Dawn of the Dead (1978)

Dawn of the Dead

Dawn of the Dead (1978) hollywood : George A. Romero ♥♥♥♥♡

รุ่งอรุณแห่งความตาย จะพาคุณไปช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอย เรียนรู้จักความต้องการขั้นพื้นฐาน และวิถีชีวิตของซอมบี้ ที่สะท้อนเสียดสีพฤติกรรม ค่านิยม ของผู้บริโภคในระบอบทุนนิยม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

นี่เป็นหนัง Zombie ที่ผมต้องบอกเลยว่า “คาดคิดไม่ถึง” นึกไปว่าจะมาหลอนสะพรึงสิ้นหวังเฉกเช่นเดียวกับ Night of the Living Dead (1968) แต่กลับกลายเป็น Comedy Horror ที่แนะนำให้เรารู้จักตัวตนของซอมบี้มากขึ้น, ว่าไปมันแทบไม่มีความน่ากลัวหลงเหลืออยู่เลย ถ้าสามารถเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และเป้าหมายของพวกเขา หลงเหลือเพียงมนุษย์พวกด้วยกันเท่านั้น ที่เป็นตัวโคตรอันตราย คาดการณ์อะไรไม่ได้ น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า Zombie เสียอีก

หลังความสำเร็จของ Night of the Living Dead (1968) ก็ใช่ว่า George A. Romero จะมีความสนใจสร้างภาคต่อออกมาทันที สมัยนั้นมันยังไม่มีเทรนด์ที่ว่า ทำหนังเรื่องหนึ่งกำไรล้นหลามแล้วต้องรีบเข็นภาคต่อออกมาสานความสำเร็จ ความสนใจของ Romero นั้นมีหลากหลาย สังเกตจากผลงานเรื่องถัดๆมา อาทิ
– There’s Always Vanilla (1971) แนว Romantic Comedy [Romero บอกว่านี่เป็นหนังห่วยสุดของเขา ‘a total mess’]
– Season of the Witch (1973) แนว Occult เรื่องราวเกี่ยวกับแม่บ้านสาวคนหนึ่ง แอบเรียนวิชาเวทย์มนต์ เพื่อใช้ล่อลวงผู้ชายให้มาติดกับ
– The Crazies (1973)  แนว Sci-Fi Horror Action เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับการทดลองอาวุธชีวภาพที่เมืองแห่งหนึ่ง ทางการสั่งฆ่า ปิดปากประชาชนทุกคน เรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่พยายามหนี ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด

น่าเสียดายไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จทำเงิน หรือได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเลย

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มต้นเมื่อปี 1974 เมื่อ Romero ได้รับการชักชวนจาก Mark Mason เพื่อนสมัยเรียน ให้มาเยี่ยมชมห้างสรรพสินค้า Monroeville Mall, Pennsylvania ที่ตนเป็นผู้จัดการอยู่ พาทัวร์และแนะนำให้รู้จักกับห้องลับเก็บของ พูดแซวเล่นๆว่า ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินหรือวันโลกาวินาศ อาศัยอยู่ภายในห้างแห่งนี้คงสามารถเอาตัวรอดได้, นี่เองก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ขึ้นโดยทันที

แต่การจะหาทุนสร้างหนังเรื่องนี้ ร่วมกับโปรดิวเซอร์ Richard P. Rubinstein ถือว่าค่อนข้างยากทีเพียว (ถึง Night of Living Dead จะประสบความสำเร็จล้นหลาม แต่ผลงานถัดๆมาของ Romero ทำให้หลายสตูดิโอใน Hollywood ขยาดความล้มเหลว) บังเอิญข่าวการสร้างภาคต่อ Living Dead ไปเข้าหูของผู้กำกับสัญชาติอิตาเลี่ยน Dario Argento ที่ก็รีบแจ้นเสนอตัวเข้าช่วยเหลือ ชักชวน Romero กับ Rubinstein ให้เปลี่ยนบรรยากาศมาทำงานที่อิตาลี ทั้งยังหาทุนสร้างแลกกับลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในยุโรป International

