Chelovek s kino-apparatom (1929)

Man with a Movie Camera

Chelovek s kino-apparatom (1929) USSR : Dziga Vertov ♥♥♥♥

(4/6/2019) ร้อยเรียงวิถีชีวิตชาวรัสเซียในเมืองใหญ่ ‘City Symphony’ สอดคล้องกันไว้ด้วยการออกเดินถือกล้องถ่ายทำ ครบเครื่องทุกเทคนิคน่าจะเป็นไปได้ เรียกว่าผู้กำกับ Dziga Vertov แบกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไว้บนบ่า

Man with a Movie Camera อาจไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆที่จับต้องได้แบบภาพยนตร์ Hollywood (สหรัฐอเมริกา-สหภาพโซเวียต เป็นสองประเทศมหาอำนาจ ที่พยายามครุ่นคิดทำอะไรแตกต่างตรงกันข้ามกันอยู่แล้ว!) คือการทดลองร้อยเรียงภาพ ‘ความจริง’ จัดหมวดหมู่เข้าด้วยกัน เชื่อมโยงความสัมพันธ์ สร้างสัมผัสต่อเนื่อง คล้องจองนอก-ใน เปรียบเทียบได้ราวกับบทกวี ‘Poetic Film’ ที่มีความบริสุทธิ์ ‘Pure Cinema’

ผู้ชมส่วนใหญ่คงรับรู้จัก Dziga Vertov เพียงภาพยนตร์ Masterpiece เรื่องนี้! ถ้ามีโอกาสขอแนะนำหลายๆผลงานอื่น อาทิ Kino-Glaz (1924), Kino-Pravda (1925), A Sixth Part of the World (1926), Enthusiasm (1931) ฯ แม้คุณภาพมิอาจเทียบเท่า แต่เราสามารถพบเห็นความครุ่นคิด วิวัฒนาการ และตัวตนผู้กำกับ กว่าจะมากลายมาเป็น Man with a Movie Camera เพราะอะไร? ทำไม? มีจุดเริ่มต้นเช่นไร?


Dziga Vertov ชื่อจริง David Abelevich Kaufman (1896 – 1954) นักทฤษฎี ผู้กำกับ บุกเบิกสร้าง Newsreels สัญชาติรัสเซีย เกิดยัง Białystok, Russian Empire (ปัจจุบันคือประเทศ Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews โตขึ้นเข้าเรียนด้านดนตรี Białystok Conservatory กระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ถูกกองทัพเยอรมันเข้ารุกราน จำต้องอพยพย้ายสู่ Petrograd เปลี่ยนมาให้ความสนใจด้านการเขียน บทกวี เรื่องล้อเลียน นวนิยายไซไฟ ต่อด้วยศึกษาวิชาการแพทย์ ณ Psychoneurological Institute, Saint Petersburg แต่สุดท้ายจบออกมาทำงานเป็นผู้สร้างภาพยนตร์

แม้ผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาไม่นาน จักรวรรดิรัสเซียได้เกิดการปฏิวัติภายใน October Revolution ค.ศ. 1917 ซึ่ง Vertov ก็ได้เข้าร่วมฝั่งฝ่าย Bolshevik โค่นล้มอำนาจสำเร็จ หลังจากนั้นได้รับมอบหมายจาก Moscow Cinema Committee ให้เป็นผู้ตัดต่อ Newsreel เรื่องแรกของสหภาพโซเวียต Kino-Nedelya (1918-20) [แปลว่า Cine-week]

ด้วยความที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์มาก่อนเลย ร่วมงานนักตัดต่อ/ว่าที่ภรรยา Elizaveta Svilova ทดลองผิดลองถูก เก็บเกี่ยวสะสมประสบการณ์ จนกระทั่งปี 1922 เริ่มต้นสร้าง Newsreels ในรูปแบบฉบับของตนเอง ตั้งแต่ถ่ายทำ ตัดต่อ กลายมาเป็น Kino-Pravda (1922-25) ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้สร้าง Feature Length เรื่องแรก Kino-glaz (1924) เพื่อพิสูจน์แนวคิด/ทฤษฎีของตนเอง

Kino-glaz หรือ Kino-Eye หรือ Cine-Eye หรือ Cinema Eye คือคำเรียกทฤษฎีภาพยนตร์/กลุ่มการเคลื่อนไหว(คล้ายๆ Italian Neorealism, French New Wave)/เทคนิคของผู้กำกับ Dziga Vertov ในการนำเสนอสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยสายตามนุษย์ ผ่านเทคนิค/ภาษาภาพยนตร์ เพื่อเปิดโลกทัศน์ ‘ความจริง’ ให้ผู้ชมได้พานพบเห็น

“The film drama is the opium of the people…down with bourgeois fairy-tale scenarios…long live life as it is!”

