Cimarron (1931)

Cimarron

Cimarron (1931) hollywood : Wesley Ruggles ♥♥♥

ถึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน Worse Oscar: Best Picture แต่การได้พบเห็นประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการรัฐ Oklahoma ตั้งแต่เริ่มต้นบุกเบิก 1889 จนถึงปี 1929 ช่างอลังการงานสร้างยิ่งนัก

เหตุผลที่ Cimarron (1931) ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดแย่ คว้ารางวัล Oscar สาขา Outstanding Production หรือ Best Picture เพราะรับชมในยุคสมัยปัจจุบัน พบเห็นการเหยียดหยาม ‘Racism’ เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด! แต่ผมกลับมองว่านั่นคือประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องของสหรัฐอเมริกา ข้อเท็จจริงไม่สามารถลบเลือนได้แม้กาลเวลา

ส่วนตัวมองว่าถึงหนังอลังการงานสร้าง แต่ขาดมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหลแบบ Gone With the Wind (1939) กล่าวคือเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวละครมีพัฒนาการเติบโต แล้วยังไงต่อ… สุดท้ายหลงเหลือเพียงสัมผัสหวนระลึกถึง ‘Nostalgia’ ต่อกาลเวลาเคลื่อนเลยผ่านเท่านั้น

จริงๆต้องเปรียบเทียบกับอีกเรื่องหนึ่งด้วย Giant (1952) เพราะดัดแปลงสร้างจากนักเขียนคนเดียวกัน Edna Ferber (1885 – 1968) แถมลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกันมากๆ โดยมี’เวลา’เคลื่อนดำเนินไป แต่เรื่องนั้นมีอะไรๆน่าลุ่มหลงใหลกว่าเยอะ วิสัยทัศน์ผู้กำกับ และวิวัฒนาการยุคสมัย เลยไม่แปลกที่ใครๆจะค่อยๆหลงลืมเลือน Cimarron (1931)


ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกัน Cimarron (1929) แต่งโดย Edna Ferber (1885 – 1968) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ So Big (1924)** คว้ารางวัล Pulitzer Prize, Show Boat (1926), Giant (1952) ฯ

ขอกล่าวถึง Edna Ferber โดยคร่าวๆ เกิดที่ Kalamazoo, Michigan พ่อเป็นชาว Hungarian เชื้อสาย Jews ทำธุรกิจไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เลยมักออกพาครอบครัวอพยพเดินทางไปเริ่มต้นดินแดนใหม่อยู่เรื่อยๆ, ชีวิตวัยเด็ก Ferber มักถูกกลั่นแกล้ง ล้อเลียนจากพวก Anti-Semitsim โตขึ้นเข้าเรียน Lawrence University, Wisconsin จบออกมาทำงานหนังสือพิมพ์ Appleton Daily Crescent ตามด้วย Milwaukee Journal ก่อนผันตัวมาเขียนนวนิยาย ซึ่งมักให้ตัวละครนำเพศหญิงมีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็งแกร่ง สอดแทรกประเด็น Feminist สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ

คำว่า Cimarron มาจาก Cimarron Territory หมายถึงดินแดนที่ยังไม่ได้รับการจดจำอย่างเป็นทางการ บ้างเรียกว่า No Man’s Land เจ้าของเดิมคือชนพื้นเมืองอเมริกัน อาทิ Cherokee, Sioux ฯ เมื่อปี 1886 รัฐบาลกลางกวาดซื้อที่ดินจากอินเดียแดงในราคาแสนถูก แล้วเปิดให้ประชาชนจับจองเป็นเจ้าของ หนึ่งในนั้นก็คือ Oklahoma จากดินแดนอันว่างเปล่า ค่อยๆพัฒนากลายเป็นเมืองใหม่

นวนิยายไม่เพียงได้เสียงตอบรับอย่างดี ยังกลายเป็น Best-Selling ประจำปี 1930 ทำให้ผู้อ่านสมัยนั้นเหมือนได้หลุดหลีกหนีความทุกข์ยากลำบาก ของโรคระบาด Great Depression ที่แผ่ปกคลุมสหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรษ 20s

มีหรือจะรีรอช้า RKO Radio Pictures เป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์มา ทุ่มจ่ายเงินสูงถึง $125,000 เหรียญ มอบหมายให้ Howard Estabrook และ Louis Sarecky ดัดแปลงบท และ Wesley Ruggles รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์

Wesley Ruggles (1889 – 1972) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles เข้าสู่วงการภาพยนตร์ปี 1915 เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง มีผลงานร่วมกับ Chalie Chaplin หลายเรื่องทีเดียว ก่อนผันตัวมาสู่เบื้องหลัง ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นตากล้องสังกัด Army Signal Corps ปลดประจำการออกมาสร้างหนังเงียบ เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Age of Innocence (1924), Street Girl (1929), โด่งดังสุดในชีวิต Cimarron (1931)