สามสัปดาห์ผ่านไปหลังจากเกิดปรากฎการณ์ Zombie Apocalypse เรื่องราวของกลุ่มผู้รอดชีวิต 4 คน ที่พยายามหนีเอาตัวรอด ขโมยเฮลิคอปเตอร์ได้ลำหนึ่งบินมาถึงห้างสรรพสินค้า Monroeville Mall, Pennsylvania และได้พบว่าสถานที่นี้คือสรวงสวรรค์ของพวกเขาเลย

นำแสดงโดย David Emge (เกิดปี 1946) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Evansville, Indiana เรียนจบสาขาการแสดงที่ University of Evansville ขณะทำการเป็นเชฟที่ภัตราคารแห่งหนึ่งใน New York พบเจอกับ Romero ที่ได้ชักชวนให้มาเล่นหนัง

รับบท Stephen ‘Flyboy’ Andrews ร่วมกับแฟนสาว ทำการขโมยเฮลิคอปเตอร์ของสถานีโทรทัศน์ WGON ที่พวกเขาทำงานอยู่ ออกเดินทางเพื่อหนีเอาตัวรอด, Andrews เป็นผู้ชายไม่เอาถ่านสักอย่างนอกจากขับเครื่องบิน พยายามทำตัวเป็นวีรบุรุษแต่ไม่ดูตัวเอง เย่อหยิ่งจองหองหัวสูง เสียชีวิตขณะติดอยู่ในลิฟท์ พยายามปีนขึ้นด้านบนแต่ถูกฝูงซอมบี้กระชากลากให้ตกลงมา

ในบรรดาผู้รอดชีวิตทั้ง 4 ที่มาถึงห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ Andrews น่าจะเป็นตัวละครที่ผู้ชมอยากให้ตายๆไปไวๆที่สุดแล้ว ทำตัวงี่เง่าโง่บรม ไม่ดูตนเอง รอดตายแบบโชคช่วยหลายครั้งทีเดียว แต่ผมกลับค่อนข้างชอบตัวละครนี้นะ การแสดงของ Emge จับต้องได้ ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนคนทั่วไป ต้องการเป็นพระเอกในสายตาเธอ แค่สุดท้ายบารมีความสามารถไม่ถึงเท่านั้น

Gaylen Ross (เกิดปี 1950) นักแสดงหญิง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Indianapolis, Indiana ในครอบครัวชาว Jews เรียนจบทำงานเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร Antaeus ตีพิมพ์เฉพาะที่ New York City (ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว) หลังจากหนังเรื่องนี้ ยังได้ร่วมงานกับ Romero อีกครั้ง Creepshow (1982) ก่อนจะผันตัวเป็นผู้กำกับสารคดี เปิดสตูดิโอของตัวเอง GR Films

รับบท Francine ‘Fran’ Parker ผู้จัดรายการโทรทัศน์ของ WGON ตัดสินใจหนีตามคนรัก Andrews เพราะตั้งท้องกว่า 3 เดือนแล้ว, เพราะความที่เป็นผู้หญิงท้อง ทำให้ถูกหนุ่มๆทั้ง 3 มองเป็นภาระ แต่เธอกลับแสดงความประสงค์ไม่ต้องการเป็นที่พึ่งใคร จับปืน เรียนขับเครื่องบิน จากสาวผู้อ่อนแอหวาดกลัวซอมบี้ กลายเป็นหญิงแกร่ง กล้าคิดตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง

ตอนแรกผมคิดว่าตัวละครนี้อาจมาแนวเดียวกับ Judith O’Dea ผู้รับบท Barbara ใน Night of the Living Dead แต่กลับผิดคาด เพราะตัวละครนี้ถือว่ามีพัฒนาการค่อนข้างมาก จากที่เคยอ่อนแอค่อยๆกลายมาเป็นว่าที่แม่ผู้เข้มแข็ง แต่ก็น่าพิศวงเหมือนกันว่าจะสามารถเอาตัวรอดหลังจากเหตุการณ์ในหนังได้อีกสักเท่าไหร่