– Dziga Vertov

ทัศนะดังกล่าวของ Vertov ถือเป็นมุมมองที่ตรงกันข้ามกับวงการภาพยนตร์ Hollywood เห็นเรื่องราวดราม่าทั้งหลายเปรียบได้กับการสูบฝิ่น เสพติดง่าย ชวนให้ลุ่มหลงใหล เพ้อใฝ่ฝัน แฝงภัยคุกคาม อันตราย เป็นเหตุให้มนุษย์หลุดหลบหนีจากโลกความจริง

อุดมคติของ Vertov มองว่าโลกทั้งใบนี้คือเรื่องราว ปรากฎเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทำไมไม่เก็บบันทึก ‘ภาพ’ มันเอาไว้ นำมาร้อยเรียงด้วยจังหวะ ภาษา ให้ผลลัพท์ออกมาคล้ายคลึง ‘เครื่องจักรกล’ มากที่สุด! และเมื่อภาพยนตร์กลายเป็นเช่นนั้น จักเรียกว่าวัตถุแห่งความจริง สิ่งอยู่เหนือกาลเวลา มุมมองโลกทัศน์ใหม่ที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้โดยปกติ

หลังเสร็จจาก Kino-Pravda (1922-25) และ Kino-glaz (1924) ผลงานถัดไปของ Vertov คือ A Sixth Part of the World (1926) ซึ่งได้ออกเดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ มุ่งตะวันออก และไปตะวันตก สุดขอบดินแดนแห่งสภาพโซเวียต (ซึ่งมีขนาด 1 ใน 6 พื้นที่โลกขณะนั้น) ร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม สภาพเศรษฐกิจ ยิ่งห่างไกลเมืองหลวง ความเจริญเข้าไม่ถึง ท้องถิ่นทุรกันดาร เฉกเช่นนั้นแล้วเพื่อให้ประเทศชาติสามารถกลายเป็นระบอบสังคมนิยมโดยสมบูรณ์แบบ ‘complete socialist society’ จำเป็นอย่างยิ่งทุกผู้คนต้องร่วมแรงร่วมใจ ยึดถือมั่นในอุดมการณ์อดีตท่านผู้นำ Vladimir Lenin และพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นคืออนาคตของสหภาพโซเวียต,

แต่ผลงานดังกล่าวกลับถูกนักวิจารณ์สาดโคลนเทสี ตำหนิต่อว่า จะปรากฎขึ้นข้อความ Title Card มากเกินไปไหน! ด้วยเหตุนี้ผลงานถัดไป Man with a Movie Camera ผู้กำกับ Vertov เลยยังตัดทิ้ง Intertitles ทั้งหมดสิ้น (เหลือเพียง Opening Title อารัมบทเข้าหนังเท่านั้น)

เกร็ด: จริงๆมีภาพยนตร์อีกเรื่อง The Eleventh Year (1928) สร้างขึ้นพร้อมๆกับ Man with a Movie Camera แต่ไม่ยุ่งยากวุ่นวายเท่า เลยสำเร็จเสร็จออกฉายก่อนหน้าหนึ่งปีเต็ม!

และก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์เรื่อง Berlin: Symphony of a Metropolis (1927) ซึ่งมีลักษณะ แนวคิด หลายๆไดเรคชั่น คล้ายคลึงกับ Man with a Movie Camera ซึ่งผู้กำกับ Vertov ตอบคำถามสื่อเยอรมันว่าไม่ใช่การลอกเลียนแบบ เพราะตัวเขาพัฒนาทฤษฎี Kino-Eye มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 20s และเป้าหมายความตั้งใจถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!


ภาพเหตุการณ์ในหนัง เสมือนว่าดำเนินไปด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน เช้าจรดค่ำ แต่ใช้การถ่ายทำจริงๆถึงสามปีเต็ม สถานที่คือเมืองใหญ่ๆของสหภาพโซเวียตสมัยนั้น Moscow, Kiev, Kharkov, Odessa (แต่สามเมืองหลัง ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ Ukraine) และมอบหมายให้น้องชายแท้ๆ Mikhail Kaufman รับบทตัวละครผู้แบกหามกล้อง ‘Man with a Movie Camera’

ถึงเครดิตถ่ายภาพจะขึ้นว่า Mikhail Kaufman แต่เมื่อเขากลายเป็นตัวละครผู้แบกหามกล้อง ผู้กำกับ Dziga Vertov เลยคือคนอยู่หลังกล้องอีกตัวถ่ายทำแทนน้องชาย จะเรียกว่า ‘Film within a Film’ คงไม่ผิดอะไร

เช่นกันกับภรรยา(ของผู้กำกับ) Elizaveta Svilova ก็ไม่เพียงขึ้นเครดิตตัดต่อ แต่ก็ยังเป็นตัวละครนักตัดต่อในห้องแลป บันทึกภาพการทำงานของเธอไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสรับรู้เห็นความยุ่งยากวุ่นวาย ใช้กรรไกรตัด ทากาวต่อ เฟรมต่อเฟรมเมื่อกว่าศตวรรษก่อน

เทคนิคมากมายที่พบเห็น ประดิษฐ์ขึ้น อาทิ การซ้อนภาพ (Double/Multi Exposure), Fast Motion, Slow Motion, Stop Motion (Animation), Freeze Frames, Split Screens, Dutch Angles, Extreme Long Shot, Extreme Close-Up, Tracking Shot, Paning, Tilting, Following Shot, Reverse Footage, Self-Reflexive, Quick Cut, Match Cut, Jump Cuts ฯลฯ

