหรับ Amator (แปลว่า Amateur) หรือชื่อภาษาอังกฤษ Camera Buff ผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski ได้แรงบันดาลใจจาก Franciszek Dzida (1946-2013) ผู้กำกับหนังสมัครเล่น/ก่อตั้งชมรม KLAPS ซึ่งเป็น Amateur Film Club ประจำหมู่บ้าน Chybie, อำเภอ Cieszyn County, จังหวัด Silesian Voivodeship (ทางตอนใต้ของ Poland)

Kieślowski มีโอกาสพบเจอ Dzida ในงานประชุม 5th Film Confrontations ที่ Krakow เลยได้พูดคุยสนทนา รับฟังเรื่องเล่า และออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนชมรม KLAPS เกิดความชื่นชอบประทับใจ จึงโน้มน้าวให้เขียนเล่าเรื่องราวชีวประวัติ รวมถึงรายละเอียดวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในชุมชน Chybie ตั้งใจนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นภาพยนตร์

แน่นอนว่า Kieślowski นำเอาประสบการณ์ส่วนตัวตั้งแต่เคยสรรค์สร้างสารคดี ผสมผสานคลุกเคล้าจนสามารถเหมารวมกึ่งๆอัตชีวประวัติ รวมถึงประเด็นการเซนเซอร์ของหน่วงงานรัฐที่ Dzida ก็พร่ำบ่นไม่แตกต่างจากสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอ เลยนำมาตั้งประเด็นคำถามให้ผู้ชมโต้ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ประวัติ/บทสัมภาษณ์ Franciszek Dzida เกี่ยวกับชมรม KLAPS: http://entuzjasci.artmuseum.pl/en/enthusiasts-speaking/

ช่วงปลายทศวรรษ 1970s ณ หมู่บ้าน Wielice, อำเภอ Pyrzyce County, จังหวัด West Pomeranian Voivodeship (อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Poland), เรื่องราวของพนักงานโรงงาน Filip Mosz (รับบทโดย Jerzy Stuhr) เพิ่งลงทุนซื้อกล้อง 8mm ตั้งใจไว้สำหรับถ่ายบุตรสาวที่เพิ่งคลอด เก็บบันทึกไว้ให้เธอรับชมยามเติบใหญ่ แต่แล้ววันหนึ่งหัวหน้าโรงงานขอให้เขาบันทึกภาพงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ที่จะมีแขกผู้มีเกียรติมาเยี่ยมชมโรงงาน โดยไม่รู้ตัวทำให้ Filip ค้นพบความชื่นชอบหลงใหลด้านภาพยนตร์

วันหนึ่งมีแมวมอง Anna Wlodarczyk เดินทางมารับชมหนังสั้นดังกล่าว เกิดความชื่นชอบประทับใจ แนะนำให้ส่งไปประกวดภาพยนตร์สมัครเล่น ปรากฎว่าสามารถคว้ารางวัลอันดับสาม (แต่เพราะไม่มีผู้ชนะรางวัลใหญ่ เลยถือว่าได้ที่สอง) ด้วยเหตุนี้ Filip จึงเกิดความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ก่อตั้งชมรมภาพยนตร์ สรรค์สร้างผลงานจนได้รับโอกาสนำออกฉายทางโทรทัศน์ … แต่ชีวิตครอบครัวกลับถูกภรรยาทอดทิ้งขว้าง และการขัดขืนคำสั่งหัวหน้าโรงงานเป็นเหตุให้มีใครบางคนต้องรับเคราะห์กรรมบางอย่าง


Jerzy Oskar Stuhr (เกิดปี 1947) นักแสดงภาพยนตร์/ละครเวที สัญชาติ Polish เกิดที่ Kraków สำเร็จการศึกษาวรรณกรรม Jagiellonian University จากนั้นร่ำเรียนการแสดงยัง Państwowa Wyższa Szkoła Teatralna (PWST) จากนั้นมีผลงานละครเวที Stary Theatre, บทสมทบภาพยนตร์เรื่องแรก The Third Part of the Night (1971), กระทั่งพบเจอผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski กลายเป็นขาประจำร่วมงานตั้งแต่ The Scar (1976), ผลงานเด่นๆ อาทิ Camera Buff (1979), Seksmisja (1984), Three Colors: White (1994), Historie milosne (1997) ฯ

รับบท Filip Mosz จากเคยเป็นแค่พนักงานระดับล่างทั่วๆไป เฝ้ารอคอยการมาถึงของบุตรสาวอย่างใจจดใจจ่อ แต่หลังจากหัวหน้าโรงงานมอบหมายให้บันทึกภาพงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ทำให้ค้นพบความชื่นชอบหลงใหลในสื่อภาพยนตร์ โดยไม่รู้ต่อเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์กับภรรยาค่อยๆเหินห่างหาย เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดวันนี้จะถ่ายทำอะไร แม้อาชีพการงานจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ กลับต้องแลกการสูญเสียหลายสิ่งอย่าง

