Dracula (1931)

Dracula

Dracula (1931) hollywood : Tod Browning ♥♥♥♡

Bela Lugosi ได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับท่าน Count Dracula มาดผู้ดีชั้นสูง ใส่สูทพร้อมผ้าคลุมสีดำ หวีผมอย่างเนี๊ยบ ตาจ้องเขม็งสว่างๆ และสำเนียงการพูดชัดถ้อยเล่นคำ กลายเป็น Iconic สัญลักษณ์ติดตราตรึงผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้งที่ 3 ของวงการภาพยนตร์ในความพยายามดัดแปลงนิยาย Dracula (1897) ของนักเขียนสัญชาติไอริช Abraham ‘Bram’ Stoker (1847 – 1912) แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในการขอลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ทำเงินถล่มทลาย และเป็นหนังพูด, อีกสองครั้งก่อนหน้าประกอบด้วย
– Dracula’s Death (1921) ของผู้กำกับสัญชาติฮังกาเรียน Károly Lajthay ปัจจุบันคาดว่าฟีล์มสูญหายไปแล้ว
– Nosferatu (1922) ของผู้กำกับสัญชาติเยอรมัน F. W. Murnau เป็นฉบับเก่าแก่สุดที่หลงเหลืออยู่ แต่เพราะสร้างโดยไม่สนลิขสิทธิ์ของ Stoker ที่เสียชีวิตไปแล้ว ภรรยาหม้ายจึงฟ้องเรียกร้องความเสียหาย และต้องทำลายฟีล์มต้นฉบับไปเกือบหมด โชคดียังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าคือ Masterpiece จุดเริ่มต้นของท่านเคาท์แดร็กคูล่า

จริงๆยังมีหนังอีกเรื่องหนึ่ง เริ่มสร้างก่อนหน้าแต่เสร็จออกฉายภายหลัง Vampyr (1932) ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส-เยอรมัน ของปรมาจารย์ผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer แม้ตอนออกฉายได้รับเสียงวิจารณ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ภายหลังได้รับการยกย่องว่าคืออีกหนึ่ง Masterpiece ของหนังแนว Horror

Carl Laemmle Jr. (1908 – 1979) โปรดิวเซอร์สัญชาติอเมริกา ลูกชายของ Carl Laemmle หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Universal Pictures ได้เป็น Head of Production ระหว่างปี 1928-1936, หลังเห็นความสำเร็จของละคร Broadway เรื่อง Dracula ของ Hamilton Deane ครั้งแรกปี 1924 และ revised โดย John L. Balderston เมื่อปี 1927 (ฉบับหลังมี Bela Lugosi รับบท Count Dracula) เกิดความต้องการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์อีกสักครั้ง จดจำบทเรียนจาก Nosferatu (1922) ติดต่อภรรยาหม้าย Florence Balcombe ปิดปากด้วยเงิน $40,000 เหรียญ ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงมาครอบครอง มอบหมาย Garrett Fort ที่เพิ่งสร้างชื่อจาก Applause (1929) ให้มาดัดแปลงบทภาพยนตร์

ความตั้งใจแรกของ Laemmle ต้องการสร้างหนังให้ออกมายิ่งใหญ่อลังการระดับ The Hunchback of Notre Dame (1923), The Phantom of the Opera (1925) แต่ก็ถูกสตูดิโอเบรคครั้งใหญ่ ด้วยการให้ทุนสร้างมาเพียงน้อยนิดเท่านั้น

Tod Browning (1880 – 1962) ผู้กำกับ เขียนบท สร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Louisville, Kentucky มีความสนใจในคณะละครสัตว์และการแสดงตั้งแต่เด็ก พออายุ 16 เดินทางออกร่วมคณะทัวร์ไปตามสถานที่ต่างๆ เปิดการแสดงชุด ‘The Living Corpse’ ครั้งหนึ่งได้พบเจอกับ D.W. Griffith ชักชวนให้มาเป็นนักแสดง หนึ่งในตัวประกอบ Intolerance (1916) กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Jim Bludso (1917)