ช็อตแรกของหนังเป็นการ Split Screen
– ภาพล่างถ่ายระยะใกล้ (Medium Shot) พบเห็นกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่
– ภาพบนคือตากล้องขึ้นไปยืนบนภูเขา ถ่ายจากระยะไกล (Extreme-Long Sot) ขนาดตัวเลยเล็กกระจิดริด

เมื่อนำสองฟีล์มสองม้วนมาตัดแปะร้องเรียงเข้าด้วยกัน ทำให้พบเห็นเหมือนตากล้องขนาดย่อส่วน ขึ้นไปยืนบนกล้องถ่ายภาพขนาดใหญ่ … นี่คือความมหัศจรรย์/มายากลของภาพยนตร์ ซึ่งสะท้อนถึงทฤษฎี Kino-Eye ของผู้กำกับ Vertov เปิดโลกทัศน์ความจริง นำเสนอมุมมองที่เป็นไปไม่ได้ให้บังเกิดขึ้น

ซึ่งภาพแรกที่ตัวละครตากล้องถ่ายออกมา มุมเงยขึ้นสูงเห็นท้องฟากฟ้า เมฆหมอกปลกคลุม เคลื่อนผ่านโดยไวด้วยเทคนิค Fast-Motion นี่เรียกได้ว่าเป็นความทะเยอทะยานของผู้กำกับ Vertov เพื่อค้นหามุมมอง ‘ความจริง’ ที่สามารถปรากฎอยู่ฟีล์มในภาพยนตร์

การอารัมบทองค์แรกด้วยความว่างเปล่าของโรงภาพยนตร์ ช็อตลักษณะนี้เคยได้รับการนำเสนอมาแล้วครั้งหนึ่งใน A Sixth Part of the World (1926) แต่ลึกๆก็ชวนให้ระลึกถึง Sherlock Jr. (1924) ของผู้กำกับ Buster Keaton อยู่ไม่น้อย!

การเริ่มต้นฉายภาพยนตร์ เมื่อแท่งเหล็กร้อนสองอันเคลื่อนเข้าหากัน ก่อเกิดแสงไฟสว่างจร้า นี่น่าจะเป็นอิทธิพลแรงบันดาลใจให้ Persona (1966) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman เริ่มต้นมาคล้ายๆกันแบบนี้!

เมื่อภาพยนตร์เริ่มฉาย สิ่งแรกที่หนังทำการร้อยเรียงคือสภาพท้องถนนอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้คนเดินไปมา เช่นเดียวกับหญิงสาวปริศนาผู้นี้ ตัวแทนประชาชนชาวรัสเซีย กำลังหลับนอนสบาย ไม่เดือดเนื้อทุกข์ร้อนอะไร

ประเด็นคือ Berlin: Symphony of a Metropolis (1927) ก็เริ่มต้นด้วยภาพท้องถนนอันว่างเปล่า คล้ายคลึงกันพอสมควร นี่จึงเป็นส่วนที่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าคือการลอกเลียนแบบกันมา!

ฉากเสียวสันหลังวาบของรถไฟ ก็เห็นผู้กำกับ Vertov เริ่มเล่นมาเมื่อครั้น Kino-Glaz (1924) แต่เรื่องนี้พัฒนายกระดับไปอีกขั้น ด้วยการตัดต่อที่รวดเร็วฉับไว ขยับโยกกล้องเอียงกระเท่เร่ไปมาด้านข้างรถไฟ แถมมีช็อตขาตัวละครเดินสะดุดราง … แต่ก็ไม่ได้แฝงนัยยะความหมายอะไรซ่อนเร้น

เทคนิค Match Cut คือการนำเสนอสองภาพเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีความต่อเนื่อง แต่ลักษณะบางอย่างนั้นสอดคล้องกัน
– หญิงสาวหลับนอน = เมืองที่เงียบสงบ ท้องถนนว่างเปล่า
– บิดตัวตื่นขึ้นมา = สะบัดส่ายกล้องขณะรถไฟเคลื่อนแล่นผ่าน
– ลุกขึ้นจากเตียง = ถ่ายจากด้านบนรถไฟขณะแล่นเคลื่อน พบเห็นรางและมีการ Jump-Cut
– สวมใส่เสื้อผ้า = ปรับเปลี่ยนเลนส์กล้องถ่ายภาพ = คนนอนข้างถนนถูกปลุกตื่น
– ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา = คนงานฉีดพ่นทำความสะอาดถนน
– เช็ดหน้า = ปัดกวาดฝุ่นผง

สายตาสลึมสะลือของหญิงสาว = บานเกล็ดสอนบานที่ขยับเคลื่อน เปิด-ปิด พบเห็นแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามา เช่นเดียวกับ Extreme Close-Up เลนส์หน้ากล้องที่กำลังปรับโฟกัส และภาพดอกไม้ที่เดี๋ยวเบลอ-ชัด