ก่อนหน้านี้ Stuhr เพิ่งมีผลงานแจ้งเกิด Top Dog (1978) รับบทตัวละครที่ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไต่เต้าสู่จุดสูงสุด โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว พร้อมสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง นั่นคือภาพลบ Anti-Hero ที่แม้แต่ผู้กำกับ Kieślowski ยังกลัวว่าผู้ชมยังคงมีภาพจำ ด้วยเหตุนี้ฉากแรกของหนังจึงให้ตัวละคร Filip อุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล แสดงออกความรัก เป็นสุภาพบุรุษ สามารถทำลายภาพลักษณ์เก่าไปโดยสิ้นเชิง!

Stuhr ถือเป็นนักแสดงระดับตำนานชาว Polish แค่หนวดยังโดดเด่น! (ให้ความรู้สึกเหมือนเด็กเนิร์ด มีความหมกมุ่นในบางสิ่งอย่าง) ที่ต้องชมคือการนำเสนอพัฒนาการตัวละคร ค่อยๆไล่ระดับทีละขั้น เริ่มจากความรุกรี้รุกรน ฉันกำลังจะเป็นพ่อคน → พอได้รับมอบหมายถ่ายทำภาพยนตร์ บังเกิดความสับสนในตนเอง (คือยังขาดความเชื่อมั่นใจ) → แต่หลังจากคว้ารางวัลกลับมา ทีนี้ละเต็มเปี่ยมด้วย ‘Passion’ มุ่งมั่น กระตือรือล้น เอาจริงเอาจัง พร้อมต่อสู้ขัดขืนอำนาจอยุติธรรม → กระทั่งหลังตระหนักถึงการสูญเสียอะไรหลายๆอย่าง ถึงค่อยย้อนกลับมาทบทวน พิจารณาตัวเอง บังเกิดสติ หยุดยับยั้งชั่วใจขึ้นมา


ถ่ายภาพโดย Jacek Petrycki (เกิดปี 1948) ตากล้องสัญชาติ Polish เข้าศึกษาสาขาถ่ายภาพจาก Łódź Film School (น่าจะ)รุ่นน้องผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski, หลังเรียนจบเข้าร่วม Warsaw Documentary Films Studio (WFDiF) กลายเป็นช่างภาพสารคดี มีผลงาน(ร่วมกับ Kieślowski) อาทิ First Love (1974), Curriculum Vitae (1975), Hospital (1977), Camera Buff (1979), The Calm (1980), No End (1985), นอกจากนี้ที่เด่นๆยังมี The Provincial Actors (1979), A Lonely Woman (1981), Europa Europa (1990), Journey to the Sun (1999) ฯลฯ

การเลือกใช้ตากล้องสารคดี ชัดเจนว่าผู้กำกับ Kieślowski ต้องการให้งานภาพมอบสัมผัส Neorealist ถือกล้อง Hand-Held (เลือกอัตราส่วน Academy Ratio 1.37:1) ใช้เพียงแสงจากธรรมชาติ เพื่อบันทึกวิถีชีวิต สภาพเป็นอยู่ในสังคม ยังพื้นที่ชนบทห่างไกล ด้วยเหตุนี้หนังจึงแทบไม่มีเทคนิคลีลาอะไรมากมาย

จริงๆหนังน่าจะไปถ่ายทำยังหมู่บ้าน Chybie (ที่ตั้งชมรม KLAPS ของ Franciszek Dzida ผู้เป็นแรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่องนี้) แต่ปรับเปลี่ยนพื้นหลังเรื่องราวเป็น Wielice ถึงอย่างนั้นสถานที่ถ่ายทำกลับคือ Kraków, Malopolskie และ Warsaw, Mazowieckie ส่วนฉากภายในถ่ายทำยัง Wytwórnia Filmów Fabularnych ตั้งอยู่ที่ Lódz, Lódzkie


ผู้กำกับ Kieślowski มีความโปรดปรานภาพยนตร์ Kes (1969) นอกจากช็อตแรกของหนังที่เป็นภาพนกสีดำโฉบเข้ามาจับเหยื่อเจ้าไก่น้อยขนขาว ช่วงกลางเรื่องระหว่าง Filip กำลังอ่านหนังสือภาพยนตร์ เปิดผ่านหน้าของ ผกก. Ken Loach ด้วยเช่นเดียวกัน

แม้นี่จะเป็นฝันร้ายของ Irka (ภรรยา Filip) แต่ผมมองว่าแฝงนัยยะถึงชาว Polish ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ชนชั้นผู้นำมีอำนาจที่จะควบคุมครอบงำ กดขี่ข่มเหงบุคคลธรรมสามัญ ไม่ต่างจากห่วงโซ่อาหาร กฎแห่งธรรมชาติ เหยื่อผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นอาหารอันโอชาของผู้ล่าที่เข้มแข็งแกร่งกว่า