Ken Foree (เกิดปี 1948) นักแสดงผิวสีสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Indianapolis, Indiana โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงที่ Michael Shulman’s Performing Gallery, New York City เริ่มมีผลงานการแสดง Off-Broadway ควบคู่ไปกับเป็นผู้จัดการร้านอาหารที่ Greenwich Village, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Bingo Long Traveling All-Stars & Motor Kings (1976) หลังจากหนังเรื่องนี้ ได้กลายเป็นขาประจำแนว Horror ร่วมงานกับ Romero อีกครั้งเรื่อง Knightriders (1981)

รับบท Peter Washington ตำรวจหน่วย SWAT ที่จับคู่กับ Roger ได้ตัดสินใจหนีไปด้วย, Washington เป็นคนสงบเสงี่ยม อ่อนน้อมถ่อมตน รักพวกพ้อง เฉลียวฉลาด ช่างสังเกต มีความรอบคอบสูง ขณะเดียวกันก็แฝงความบ้าบิ่นอยู่เล็กๆ แม้ตอนท้ายจะรู้สึกอ่อนล้า ท้อแท้สิ้นหวัง ต้องการฆ่าตัวตาย แต่ก็ทำไม่ได้ ลึกๆยังต้องการมีชีวิต เอาตัวรอด ไม่ต้องการให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ้นสูญเสียเปล่า

เป็นอีกครั้งที่ Romero เลือกนักแสดงผิวสีให้เป็นพระเอก ผู้นำที่สามารถชี้ชักนำพาให้กลุ่มสามารถเอาตัวรอด มีจิตใจที่พักผ่อนคลายลง พบเจอสิ่งที่ดีกว่า, มาดสงบสุขุมของ Foree แทบจะเทียบเท่ากับ Charisma ของ Duane Jones ผู้รับบท Ben ใน Night of the Living Dead แต่ดูจะเก่งกว่ามาก เฉลียวฉลาด บ้าบิ่น รักเพื่อน แถมยิงปืนแม่นอีกต่างหาก

เกร็ด: Washington เป็นคนแรก ครั้งแรกที่พูดคำว่า Zombie ออกมา ขณะที่แก๊งค์บิดมอไซด์เข้ามาในห้องสรรพสินค้า

“When they open those doors there’s gonna be a thousand zombies in here”

Scott Reiniger (เกิดปี 1948) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ White Plains, New York เรียนจบการแสดงที่ Rollins College หลังจากหนังเรื่องนี้เคยได้ร่วมงานกับ Romeo อีกครั้งใน Knightriders (1981) รวมถึงปรากฎตัว Cameo ใน Dawn of the Dead (2004) ฉบับ Remake, Reiniger ไม่ได้มีผลงานการแสดงมากนัก แต่เป็นอาจารย์สอนประจำอยู่ American Academy of Dramatic Arts ที่ Hollywood

รับบท Roger ‘Trooper’ DeMarco เพื่อนของ Andrews ที่ตกลงนัดหมายกันจะขโมยเฮลิคอปเตอร์ ทำงานเป็นตำรวจหน่วย SWAT ประกบคู่กับ Washington คุยกันถูกคอ เลยชักชวนให้ออกหนีมาด้วยกัน, DeMarco เป็นคนใจนักเลง รักพวกพ้อง ลึกๆคงมีความหวาดหวั่นกลัวอยู่เล็กๆ เมื่อครั้นรอดชีวิตจากกลุ่มซอมบี้ขณะเคลื่อนย้ายรถบรรทุก เกิดการควบคุมสติไม่อยู่ กระทำทำสิ่งบ้าคลั่ง ผิดพลาดอะไรโง่ๆ จนโดนกัดแขนกัดขา แผลเหวอะหวะ ค่อยๆสูญสิ้นเสียสติและกลายเป็นซอมบี้ในที่สุด