การมาถึงของ Oklahoma Land Rush วันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1889, ผู้คนจำนวนมหาศาลเร่งรีบร้อนเพื่อจับจองดินแดนใหม่ยัง Oklahoma Territory หนึ่งในนั้น Yancey Cravat (รับบทโดย Richard Dix) พยายามอย่างยิ่งจะได้ครอบครองพื้นที่บริเวณหนึ่ง แต่ถูกฉกแย่งชิงโดย Dixie Lee (รับบทโดย Estelle Taylor) ก็ไม่เป็นไร! นำพาภรรยา Sabra (รับบทโดย Irene Dunne) เริ่มต้นเปิดกิจการโรงพิมพ์ยังเมือง Osage สร้างชื่อเสียงให้ตนเองจากการต่อสู้ดวลปืนเอาชนะ Lon Yountis (รับบทโดย Stanley Fields) และอาชญากรชื่อดัง The Kid (รับบทโดย William Collier Jr.) กระทั่งการมาถึงของ Cherokee Strip Land Run ปี 1893 ไม่สามารถทำให้จิตวิญญาณของ Yancey สงบสุขลงได้


นำแสดงโดย Richard Dix ชื่อเกิด Ernst Carlton Brimme (1893 – 1949) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ St. Paul, Minnesota ตอนเด็กมีความต้องการเดินตามรอยพ่อที่เป็นศัลยแพทย์ แต่พรสวรรค์ด้านการแสดงพบเห็นตั้งแต่เด็ก แถมเก่งกีฬา ระหว่างเข้าเรียน University of Minnesota ใช้เวลายามค่ำแสดงละครเวที ไต่เต้าจนกลายเป็นนักแสดงนำสังกัด Morosco Stock Company เซ็นสัญญาภาพยนตร์กับ Paramount Pictures ปกติมักแสดงหนัง Western แต่ได้รับการจดจำจาก The Ten Commandments (1923) ก้าวผ่านสู่ยุคหนังพูดกับ Cimarron (1931)

รับบท Yancey Cravat หนุ่มมาดแมน ร่างกายบึกบึนกำยำ ชอบพร่ำคำสอนพระเจ้า ฝีมือการต่อสู้ยิงปืนแม่นยำเก่งกาจ จนได้ความเคารพยำเกรงจากทุกๆผู้คน อดีตคงผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ชื่นชอบผจญภัยบุกเบิกดินแดนใหม่ๆ แม้ตกหลุมรักแต่งงานกับ Sabra แต่จิตใจยังคงโหยหาอิสรภาพ ไม่สามารถปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งหนใดเกิน 4-5 ปี

ภาพลักษณ์ Macho ของ Dix ชวนให้ระลึกถึง John Wayne อยู่นิดๆ มาดเท่ห์ทรงเสน่ห์ พึ่งพาได้ จิตใจดีงาม แถมยิ่งแก่ยิ่งเก๋า  เรียกได้ว่าดีพร้อมสมบูรณ์แบบ ทำอะไรไม่เคยผิดพลาด วิสัยทัศน์ก้าวไกล แต่กลับทำอะไรโง่ๆ ตายบัดซบตอนจบซะงั้น!

Irene Marie Dunn (1898 – 1990) นักร้อง/นักแสดงหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Louisville, Kentucky แม่เป็นนักเปียโน/ครูสอนดนตรี ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลในบทเพลง/การแสดง ด้วยเสียง Soprano ได้ทุนเข้าเรียน Chicago Musical College ทีแรกตั้งใจเป็นนักร้องโอเปร่า แต่ไม่ได้รับคัดเลือกจาก Metropolitan Opera Company เลยกลายเป็นนักแสดงละครเวที Broadway, เซ็นสัญญากับ RKO ภาพยนตร์เรื่องแรก Leathernecking (1930), แจ้งเกิดกับ Cimarron (1931), ผลงานเด่นๆตามมา อาทิ Theodora Goes Wild (1936), Show Boat (1936), The Awful Truth (1937), Love Affair (1939), Anna and the King of Siam (1946), I Remember Mama (1948) ฯ

รับบท Sabra Cravat ลูกคุณหนูจากครอบครัวที่ทะนุถนอมดั่งไข่ในหิน ก็ไม่รู้อย่างไรถึงตกหลุมรักแต่งงาน Yancey ยินยอมติดตามสามีมุ่งสู่ Oklahoma Territory ทีแรกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ระแวงโน่นนี่นั่น โอนอ่อนผ่อนตามกระแสสังคม ค่อยๆพัฒนาการทัศนคติ กาลเวลาทำให้เธอตระหนักหวนระลึกถึงคุณค่า สุดที่รักคนนี้ละหนาคือผู้เข้าใจทุกสิ่งอย่าง