ยุคสมัยนั้น Same-Sex Kiss การจุมพิตเพศเดียวกัน น่าจะเป็นสิ่งที่สร้างความกระอักกระอ่วน หนึ่งในประเด็นที่มีแนวโน้มโดนเซนเซอร์สูงมากๆ แต่ผู้กำกับ Kieślowski ก็นำเสนอในอีกความหมายหนึ่ง แทนอาการดีใจอันล้นพ้นของ Filip เลยโอบกอด จุมพิตเพื่อนร่วมงาน มันเลยบังเกิดข้อคำถาม การจุมพิตเพศเดียวกันด้วยเหตุผลนี้จะผ่านการเซนเซอร์หรือไม่? คำตอบที่ได้ก็คือผ่าน! เพราะหนังสามารถออกฉายโดยไม่ถูกตัดทอนฉากนี้ออกไป

ผมพยายามค้นหา Chopin: Waltz No. 14 in E Minor ฉบับบรรเลงโดย Krystian Zimerman (เกิดปี 1956) นักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่ชาว Polish น่าเสียดายไม่พบเจอคลิปที่ฉายในโทรทัศน์ พบเห็นขณะ Filip หยิบกล้อง 8mm มาทดลองถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรก และเขาก็เอ่ยปากชื่นชมในอัจฉริยภาพของ Zimerman

Chopin Waltz นี่มีหลายสิบเพลงเลยนะ ตั้งแต่ A minor ไปจนถึง F major (แต่ผมไม่เคยได้ยินคอร์ด G เลยนะ) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดน่าจะเป็น “Grande valse brillante” in E-Flat major, Op. 18 แต่บทเพลง E minor น่าจะติดอยู่ในอันดับ Top5 สามารถเทียบแทนความรู้สึกตัวละคร Filip หลังจากเพิ่งเป็นพ่อคน อยากลุกขึ้นมาโยกเต้นเริงระบำ ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์ ราวกับจุดสูงสุดของชีวิตก็ไม่ปาน

เกร็ด: Zimerman เคยเป็นผู้ชนะเลิศ IX International Chopin Piano Competition เมื่อปี 1975 ขณะอายุเพียง 18 ปี (น้อยที่สุดในสมัยนั้น) แน่นอนว่าเรื่องการตีความบทเพลงของ Frédéric Chopin มีความยอดเยี่ยมที่สุด ปัจจุบันถือว่ากลายเป็นตำนานไปแล้วนะ (แต่ผมชอบฟัง Zimerman กับ Beethoven มากกว่านะ)

LINK: https://www.youtube.com/watch?v=G2t5q0veXMw

ทารกน้อย สามารถมองเชิงสัญลักษณ์ของการถือกำเนิด เกิดใหม่ หรือคือจุดเริ่มความสนใจในสื่อภาพยนตร์ของ Filip หยิบกล้อง 8mm ขึ้นมาบันทึกภาพเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกในชีวิต! ซึ่งพัฒนาการ(ของ Filip)ต่อสื่อภาพยนตร์ สามารถเปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตของทารกน้อย แต่เด็กสาวก็ไม่ได้เติบโตสักเท่าไหร่ ตอนจบของหนังเพิ่ง 1 ปีผ่านไป น่าจะกำลังเริ่มตั้งไข่เท่านั้นเอง

Filip ต้องการถ่ายภาพทุกสิ่งอย่างที่ขยับเคลื่อนไหว แต่ถูกภรรยาเป็นบุคคลแรกพูดทัดทาน สั่งห้ามถ่ายระหว่างพยาบาลกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะทารกน้อยเพศหญิง ควรต้องครุ่นคิดถึงอนาคตของลูกบ้าง … นี่ถือเป็นการเซนเซอร์ครั้งแรกของหนังนะครับ ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถามถึงแนวคิดถ่ายภาพทุกสิ่งอย่างที่ขยับเคลื่อนไหว ในบริบทนี้มันเหมาะสมควรหรือเปล่า?

นี่น่าจะเป็นขณะซักซ้อมสถานการณ์แก๊สรั่วในโรงงานกระมัง เลยมีการสวมใส่หน้ากาก ซึ่งบุคคลที่อยู่ข้างๆ Filip ก็คือหัวหน้าโรงงานแห่งนี้ ซึ่งจะมีขณะถอดหน้ากากแล้วหันมาพูดคุยนัดหมาย เรียกตัวไปพบเจอ (สามารถสื่อถึงการเปิดเผยตัวตน หัวหน้ายินยอมลดตัวลงมาพูดคุยกับพนักงานระดับล่าง)

ผมคุ้นๆว่าคำพูดจริงๆของ Lenin น่าจะประมาณว่า “ในบรรดาศิลปะทั้งหมด ภาพยนตร์คือสื่อทรงคุณค่าที่สุด!”