องก์สองของหนัง ร้อยเรียงภาพการตระเตรียมตัว ออกเดินทาง รถราคาคลั่ง เปิดร้านค้า ซึ่งมักมีการร้อยเรียงภาพชุดเข้าด้วยกัน อาทิ
– กดสวิตช์ คันโยก หมุนก๊อก
– ชายแบกกล้องออกเดิน, ปีนป่ายขึ้นปล่องสูง = รถรางขับเคลื่อน ผู้คนสัญจรไปมา เครื่องจักรกลทำงาน
– ปล่องสูง = ชายคนหนึ่งกำลังขุดเหมือง

Split Screen นำภาพ Dutch Angel จากสองช่วงเวลา ถ่ายเอียงซ้ายครั้ง เอียงขวาครั้ง แล้วมาประติดประต่อกัน … ไม่รู้เหมือนกันเพื่ออะไร คงแค่การทดลองนำเสนอมุมมองโลกทัศน์ที่แตกต่างออกไป

บ่อยครั้งทีเดียวที่หนังร้อยเรียงภาพจากตัวละครตากล้อง ต่อด้วยเบื้องหลังที่พบเห็นการทำงาน ความทุ่มเทพยายามอันบ้าคลั่ง หนึ่งในฉากได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งคือยืนถ่ายบนรถ ซึ่งท่วงท่าการหมุนๆดันไปพ้องกับล้อรถจักร ซึ่งจะดำเนินคู่ขนานสลับไปกับรถไฟกำลังเคลื่อนไหวอีกที

และไฮไลท์ขององค์สอง ตรงกันข้ามกับการหมุนๆ ขยับเคลื่อนไหว อะไรๆเริ่มเคลื่อนช้าลง Slow Motion และทุกสิ่งอย่างหยุดนิ่งลง Freeze Frames ซึ่งจะทำการร้อยเรียง และต่อเนื่องไปถึงภาพบนฟีล์ม แนะนำห้องแลปสำหรับการตัดต่อ ทำ Post-Production ภาพยนตร์

องก์สามเริ่มต้นด้วยการทำงานของนักตัดต่อ -> ฟีล์มที่เธอปะติด -> ตามด้วยปรากฎภาพนั้นเคลื่อนไหว

เรื่องราวขององก์นี้จะนำเสนอสิ่งที่สามารถไปด้วยกันได้ ย้อนศร/สวนทาง หรือเคลื่อนตั้งฉาก เปรียบได้กับทิศทางของรถราง นัยยะสื่อถึงวิถีชีวิตมนุษย์ ประกอบด้วย
– ณ สำนักงานท้องถิ่น, พบเห็นชาย-หญิง จดทะเบียนสมรส, หย่าร้าง, บ้างอับอายจนต้องปิดหน้าหนี
– ภาพงานศพ การแต่งงาน คลอดบุตร
– เกิดเหตุการณ์บางอย่าง คนเจ็บได้รับการพยาบาล รถดับเพลิงมุ่งสู่สถานที่เกิดเหตุ

องก์สี่เริ่มต้นด้วย Match Cut ร้อยเรียงภาพสลับไปมาระหว่างหญิงสาว (ไม่รู้คนเดียวกับองก์หนึ่งหรือเปล่านะ)
– ขณะกำลังทำขนตา แต่งคิ้ว = คนงานกำลังใช้ดินเหนียวปะผนังกำแพง
– สระผม = ซักผ้า
– โกนหนวดเครา ลับมืด = ลับขวาน
– ขัดรองเท้า = ตัดเล็มผม

ซึ่งเมื่อการเปรียบเทียบถึงจุดๆหนึ่ง จะพบเห็นความสัมพันธ์ที่สามารถมองเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์
– เป่าผม = หมุนฟีล์ม
– ตัดเล็บ แต้มทาสี = ตัดต่อภาพยนตร์
– เย็บผ้า = ร้อยฟีล์มเข้าด้วยกัน

และเมื่อถึงอีกจุดๆหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างจะเกิดการ Fast Motion ตัดต่ออย่างเร็วๆ ทุกสิ่งอย่างดูหมุนๆ เต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน ท้าทายความตาย ตัวละครตากล้องเข้าไปเล่นกับไฟ ตามด้วยเล่นกับน้ำ เครนยกขึ้นกลางอากาศ ทุกสิ่งอย่างดำเนินไป พร้อมเพรียง สวนทาง ตั้งฉาก จบลงที่ทุกอย่างคือภาพสะท้อนของชีวิต

องก์ห้า เมื่อการงานสิ้นสุด เครื่องจักรหยุดทำงาน ร้อยเรียงช่วงเวลาพักผ่อน เล่นน้ำ อาบแดด ทาลิปสติก=พอกโคลน สโลโมชั่นภาพแข่งขันกีฬา ผู้ชนะดูจาก Freeze Frame ย้อนเวลากระโดดน้ำกับ Reverse Footage ซ้อนภาพมายากล จบลงด้วยอะไรๆที่ต้องหมุนวน แข่งมอเตอร์ไซด์ เล่นม้าหมุน (ชีวิตก็เช่นกัน)

ภาพออกกำลังกายช็อตนี้คือเจ๋งมาก หลอนโคตรๆ น่าจะเป็นการ Split Screen ร่วมกับซ้อนภาพ