แค่ภาพลักษณ์ของ Reiniger ก็สามารถอธิบายตัวละครนี้ได้โดยละเอียด แรกๆดูจะสุขุมเยือกเยือก แต่จะค่อยๆแสดงความบ้าบิ่น บ้าคลั่งออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเฉียดตาย ทำให้เสียสติแตก ควบคุมตัวเองไม่ได้ จากเคยรอบคอบกลายเป็นผิดพลาด แค่เพียงครั้งเดียวก็ถึงขั้นสูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง

สำหรับซอมบี้ มีไฮไลท์ๆอยู่ 3-4 ตัวที่น่าสนใจ

ตัวแรกชื่อว่า Hare Krishna Zombie รับบทโดย Mike Christopher นี่เป็นซอมบี้ที่ใครๆคงจดจำได้มากสุดของหนัง คือพี่แกด้วยความบังเอิญหรือยังไงสักอย่าง ค้นพบทางขึ้นไปห้องลับ ซึ่งขณะนั้น Fran อยู่ตัวคนเดียวไม่มีอาวุธใดๆติดตัว เป็น ‘Damsel in Distress’ ดิ้นรน ร้องลั่น ทำอะไรไม่ได้ รอพระเอกมาช่วยสถานเดียว

ตัวนี้เลื่องชื่อมาก น่าจะมีความโง่เง่าน่าจะที่สุดในบรรดาซอมบี้ทั้งหลาย ชื่อทางการที่เรียกกันคือ Helicopter Zombie รับบทโดย Jim Krut

ตัวที่แต่งหน้าได้หลอนสุดต้องยกให้ Bald Zombie รับบทโดย John Paul

และตัวที่ตายอนาถสุด ชื่อ Miguel รับบทโดย Tommy Lafitte

แถมให้กับสองซอมบี้เด็กที่เปิดประตูออกมาวิ่งเข้าใส่ Washington นั้นเป็นหลานของ Tom Savini (นักแต่งหน้า ทำ Special Effect ให้กับหนัง) ในบรรดา ‘Zombie Shuffle’ ของ Romero มีแค่พวกเขาสองคนนี้เท่านั้นแหละที่วิ่งใส่มนุษย์

สำหรับ Romero มี Cameo สองบท เป็นผู้กำกับรายการโทรทัศน์ และหนึ่งในแก๊งค์นักบิดมอเตอร์ไซด์ สวมชุด Santa Claus

ถ่ายภาพโดย Michael Gornick ถือเป็นความท้าทายใหม่ของหนัง เพราะเดิม Night of the Living Dead เป็นหนังขาว-ดำ เลยไม่จำเป็นต้องแต่งแต้มทาสีซอมบี้มากนัก แต่พอเปลี่ยนมาถ่ายภาพสี Technicolor ก็จำต้องมีการแต่งแต้มทาสีให้เห็นความแตกต่าง,

โดย Tom Savini นัก Make-Up Special Effect พร้อมด้วยผู้ช่วยอีก 8 คน, เดิมนั้น Romero เคยติดต่อชักชวนให้มาร่วมงานกันตั้งแต่ Night of the Living Dead แต่เจ้าตัวจับได้ใบแดงต้องเข้าร่วมสงครามเวียดนาม รอดชีวิตกลับมาได้อย่างหวุดหวิด นำประสบการณ์ความโหดร้ายจากสิ่งที่ไปเห็น แต่งหน้าทาสีตัวประกอบนับร้อยในแต่ละวัน แปะแป้งสีเทา ให้ดูซีดๆเหมือนคนตาย คิดว่ามันคงจะดูดีแต่ที่ไหนได้ ล้างฟีล์มออกมาเหมือนสีน้ำเงินซะงั้น ดูตลกๆยังไงชอบกล