Of all the arts, the Cinema is the most important.

Vladimir Lenin

ไม่รู้ใช่นกตัวเดียวกับช็อตแรกของหนังรึเปล่านะ? ถือเป็นความบังเอิญที่ Filip พบเห็นมันอยู่ตรงหน้าต่าง แต่เขาก็รู้วิธีการล่อหลอกด้วยการให้อาหารแล้วถ่ายทำ นำมาแทรกใส่ยังช็อตสุดท้ายของสารคดี The Jubilee สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของการค้นพบสิ่งสามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน (หรือคือ Filip บังเกิดความหลงใหลในสื่อภาพยนตร์) ติดปีกโบยบินมุ่งสู่ดินแดนแห่งอิสรภาพ ความเป็นไปได้ไม่รู้จบสิ้น

มุมกล้องเดียวกับเจ้านกตรงหน้าต่าง สัญลักษณ์แห่งอิสรภาพที่ Filip เพิ่งค้นพบเจอ แต่ต้องแลกมาด้วยการพบเห็นภรรยา Irka กำลังเดินกลับบ้านตัวคนเดียว ซึ่งคือนัยยะของการร่ำจากลา (ในอนาคต) เธอไม่เข้าใจในความหมกมุ่นของเขา ถึงขนาดไม่หลงเหลือเวลาให้ครอบครัวอีกต่อไป

หลายคนอาจไม่เข้าใจเหตุผลของ Irka เพราะหนังก็ไม่ได้ให้ความสนใจอธิบายออกมาชัดเจนนัก เท่าที่ผมจับใจความได้ก็คือ Filip หมกมุ่น/ทุ่มเทให้การสรรค์สร้างภาพยนตร์ จนหลงลืม/ทอดทิ้ง/ไม่เหลือเวลาให้ภรรยาและบุตรสาว … เรื่องราวในส่วนนี้ยังสะท้อนคำถามจริยธรรมของหนัง ตัวละครสนใจแต่จะสร้างผลงานเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตน โดยไม่เคยครุ่นคิดถึงผลกระทบ สิ่งอาจบังเกิดขึ้นติดตามมา

ผลงานทดลองลำดับถัดไปของ Filip เพราะถูกภรรยาสั่งห้ามไม่ให้ออกไปถ่ายภาพยนตร์นอกอพาร์ทเม้นท์ เลยตั้งกล้องไว้ตรงหน้าต่าง บันทึกภาพท้องถนน คนงาน ผู้คนเดินทางไปมาขวักไขว่ หลายคนอาจสงสัยถ้าส่งเข้าประกวดจะคว้ารางวัลที่หนึ่งได้เลยหรือ? … แนะนำให้ลองไปหาภาพยนตร์ Rear Window (1954) โคตรผลงานของผู้กำกับ Alfred Hitchcock มารับชมดูนะครับ

แนวคิดของผลงานเรื่องนี้ The Brickworks ก็คือมุมมอง ‘Point-Of-View’ เพราะถ่ายได้เพียงจากอพาร์ทเม้นท์ เลยสามารถเห็นสิ่งต่างๆได้แค่ทิศทางเดียว แม้ได้รับคำชื่นชมจากผู้สร้างภาพยนตร์สมัครเล่นด้วยกัน (เพราะมันดูเป็นศิลปะ เหมือนศิลปินสรรค์สร้างผลงาน) แต่ก็สะท้อนทัศนคติ Filip ขณะนั้นยังหมกมุ่นแต่จะสรรค์สร้างผลงานตอบสนองความพึงพอใจส่วนตนเพียงหน่ายเดียว (ยังไม่เคยครุ่นคิดถึงมุมมองใครอื่นใด)

หนึ่งในฉากที่ผมชื่นชอบมากๆ ถือเป็นคุณูปการของสื่อภาพยนตร์ คือสิ่งที่ทำให้ผู้จากไป (มารดาของเพื่อนสนิท) ราวกับยังมีชีวิต ลมหายใจ ขยับเคลื่อนไหวบนแผ่นฟีล์ม รวมถึงสารคดี The Worker ที่บันทึกภาพการทำงานของคนแคระ สร้างความซาบซึ้งประทับใจ จนมิอาจอดกลั้นธารน้ำตาไม่ให้หลั่งไหล

Krzysztof Zanussi ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Camouflage (1977) มารับเชิญเป็นวิทยากร พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ชม (ผมยังไม่เคยรับชม Camouflage (1977) เลยอธิบายความสัมพันธ์กับหนังไม่ได้ แต่ลองไปทำความเข้าใจมุมมองจริยธรรมภาพยนตร์ของ Zanussi กันเอาเองนะครับ) และยังออกเดินทางไปเยี่ยมเยือนชมรม Amateur Film Club ของ Filip ถึงยัง Wielice … นี่ให้ความรู้สึกคล้ายๆผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski เมื่อแรกพบเจอ Franciszek Dzida ยังไงยังไง!

