Diamonds Are Forever (1971)

Diamonds Are Forever

Diamonds Are Forever (1971) British : Guy Hamilton ♥♥♥

Sean Connery กลืนน้ำลายตัวเองครั้งแรก กลับมารับบท James Bond ภาคที่ 7 เพชรพยัคฆราช, เรื่องราวเหมือนจะต่อเนื่องจากภาคก่อน Bond ที่เจ็บปวดทางใจ ออกตามล่าล้างแค้น Ernst Stavro Blofeld แล้วได้เข้าไปพัวพันกับการลักลอบขนเพชรเข้าอเมริกา

หลังจากประสบความล้มเหลวในแนวทางของ On Her Majesty’s Secret Service (หนังไม่ได้ขาดทุนอะไร แค่ทำเงินน้อยกว่าเป้าที่คาดไว้เยอะไปหน่อย) เหล่าโปรดิวเซอร์จึงกลับมาทบทวนแนวทางของหนังใหม่ มีความตั้งใจให้ Diamonds Are Forever กลับมาเป็นแนวตลาด คล้ายๆกับ Goldfinger จึงไปทาบทาม ติดต่อ Guy Hamilton ให้มาเป็นผู้กำกับอีกครั้ง

Diamonds Are Forever เป็นนิยายลำดับที่ 4 ของ Ian Fleming ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1956 ได้แรงบันดาลมาจากการอ่านข่าวใน The Sunday Times บทความการลักลอบขนเพชรผิดกฎหมาย, James Bond ได้เดินทางไปประเทศ Sierra Leone เพื่อสืบสวนค้นหาเบาะแส เส้นทางการลักลอบขนเพชรเถื่อน ติดตามผู้ต้องสงสัยไปยุโรป Paris ต่อด้วย London จบที่ New York, Las Vegas

ตอน Post-Production ของ On Her Majesty’s Secret Service นักเขียนบท Richard Maibaum ได้วางพล็อตเบื้องต้นของ Diamonds Are Forever ให้มีใจความ revenge-themed (แนวตามล่าล้างแค้น) และวางแผนให้ตัวละคร Irma Bunt กับ Marc-Ange Draco กลับมารับ พร้อมๆกับที่ Bond ไว้ทุกข์ แสดงความโศกเศร้าต่อการจากไปของภรรยา โดยมีเพลง We Have All the Time in the World ขับร้องโดย Louis Armstrong บรรเลงเป็นพื้นหลัง (จะสะท้อนกับฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กของทั้งคู่ ที่เพลงนี้ดังขึ้นครั้งแรก), แต่พอ George Lazenby ตัดสินใจไม่รับบทต่อ ทำให้ทุกสิ่งอย่างต้องเริ่มต้นใหม่… น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ใจความของหนังถือว่าแตกต่างกับฉบับนิยายอย่างมาก แม้จะมีเรื่องราว ตัวละครชื่อเดิม นิสัยคล้ายๆกัน แต่เป้าหมายหลัก และตัวร้ายหลักของหนัง Ernst Stavro Blofeld ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในนิยาย, มีคนประเมินเวลาว่า หนังมีเรื่องราวเล่าจากนิยายประมาณ 45 นาทีเท่านั้น

Sean Connery กับการรับบท James Bond ครั้งที่ 6 ยอมกลืนน้ำลายตัวเองกลับมาเพราะเงินตัวเดียวแท้ๆ ได้ค่าตัว £1.25 ล้านปอนด์, ครั้งนี้แม้การแสดงเป็นบอนด์ จะกลับมาในรูปลักษณะเดิม แต่ถือว่าทำลาย Blofeld’ logy ที่ผู้สร้างสะสมพัฒนามาเรื่อยๆลงอย่างราบคาบ เพราะปู่แกไม่สนใจพัฒนาการด้านอารมณ์ของตัวละครนี้ต่อจาก George Lazenby เป็นบอนด์ที่มีอารมณ์หนึ่งเดียวแน่นิ่ง แข็งนอกแข็งใน ฉันอยากจะเล่นแบบนี้ ภาพยนตร์ต้องหมุนตามตัวฉัน, ในบรรดา 6 ภาคของ Connery นี่เป็นการแสดงที่น่าละเหี่ยใจที่สุด … จริงๆไม่ต้องกลับมาก็ได้นะ