สถานที่ถ่ายทำหลักของหนัง ติดต่อใช้สถานที่จริง Monroeville Mall, Pennsylvania การถ่ายทำเริ่มต้นวันที่ 13 พฤศจิกายน ใช้เวลาหลังห้างปิด 5 ทุ่มถึง 7 โมงเช้า แต่ต้องถือว่าเลือกช่วงเวลาผิด เพราะใกล้สิ้นปีคริสต์มาส พอถึงเดือนธันวาคม ในห้องจำต้องมีการประดับประดารับปีใหม่ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทำต่อได้ หยุดไปถึง 3 มกราคม 1978 ถึงได้เริ่มถ่ายทำต่อ ระหว่างนั้น Romero ก็เข้าห้องตัดต่อเพื่อเช็คดูฟุตเทจที่ถ่ายทำ

คงเพราะงบประมาณที่มากขึ้นด้วย ทำให้ Romero นิยมการถ่ายทำหลายมุมกล้อง เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ ไม่ได้กำหนดแน่นอนตายตัว ซึ่งก็จะไปทำการสรรหาเลือกเฟ้นในช่วง Post-Production แล้วนำไปทดลองฉาย ตรวจสอบอารมณ์ปฏิกิริยาของผู้ชม ว่าได้ดั่งใจที่ต้องการหรือเปล่า, ซึ่งผลลัพท์สุดท้ายต้องบอกว่า มีการทดลองมุมกล้องแปลกๆพิศดารมากมาย รายละเอียดเยอะแยะเต็มไปหมด (ประกอบกับการตัดต่อไปมาอย่างเรื่อยๆเร็วๆ) ให้ความรู้สึกที่เรียกได้ว่า ‘โลกของ Romero’ คงไม่ผิดกระไร

เครดิตการตัดต่อ ถ้าเป็นฉบับฉายอเมริกา/อังกฤษ จะเป็นของ George A. Romero แต่สำหรับฉบับ International จะเป็นของ Dario Argento ซึ่งก็จะมีเวอร์ชั่นอื่นด้วย
– ฉบับแรกสุด 139 นาที Romero ตัดเพื่อฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ปัจจุบันจะเรียกว่า Extended หรือ Director’s Cut
– ฉบับฉายในอเมริกา 127 นาที ตัดหลายฉากที่มีความรุนแรงออกเพื่อไม่ให้ได้เรต X แต่ก็ได้อยู่ดี
– ฉบับ International ความยาว 119 นาที ตัดโดย Argento นำฉากที่เยิ่นเยิ้อยืดยาวออก พากย์เสียงอิตาเลี่ยนทับ และให้วงดนตรี Goblin (ขาประจำของ Argento) ทำเพลงประกอบให้ใหม่
– ฉบับ Ultimate Final Cut ความยาว 156 นาที ไม่รู้ใครตัด ออกฉายเฉพาะในประเทศ Germany เพราะได้รับความนิยมสูงมากๆ จึงมีการตอบสนองแฟนๆด้วยการเพิ่มหลายฉากเข้าไป

ฉบับที่ผมได้รับชมคือ Director’s Cut แอบรู้สึกว่าเยิ่นยาวไปนิดๆ แต่ถ้าเล่าเรื่องแบบไม่ตัดเร็วๆขนาดนั้น หนังอาจยาวถึง 3 ชั่วโมงก็เป็นได้

มุมมองของหนังจะเล่าเรื่องผ่านสายตาของทั้ง 4 ตัวละครหลัก โดยในตอนแรกจะมาจากสองสาย คือ Andrews กับ Fran ที่สถานีโทรทัศน์ WGON, Washington กับ DeMarco กับภารกิจของหน่วย SWAT, เมื่อพวกเขาทั้งสี่มาบรรจบพบเจอกันที่จุดนัดหมายแล้ว ก็ร่วมออกเดินทางผจญภัยไปพร้อมๆกัน

มีหลายช่วงทีเดียวที่เป็นการประมวลเหตุการณ์ ภาพเรื่องราวประกอบเพลงเพื่อเร่งความเร็วให้กับหนัง อาทิ วิถีชีวิตประจำวันของซอมบี้ (ในห้างสรรพสินค้า), ขณะเก็บกวาดศพ(ซอมบี้), Time Skip ช่วงเวลาที่ดำเนินผ่านไปของกลุ่มพระเอก, ปาร์ตี้พายของแก๊งค์มอเตอร์ไซด์ในห้างสรรพสินค้า ฯ

เพลงประกอบที่ผมได้ยินในฉบับของ Romero นำมาจากห้องสมุดเพลง (Stock Music) ของ De Wolfe Music Library ไม่ใช่ว่าไม่โดดเด่นหรือยังไง แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่าไม่สามารถเทียบเท่ากับบทเพลงที่แต่งโดย Goblin ในฉบับของ Argento อย่างแน่นอน ซึ่งเหมือน Romero ก็จะรับรู้จุดนี้ จึงนำบางบทเพลงมาใส่ในฉบับที่ฉายในอเมริกา

ลองฟัง Main Theme ที่แต่งโดย Goblin ถึงไม่ได้รับชมหนังฉบับนี้ แค่ฟังอย่างเดียวก็ขนลุกขนพองถึงความยิ่งใหญ่แล้ว โดยเฉพาะจังหวะช้าๆเนิบๆ ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ต้องชมเลยว่านี่เป็นบทเพลงบรรยายคุณลักษณะของ Zombie ได้ตรงตัวที่สุด

อารมณ์ของบทเพลงที่ Romero เลือกมาในฉบับที่เขาตัดต่อ บทเพลงตอนจบของหนังชื่อ The Gonk ประพันธ์โดย Herbert Chappell บรรเลงโดย The Noveltones Trumpet นี่มันคงละอารมณ์หนังเลยนะ!

บทเพลงนี้ประมาณตัวการ์ตูนของ Disney ออกมาทำท่าน่ารักๆ กวนโอ้ย เรียกเสียงหัวเราะเฮฮาไร้สมอง … เออใช่ ซอมบี้มันไร้สมองสินะ!

สำหรับ Sound Effect ถือว่าโดดเด่นเช่นกัน อาทิ ฉากแรกๆในสถานีโทรทัศน์ โคตรหนวกหูวุ่นวาย เสียงผู้คนโหวกเหวกไม่ได้ศัพท์, ขณะส่องยิงซอมบี้ มีเสียงนกร้องจิ๊บๆ, ในร้านอาวุธปืน นอกจากเสียงกลองและบทเพลงขับร้องเพลงพื้นเมืองแอฟริกัน ยังมีเสียงลิง เสือ (ล่าสัตว์ป่า) ฯ

ในระบอบทุนนิยม มนุษย์ผู้เป็นทาสของเงินตรา ทำงานหนักเพื่อคาดหวังความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ผู้เป็นทุนก็มักพยายามหาทางกอบโกยให้ได้จากทุกสิ่งอย่าง (รวบหัวกินหาง) ‘ห้างสรรพสินค้า’ ถือเป็นศูนย์กลางเด่นของระบอบนี้ ที่ได้ทำการรวบรวมสิ่งของครบวงจรแทบทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบไว้ในที่แห่งเดียว นี่ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์เพราะมาทีเดียวได้ครบทุกอย่าง แต่เป็นการตัดตอนพ่อค้าปลีกรายย่อยที่ค่อยๆล้มหายตายจาก เพราะสู้กับนายทุนกลุ่มใหญ่ไม่ได้

หนังเรื่องนี้เป็นความพยายามเสียดสี ประชดประชัน ล้อเลียนมนุษย์ผู้เป็นทาสระบอบทุนนิยม เปรียบเทียบแทนเป็น Zombie ที่ขนาดเหลือแต่ร่างกาย (จิตวิญญาณสูญสิ้นตายจากไปแล้ว) ยังมีความต้องการหวนกลับมาช็อปปิ้ง เดินเล่นในห้างสรรพสินค้า สถานที่ที่ตัวเองสมัยยังมีชีวิตมักเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยอยู่บ่อยๆ ไม่มีเหตุผลอะไรก็ยังจะยึดติดในสถานที่ ข้าเคยมาที่แห่งนี้ ตายไปแล้วก็ยังขอวนเวียนอยู่ต่อเนื่องเรื่อยไป

การวนเวียนอยู่กับสิ่งซ้ำๆ นี่เป็นเรื่องของ Time และ Space ที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้แล้วในหนังเรื่อง The Exterminating Angel (1962) ของผู้กำกับ Luis Buñuel ไม่รู้ Romero เคยรับชมหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่ต้องถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ทีเดียว เพราะเขาได้เข้าถึงสัจธรรมหนึ่งของจักรวาล ที่ว่า ‘มนุษย์มักจะวนเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสถานที่เดิมซ้ำๆ โดยเฉพาะที่ที่เคยเป็นของตนเอง’

การตายของ Andrews เกิดเพราะความยึดติดในสถานที่ คิดว่ามันเป็นสถานที่ของตนผู้เป็นเจ้าของ ต้องการปกป้องจนตัวตาย กลายเป็นซอมบี้แล้วเลยวนเวียนกลับมาไม่ยอมจากไป ด้วยเหตุนี้จึงสามารถค้นพบพังทางลับที่อุตส่าห์ปิดซ้อนไว้ได้ มีความต้องการหวนคืนกลับไป อะไรก็ไม่สามารถยื้อหักห้าม … นี่เป็นการยืนยันหนึ่งในทฤษฎีของ Washington ที่มีการพูดเอ่ยขึ้นไว้ตั้งแต่ตอนแรก

“They’re after the place. They don’t know why. They just remember. Remember that they want to be in here.”

ซึ่งต่อมาเมื่อ Fran ได้พบเจอกับ Krishna Zombie จึงตระหนักได้ทันทีว่า

“You’re hypnotised by this place… All of you! It’s all so bright and neatly wrapped that you don’t see is a prison too!”

การมาถึงของเหล่านักบิดมอไซด์ทั้งหลาย ซอมบี้ก็ไม่ใช่แต่กลับเข้ามาทำลายล้างผลาญทุกสิ่งอย่างที่มี นี่ไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ต่อต้านระบอบทุนนิยมหรือยังไงนะครับ แค่คือกลุ่มมนุษย์ที่ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน พวกเขามีสถานะไม่ต่างอะไรจากซอมบี้ ถึงมีจิตวิญญาณแต่ไร้สมองครุ่นคิด

ตอนจบตามบทหนัง ทั้ง Washington และ Fran ที่รอดชีวิตอยู่ถึงช่วงท้าย ต่างตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยรายแรกยิงทะลุสมอง ส่วนรายหลังยื่นหัวไปจ่อใบพัดเฮลิคอปเตอร์ (ทำเลียนแบบ Helicopter Zombie เสียอย่างนั้น!) [ต้องฆ่าตัวตายแบบให้สมองเละ เพื่อจะไม่ได้ฟื้นคืนชีพเป็นซอมบี้]

กระนั้นตอนจบของหนัง กับคำถามของ Washington ‘เชื้อเพลิงที่เหลือจะพาเราไปได้สักเท่าไหร่’ ครุ่นคิดให้ดีก็หาใช่การจบที่มีความหวังนัก แต่อย่างน้อยตอนนี้ยังมีชีวิต ดิ้นรนสู้ได้อยู่ โอกาสยังมี อนาคตต่อไปไม่มีใครคาดเดาได้

หนังเกี่ยวกับวันสิ้นโลก Apocalypse มักมีใจความศาสนาแฝงอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้แค่ศาสนาคริสต์นะครับ อย่าง Krishna Zombie สวมชุดนักบวชจีนสีเหลือง ก็ไม่รู้ผู้กำกับจะเอาศาสนาไหน หรือแม้แต่พระ Voodoo ของ Washington ก็มีคำพูด (ที่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า)

“When there’s no more room in hell, the dead will walk the earth.”