เผื่อคนที่ไม่รู้จัก Krzysztof Zanussi (เคยคว้ารางวัล Venice:Golden Lion จากผลงาน A Year of the Quite Sun (1984), Cannes: Jury Prize เรื่อง The Constant Factor (1980)) คือหนึ่งในจัตุรเทพแห่งวงการภาพยนตร์ Polish ร่วมกับ Krzysztof Kieślowski, Andrzej Wajda และ Agnieszka Holland

เมื่อความหลงใหลคลั่งไคล้ของชาว cinephile พัฒนามาถึงจุดๆหนึ่ง ก็มักชอบทำท่าทางเหมือนมองทุกสิ่งอย่างผ่านกล้อง ตีกรอบห้อมล้อม แล้วก็เอาแต่พูดคุยภาษาภาพยนตร์ หลังจาก Long Shot ต้องตัดต่อ Close-Up ให้ใบหน้าทารกน้อยยังหันอยู่ทิศทางเดียวกัน … ค่อยๆสูญเสียความสามารถในการสื่อสารภาษามนุษย์โดยไม่รับรู้ตัวเอง

ยุคแรกๆของ Krzysztof Kieślowski ที่ยังถ่ายทำสารคดี มีแนวคิดก็คือบันทึกภาพความจริง ทุกสิ่งอย่างที่สามารถขยับเคลื่อนไหว แม้มันจะเสื่อมโทรมเลวร้ายสักเพียงใด แต่นั่นทำให้เขาถูกกองเซนเซอร์ปิดกั้น ผู้กำกับร่วมอาชีพเดียวกันตีตนออกห่าง สาเหตุเพราะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของชุมชน ประเทศชาติ … นี่คือประสบการณ์ตรงที่ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถาม นำเสนอสภาพความจริงมันผิดอะไร?

หลังจากสารคดี The Worker ได้รับการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ Kraków TV หัวหน้าโรงงานเรียกตัว Filip มาพูดคุยยังบริเวณชนบทชานเมือง สังเกตช่วงแรกๆจะถ่ายติดคานไม้อยู่ตำแหน่งกึ่งกลางภาพ สัญลักษณ์ของการกีดกัน กั้นขวาง หรือจะมองถึงเซนเซอร์ การควบคุมครอบงำ อธิบายเหตุผลดี-ผลเสีย ทัศนคติอันคับแคบของชนชั้นผู้นำ

ภาพที่หัวหน้าโรงงานต้องการให้ Filip เปิดโลกทัศน์ มีโอกาสพบเห็นมุมมองใหม่ๆ นั่นคือความสวยงามของท้องถิ่นชนบท หรือก็คือชุมชน Wielice ที่พวกเขาอาศัยใช้ชีวิตอยู่ แล้วทำไมนายถึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่ด้านมืด มองโลกในแง่ร้าย สรรค์สร้างภาพยนตร์ที่นำเสนอสภาพเสื่อมโทรมทรามของสังคมไปทำไม!

ด้วยความรู้สึกผิดต่อหัวหน้าแผนก Filip เลยตัดสินใจทำลายฟีล์มเกี่ยวกับคนงานก่ออิฐ (The Brickworks) ซึ่งสามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ถึงกำแพง หนทางตัน การสูญเสียอิสรภาพในความคิดสร้างสรรค์ (ตรงกันข้ามกับนกตอนต้นเรื่อง)

วิธีการทำลายฟีล์มของ Filip ก็คือทำเหมือนโยนโบว์ลิ่ง เพื่อให้ฟีล์มที่ม้วนอยู่ได้รับแสงสว่าง (ฟีล์มสมัยนั้นยังต้องเก็บรักษาในที่มืด เพราะแสงสว่างจะทำปฏิกิริยาเคมีให้สูญเสียรายละเอียดภาพ) แต่ทิศทางการโยนกับอีกช็อตถัดมา กลับตารปัตรกันเสียอย่างนั้น?? เหมือนภาพหลังต้องการล้อกับช็อตคานไม้ที่ขวางด้านหน้า ม้วนฟีล์มเป็นเส้นยาวๆอยู่ด้านหลัง (สัญลักษณ์ของการปิดกั้น กีดกัน เซนเซอร์ หรือคือฟีล์มหนังเรื่องนี้ได้ถูกทำลายลง)

เกร็ด: โปสเตอร์หนังที่เป็นเลนส์กล้องกับก้อนอิฐ แฝงนัยยะถึงการถูกปิดกั้น เซนเซอร์ แม้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถถ่ายทำอะไรก็ได้ (มีเลนส์หน้ากล้อง) แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างจักได้รับการบันทึกลงแผ่นฟีล์มแล้วนำออกฉาย (ก้อนอิฐแทนตัวกล้องและช่องเก็บฟีล์ม)