องก์หก, ผมเรียกว่าเป็นการดื่มด่ำ มึนเมา Show-Off ของผู้กำกับ Vertov นำเสนอภาพที่เต็มไปด้วยเทคนิคตระการตา ร้อยเรียงกิจกรรมวันหยุดอื่นๆ อาทิ
– เข้าผับบาร์ ดื่มเหล้าเมามาย
– คลับหมากรุก สิ้นสุด -> เริ่มต้น (Reverse Footage)
– ยิงเป้าให้ถูกบ้าน
– ฟังเพลง ดนตรีในไนท์คลับ (เล่นเปียโน=กดพิมพ์ดีด)
– โรงภาพยนตร์ฉายหนัง

ไฮไลท์ขององก์นี้ คือ Stop-Motion ทำให้กล้องวีดิโอสามารถขยับเคลื่อนไหวไปมาได้ราวกับมีชีวิต ซึ่งจะมีการตัดลับกับภาพปฏิกิริยาผู้ชมในโรงภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ก็จะหัวเราะ เกิดรอยยิ้มร่า

ช่วงท้ายของหนัง อะไรๆก็จะค่อยๆเบลอเข้าหากัน, ช็อตนี้ที่เหมือนจะได้แรงบันดาลใจจาก La Coquille et le Clergyman (1928) ทำการตัดครึ่งภาพ แต่แทนที่จะฉีกขาด กลับเสมือนว่าค่อยๆผนวกรวม ผสมผสานกลายเป็นหนึ่งเดียว

การซ้อนภาพจะมีความอลังการมากขึ้น นำช็อตนี้มา เชื่อว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ The Tales of Hoffman (1951) ที่มีช็อตเต้นๆสี่ทิศคล้ายกันนี้

ภาพช็อตสุดท้าย หน้ากล้องกำลังหมุนปิด (=หนังจบ) ซ้อนทับกับดวงตามนุษย์ สื่อนัยยะความหมายตรงๆถึง ภาพยนตร์ = สิ่งที่มนุษย์พบเห็นด้วยตา

ทั้งหกองก์ของหนัง สรุปได้คือ
– องก์แรก, เริ่มต้นด้วยความว่างเปล่า ชาวรัสเซียตื่นเช้าขึ้นมา
– องก์สอง, ออกเดินทาง ตระเตรียมตัว เริ่มต้นทำงาน
– องก์สาม, ช่วงเวลาทำการทำงาน ร้อยเรียงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป
– องก์สี่, ชีวิต=ภาพยนตร์ ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเป้าหมายความสำเร็จ
– องค์ห้า, งานเสร็จ ช่วงเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย
– องก์หก, ช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์ มึนเมา ผสมผสานคลุกเคล้า ระหว่างโลกความจริง=ภาพยนตร์

สำหรับคนมองหาดนตรีประกอบ ที่มีความไพเราะเสนาะหู แนะนำฉบับของ Michael Nyman (The Draughtsman’s Contract, The Piano) คีตกวีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งก็ยังได้ทำ A Sixth Part of the World (1926) และ The Eleventh Year (1928) รวบรวมอยู่ใน DVD/Blu-Ray ฉบับของ BFI

ความตั้งใจของ Vertov สำหรับ Man with a Movie Camera เพื่อจะบอกว่า ภาพยนตร์สามารถดำเนินไปได้ยังทุกแห่งหน ซึ่งตัวละครตากล้องจะปีนป่าย เสี่ยงตาย เดินขึ้นสะพานสูง ยืนบนเทือกเขา เกาะรถถ่ายทำ หรือแม้แต่ปรากฎในแก้วเบียร์ นั่นเป็นสิ่งไม่อาจพบเห็นด้วยสายตามนุษย์ แต่สามารถสะท้อนโลกความจริงออกมาได้อย่างหมดจรด

‘ภาพยนตร์ คือการบันทึกภาพความเป็นจริงแห่งชีวิต’ นิยาม Kino-Eye ของ Dziga Vertov คือมุมมองที่ทำให้เขาได้รับยกย่องเป็น ‘ศิลปิน’ ไม่ใช่สิ่งถูกหรือผิด เรียกว่าความเชื่อส่วนบุคคล ก็แล้วแต่ผู้ชมว่าจะครุ่นคิดเห็นต่าง ชอบไม่ชอบ ถูกไม่ถูกจริต เข้าถึงสาเหตุผล ตัวตนผู้สร้างได้มากน้อยเพียงใด

หลายสิ่งอย่างใน Man with a Movie Camera ล้วนเคยปรากฎพบเห็นในผลงานก่อนหน้า ซึ่งเป็นการนำมา Reuse/Recycle ปรับปรุง ขัดเกลา ให้มีความเหมาะสมเข้ากันกับโครงสร้างนำเสนอใหม่ นี่ก็ไม่ใช่สิ่งผิดอะไรอีกเช่นกันนะครับ เพราะ ‘ศิลปิน’ ส่วนใหญ่ก็มักแบบนี้ เวียนวนกับสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องเหมาะสมควรดีแล้ว จะไปปรับแก้ทำไมให้เสียรูปกระบวน ขัดแย้งความเชื่อ/อุดมการณ์ของตนเอง

โดยปกติแล้วผลงานอื่นๆของ Vertov มักสอดแทรกการชักชวนเชื่อ (Propaganda) เรื่องนี้ก็มีเหมือนกันแต่ค่อนข้างเบาบางจนจับต้องไม่ค่อยได้ อาทิ
– ภาพงานศพของอดีตท่านผู้นำ Vladimir Lenin
– ร้อยเรียงภาพโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลกำลังทำงาน
– โดยเฉพาะช็อตนี้ถือว่าคือจิตวิญญาณของหนัง มนุษย์=เครื่องจักรกล, ซ้อนใบหน้าหญิงสาวกับเครื่องจักรที่กำลังทำงานหมุนวน นัยยะถึงอนาคตของสหภาพโซเวียต ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี/ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม

หวนกลับมารับชมรอบนี้ สามารถเข้าใจอะไรๆเพิ่มมากขึ้น เทคนิค วิธีการ ภาษาภาพยนตร์สื่อความหมาย ทำให้ชื่นชอบหลงใหลกว่ากาลก่อน พบเห็นความงดงามดั่งบทกวี แต่หาได้มีสิ่งชวนให้ตกหลุมรักใคร่สักเท่าไร่

ไม่ถึงขั้นต้องดูให้ได้ก่อนตายสำหรับผู้ชมทั่วไป แต่นักเรียนภาพยนตร์ หรือคนทำงานในวงการบันเทิง “ไม่ดูไม่ได้” พยายามศึกษา เรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำความเข้าใจ สมควรค่าแก่การติดอันดับสูงๆในทุกๆชาร์ทภาพยนตร์

จัดเรต 13+ กับความคลุ้มคลั่งของงานภาพ ดั่งพายุเฮอร์ริเคน

คำโปรย | Chelovek s kino-apparatom ไม่ใช่แค่ Dziga Vertov ออกเดินถือกล้องถ่ายทำ แต่ยังแบกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไว้บนบ่า
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ


Man with a Movie Camera

Man with a Movie Camera (1929) : Dziga Vertov

(19/3/2016) ถ้าอยากดูหนังที่แสดงถึงวิวัฒนาการ ‘การถ่ายภาพเคลื่อนไหว’ ให้ลองหา Man with a Movie Camera มาดู นี่เป็นหนังสารคดี … เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่สารคดีเล่าถึงการถ่ายภาพนะครับ แต่เป็นการถ่ายภาพที่กลายเป็นสารคดี ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีบทสนทนา มีแค่ภาพและการตัดต่อเท่านั้น หนังเรื่องถือว่าเป็นการทดลองเพื่อสร้างเทคนิคใหม่ๆให้กับ ‘ภาพยนตร์’ อาจจะดูแล้วไม่เข้าใจ แต่นี่ไม่ใช่หนังที่ใช้ใจดู แต่ใช้ตาดู การันตีด้วยอันดับ 9 ของนิตยสาร Sight & Sound สูงโคตรๆ

คำเกริ่นของหนังเรื่องนี้คือ

AN EXPERIMENTATION IN THE CINEMATIC COMMUNICATION
WITHOUT THE USE OF INTERTITLES
WITHOUT THE HELP OF A SCENARIO
WITHOUT THE HELP OF THEATRE

ผมว่า คำเกริ่นนี้อธิบายใจความของหนังได้อย่างชัดเจน สิ่งที่คุณจะได้เห็น มันไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีเรื่องราว ไม่มีการแสดง ไม่มีฉาก ไม่มีบทพูด การพยายามทำความเข้าใจหนังว่ามีเนื้อเรื่องอย่างไร ใครเป็นพระเอก ตัวละครพูดอะไร ถือว่าผิดจุดประสงค์ของหนังอย่างมาก เพราะมันไม่มีจริงๆ หนังเรื่องนี้ใช้ตาดู อย่าใช้ความเข้าใจ การบอกว่าฉันไม่เข้าใจหนัง แสดงว่าคุณไม่สนใจคำเกริ่นของหนังตั้งแต่แรกเลย

จุดเริ่มต้นของหนัง ผู้กำกับ David Abelevich Kaufman หรือ Dziga Vertov ชาวรัสเซีย เขาเริ่มต้นเป็นนักตัดต่อ เริ่มทำหนังตั้งแต่ช่วงกลางยุค 20s Vertov มีโอกาสได้กำกับหนัง เรื่อง A Sixth Part of the World (1926) แต่เขาถูกนักวิจารณ์สับเละเป็นปลาร้า เพราะหนังมีการตัดสลับข้อความที่เป็นบทพูดเยอะมากๆ (จนน่ารำคาญ) แนวคิดของ Vertov คือเขาต้องการสร้าง “film Truth” คือการนำเสนอภาพความเป็นจริงลงบนแผ่นฟีล์ม ความจริงที่ว่า คือภาพที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่ง จัดฉาก หรือการแสดง หนังที่เขาชื่นชอบมากๆคือ Nanook of the North ใครได้ดูเรื่องนี้แล้วก็จะรู้ว่านั่นเป็นหนังสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตจริงๆ ถ่ายที่สถานที่จริง เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นจริง Vertov พูดถึง Battleship Potemkin (1925) หนังที่ได้รับชมอย่างมากในรัสเซีย ว่าเหมือนกำลังดู ละครเวที ที่มีขนบธรรมเนียมรูปแบบเดิมๆอยู่ (tradition-stage play) ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการสร้างวิธีและเทคนิคใหม่ๆให้กับ ‘ภาพยนตร์’

Man with a Movie Camera ผู้กำกับ Vertov มีความตั้งใจนำเสนอ film Truth ออกมาโดยการ “life caught unawares” หรือ “life caught by camera unawares” มันก็คือแอบถ่ายนะครับ แต่เป็นการแอบถ่ายแบบไม่ได้แอบ จงใจให้เห็นตรงๆเลยว่าถ่ายอยู่ เป็นการจับภาพการกระทำจริงๆ เหตุการณ์จริงๆ คนสมัยนั้นเขาคงยังไม่คิดว่าการทำแบบนี้มันจะส่งผลอะไรต่อพวกเขา (ถ้าสมัยนี้ทำแบบนั้นละก็ โดนด่าแน่นอน) เราจะเห็นภาพในหนังอย่าง ตากล้องยืนอยู่บนรถ ถ่ายรถอีกคันที่วิ่งมา, แอบถ่ายขอทาน, ถ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียนสมรส/หย่า ฯ ไม่ใช่แค่แอบถ่ายนะครับ หนังยังถ่ายมันทุกอย่าง อะไรที่เป็นภาพเคลื่อนไหว อะไรที่หมุนๆ มีการทำซ้ำๆ การถ่ายนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นเลย ก็เพื่อจับภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นนอน แปรงฟัน แต่งตัว ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ฯ

Mikhail Kaufman เป็นตากล้องของหนัง และเป็นคนที่ถือกล้องถ่ายในหนังด้วย เขาเป็นน้องของ Vertov (ครอบครัวมีพี่น้อง 3 คน อีกคนคือ Boris Kaufman หมอนี่เป็นตากล้องรางวัล Oscar จาก On the Waterfront) ว่ากันว่าหลังจาก Man with a Movie Camera ถ่ายเสร็จแล้ว Mikhail Kaufman ประกาศกร้าวว่าไม่อยากทำงานร่วมกับ Vertov อีก เพราะหนังใช้เวลา 4 ปีถ่ายทำ และมีฉากที่ให้เขาต้องเสี่ยงตายหลายครั้งมากๆ เช่น ถ่ายรถไฟที่กำลังวิ่งเข้ามา ใกล้มากๆ (จนผมยังเสียวแทน), ปีนขึ้นไปยืนบนสะพานแขวน, ยืนถ่ายบนรถ ฯ เพื่อให้ได้ช็อตที่สวยที่สุด มันคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ้างแหละครับ ไม่แปลกเลยที่ Mikhail จะไม่อยากทำงานกับพี่ชายอีก

การทดลองในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดต่อด้วย Yelizaveta Svilova ภรรยาของ Vertov เธอนั่งดูฟุตเทจยาว 1,775 ช็อต ทุกช็อตไม่มีอะไรที่ต่อเนื่องกันเลย ต้องมาคัดแยกหาความสัมพันธ์ อะไรคล้ายๆกันก็รวมไว้ด้วยกัน หนังถ่ายช่วงที่เธอทำงานไว้ด้วย มีคนดูหนังเรื่องนี้แล้วทำการคำนวณเวลาต่อภาพ 1 ช็อตก่อนที่จะเปลี่ยนฉาก average shot length (ASL) ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 2.3 วินาที พูดง่ายๆก็คือ ยังไม่ทันกระพริบตา ภาพในหนังก็เปลี่ยนแล้ว มันไม่เหมือนหนังสมัยนี้ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดต่อมันไม่ยากมาก แต่สมัยนั้นฟีล์มจริงๆ ตัดจริงๆ เป็นทำที่ใช้เวลามากๆ … ทำแบบนี้เพื่ออะไร คำตอบก็คือ “ทดลอง” นะครับ มีเทคนิคมากมายที่ถือว่าเริ่มต้นจากหนังเรื่องนี้ อาทิ ภาพซ้อน (double exposure), เร่งความเร็ว (fast motion), ลดความเร็ว (slow motion), แช่ภาพ (freeze frames), ตัดต่อกระโดด (jump cuts), แบ่งจอ (split screens), มุมเอียง (Dutch angles), ถ่ายใกล้โคตรๆ (extreme close-ups), ติดตามภาพเคลื่อนไหว (tracking shots), เล่นถอยหลัง (footage played backwards), ถ่ายภาพหยุดนิ่งเป็นช็อตๆ (stop motion) ฯลฯ อย่าง jump-cuts เชื่อว่าใครๆก็คงคิดว่า Jean-Luc Godard ที่ทำใน Breathless เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการตัดต่อแบบนั้น แต่แท้จริงแล้ว Godard เองก็พูดว่า เขาเห็นจากหนังเรื่อง Man with a Movie Camera ซึ่งหนังเรื่องนี้มี jump-cut ทั้งเรื่องไม่ใช่แค่บางฉาก

นี่เป็นหนังที่ผมได้ request มานะครับ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่นักดูทั่วๆไปดูแล้วจะพูดคล้ายๆกัน มันหนังอะไรว่ะ! การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ จะต้องโยนกรอบแนวคิด ทัศนคติที่มีต่อ “ภาพยนตร์” ทิ้งไปก่อนเลยนะครับ นี่ไม่ใช่หนังที่มีเรื่องราวหรือการเล่าเรื่อง มันคือการเอาภาพมาต่อๆกันให้กลายเป็นหนัง เปิดเรื่องมาเราจะเห็นเป็นภาพนิ่งเสียส่วนใหญ่ จากนั้นก็จะเริ่มมีภาพเคลื่อนไหว ภาพเครื่องฉายภาพยนตร์ ใส่ฟีล์ม มีคนเข้ามานั่งในโรงหนัง หนังฉาก จากนั้นก็นำเสนอภาพเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันในทุกรูปแบบผสมผสานกับการตัดต่อ, ใช้กล้องเคลื่อนไหวเหมือนสายตาของมนุษย์, ตัดสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับเหตุการณ์หนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังชมอะไรบางอย่าง, ทำการซ้อนภาพ แบ่งภาพออกเป็นส่วนๆ (มากสุดที่เห็นคือ 4 ส่วน), ช่วงท้ายที่ผมชอบมากๆคือการถ่าย stop motion ให้วัตถุเคลื่อนไหวได้เอง ให้ขากล้องเคลื่อนไหวได้ และการตัดต่อแบบเล่นภาพถอยหลัง หมากรุกที่กองอยู่กลับมาตั้งวางเป็นระเบียบ ทั้งหมดคือการทดลองนะครับ ไม่มีเรื่องราว ไม่มีบทสนทนา ไม่มีคำพูด เราต้องใช้สายตาดู คิดตามได้ว่าสมัยนั้นถ่ายยังไง แต่ไม่ต้องไปเข้าใจหรือหาความสัมพันธ์ใดๆทั้งนั้น ใช้ตาดูจะเห็นความงดงามที่น่าทึ่ง หัวใจเราอาจเต้นตามเพราะการตัดต่อมันเร้าใจมากๆ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีความหมายทางปรัชญา จิตวิทยา หรือสื่อเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนไว้

ส่วนตัวค่อนข้าง “ชอบ” ครับ ผมเหมือนเคยดูมาครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นคงแค่ตื่นตาในการนำเสนอ ก็ไม่ได้เข้าใจหนังเท่าไหร่ ดูครั้งนี้เข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจที่มันคือการทดลอง และทึ่งว่าคิด-ทำออกมาได้ยังไง สมัยนั้นข้อจำกัดเยอะแยะ ยกย่องในความทุ่มเทของผู้กำกับ ตากล้อง และคนตัดต่อ (หนังน่าจะมีทีมงานแค่3 คนเท่านั้นนะครับ) หลายๆฉากผมคิดหนักเลย ถ่ายยังไงว่ะ! ใช้ตัดต่อช่วยหรือเปล่า ช่วงต้นเรื่อง ที่เห็นคนตัวเล็กนิดเดียวยืนอยู่บนกล้องขนาดใหญ่ มี 2 วิธีที่ทำได้คือ ซ้อนภาพ (ถ่ายใช้ฟีล์มม้วนเดิม 2 ครั้ง) และใช้การตัดแปะ ความจริงทำยังไงไม่รู้ ถือว่าน่าทึ่งสุดๆเลย

เพราะการถ่ายภาพและการตัดต่อที่ล้ำยุคไปมาก ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับและนักวิจารณ์ นักดูหนังไม่จำเป็นต้องไปชอบตามพวกเขานะครับ แค่รู้ว่านี่เป็นหนังเรื่องสำคัญที่มีอิทธิพลต่อคนในวงการภาพยนตร์ก็พอ ถ้าอยากดูหนังสนุกไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้ หนังเหมาะกับนักเรียนภาพยนตร์โดยเฉพาะเลย ใช้เป็นเหมือนหนังสือเรียนเพื่อศึกษาว่าประวัติศาสตร์ กล้องสมัยก่อนทำอะไรได้บ้าง มีตัดต่อยังไงได้บ้าง คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ก็แนะนำนะครับ จะได้เห็นภาพของผู้คนสมัยก่อน วิถีชีวิต การแต่งตัว การเดินทาง การใช้ชีวิต ตึกรามบ้านช่อง ภาพไม่มีการปรุงแต่งอะไรทั้งนั้น จัดเรต 13+ เด็กๆดูไปก็คงไม่รู้เรื่อง

คำโปรย : “Man with a Movie Camera นี่คือหนังของคนทำหนัง ไม่ใช่หนังของนักดูหนัง จงใช้ตาดูอย่างใช้ใจดู แล้วคุณจะเห็นความน่าทึ่ง ความสวยงามและความล้ำยุค ที่ยอดเยี่ยมกว่าหนังสมัยนี้อีก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of