คงมีแต่พุทธศาสนากระมังที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องแบบนี้ เพราะนี่มันเป็นสิ่งไม่มีทางเป็นจริงไปได้ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกต้องประกอบด้วย กายกับจิต เพียงอย่างใดอย่างหนึ่่งก็มิอาจมีชีวิตได้แล้ว, แยกให้ออกนะครับว่านี่คือตัวละครสมมติ คิดสร้างขึ้นโดยชายชื่อ George A. Romero

ด้วยทุนสร้างประมาณ $1.5 ล้านเหรียญ หนังทำเงินได้ในอเมริกาประมาณ $5 ล้านเหรียญ แต่รวมรายรับทั่วโลกสูงถึง $55 ล้านเหรียญ นี่ต้องขอบคุณชื่อของ Dario Argento จริงๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทำเงินสูงสุดของแฟนไชร์ Living Dead (ในตอนที่ Romero ยังมีชีวิตอยู่)

เมื่อปี 2004 ผู้กำกับ Zack Snyder ได้ทำการสร้างใหม่ Remake นำแสดงโดย Sarah Polley, Ving Rhames, Jake Weber เห็นว่านักแสดงจากต้นฉบับหลายคนไปช่วย Cameo สมทบในหนังด้วย, ผมยังไม่เคยรับชมฉบับสร้างใหม่นี้ เห็นว่าเป็นหนัง debut เรื่องแรกของผู้กำกับ Snyder เสียงตอบรับค่อนข้างใช้ได้ ทำเงินทั่วโลกเกิน $100 ล้านเหรียญ และส่งเขาให้ได้กำกับ 300 (2007) ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

ถึงผมจะไม่ค่อยชอบแนว Horror เสียเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้ได้ก้าวผ่านจุดที่ไม่ใช่แค่ความหลอกหลอนสะพรึงกลัว การผสมใส่ Comedy ทำให้เกิดรสชาติสัมผัสอันแตกต่าง เรียกว่าเป็นการมอง Zombie ในมุมกลับตารปัตร (เหมือน Dr. Stangelove ที่มองสงครามเย็นในมุมกลับตารปัตร) นี่ทำให้ผมเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ชื่นชอบ ประทับใจ รักยิ่ง, แม้กาลเวลาจะทำให้หลายเทคนิคและงานภาพดูเฉิ่มเฉยตกรุ่นยุคสมัย แต่ลีลาไดเรคชั่นของผู้กำกับ George A. Romero ประทับลายเซ็นต์ได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยส่วนตัวแล้ว ชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆ ยิ่งกว่า Night of the Living Dead (1968) เสียอีก แต่กับคอหนัง Horror ที่ชื่นชอบความหลอกหลอนสะพรึงคงรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งยวด นี่ทำให้ผมได้ข้อสรุปขึ้นมาว่า
– คนที่ไม่ชอบแนว Horror น่าจะชื่นชอบประทับใจ Dawn of the Dead
– ส่วนคอหนัง Horror ยังไง Night of the Living Dead ก็คือ Masterpiece

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถ้าคุณไม่ชื่นชอบแนว Horror จะข้าม Night of the Living Dead มารับชมเฉพาะหนังเรื่องนี้เลยก็ได้ (จักรวาลเดียวกัน แต่เรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องกัน) ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ซอมบี้นะครับ แต่คือแนวทางการเอาตัวรอดในช่วงเวลาฉุกเฉิน (ก็ไม่จำเป็นต้องกับ Zombie Apocalypse แต่ในสถานการณ์หายนะ เช่น Tsunami, แผ่นดินไหว ฯ), การปรับตัว ทัศนคติ, มองโลกในแง่ดี มุมต่างออกไป, และสำคัญที่สุดคือ “อย่ายึดติดในความมีอยู่เป็นไปของชีวิตและทรัพย์สิน” ไม่มีอะไรในชีวิตที่มีความแน่นอนมั่นคงตลอดกาล

แนะนำกับคอหนัง Horror, Comedy, สะท้อนเสียดสี Satire, แนวสิ้นโลก Apocalypse, ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ตีความ เทคนิคการตัดต่อเจ๋งๆ แฟนๆผู้กำกับ George A. Romero ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับฉาก Zombie โดนยิงหัวกระจุย

TAGLINE | “Dawn of the Dead ของ George A. Romero ได้ทำให้ความเจิดจรัสของ Zombie โผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of