ตัดต่อโดย Halina Nawrocka มีชื่อเสียงจากร่วมงานผู้กำกับ Andrzej Wajda อาทิ Kanal (1957), Ashes and Diamonds (1958), The Ashes (1965), ผลงานเด่นอื่นๆ The Dancing Hawk (1977), Camera Buff (1979), Provincial Actors (1979) ฯ

ในเครดิตยังขึ้นชื่อ (Co-Edited) Teresa Miziołek ซึ่งเธอรับหน้าที่ตัดต่อฟุตเทจในกองถ่าย (ทำไปพร้อมๆการถ่ายทำ) ก่อนส่งต่อไปให้ Nawrocka ร้อยเรียงและขัดเกลาช่วงหลัง Post-Production

เรื่องราวของหนังนำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Filip Mosz ตั้งแต่วันที่ภรรยาท้องเดินกำลังจะคลอด แอบซื้อกล้อง 8mm สำหรับบันทึกภาพบุตรสาว แล้วจับพลัดจับพลูถูกหัวหน้าโรงงานขอให้ถ่ายงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ได้รับโอกาสส่งประกวดภาพยนตร์สมัครเล่น จากนั้นบังเกิดความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการถ่ายทำภาพยนตร์ จนสามารถนำออกฉายทางโทรทัศน์ แต่ ณ ตำแหน่งสูงสุดก็คือจุดตกต่ำสุดเช่นเดียวกัน

  • กล้องถ่ายบุตรสาวเพิ่งคลอด
    • Filip อุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล เฝ้ารอคอยการคลอดบุตรสาว
  • The Jubilee
    • Filip ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าโรงงาน บันทึกภาพงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี
    • จากนั้นก่อตั้งชมรมภาพยนตร์สมัครเล่น ใช้เวลาว่างตัดต่อฟีล์มที่ถ่ายทำ
    • แมวมอง Anna Wlodarczyk เลือกนำหนังไปฉายงานประกวดภาพยนตร์สมัครเล่น สามารถคว้ารางวัลอันดับสาม (แต่เพราะไม่มีผู้ชนะ เลยได้ที่สอง)
  • The Worker
    • ภาพยนตร์คือสิ่งที่ทำให้ผู้จากไป (มารดาของเพื่อนสนิท) ราวกับยังมีชีวิต ลมหายใจ
    • Filip เชิญชวนผู้กำกับ Krzysztof Zanussi มายังชมรมภาพยนตร์สมัครเล่น หลังจากรับชมสารคดี The Worker ให้ความช่วยเหลือติดต่อสถานีโทรทัศน์
    • Filip นำสารคดี The Worker ไปให้กับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ได้รับการอนุมัตินำออกฉาย
    • ความซาบซึ้งของพนักงานที่พบเห็นตนเองในโทรทัศน์
  • The Brickworks
    • ภรรยาของ Filip เก็บข้าวของพร้อมบุตรสาว หลบหนีออกจากอพาร์ทเม้นท์
    • หัวหน้าโรงงานอธิบายสิ่งบังเกิดขึ้นหลังจากการนำออกฉายสารคดี The Worker นั่นทำให้ Filip ตัดสินใจทำลายฟีล์ม The Brickworks
    • นั่นทำให้ Filip หันกล้องกลับหาตนเอง ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้น

Amator/Amateur, สมัครเล่น หมายถึงสิ่งที่ทำนอกเหนือจากอาชีพ, ที่ไม่ได้ทำเป็นอาชีพ, ไม่ใช่มืออาชีพ. ทำสิ่งนั้นด้วยความชื่นชอบ ตอบสนองความพึงพอใจ เป็นงานอดิเรกในยามว่าง โดยไม่คาดหวังผลตอบแทนใดๆ (แต่จะได้รับมาก็ได้นะครับ)

เรื่องราวของ Camera Buff หรือชื่อภาษาโปแลนด์ Amator เกี่ยวกับชายผู้มีความชื่นชอบหลงใหลในสื่อภาพยนตร์ แต่ยังไม่ได้ประกอบเป็นอาชีพ ใช้เพียงเวลาว่างหลังเลิกโรงงาน ก่อตั้งชมรม Amateur Film Club ส่งผลงานเข้าประกวด จับพลัดจับพลูได้รับรางวัล จึงบังเกิดความมุ่งมั่น ครุ่นคิดจริงจัง ค้นพบความสนใจที่แท้จริงของตนเอง

แต่การสรรค์สร้างภาพยนตร์ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์ Polish People’s Republic (1947-89) รัฐบริวารของสหภาพโซเวียต กลับเต็มไปด้วยกฎกรอบข้อจำกัด ทั้งเรื่องงบประมาณ อุปกรณ์ถ่ายทำ โดยเฉพาะประเด็นความสนใจ อะไรที่ต้องการนำเสนอต้องผ่านการตรวจสอบ ได้รับการอนุมัติจากหัวหน้า/นายทุน สอดคล้องอุดมการณ์เบื้องบน ไม่ทำสิ่งสร้างภาพเลวร้ายต่อชุมชน