ขณะที่ Yancey เป็นคนรักในอิสรภาพเสรี Sabra คือผู้อยู่ในกฎกรอบ ถูกครอบงำโดยขนบวิถีทางสังคม ปกติแล้วทั้งสองไม่น่าอาศัยอยู่ร่วมกันได้ แต่อะไรๆในชีวิตที่ประสบพานพบเจอ ทำให้หญิงสาวค่อยๆเรียนรู้ปรับตัว และกาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง มองย้อนกลับไปถึงได้เข้าใจการกระทำของสามี

การแสดงของ Dunn เริ่มต้นด้วยนิสัยเอาแต่ใจ ลูกคุณหนู ขลาดหวาดกลัวโน่นนี่นั่น โลกทัศน์คับแคบ สร้างความรำคาญอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อกาลเวลาค่อยๆเคลื่อนเลยผ่าน นิสัยตัวละครก็เริ่มปรับเปลี่ยนแปลงไป เกิดวิวัฒนาการ ‘จุดยืน’ ของตนเอง จนได้รับการยินยอมรับจากสังคม ทุกผู้คนรอบข้าง … นี่คงไม่ใช่บทบาทดีสุด แต่ก็ถือว่ายอดเยี่ยม (ผมว่าการแสดงโดดเด่นกว่า Dix เสียอีกนะ)


ถ่ายภาพโดย Edward Cronjager (1904 – 1960) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน มีผลงานตั้งแต่หนังเงียบ เข้าชิง Oscar: Best Cinematography ถึง 7 ครั้ง ไม่เคยได้รางวัล อาทิ Cimarron (1931), Sun Valley Serenade (1941), The Pied Piper (1942), To the Shores of Tripoli (1942), Heaven Can Wait (1943), Home in Indiana (1944), Beneath the 12-Mile Reef (1953)

ทุ่มไม่อั้นด้วยการเหมาซื้อที่ดิน 89 เอเคอร์ แถวๆ Encino สำหรับจำลองสร้างเมือง Osage, Oklahoma ที่ค่อยๆเติบโตขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ, สำหรับฉากเปิดหนัง Oklahoma Land Rush ถ่ายทำยัง Jasmin Quinn Ranch ตัวประกอบกว่า 5,000 คน ใช้ตากล้อง 28 คน (ผู้ช่วยอีกนับร้อย) เพื่อให้ผลลัพท์ออกมาสมจริง อลังการงานสร้างที่สุด

งานภาพอาจไม่ได้มีเทคนิคหวือหวาอะไร แต่ขายความสมจริงอลังการ เก็บรายละเอียดสถานที่ (ก็อุตส่าห์ทุ่มทุนสร้างมาละนะ) ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่คาคั่ง ดูช่างสับสนวุ่นวาย คงไม่ใช่เรื่องง่ายจะควบคุมฝูงชนได้ขนาดนี้

ตัดต่อโดย William Hamilton (1893 – 1942) ยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Cimarron (1931), Morning Glory (1933), The Gay Divorcee (1934), Roberta (1935), Top Hat (1935), Stage Door (1937), The Hunchback of Notre Dame (1939), Suspicion (1941) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Yancey Cravat ก่อนส่งต่อให้ภรรยา Sabra Carvet ด้วยระยะเวลา 40 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1889 – 1929 ซึ่งมีการ Time Skip กระโดดไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆ น่าสนใจเท่านั้น

ผมชอบการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนัง อาทิ ตอน Yancey และ Sabra มาถึงเมือง Osage ครั้งแรก ขณะกำลังขับเกวียนตามท้องถนน พบเห็นผู้คน สถานที่ต่างๆมากมาย นี่เป็นการแนะนำตัวละครสมทบไปพร้อมๆกันด้วย

สำหรับเพลงประกอบ ก่อนการมาถึงของ King Kong (1933) ล้วนมีลักษณะเป็น Diegetic Music มักดังขึ้นจากแผ่นเสียง ผับบาร์ ตัวละครขับร้องรำทำเพลงเท่านั้น เว้นเสียแต่ Opening/Closing Credit เพิ่มเติมโดย Max Steiner


Cimarron นำเสนอเรื่องราวของนักบุกเบิก ปลุกปั้นผืนแผ่นดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า ให้กลายเป็นศูนย์กลางอารยธรรม ว่าไปไม่แตกต่างจากพระเจ้าสร้างโลก เมื่อจุดเริ่มต้นเสร็จสิ้น ก็ปล่อยให้ทุกสิ่งวิวัฒนาการดำเนินไป

‘Racism’ คือสิ่งอยู่คู่กับชาวอเมริกันมาช้านาน อคติที่เริ่มต้นจากเชื้อชาติพันธุ์ อ้างอวดดีถึงความสูงส่ง เฉลียวฉลาด อำนาจ ฐานะเหนือกว่า พยายามครอบงำ กีดกัด สร้างความแบ่งแยก ซึ่งโลกทัศนคติอันคับแคบปรากฎพบเห็นในหนังประกอบด้วย
– ชาวยิวถูกกลั่นแกล้งโดยนักเลงหัวไม้ ใช้เชือดมัดรัด ยิงปืน กรอกเหล้าเข้าปาก
– เด็กชายผิวสีถูกหัวเราะเยาะ ทั้งยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าโบสถ์
– อินเดียแดงมีความสกปรกโสมม รับไม่ได้ถ้าลูกชายจะแต่งงานกับคนรับใช้
– ผู้หญิงประกอบอาชีพโสเภณี ถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ต้องการขับไล่ออกจากเมือง
ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ผมมองว่าเป็นความจงใจ เพราะการสร้างโลกใบใหม่ไม่ใช่แค่ให้เกิดความเจริญทางวัตถุ เมืองขยายใหญ่โต ผู้คนคาคลั่ง ประกอบอาชีพการงานประสบความสำเร็จรุ่งโรจน์ แต่ครึ่งหลังของหนังยังนำเสนอพัฒนาการทางจิตใจ ขึ้นศาลไต่สวนหาข้อสรุปความขัดแย้ง ซึ่งถ้าสังคมมนุษย์สามารถก้าวข้ามผ่านอคติชน โดยเฉพาะการดูถูกเหยียดหยาม ‘Racism’ ดินแดนแห่งนี้ย่อมเกิดความสงบสุขบริบูรณ์ทั้งกายใจ

ทำไม Yancey Cravat ถึงเลือกจบชีวิตโง่งี่เง่าปานนั้น? จะมองว่าเป็นกฎแห่งกรรม หรือโชคชะตาของนักบุกเบิก เพราะโหยหาอิสรภาพโลกใบใหม่ จึงไม่สามารถหยุดอยู่นิ่งยังสถานที่แห่งหนึ่งใดเกิน 4-5 ปี อุดมการณ์ดังกล่าวเมื่อถึงคราสิ้นสุดยุคสมัย ก็ไม่หลงเหลืออะไรให้ไขว่คว้าหา ทั้งยังมิหาญกล้าเผชิญหน้าความจริง เลยจบสิ้นไม่หลงเหลือเพียงตำนานรูปปั้นลือเล่าขาน

ผมว่าผู้สร้างอาจไม่ได้ตระหนักถึงนัยยะตอนจบบางอย่าง เพราะตั้งแต่ต้นเราสามารถเปรียบ Yancey ได้กับพระเจ้าผู้สร้าง ซึ่งการตายหยังเขียดของเขาตอนจบ สะท้อนได้ถึงศรัทธาพระเจ้าที่ค่อยๆเสื่อมลงจนสุดท้ายไม่หลงเหลืออะไร หรอกหรือ?


แม้ตอนออกฉายได้เสียงตอบรับดีเยี่ยม แถมทำเงินสูงสุดแห่งปีถึง $1,383,000 เหรียญ แต่ก็ไม่สามารถคืนทุนอันมหาศาล $1,433,000 เหรียญ

เข้าชิง Oscar 7 สาขา คว้ามา 3 รางวัล
– Outstanding Production ** คว้ารางวัล
– Best Director
– Best Actor (Richard Dix)
– Best Actress (Irene Dunne)
– Best Writing, Adaptation ** คว้ารางวัล
– Best Cinematography
– Best Art Direction ** คว้ารางวัล

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังนะ ตื่นตระการในความอลังการงานสร้าง วิวัฒนาการเติบโตของเมืองช่างตราตรึงเสียเหลือเกิน แต่ก็เท่านั้นละ ไม่พบเห็นเนื้อหาสาระน่าสนใจสักเท่าไหร่

แนะนำคอหนัง Western Epic อลังการงานสร้าง, สนใจประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา, ชื่นชอบนวนิยายของ Edna Ferber, และแฟนๆนักแสดงนำ Richard Dix, Irene Dunne ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความ ‘Racism’ แทรกอยู่เต็มไปหมด

คำโปรย | แม้มีความอลังการงานสร้าง แต่คุณภาพของ Cimarron ก็เสื่อมถดถอยไปตามกาลเวลา ไม่น่าไปย่ำเหยียดผู้อื่นไว้เยอะ ปัจจุบันเลยถูกหยามยีจากผู้ชม
คุณภาพ | อลังการงานสร้าง
ส่วนตัว | แอบชอบนิดหน่อย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of