เกร็ด: ค่าตัวที่ Connery ได้ เขาเอาไปเปิด Scottish International Education Trust เอื้อประโยชน์กับศิลปินชาว Scottish ที่ต้องการทุนสนับสนุนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แต่ไม่ต้องการออกนอกประเทศ

สาว Bond ภาคนี้ Tiffany Case มีนักแสดงได้รับการติดต่อ อาทิ Raquel Welch, Jane Fonda, Faye Dunaway ก่อนจะตกเป็นของ Jill St. John ชาวอเมริกัน ซึ่งเดิมเธอได้บท Plenty O’Toole แต่เพราะโปรดิวเซอร์เห็นความสามารถแล้ว เลยให้รับบทนำแทน ส่วนนักแสดงที่ได้บท Plenty O’Toole คือ Lana Wood, สำหรับสาวบอนด์คนนี้ Tiffany Case เคียงคู่กับ Pussy Galore (Goldfinger) และ Honeychile Rider (Dr. No) นักวิจารณ์เปรียบพวกเธอว่าเป็น ‘Sexy Damaged’ (เซ็กซี่มีตำหนิ?)

Charles Gray รับบท Ernst Stavro Blofeld เห็นว่า Gray เคยปรากฏตัวในแฟนไชร์นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง รับบท Dikko Henderson ใน You Only Live Twice ซึ่งการที่ภาคนี้เขากลายเป็น Blofeld ข้ออ้างแถๆคือ ศัลยกรรมใบหน้า ไม่ต้องการให้ใครจำเขาได้ จึงต้องเปลี่ยนแปลงหน้าตนเองตลอดเวลา (แต่ผมคุ้นๆว่า หมอศัลยกรรมจะไม่แนะนำให้ ทำๆรื้อๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าช้ำเสียรูป)

Blofeld ภาคนี้มีมาดของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ชอบวางแผนซ้อนแผนอย่างสลับซับซ้อน แบบที่ไม่มีใครรู้หรอก ว่าตอนจบ Blofeld ที่ตายเป็นตัวจริงหรือตัวหลอก (หรือทั้งหมดเป็นตัวหลอก!), นี่เป็นสิ่งที่ผมผิดหวังอย่างมาก เพราะมันทำให้ตัวร้ายนี้ ดูกระจอกงอกง่อย ฆ่าให้ตายเดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ (แบบนี้เรียกแถ) เหมือนหุ่นเชิด ไร้วิญญาณ ไม่มีตัวตน

สองตัวร้ายคู่หูแย่งซีน Bruce Glover รับบท Mr. Wint และ Putter Smith รับบท Mr. Kid ในนิยายมีคำอธิบายเป็นนัยๆว่า ทั้งสองเป็น Homosexual ในหนัง… ก็อาจมองแบบนั้นได้ ผมมองเขาเป็นคู่หูแบบเดียวกับ R2D2 กับ C3PO ใน Star Wars มีเพื่อสร้างความป่วน ลดความตึงเครียดของหนัง

กับคนที่ดู On Her Majesty’s Secret Service และคิดว่านี่จะเป็นภาคต่อ เมื่อเจอ Intro เปิดหนัง ใช้การตัดต่อเร็วๆ แล้ว Bond ฆ่า Blofeld ได้สำเร็จ มันจะเกิดอาการโหวงๆ อะไรกัน ตัวร้ายสุดอมตะไม่ยอมตายมาหลายภาค ไฉนกลับจบสิ้นชีวีตั้งแต่ต้นเรื่อง ง่ายขนาดนี้เชียวเหรอ หรือว่ามีพล็อตปลอมซ้อนปลอมอยู่อีก, การฆ่า Blofeld ซ้ำๆเหมือนการวนลูป ทำอะไรเดิมๆหลายรอบ นี่ดูยังไงก็ไม่สนุกเลยนะครับ จริงอยู่บทแบบนี้ซับซ้อน แต่มันขาดความซ่อนเงื่อนที่น่าสนใจ ทำให้เอือมระอา จะนำเสนออะไรก็ว่ามา ฉันไม่แคร์อีกต่อไป

ถ่ายภาพโดย Ted Moore ที่กลับมาอีกครั้งหลังจาก Thunderball (1965) กับคนที่คาดหวังงานภาพดูดีมีสไตล์แบบ Goldfinger ก็คงไม่ผิดหวัง งานภาพถือว่ามีการจัดองค์ประกอบที่งดงาม มีสีสันสวยสด โดยเฉพาะเพชรที่สะท้อนแสงระยิบระยับ (แต่ก็เห็นไม่กี่ฉากนะครับ ของแพงคงไม่อยากเอามาโชว์บ่อย) และการเคลื่อนกล้องที่มีลีลาเคลื่อนเข้าออก เป็น fast motion ที่สร้างบรรยากาศ และอารมณ์ให้กับหนัง

การถ่ายภาพเชิง Comedy คือให้ตัวละคร/วัตถุ เคลื่อนไหวโดยมีจังหวะพอดีพร้อมเพียง การถ่ายภาพจะทำให้เห็นความคล้องจอง/บังเอิญนั่นที่มีความลงตัว เกิดความขบขันในวิธีการเล่าเรื่อง และสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึง, อาทิ ฉากบอนด์ขับรถหนีรถตำรวจเข้าไปยังลานจอดรถแห่งหนึ่ง รถคันที่บอนด์ขับ สามารถเคลื่อนไหวฉวัดเฉวียนคดโค้งไปมาเหมือนงูเลี้อยได้อย่างสวยงาม แต่รถตำรวจไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เกิดการปะทะ เบรคไม่ได้ชนกับสิ่งกีดขวาง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ รถบอนด์สามารถขับออกจากลานจอดรถได้โดยไม่เป็นอะไร (ขณะที่รถตำรวจ 7-8 คน ไปต่อไม่ได้)

ตัดต่อโดย Bert Bates, John Holmes ทำได้กระชับรวบรัด แม้จะไม่รวดเร็วเท่า On Her Majesty’s Secret Service แต่ถือว่าเป็นเร็วระดับ Goldfinger คือรู้สึกว่าดำเนินเรื่องไว มีสไตล์, การเล่าเรื่องจะใช้มุมมองของ James Bond ล้วนๆ ที่เดินทางค้นหาตามติดเพชรเถื่อนนี้ ขณะเดียวกันมีการย้อนเล่า (กึ่ง Flashback) นำเสนอที่มาที่ไปของเพชรที่มาจาก Sierra Leone (น่าเสียดายที่ Bond ไม่ได้เดินทางไปแอฟริกา สงสัยหนังงบหมด เลยจัดไปแค่ฮอลแลนด์เท่านั้น)

เพลงประกอบโดย John Barry, ในฉาก Hovercraft Sequence ที่ Amsterdam มีการใช้ Orchestra เต็มวงบรรเลง James Bond Theme นี่ถือเป็นครั้งแรกของหนังเลยนะครับที่จัดเต็มระดับนี้, สำหรับบทเพลง Diamonds Are Forever เนื้อร้องโดย Don Black ขับร้องโดย Shirley Bassey (ที่เคยร้องเพลง Goldfiner) เห็นว่าเพลงนี้โปรดิวเซอร์ Harry Saltzman ไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ Albert Broccoli ต่อรองไว้ให้ใส่ไปในเพลง

ส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเพลงนี้เพราะเท่าไหร่ มีกลิ่นอายสัมผัสของเพลง Goldfinger มากไป, ฟังคำร้องไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย จดจำได้ยินแต่ท่อน ‘Diamonds Are Forever’ ซ้ำไปมาอยู่หลายๆรอบ แต่อาจแล้วแต่รสนิยมนะครับ ผมเห็นมีอีกหลายคนที่ชอบเพลงนี้

สำหรับ Title Sequence ตีมหลักของหนังคือเพชร เราจึงเห็น Diamond ทุกช็อตในฉากเปิดนี้เลยนะครับ, บางครั้งห้อยบนเรือนร่างหญิงสาว ห้อยคอแมว หยิบถือไว้ ฯ โทนสีสันของภาพมีทั้งแดง, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง ฯ นี่น่าจะแสดงอารมณ์ช็อตนั้นๆ, ผมชอบแสงสะท้อนของเพชร ที่มีครั้งหนึ่งซูมออก แล้วตัดซูมเข้าเพชรอีกเม็ดหนึ่ง ภาพเบลอๆให้ความรู้สึกเห็นเพชรที่ มีตัวตน/ไม่มีตัวตน

เป้าหมายของ Blofeld ในภาคนี้ ค่อนข้างเหมือนกับ Thunderball คือสร้างความหวาดกลัว หวั่นวิตกให้กับรัฐบาล ประชาชนและเรียกร้องค่าไถ่มูลค่ามหาศาล แต่เปลี่ยนจากหัวรบนิวเคลียร์ เป็นเลเซอร์ อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงกว่า และล่องลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศนอกโลก ไม่มีใครสามารถขึ้นไปทำลายได้, แต่จุดอ่อนของอาวุธชนิดนี้คือต้องใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์การติดต่อสื่อสารที่ขนาดใหญ่ ราคาสูง ถ้าฐานทัพลับบัญชาการถูกค้นพบ โจมตี ทำลาย ก็จบกัน ไม่มีทางที่ใครจะสามารถควบคุมอาวุธสุดอลังการนี้ได้อีก

จินตนาการอาวุธเลเซอร์ของมนุษย์ ถือว่าก้าวล้ำกว่าเทคโนโลยีจริงๆที่สามารถสร้างขึ้นได้, การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ (Laser ย่อมาจาก light amplification by stimulated emission of radiation) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1960 โดย Theodore Maiman ที่สถาบันวิจัย Hughes Research Laboratories ทุกวันนี้เลเซอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลายพันล้านดอนลาร์ ผลผลิตจากงานวิจัยเลเซอร์ ที่ดังๆ อาทิ แผ่น CD/DVD/Blu-Ray, เครื่องอ่านบาร์โค้ด, อุปกรณ์ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ฯ ด้านวิทยาศาสตร์, ด้านอุตสาหกรรม, ด้านการแพทย์ หรือแม้กระทั่งด้านการทหาร

ผมเคยได้ยินข่าว กองทัพของอเมริกาพัฒนาอาวุธปืนเลเซอร์สำเร็จมานานแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือตัวเก็บพลังงาน ที่สมัยก่อนมีขนาดใหญ่ เคลื่อนย้ายลำบาก เป็นอุปสรรคเกินไป, ปัจจุบันขนาดแบตเตอรี่คงเล็กลงเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ถึงขั้นใช้งานจริงได้หรือยังนะ ก็หวังว่าคงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ต้องใช้อาวุธชนิดนี้จริงๆเกิดขึ้นนะครับ

มีมุกหนึ่งที่คนสมัยก่อนคงไม่คิดอะไร แต่สมัยนี้ฮามาก นั่นคือเทปคลาสเซ็ต, อาวุธเลเซอร์สุดยิ่งใหญ่ พัฒนาขึ้นโดยใช้เพชรหลายร้อยพันเม็ด แต่สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ควบคุมคือเทปคลาสเซ็ตธรรมดาๆ (สมัยนั้นยังไม่มี CD/DVD นะครับ มีแค่แผ่นเสียง) ซึ่งเทปคลาสเซ็ตสมัยนั้น ถือว่าเป็นของเล่นใหม่ แทนด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้ามากๆ (คนสมัยนี้คงไม่รู้สึกเช่นนั้นแน่ๆ) ตลกคือ มันดันมีเทปอีกม้วนที่เป็นเพลง… ผมละอยากเห็นเทปอันนั้นทำงานสื่อสารกับอาวุธเลเซอร์เสียจริง ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง

ด้วยทุนสร้าง $7.2 ล้านเหรียญ (น้อยกว่า Thunderball และ You Only Live Twice) หนังทำเงินในอเมริกา $43 ล้านเหรียญ ทั่วโลกรวมแล้ว $116 ล้านเหรียญ ดีขึ้นมากกว่า On Her Majesty’s Secret Service เยอะเลย นี่แหละที่ทำให้หนัง James Bond มีลักษณะของ Goldfinger เป็นแบบอย่างไปอีกหลายทศวรรษ

หนังได้เข้าชิง Oscar 1 สาขา คือ Best Sound แต่ไม่ได้รางวัล

ส่วนตัวกึ่งชอบกึ่งไม่ชอบบอนด์ภาคนี้, ในความต่อเนื่องจากภาคก่อนนี่ไม่ประทับใจอย่างยิ่ง เพราะ Sean Connery มาดนิ่ง ไม่เหลือเค้าบอนด์ที่แข็งนอกอ่อนในที่ George Lazenby เริ่มต้นไว้เลย (นี่ทำให้ผมนึกถึง Bond ในภาค Quantum of Solace ที่ยังดูมีความเจ็บปวด อัดอั้นแฝงอยู่ในใจต่อเนื่องจาก Casino Royale ชัดเจนกว่ามาก), ผมคิดว่าถ้าป๋า Connery แสดงใน On Her Majesty’s Secret Service หรือ Lazenby ยอมเล่นภาคนี้ต่อ อารมณ์ของหนังจะมีความต่อเนื่องมากกว่านี้

ส่วนที่ชอบคือสไตล์การกำกับของ Hamilton ที่มีลีลา ลูกเล่น ชั้นเชิงโดดเด่น, โดยเฉพาะมุม Comedy ที่ถือว่าเป็นครั้งแรกของแฟนไชร์นี้เลย มีความลุ่มลึก สร้างอารมณ์ขันตลกร้าย ได้ใจมากๆ อาทิ บอนด์ขับ Moon Buggy หนีการไล่ล่า ราวกับอยู่บนดวงจันทร์, ฉากไล่ล่ารถตำรวจ ที่ขับซิกแซกวนไปวนมา ตบท้ายด้วยรถเอียงในตำนาน หนีเอาตัวรอดมาได้ ฯ จะว่านี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความตลกร้าย กวนบาทาของ James Bond ได้อย่างมีเสน่ห์ น่าสนเท่ห์เป็นที่สุด

นี่เป็น James Bond ภาคที่เปิดยุค 70s ทศวรรษใหม่ ฟ้าใหม่ เป็นการเริ่มต้นแนวทางใหม่ๆ Sean Connery ส่งไม้ต่อให้กับ Roger Moore ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของบอนด์ในทศวรรษนั้นเลย

แนะนำกับ คนชอบหนังแนวสายลับมาดเท่ห์ เต็มไปด้วยมุกตลกร้ายกวนบาทา ชื่นชอบเพชรสวยๆ และแฟนป๋า Sean Connery ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ มีฉากโป๊เปลือย การต่อสู้ที่โหดเหี้ยมรุนแรงขึ้นกว่าภาคก่อนเยอะทีเดียว

TAGLINE | “Diamonds Are Forever ไม่ถือว่าเป็นภาคต่อที่ดี แต่มีความสมบูรณ์ในตัว จุดเริ่มต้นของการให้ James Bond มีมุกตลกร้าย สร้างอารมณ์ขันที่มีสไตล์”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of