สารคดี The Worker นำเสนอความมุมานะ ทุ่มเททำงานของคนแคระ ไม่เคยขาดไม่เคยลามานานกว่า 26 ปี! มองมุมหนึ่งคือเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชม บังเกิดขวัญกำลังใจในชีวิต(และการทำงาน) แต่อีกแง่มุมหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งบุคคลผู้ร่างกายพิกลพิการ ทำให้ภาพลักษณ์ชุมชนดูย่ำแย่เลวร้ายในสายตาสาธารณะชน

หลายคนอาจรับรู้สึกเรื่องราวดังกล่าวมันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

  • ถ้าคุณเป็นคนฝั่งอนุรักษ์นิยม ย่อมไม่เข้าใจว่าเรื่องราวดังกล่าวสร้างแรงบันดาลใจได้เช่นไร รู้สึกอับอายขายขี้หน้าที่มีคนพิกลพิการในโรงงานแห่งนี้เสียมากกว่า
  • ถ้าคุณเป็นคนฝั่งเสรีนิยม ย่อมไม่เข้าใจว่าเรื่องราวดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งคนพิการ ทำลายภาพลักษณ์ชุมชนได้ยังไงกัน?

สองฟากฝั่งถกเถียงกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น ต่างครุ่นคิดว่าตนเองถูก อีกฝ่ายผิด ปฏิเสธการประณีประณอมอ่อนข้อ นำไปสู่การแสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดรุนแรง (ในหนังก็คือ Filip ดื้อรั้นนำหนังออกฉายยังโทรทัศน์, หัวหน้าโรงงานจึงโต้ตอบกลับด้วยการสั่งเกษียณหัวหน้าแผนกของ Filip)

เรื่องราวความขัดแย้งของหนังอาจไม่ได้ดูเลวร้ายหรือสร้างความเสียหายอะไร แต่เพียงพอให้ผู้ชมสามารถครุ่นคิดต่อยอดไปไกลถึงประเด็นต้องห้ามอื่นๆ เมื่อเราต้องสรรค์สร้างอะไรก็ตาม (ไม่จำเป็นว่าต้องสื่อภาพยนตร์ เหมารวมถึงผลงานศิลปะ งานเขียน/วรรณกรรม อะไรก็ตามที่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ฯ) ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับ มันมีความจำเป็นต้องครุ่นคิดทบทวน แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ระหว่างเผชิญหน้าท้าชน vs. ประณีประณอมอ่อนข้อ

การที่ Filip ทำลายฟีล์มหนัง The Brickworks ไม่ได้แปลว่าเขาปรับเปลี่ยนทัศนคติทันทีทันใดนะครับ ผมมองว่าคือปฏิกิริยาอัตโนมัติจากความรู้สึกผิด หลังรับรู้การกระทำของตนเองทำให้หัวหน้าแผนกถูกสั่งเกษียณล่วงหน้า วินาทีนั้นยังไม่สามารถครุ่นคิดทบทวน ค้นพบอุดมการณ์/เข้าใจความต้องการแท้จริงของตนเอง

จนกระทั่ง Filip ในสภาพเปลือยท่อนล่าง (ไม่ได้สวมใส่กางเกง) ตัดสินใจหันกล้อง 16mm เข้าหาใบหน้า แล้วเริ่มพูดเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของหนัง นี่คือสัญลักษณ์ของการมองย้อน ทบทวนถึงสิ่งต่างๆบังเกิดขึ้น เพื่อค้นหาอุดมการณ์ เป้าหมาย ค้นพบตัวตนเอง จากเคยเป็นเพียงผู้กำกับสมัครเล่น (Amateur) วินาทีนี้ถือว่ากลายมาเป็นศิลปินภาพยนตร์ (Auteur) ซึ่งหนังมอบอิสระแก่ผู้ชมในการตัดสินใจเลือกข้าง ฝั่งฝ่ายไหนถูกต้องเหมาะสมแก่เราเอง

Kieślowski ประกาศตัวเองทั้งในหนัง (ผ่านตัวละคร Filip) และบทสัมภาษณ์หนึ่ง ผมไม่ใช่ศิลปิน (Artist) แต่คือช่างฝีมือ (Artisan) รับรู้กระบวนการภาพยนตร์ทุกสิ่งอย่าง แต่ไม่สามารถให้คำตอบ/องค์ความรู้ในสิ่งที่นำเสนอได้ทั้งนั้น

I am not an artist; I am an artisan. Artists have answers; Artisans don’t. I know a lot about lenses, about the editing room. I know what the different button on the camera are for. I know more or less how to use a microphone. I know all that, but that’s not real knowledge.

