Apur Sansar (1959)

Apur Sansar

Apur Sansar (1959) : Satyajit Ray

ภาคสุดท้ายของ The Apu Trilogy โดยผู้กำกับ Satyajit Ray นี่คือเรื่องที่ผมชอบที่สุดในไตรภาค กับบทสรุปชีวิตของ Apu หลังเรียนจบแล้วเขามีชีวิตอย่างไร อะไรคือเป้าหมายชีวิต และเขาสามารถได้ดำเนินชีวิตตามที่คิดหรือไม่

หลังจากที่ Satyajit Ray กำกับเรื่องราวเกี่ยวกับ Apu ไปแล้ว 2 ภาค เขาเปลี่ยนไปกำกับเรื่องราวอื่นที่สนใจ แต่กยังมีความสนใจที่จะสร้างเรื่องราวของ Apu ต่ออีกเรื่อง โดยใช้เนื้อเรื่องจากครึ่งหลังของนิยาย Aparajito เขียนโดย Bibhutibhushan Bandopadhyay นิยายภาษา Bengali ที่เขียนตั้งแต่ปี 1932

Satyajit เลือกนักแสดงหน้าใหม่ในหนังอีกครั้ง สำหรับบท Apu เขาได้เจอกับ Soumitra Chatterjee มาตั้งแต่ตอนทำ Aparajito ตอนนั้น Soumitra ทำงานเป็นผู้ประกาศใน All India Radio และ Satyajit ตั้งใจให้ Soumitra มาเล่นเป็น Apu ตอนโต แต่ตอนนั้น Soumitra อายุ 20 กว่าๆแล้ว ถือว่าเกินอายุ Apu เสียหน่อย จึงเลือกนักแสดงอีกคนตอนทำ Aparajito หลังจากนั้น 2 ปี เมื่อเขาได้ตัดสินใจทำต่ออีกภาค Satyajit ก็เลือก Soumitra มารับบท Apu แทบจะทันที กว่าที่ Soumitra จะรู้ตัวว่าถูกเลือกมาให้แสดงหนัง ก็เมื่อเขามาเยี่ยมกองถ่ายเรื่อง Jalsaghar ซึ่งถือว่าเขาเซอร์ไพรส์มาก ไม่คิดว่าตัวเองจะเหมาะสมกับบทด้วย แต่ Satyajit บอกเขานี่แหละเหมาะสมที่สุด นี่คือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างยาวนานของทั้งสอง ที่กลายเป็นผู้กำกับและนักแสดงคู่บุญในตำนานแห่ง bollywood เหมือนกับ Toshiro Mifune กับ Akira Kurosawa, Max von Sydow กับ Ingmar Bergman, Robert De Niro & Leonardo DiCaprio กับ Martin Scorsese

สำหรับนักแสดงหญิง Satyajit ไปเห็นการแสดงของ Sharmila Tagore ใน Children’s Little Theatre ที่เมือง Kolkata เป็นที่เข้าตา เรียกเธอมาทดสอบหน้ากล้อง และได้รับคัดเลือกให้แสดงนำ หลังจาก Apur Sansar เห็นว่า Sharmila เป็นผู้หญิงคนแรกที่ใส่ bikini ในหนังเรื่อง An Evening in Paris (1967) นั่นทำให้เธอกลายเป็น Sex Symbol แห่งยุคนั้น และทำให้กระแสแฟชั่น bikini ในอินเดียเป็นที่แพร่หลาย คงด้วยเหตุนี้ทำให้เธอเป็นนักแสดงค่าตัวสูงที่สุดในช่วง 1970-1976 ประกบกับนักแสดงดังๆ อาทิ Sanjeev Kumar (Mausam-1975), Amitabh Bachchan (Faraar-1975), Naseeruddin Shah (Mangaldeep, 1991) เมื่อปี 2009 เธอได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินของเทศกาลหนังเมือง Cannes ด้วย (ปีนั้น The White Ribbon ได้ Palme d’Or)

สองนักแสดงนำของ Apur Sansar ณ ตอนนั้นถือว่าเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในวงการ ไม่เคยมีผลงานการแสดงมาก่อน แต่ทั้งคู่ก็กลายเป็นนักแสดงคนสำคัญในวงการภาพยนตร์ bollywood Soumitra Chatterjee ได้ National Film Award Best Actor 1 ครั้ง ได้ Special Jury Award 2 ครั้ง ส่วน Sharmila Tagore ได้ National Film Award Best Actress และ Best Support Actress อย่างละครั้ง ปัจจุบัน (2016) ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ และยังรับงานแสดงอยู่ด้วย (ขณะที่ Satyajit Ray เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1992)

ถ่ายภาพโดย Subrata Mitra ตัดต่อโดย Dulal Dutta เพลงประกอบโดย Ravi Shankar ทีมงานชุดเดิม บรรยากาศเดิมๆแต่คงอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ผมสังเกตหนังเล่นกับแสงและควันมากขึ้น เพลงประกอบมีเสียงเครื่องดนตรีอื่นนอกจาก Sitra ด้วย แต่ยังคงบรรยากาศกลิ่นไอเดิมๆจากภาค 1 และ ภาค 2 ไว้ไม่เปลี่ยน หลายฉากในหนังไม่มีคำพูด แต่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องที่เด่นมากๆ เช่น ฉากที่ Apu ท้อแท้หมดอาลัยชีวิต ดวงตาที่ล่องอย เขาวิ่งไป ภาพเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ตัดต่อเร็วมาก เพลงประกอบเร้าอารมณ์ รถไฟกำลังวิ่งมา แต่ได้ยินเสียงหมูร้อง ตัวละครหยุด ฉุกคิดได้ทันที ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการเล่นกับเทคนิคมากขึ้นของ Satyajit Ray ที่ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องธรรมดา แต่ใส่เทคนิคที่ทำให้คนดูสามารถรับรู้อารมณ์ของตัวละครเข้าไปด้วย

เราจะได้เห็น Apu แสดงโดย Soumitra Chatterjee ขับร้องบทกวีเพราะๆหลายบทเลย ผมไม่แน่ใจว่าเขาแต่งเองหรือเปล่า หรืออ้างอิงมาจากในนิยาย ในประวัติตัวจริงเขาเป็น Recitator, Poet นักขับกวีและแต่งกลอนด้วยนะครับ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย

เรื่องราวที่สะสมมาตั้งแต่ภาค 1 และ 2 เป็นรากฐานให้เราเข้าใจตัวละคร Apu อย่างมาก เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า การที่เราติดตามชีวิต Apu มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเข้าใจพื้นฐานตัวละคร เข้าใจวิธีคิด รู้ว่าเขาอยากมีชีวิตอย่างไร ช่วงแรกของหนังมันชัดเจนมากว่า Apu อยากมีชีวิตเหมือนพ่อ เขามีพ่อเป็นต้นแบบ ชอบขับกวี ชอบเขียนหนังสือ มีชีวิตที่อิสระ เขาไม่จีบหญิงเพราะไม่ชอบแม่ เพศหญิงทำให้เขาขาดความอิสระในการมีชีวิต ไม่ชอบความจู้จี้จุกจิก แต่กระนั้นหนังก็นำพาเขาไปในสถานการณ์ที่ทำให้เขาสูญเสียอิสระภาพไป จริงๆเขาสามารถเลือกที่จะไม่แต่งงานก็ได้ แต่ที่เลือกเพราะเขามีความไม่แน่ใจในตัวเอง ใจหนึ่งเขาอยากอยู่เป็นอิสระ อีกใจหนึ่งเขายังต้องการที่พึ่งบางอย่าง ฉากในห้องนอนคืนวันแต่งงานเป็นฉากที่ผมชอบมากๆ ชายหญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่หลังจากนี้ต้องใช้ชีวิตด้วยกัน Apu พูดเปิดอกถึงความไม่แน่ใจของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะทำให้เธอมีความสุขได้หรือเปล่า กระนั้นเธอก็มิได้มีท่าทีขัดขืน แต่มองชีวิตเหมือนการผจญภัย เปิดรับทุกสิ่งทุกอย่าง ใครจะไปคิดว่าหลังจากฉากนี้ เราจะเห็นว่านี่เป็นคู่รักที่น่ารักที่สุดคู่หนึ่งในโลกภาพยนตร์ นั่นเป็นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต Apu จนทำให้เราลืมไปว่า The Apu Trilogy เป็นหนัง Tragedy ฉากที่ Apu รู้ข่าวว่าเธอเสียชีวิตตอนคลอดลูก มันเป็นช่วงเวลาที่ช็อคมากๆ (อารมณ์ช็อคเท่ากับตอน Stark ถูกฆ่าใน Game of Throne seasons แรก) หนังไม่มีฉากที่ทำให้เราน้ำตาท่วมจอ แต่ข้างใจจิตใจมันเจ็บปวดรวดร้าว อยากร้องออกมาดังๆแต่ทำไม่ได้ ชีวิต Apu ช่วงที่เหลือ เขาต้องการหนีไปให้ไกลที่สุด ในที่ที่เขาไม่ต้องเจอใคร ไม่มีใครรู้จักเขา มันคือความผิดของเขาที่หลงรักเธอ ถ้าไม่แต่งงาน มีลูก เธอคงไม่ตาย กับคนที่รักภรรยามากขนาดนี้ เขาไม่สามารถให้ความรักกับคนอื่นได้อีกแล้ว แม้แต่ลูกชายของตนเอง … โชคดีที่ Apu มีเพื่อนแท้คนหนึ่ง แค่คำพูดเตือนสติไม่กี่คำ เขาแค่พูดความจริงออกมา … ที่ Apu ยอมไปพบลูก รู้สึกหนังไม่ได้บอกเรานะครับว่าทำไมนะครับ ตามสไตล์ของ Satyajit เลย คือเล่าเรื่องเท่านั้น ให้คนดูไปคิดเองว่าทำไมตัวละครทำแบบนั้น ผมคิดว่าไม่ใช่เพราะเขาทำใจได้กับการสูญเสียภรรยา แต่เพราะ Apu นึกถึงพ่อและแม่ของตน ตอนที่พ่อเสียแม่ไม่เคยทิ้งเขา ถ้าเกิดเหตุการณ์กลับกันแม่เสียพ่อก็คงไม่ทิ้งเขาเช่นกัน Apu เลยให้โอกาสตัวเองได้พบลูก ซึ่งเมื่อกำลังจะเจอ เขาก็ไม่แน่ใจอีกว่าลูกจะยอมรับเขาได้หรือเปล่า ตอนจบไปดูเอาเองนะครับ มันสวยงามมากๆ การเจอกันระหว่างพ่อลูก มันจะทำให้คุณน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกอิ่มเอิบ นี่แหละคือชีวิต ถ้ายังไม่ตายก็สู้ต่อไป

รถไฟ ถือเป็นสัญลักษณ์ของ The Apu Trilogy เลยก็ได้ เห็นมันทุกภาค ภาคแรกเห็นแค่ครั้งเดียว มีความหมายแสดงถึงความหวัง การเริ่มต้นใหม่ ภาคสอง ผมไม่ได้วิเคราะห์ความหมายตอนเขียนรีวิว สรุปสั้นๆ เสียงหวูดรถไฟเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาและลาจาก เราจะเห็นว่า แทบทุกครั้งในภาคนี้ที่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ จะเป็นแม่กำลังรอ Apu กลับบ้าน หรือ Apu กำลังจากไป ส่วนภาค 3 จะหมายถึงทั้งการเดินทาง ควันจากปล่องแสดงถึงความหมองมัว และเสียงหวูดที่แสดงความเจ็บปวดของหัวใจ รถไฟมีความหมายเชิญสัญลักษณ์ที่หมายถึงการมีชีวิต เปรียบการเดินทางที่มีต้นทางปลายทาง ต้นทางคือการเกิด ปลายทางคือการตาย ณ จุดที่มีการตายจะมีการเกิดใหม่เสมอ

ที่ผมชอบ Apur Sansar มากๆจนกลายเป็นหนังเรื่องโปรด บอกตามตรงว่าก็แปลกใจตัวเองไม่น้อย เพราะผมไม่ได้ถึงกับชอบ ภาค 1 กับ 2 เท่าไหร่ แต่มันดูไล่มาเพราะมันคือความต่อเนื่อง สิ่งแรกที่ผมชอบคือความต่อเนื่องของตัวละคร เราเห็นพัฒนาการของ Apu ตั้งแต่เกิด โต ย่าตาย พี่ตาย พ่อตาย แม่ตาย ไม่มีใครเหลือแล้วในชีวิต กระนั้นชีวิตยังต้องดำเนินต่อ ความใคร่รู้ ใครสงสัยนี้ยังไม่พอให้นี่กลายเป็นหนังเรื่องโปรดได้ แต่เมื่อถึงฉากที่ Apu ได้แต่งงานแบบไม่ทันรู้ตัว และเรื่องราวในห้องหอคืนวันแต่งงาน นั้นเป็นฉากที่ทำเอาผมทึ่งสุดๆไปเลย ความไม่แน่ใจของ Apu ที่เล่าให้ภรรยาฟังแบบเปิดอกในคืนวันแต่ง นี่เป็นขณะที่ทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันจะมีคนที่เขาไม่เคยรู้จักเรา แต่กลับรักเราและยอมใช้ชีวิตอยู่กับเราไปจนวันตายด้วยเหรอ … ผมเคยเห็นแนวจับพลัดจับผลูแต่งงานคล้ายๆกันนี้ในหนัง bollywood มาก็เยอะ แต่ไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้ผมประทับใจได้ขนาดนี้มาก่อน หนังไม่มีฉากกอดจูบกันของสองหนุ่มสาวแม้แต่ฉากเดียว แต่แววตา การแสดง มันสัมผัสได้ Apu ที่ค่อยๆหลงรักภรรยามากขึ้นเรื่อยๆ คนดูก็จะรู้สึกไปกับเขา และวินาทีที่พอรู้ว่าเธอตาย มันเหมือนจากสวรรค์ตรงดิ่งสู่นรก! คนเขียนบทแม้งทำกับ Apu แบบนี้ได้ยังไงว่ะ! .. ไม่ใช่แค่ตัวละครที่ช็อค แต่คนดูจะตะลึงเลย หัวใจผมเต้นไม่หยุด ทำไม ทำไม หนังยังดำเนินต่อไปเรื่อย จนถึงฉากตอนจบ ผมถึงตอบคำถาม ทำไม นี้ได้ และอาการหลังจากนั้น … เห้ย! จบแล้วจริงๆเหรอ ไม่มีภาคต่อแล้วได้ยังไง ตอนดูภาค 1 กับ 2 ผมไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะดูภาคต่อไปทันที พักวันหนึ่งค่อยดูภาคตัดไป แต่ตอนดูจบภาค 3 อยากดูภาค 4 ต่อทันที แต่มันไม่มี T_T เศร้าสลด!

ผมแนะนำหนังทั้ง 3 เรื่องนี้กับทุกคนนะครับ และดูต่อเนื่องไป ภาค 3 คือการปิดฉากเรื่องราวของ Apu ที่สวยงามมากๆ ผมถือว่าหนังเรื่องนี้มีสีสันมากกว่า 2 ภาคก่อน เพราะเป็นเรื่องราวของความรัก การสูญเสีย และจบด้วยความเข้าใจในชีวิต ปิดฉากไตรภาคได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

คำโปรย : “Apur Sansar ปิดไตรภาค The Apu Trilogy ของ Satyajit Ray ได้อย่างสวยงามที่สุดในโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : FAVORI

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of