Browning มีผลงานประสบความสำเร็จปานกลางระดับหนึ่ง มักร่วมงานกับ Lon Chaney เรื่อง The Wicked Darling (1919), The Unholy Three (1925), The Unknown (1927), Where East is East (1929) ฯ เคยร่วมงานกับ Bela Lugosi ในหนังพูดเรื่องแรก The Thirteenth Chair (1929) ก่อนหน้าจะสร้าง Dracula (1931) เคยมีผลงานแนวแวมไพร์เรื่องก่อนหน้า London After Midnight (1927) แต่เหมือนว่าฟีล์มจะสูญหายไปแล้ว

ผลงานเอกของ Browning ประกอบด้วย Dracula (1931) และ Freaks (1932)

เดิมนั้น Browning ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของ Laemmle แต่เป็นผู้กำกับ Paul Leni ที่ด่วนเสียชีวิตไปก่อน และพอ Browing เข้ามาคุมบังเหียร เลือก Lon Chaney ให้แสดงนำก็มาด่วนเสียชีวิตไปก่อนอีกคน! (เป็นหนังโคตรอาถรรพ์โดยแท้)

สำหรับนักแสดงนำที่จะมารับบท Count Dracula ทีแรก Laemmle ไม่ได้มีความสนใจ Bela Lugosi เลยแม้แต่น้อย เพราะค่าตัวคงสูงมากๆ นักแสดงที่อยู่ในความสนใจ อาทิ Lon Chaney, Paul Muni, Chester Morris, Ian Keith, John Wray, Joseph Schildkraut, Arthur Edmund Carewe, William Courtenay ฯ ล้วนถูก Lugosi เจ้าของบทบาทนี้ในฉบับละคร Broadways ล็อบบี้และต่อรองรับค่าตัวแสนถูก เพียงสัปดาห์ละ $500 เหรียญ รวมตลอด 7 สัปดาห์ถ่ายทำ ได้เงิน $3,500 ถือว่าต่ำมากสำหรับดารามีชื่อสมัยนั้น

Béla Ferenc Dezső Blaskó (1882 – 1956) หรือ Bela Lugosi นักแสดงสัญชาติ Hungarian เกิดที่ Lugos, Kingdom of Hungary (ปัจจุบันกลายเป็นประเทศ Romania) ไม่ไกลจากเมือง Transylvania มากนัก, ตอนอายุ 12 ลาออกจากโรงเรียน เริ่มต้นเป็นนักแสดงตัวประกอบละครเวที ค่อยๆไต่เต้าจนได้แสดงใน Hungary Royal National Theatre ที่ Budapest, หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดปฏิวัติฮังการี Hungarian Revolution of 1919 ทำให้ต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่เยอรมัน ก่อนขึ้นเรือค้าขาย ทำงานเป็นกะลาสีเดินทางสู่อเมริกา

ที่อเมริกา เริ่มต้นจากเป็นกรรมกรแบกหาม รวมกลุ่มกับเพื่อนนักแสดงฮังกาเรียนมีผลงานละคร Broadways จนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ โด่งดังขีดสุดกับฉบับ Revised เรื่อง Dracula (1927) เปิดการแสดง 261 รอบ ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก (ในอเมริกา) The Veiled Woman (1929)

หลังจากล็อบบนี้จนได้บน Dracula ก็กลายเป็น Typecasting โดยสิ้นเชิง ไม่สามารถรับบทบาทอื่นนอกจากตัวร้ายหนังแนว Horror ร่วมงานประกบกับ Boris Karloff หลายเรื่อง (แต่ได้เงินน้อยกว่า) อาทิ The Black Cat (1934), The Raven (1935), The Invisible Ray (1936), Son of Frankenstein (1939), Black Friday (1940) ฯ

หลังจากหมดยุครุ่งเรืองกับ Universal Monster ชีวิตการทำงานก็ค่อยๆเริ่มตกต่ำลง กลายเป็นนักแสดงเกรด B ชื่อเสียงค่อยๆจางหาย บั้นปลายได้รู้จักกับผู้กำกับ Ed Wood แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นการหากินกับคนแก่ใกล้ตาย แต่มันก็ทำให้ Lugosi จากไปอย่างไม่ถูกลืมเลือน

สำหรับบทบาท Count Dracula ไม่ใช่เพียงแค่ภาพลักษณ์มาดผู้ดีชั้นสูง ใส่สูทพร้อมผ้าคลุมไหมสีดำ หวีผมอย่างเนี๊ยบ แต่ยังสายตาที่จ้องเขม็ง (มีแสงไฟส่องเข้าตา) ท่าทางการเคลื่อนไหวคล้ายกับนักแสดงหนังเงียบ/ละครเวที และสำเนียงการพูดส่อวงศ์ตระกูล ชัดถ้อยเล่นคำ

มีนักวิจารณ์ให้ข้อสังเกตการพูดของ Count Dracula แล้วคิดไปว่าเพราะ Lugosi พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไม่ชัด เลยเหมือนสะกดออกมาทีละคำ นี่ไม่จริงเลยนะครับ เพราะเขาอพยพสู่อเมริกาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 20s ย่อมพูดคุยสื่อสารได้อยู่แล้ว แต่นี่เกิดจากการปั้นเสียงแต่งออกเสียงให้มีสไตล์โดดเด่น เว้นวรรคให้หายใจ ครุ่นคิด มีเสน่ห์ อาทิ
– I am Dracula.
– I bid you… welcome.
– I never drink … wine.
– For one who has not lived even a single lifetime, you are a wise man, Van Helsing.
– Listen to them. Children of the night. What music they make.

แค่วิธีการพูดก็ทำให้ตัวละครนี้มีความน่าสนใจ พิศวง แตกต่างจากมนุษย์มนาปกติทั่วไปอย่างมาก ถือว่าเข้ากันลงตัวกับพื้นหลังของตัวละคร ที่อาศัยเป็นอมตะอยู่ Transylvania แต่คงไม่มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยสื่อสารกับใครมากนัก จึงขาดความคล่องตัวและทันยุคสมัย

Lugosi ได้ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์ คมคาย ระดับสูง แตกต่างจาก Count Orlock ของ Nosferatu (1922) ที่เน้นให้ผู้ชมเกิดความหวาดหวั่นกลัวในภาพลักษณ์, ซึ่งการมาเนียนๆ หล่อหรูดูดีมีชาติตระกูลนี้ แฝงนัยยะบางอย่างที่ต้องบอกว่า ทำให้สาวๆที่ตกหลุมกลายเป็นเหยื่อตก หลงรักคลั่งไคล้อย่างยิ่งเป็นที่สุด

ผมจินตนาการไม่ออกเลยละ ว่าถ้าหนังได้ Lon Chaney มาแสดงนำ ผลลัพท์จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ความน่ากลัวจะใช้ได้อยู่ เพราะเขามีผลงานรับบทตัวละครประหลาดๆจาก The Hunchback of Notre Dame (1923), The Phantom of the Opera (1925) จนได้ฉายาว่า ‘The Man of a Thousand Faces’ แต่รสนิยมความไฮโซชั้นสูงของตัวละคร นี่่น่าจะคนละระดับ เทียบชั้นไม่ได้กับ Lugosi

ถ่ายภาพโดย Karl W. Freund (1890 – 1969) ตากล้อง/ผู้กำกับสัญชาติ German ในครอบครัว Jewish, มีผลงานถ่ายภาพหนังแนว German Expressionist ในตำนานหลายเรื่อง อาทิ The Golem (1920), The Last Laugh (1924), Tartuffe (1926), Metropolis (1927) ฯ เป็นผู้ประดิษฐ์เทคนิค Unchained Camera (กล้องไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่นิ่งกับที่ สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ตลอดเวลา)

สำหรับหนังเรื่องนี้ แม้ลีลาของกล้องจะไม่เคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ แต่โดดเด่นเรื่องการจัดแสงเงา และภาพวาดพื้นหลังที่รับอิทธิพล German Expressionist จาก Nosferatu (1922) มาพอสมควร อย่างปราสาทของท่าน Count Dracula ใช้การวาดภาพบนกระจกแก้ว (Matte Painting)

ภาพด้านซ้าย คือช็อตปราสาท Count Dracula ในหนังเรื่องนี้ ส่วนช็อตขวา เป็นหนังอีกเรื่อง Dracula’s Daughter (1936) [จะเรียกว่าภาคต่อก็ยังได้] ทำการ re-use วาดเพิ่มเติมเข้าไป

เวลาถ่ายภาพ Medium Shot/Close-Up เห็นใบหน้าของ Count Dracula จะมีแสงสว่างปรากฎเด่นชัดบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง นี่เกิดจากการฉายสปอตไลท์ขนาดเล็ก (pencil-spotlights) นี่คงสร้างความรำคาญ แสบลูกตานักแสดงอย่างยิ่ง (ที่คงต้องทนไป ตาไม่บอดถือว่าโชคดีมากๆแล้ว)

เกร็ด: มีคนสังเกตว่า หนังทั้งเรื่อง Lugosi ไม่เคยกระพริบตาเลยนะครับ

เพราะความไม่เชี่ยวชำนาญใน German Expressionist ของผู้กำกับ Tod Browning ทำให้หลายๆฉาก ปล่อยให้ Freund กำกับนักแสดง/การเคลื่อนกล้อง/จัดแสง เองเลย ซึ่งมีปริมาณมากถึงขนาดควรได้รับเครดิตกำกับร่วมด้วยซ้ำ (บางทีก็ถือว่า Freund เป็นผู้กำกับร่วมของหนัง)

ตัดต่อโดย Milton Carruth กับ Maurice Pivar, เหมือนว่าหนังจะใช้มุมมองของ Renfield (รับบทโดย Dwight Frye) เริ่มต้นจากเดินทางไปยัง Transylvania กลายเป็นคนรับใช้ของ Count Dracula (เสียสติเป็นคนบ้า) พอกลับมาอังกฤษอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลบ้า พบเจอกับ Van Helsing และชะตากรรมสุดท้ายของท่านเค้าท์

สังเกตว่าหลายๆการกระทำของ Dracula จะไม่ปรากฎพบเห็นบนจอ เช่น เขี้ยวของแดร็กคูล่า, รอยเขี้ยวที่ต้นคอ, ขณะกำลังดูดเลือด ฯ (แต่ในฉบับภาษาสเปน จะเห็นอยู่นะครับ) ส่วนตอนแปลงร่างกายเป็นค้างคาว/หมาป่า นี่เพราะไม่รูู้จะใช้เทคนิคไหนทำให้สมจริง เลยเล่นกับการตัดต่อเท่านั้น

ค้างคาวและหนู นั่นเป็นของเล่น Special Effect สร้างเลียนแบบจากฉบับละครเวทีที่ก็ต้องใช้ของเล่นมีกลไกแบบนี้เช่นกัน, ส่วนฉากมรสุมขณะเรือเดินทาง นั่นนำฟุตเทจมาจากหนังเงียบเรื่อง The Storm Breaker (1925) มาเร่งความเร็วให้ได้ 24 เฟรมเรต (ความเร็วโดยเฉลี่ยของหนังเงียบอยู่ที่ 15-20 ภาพต่อวินาที)

ต้นฉบับของหนังไม่มี Soundtrack ประกอบอย่างที่เราได้ยินกันนะครับ เพราะสมัยนั้นมีความเชื่อว่าการใส่เพลงเข้าไปมันขาดความสมเหตุสมผล ไร้คำอธิบาย ผู้ชมจะยอมรับไม่ได้ นี่แตกต่างจากหนังเงียบ ที่มีวง Orchestra บรรเลงเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดอารมณ์ขับเคลื่อน

ซึ่งเมื่อปี 1998 นักแต่งเพลง Philip Glass ได้ตัดสินใจประพัันธ์เพลงประกอบให้กับหนัง บรรเลงโดยวง Kronos Quartet ของ Michael Reisman ภายใต้การกำกับวงของ Glass เองเลย

“The film is considered a classic. I felt the score needed to evoke the feeling of the world of the 19th century — for that reason I decided a string quartet would be the most evocative and effective. I wanted to stay away from the obvious effects associated with horror films. With [the Kronos Quartet] we were able to add depth to the emotional layers of the film.”

ต้องชมอย่างยิ่งเลยว่า ทำนองเสียงเครื่องสาย สร้างความทรงพลังให้กับหนังมากๆ ระดับขนลุกขนพอง เสริมบรรยากาศความน่าสะพรึงหลอกหลอนลงตัว ไพเราะขนาดว่าผมต้องจัดให้เป็น rare SOUNDTRACK ไม่แน่ใจว่าทุกฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีดนตรีของ Glass ประกอบอยู่หรือเปล่านะครับ ถ้าไม่ก็ลองหาฉบับนั้นมารับฟังดู จะพบเห็นความแตกต่างที่มากทีเดียว

Dracula ในการตีความของ Bela Lugosi เป็นสิ่งมีชีวิตเพศชายที่มีความเท่ห์หล่อเหล่า Sexy ผู้ดีมีตระกูล ดูดกินเลือดแต่กับสาวๆจากต้นคอ (ท่าเหมือนกำลังจุมพิต) มีนัยยะถึงการเปิดบริสุทธิ์ (เสียพรหมจรรย์) ความตายของพวกเธอก็คือจุดไคลน์แม็กซ์เสพย์สมหวังดาวดึงส์ชั้น 7 ด้วยเหตุนี้เราจึงแทบไม่เห็น Dracula ดูดเลือดจากผู้ชาย (เพราะมันสื่อถึงเกย์ Homosexual) ซึ่งกับคนรับใช้ Renfield จึงได้กลายเป็นผู้บ้าคลั่งเสียสติ (เพราะ ชาย+ชาย มันคือความบ้าคลั่ง)

แซว: มีสำนวนใต้ดินหนึ่ง ประมาณว่า ‘ได้ร่วมรักสาวบริสุทธิ์ ราวกับจะเด็กลงพันปี’

วิธีการปราบปรามคาสิโนวา พ่อมาลัยร้อยรัก Dracula คำแนะนำโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้ใหญ่หัวฟู Van Helsing ให้ใช้หมุดตอกปักกลางหัวใจ ทำให้ตายสนิทในโลงศพของตนเอง สาวๆจะได้คลายมนต์เสน่ห์หลงใหล เห็นเค้าโครงกระดูกติดหนัง ร่างตัวตนแท้จริงที่ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง สาวๆอย่าเอาจิตใจไปยึดติด หลงใหลใคร่คลั่งรัก กับเลือดเนื้อกิเลสความต้องการ

ผมเคยวิเคราะห์ประเด็นอื่นๆในหนังเรื่อง Nosferatu (1922) กับ Vampyr (1932) ไปแล้วนะครับ ใครสนใจก็ลองหาอ่านดู ไม่มีอะไรหลงเหลือให้พูดถึง นอกจากความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ ที่ได้เปิดประตูบานใหญ่ๆให้กับ Universal Monster ในยุคหนังพูด, จริงๆมีหนังของ Universal Monster สร้างขึ้นในยุคหนังเงียบมาแล้วหลายเรื่อง แต่ในช่วงฤดูผลัดใบของ Hollywood (จากหนังเงียบสู่หนังพูด) มันยังมีความไม่แน่นอนการันตีว่า จักรวาลแรกของวงการภาพยนตร์นี้สามารถเอาตัวรอดปรับตัวต่อไปได้หรือ ซึ่งความสำเร็จของหนังเรื่องนี้และ Frankenstein (1931) การันตีว่าในยุค pre-code จักรวาล Universal Monster ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่

ด้วยทุนสร้าง $355,000 เหรียญ หนังออกฉาย Roxy Theatre ที่เมือง New York ด้วยการตีข่าวที่ว่า มีผู้ชมเป็นลมหลังจากพบเห็นความ Horror ของหนัง นี่ทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยใคร่อยากรู้เห็น ภายใน 48 ชั่วโมงจากนั้น ขายตั๋วได้กว่า 50,000 ใบ หนังทำกำไรได้ประมาณ $700,000 เหรียญ (ไม่มีตัวเลขรายรับรายงาน) เป็นหนังของ Universal ทำเงินสูงสุดในปีนั้น

ตอนที่หนังออกฉายเมื่อปี 1931 อเมริกายังไม่มี Hays Code ได้ความยาว 85 นาที แต่เมื่อออกฉายอีกครั้ง re-issued ปี 1936 ถูกสั่งให้ตัดบางฉากออก เท่าที่รู้ประกอบด้วย
– เสียงของ Dracula ช่วงท้ายขณะกำลังตาย กรีดร้องอย่างโหยหวน และ Renfield ราวกับคนใกล้ตาย มีคำเรียกว่า ‘death groans’
– ฉากที่ Dracula ดูดเลือดจาก Renfield (เพราะนี่สื่อถึง Homosexual)
– ตอนจบของหนัง จะมี Epilogue เป็นนักแสดง Edward Van Sloan (ที่รับบท Van Helsing) เดินออกมาพูดหน้าม่านกับผู้ชม บทพูดยังอยู่แต่ฟุตเทจสูญหายไปแล้วอย่างน่าเสียดาย

“Just a moment, ladies and gentlemen! A word before you go. We hope the memories of Dracula and Renfield won’t give you bad dreams, so just a word of reassurance. When you get home tonight and the lights have been turned out and you are afraid to look behind the curtains — and you dread to see a face appear at the window — why, just pull yourself together and remember that after all, there are such things as vampires!”

ในยุคแรกๆของหนังพูด เป็นเรื่องธรรมดาของ Hollywood ที่จะสร้างฉบับ ‘Foreign Language Versions’ ด้วยการใช้สถานที่ทีมงานชุดเดียวกัน เปลี่ยนตัวนักแสดงและหรือผู้กำกับ ฯ ซึ่งหนังเรื่องนี้ ยังมีฉบับหนังเงียบแทรกข้อความคั่น และฉบับภาษาสเปน นำแสดงโดย Carlos Villarías รับบท Conde Drácula ถ่ายทำควบคู่ไปพร้อมๆกัน, ตอนแรกคิดว่าฉบับภาษาสเปนสูญหายไปแล้ว แต่ได้รับการค้นพบปี 1970 และมีการ Restored หาพบได้ใน DVD: Classic Monster Collection, Legacy Collection, 75th Anniversary Edition และล่าสุดออก Blu-ray ของ Criterion ชื่อ Universal Monsters: The Essential Collection เมื่อปี 2012

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะ ในการแสดงอันตราตรึงของ Bela Lugosi และเพลงประกอบเสริมเติมอันทรงพลังของ Philip Glass แต่ถ้าเทียบกับ Nosferatu (1922) และ Vampyr (1932) ต้องบอกว่า Dracula ห่างชั้นอยู่มาก หลายอย่างไม่สมเหตุสมผล เรื่องราวขาดความต่อเนื่อง กระโดดไปมาอย่างรวดเร็วเกิน โครงเรื่องไม่ตรงต่อต้นฉบับนิยายมากนัก หลายอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่น่าอภิรมณ์เสียเท่าไหร่

คือหนังก็มีความคลาสสิกในตัวของมันเอง แต่แค่กาลเวลาทำให้ด้อยคุณค่าความสนุกสนานลง เหตุเพราะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับ Dracula, Vampire ถูกสร้างขึ้นตีความใหม่มากมายนับครั้งไม่ถ้วน จึงเกิดการเปรียบเทียบ อันไหนยอดเยี่ยมกว่า ซึ่งมันแน่นอนอยู่แล้วว่าหนังเก่าฤาจะสู้หนังใหม่ กระนั้นความยิ่งใหญ่เรื่องแรกของแนวนี้ นี่เป็นตำนานที่ไม่มีหนังใหม่เรื่องไหนเปรียบเทียบต่อกรได้เป็นอันขาด

แนะนำกับคอหนัง Horror Gothic คลาสสิก pre-code, ศิลปินผู้หลงใหลใน German Expressionist, ชื่นชอบแนวแวมไพร์ดูดเลือด Count Dracula ของ Bela Lugosi ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศที่หลอนๆ น่าสะพรึงกลัว สั่นประสาท

TAGLINE | “Dracula ฉบับคลาสสิก 1931 นำแสดงโดย Bela Lugoci ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของท่านเคาท์ ที่ติดตราตรึงผู้ชมไปตลอดกาล”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of