Krzysztof Kieślowski

ความสนใจของ Kieślowski สังเกตพัฒนาการชีวิตของ Filip จากไร้เดียงสาสู่กูรู งานอดิเรกสู่จริงจัง ผู้กำกับสมัครเล่น (Amateur) เมื่อบังเกิดความตระหนักรู้ในตนเอง ‘self conscious’ จักสามารถกลายเป็นศิลปินภาพยนตร์ (Auteur)

ปล. Artist และ Auteur ต่างสามารถแปลว่าศิลปิน แต่ผมของแยกออกเป็น ศิลปิน vs. ศิลปินภาพยนตร์ เพื่อให้เห็นความแตกต่าง

  • Artist (ศิลปิน) คือผู้สรรค์สร้างงานศิลปะทั่วๆไป โดยการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อธรรมชาติ สังคม สิ่งแวดล้อม ตามความถนัด ประสบการณ์ หรือลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
  • Auteur (ศิลปินภาพยนตร์) คือศิลปินที่มีแนวทางการนำเสนอผลงานศิลปะอันโดดเด่น มักสื่อถึงผู้กำกับภาพยนตร์ที่นำเสนอความเป็นส่วนตัว สรรค์สร้างเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับตนเอง และมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น แม้ว่า Kieślowski จะพยายามวางตัวเป็นกลางในการสรรค์สร้าง Camera Buff (1979) แต่ก็มีแนวคิดต่อต้านหน่วยงานรัฐ (Anti-Authoritarian) อย่างชัดเจน! นั่นเพราะคนฝั่งอนุรักษ์นิยมจะไม่ครุ่นคิดภาพยนตร์ในเชิงตั้งคำถามลักษณะนี้ตั้งแต่แรก เพื่อสะท้อนความกระวนกระวาย “Cinema of moral anxiety” ต่อยุคสมัยที่ไม่อาจสรรค์สร้างผลงานด้วยอิสรภาพดั่งใจหวัง

การสร้างภาพยนตร์เพื่อตั้งคำถามในแง่ศีลธรรม/จริยธรรม ต้องถือว่าเป็นอีกวิธีหลบหลีกกองเซนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ แสร้งว่าวางตัวเป็นกลาง แต่เป้าหมายแท้จริงคือตั้งคำถามให้กลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ไม่ยินยอมขบครุ่นคิด มองไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ ให้เกิดความตระหนักรู้ ‘self conscious’ แก่ตนเอง


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Moscow International Film Festival ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม สามารถคว้ามาถึง 2 รางวัล Golden Prize และ FIPRESCI Prize (รางวัลจากนักวิจารณ์) และเมื่อเข้าฉายในประเทศโปแลนด์ มีรายงานผู้ชมกว่าครึ่งล้าน (เห็นว่าเป็นผลงานประสบความสูงสุดในประเทศบ้านเกิดของผู้กำกับ Kieślowski)

ผมไม่แน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วหรือยัง แต่ฉบับที่รับชมจาก Criterion Channel คุณภาพ Hi-Def เสียงคมชัด รวบรวมอยู่ใน Cinema of Conflict: Four Films by Krzystof Kieślowski ประกอบด้วย The Scar (1976), Camera Buff (1979), Blind Chance (1981) และ No End (1985)

ส่วนตัวชื่นชอบหนังแบบพอหอมปากหอมคอ รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความจับพลัดจับพลูของตัวละคร ที่สอดคล้องอัตชีวประวัติผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski แต่ประเด็นคำถามจริยธรรมภาพยนตร์ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมสักเท่าไหร่ … เพราะมันไม่มีคำตอบถูก-ผิด ขบครุ่นคิดไปก็ปวดกระโหลกศีรษะ เสียเวลาเปล่าๆ

แนะนำโดยเฉพาะบรรดานักศึกษา นักวิจารณ์ คนทำงานวงการภาพยนตร์ (รวมถึงกองเซนเซอร์ด้วยนะ) ขบครุ่นคิดประเด็นคำถามจริยธรรมในการสรรค์สร้างสื่อภาพยนตร์ อิสรภาพในความคิดสร้างสรรค์ vs. ควบคุมตนเองภายใต้กฎกรอบของสังคม ฝั่งฝ่ายไหนเหมาะสมกับตัวคุณเองมากกว่ากัน?

จัดเรต pg กับบรรยากาศความอึดอัด วิตกกังวล อันเกิดจากสภาพสังคม เผด็จการคอมมิวนิสต์

คำโปรย | Camera Buff ตั้งคำถามเชิงจริยธรรมในการสรรค์สร้างสื่อภาพยนตร์ได้อย่างลุ่มลึก สลับซับซ้อน แจ้งเกิด Krzystof Kieślowski ในระดับนานาชาติ
คุณภาพ | ริ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: