Giant (1956)

Giant

Giant (1956) hollywood : George Stevens ♥♥♥♡

ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะเริ่มต้นด้วยความยิ่งใหญ่ มันต้องเริ่มจากจุดเล็กๆแล้วค่อยๆเติบโตขยายขนาดขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งเราจึงเริ่มมองเห็นคุณค่าของความใหญ่ที่แท้จริง, นำแสดงโดย Rock Hudson, Elizabeth Tayler และ James Dean ผู้ล่วงลับ

ผมเคยได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อครั้นนานมาแล้วจากการเช่าแผ่นซีดีมาดู มีความสนใจในชื่อหนังภาษาไทย ‘จ้าวแผ่นดิน’ [ตอนนั้นกำลังติดละครไทยเรื่องเยี่ยม สี่แผ่นดิน] คิดว่าคงเป็นหนังแนวคาวบอย Western ดวลปืนสนุกๆ ขี่ม้าไล่ล่ากลางทะเลทราย แต่ที่ไหนได้กลับมีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่มีชีวิตดำเนินไปในผืนแผ่นดินหนึ่ง ยาวนานไม่รู้กี่ทศวรรษ จากรุ่นพ่อไปสู่รุ่นลูก แบบนี้ตั้งชื่อหนังว่า ‘สองแผ่นดิน’ น่าจะตรงกว่า

สร้างโดย George Stevens ผู้กำกับชื่อดังสัญชาติอเมริกัน เจ้าของผลงาน The More the Merrier (1943), A Place in the Sun (1951), Shane (1953), The Diary of Anne Frank (1959), The Greatest Story Ever Told (1965) ฯ จัดว่าเป็นผู้กำกับมากฝีมือและมีความหลากหลายในความสนใจ เคยเข้าชิง Oscar สาขาผู้กำกับ 5 ครั้ง ได้มา 2 รางวัล (จาก A Place in the Sun และ Giant) แต่หนังของเขาไม่เคยได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ถือว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการถ่ายทำของ Stevens ผมไปอ่านเจอว่า James Dean ขณะร่วมงานกันในหนังเรื่องนี้ ตั้งชื่อสไตล์ให้ว่า ‘around the clock’ ประมาณว่าผู้กำกับชอบที่จะถ่ายฉากหนึ่ง ในทุกๆมุมมอง ทุกมุมกล้อง (รอบทิศนาฬิกา, around the clock) ทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ นี่ทำให้การถ่ายทำล่าช้าเสียเวลาไปมากทีเดียว

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Giant เขียนโดย Edna Ferber เจ้าของรางวัล Pulitzer Prize ตีพิมพ์ปี 1952, ผู้แต่งนิยายคนนี้ต้องบอกว่าคืออีกหนึ่งตำนานของวงการนักเขียน Hollywood ให้ความสนใจเธอมาก มีผลงานเรื่องอื่นที่เคยถูกซื้อนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ อาทิ So Big (1924), Show Boat (1926), Cimarron (1929)** ฯ

เกร็ด**: Cimarron ฉบับภาพยนตร์ปี 1931 สร้างโดย Wesley Ruggles คว้ารางวัล Oscar: Outstanding Production (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี)

พื้นหลังปี 1920, ในมลรัฐ Texas เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ Bick Benedict (รับบท Rock Hudson) ตกหลุมรัก แต่งงานกับสาวสังคมที่สวยมากความรู้จาก Maryland ชื่อ Leslie Lynnton (รับบทโดย Elizabeth Taylor) หญิงสาวออกจากบ้านที่เขียวขจีชุ่มชื้น สู่ Texas ที่แห้งแล้งทะเลทราย แต่มีพื้นที่อาณาเขตกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา กระนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม โดยเฉพาะชาว Mexican พื้นเมืองที่ยังถูกกดขี่เลือกปฏิบัติ ในช่วงเวลา 2 ชั่วอายุคน อะไรๆในดินแดนแห่งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

Rock Hudson (1925 – 1985) นักแสดงสัญชาติอเมริกันชื่อดังแห่งทศวรรษ 50s – 60s เจ้าของฉายา ‘heartthrob’ (หนุ่มเลือดร้อน) แห่ง Hollywood Golden Age, ผลงานที่มีชื่อเสียงอาทิ Magnificent Obsession (1954), All That Heaven Allows (1955), Pillow Talk (1959), Lover Come Back (1961), Send Me No Flowers (1964) ฯ ได้เข้าชิง Oscar เพียงครั้งเดียวจากหนังเรื่อง Giant

รับบท Jordan ‘Bick’ Benedict Jr. สายตาของเขาในช่วง 20 นาทีแรก บ่งบอกถึงความลุ่มหลงใหลในรูปโฉมความงามของ Leslie Lynnton เหมือนเด็กน้อยที่พยายามทำทุกอย่าง เพื่อหาทางครอบครองของเล่นชิ้นใหม่, เมื่อได้มาแล้วกลับไปบ้าน เราจะพบพี่สาวที่มีพฤติกรรมเสมือนแม่คอยควบคุมบงการกิจการต่างๆภายในบ้าน ชายหนุ่มไม่เคยขัดขืนและมักทำตามคำขออยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเธอจากไป เขาต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจิตใจของเขาได้เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ

จิตใจของตัวละครนี้ เหมือนว่ายังคือ’เด็ก’ในร่างผู้ใหญ่ สังเกตจากความคิดอ่าน สีหน้าการกระทำหลายๆอย่าง บ่งบอกว่ายังไม่โตสักที ไม่เคยคิดมีความอ่านเป็นตัวของตนเอง พ่อเคยสั่งสอนทำอะไรมาให้เห็น ฉันมีหน้าที่แค่สืบทอดส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นถัดไป, นี่ต้องใช้เวลามากทีเดียว กว่าตัวละครนี้จะสามารถปรับตัว เติบโต เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Robert ‘Bob’ J. Kleberg Jr. (1896–1974) ผู้เป็น King Ranch แห่ง Kingsville, Texas ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 825,000 เอเคอร์ (3,340 ตารางกิโลเมตร)

บอกตามตรงผมไม่เคยมีโอกาสรับชมผลงานอื่นของ Rock Hudson เลย (คือไม่มีผลงานไหนที่น่าสนใจพอ) ส่วนตัวรู้สึกชายคนนี้ขาดเสน่ห์แรงดึงดูดที่น่าหลงใหล (กับคุณผู้หญิงไม่รู้นะครับ ชายคนนี้อาจมี Sex Appeal ที่น่าดึงดูดมากๆก็ได้) กับหนังเรื่องนี้ถึงรับบทนำ แต่ก็เหมือนแค่ตัวประกอบรองจาก Elizabeth Tayler และ James Dean มีเพียงช่วง 10 นาทีสุดท้าย ขณะต่อยกับเจ้าของร้านอาหารเพราะไม่พอใจที่เลือกปฏิบัติต่อลูกค้า ถึงจะพ่ายแพ้แต่นี่เป็นนาทีที่ตัวละครนี้/ชายคนนี้ เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่/มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ

คุณนาย Elizabeth Taylor (1932 – 2011) นักแสดงสัญชาติ British-American เกิดที่ London ก่อนย้ายมาอยู่ Los Angeles เริ่มมีผลงานการแสดงตั้งแต่เด็ก โตขึ้นกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 50s – 60s, ผลงานที่มีชื่อเสียง อาทิ National Velvet (1944), A Place in the Sun (1951), Raintree County (1957), Cat on a Hot Tin Roof (1958) Suddenly, Last Summer (1959), BUtterfield 8 (1960), Cleopatra (1963), Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) ฯ เข้าชิง Oscar 5 ครั้ง ได้มา 2 รางวัล จาก BUtterfield 8 และ Who’s Afraid of Virginia Woolf?

Taylor คือนักแสดงที่ถูกมองว่า คือดาราคนสุดท้ายในยุค Classical Hollywood และคือคนแรกในยุค Modern Celebrity
– ตั้งแต่เด็ก เติบโตขึ้นจากระบบสตูดิโอ MGM ที่ควบคุมบงการทุกสิ่งอย่าง
– พอโตเป็นสาว เปลี่ยนมาเป็นยุคของ Paparazzi มีชื่อเสียงจากความวุ่นวายของชีวิตส่วนตัว (แต่งงาน 8 ครั้งกับผู้ชาย 7 คน)

นิตยสาร The Washington Post ให้คำนิยาม Elizabeth Taylor ได้อย่างเหมาะสมยิ่ง ‘กว่าบทบาทในภาพยนตร์เรื่องไหน Taylor มีชื่อเสียงจากการมีชื่อเสียง นี่กลายเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลัง ได้รู้จักเรียนรู้จักวิธีการมีชื่อเสียง’

“more than for any film role, she became famous for being famous, setting a media template for later generations of entertainers, models and all variety of semi-somebodies.”

รับบท Leslie Lynnton Benedict หญิงสาวสังคม (น่าจะชั้นสูง) ผู้มีความเฉลียวฉลาด แข็งแกร่งมั่นคง และจงรักภักดีต่อสามียิ่ง, จากความเขียวชอุ่มชุ่มชื่นใน Maryland ย้ายมาปักหลักถิ่นฐานในดินแดนอันแห้งแล้งแต่กว้างขวางของ Texas ปกติแล้วถ้าเป็นลูกคุณหนูจริงๆ เจอแบบนี้เข้าไปคงเผ่นหนีกลับบ้านไปนานแล้ว แต่ไม่ใช่กับ Leslie เพราะความคิดอ่านของเธอนั้นทันสมัย เป็นผู้ใหญ่ ถึงสถานที่นี้จะไม่ได้เขียวชอุ่ม แต่จิตใจเต็มไปด้วยความสุขเพราะได้เคียงข้างชายคนที่ตนรัก ต้องการเริ่มต้นเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกับเขา รู้ว่าตัวเองจะค่อยๆสามารถปรับตัวเข้ากับโลกใบใหม่นี้ และเป็นสุขกับมันได้สักวันหนึ่ง

การแสดงของ Taylor หลายครั้งเหมือนว่าตัวละครนี้ใกล้ที่จะสติแตก (Nerve Breakdown) เห็นว่าระหว่างถ่ายทำ ผู้กำกับ George Stevens พยายามหาเรื่องทะเลาะมีปากเสียงอยู่บ่อยครั้ง เพราะต้องการให้เธออ่อนลงแสดงบทตามใจเขา แต่กลายเป็นว่าไม่มีวินาทีไหนที่ Taylor ที่จะหลุดคลั่งออกมาเลย มันมีความเป็นตัวของตัวเองแทรกอยู่ทุกๆฉาก นี่ถือเป็นความเฉลียวฉลาดของ Taylor และเป็นการสร้างมิติให้กับตัวละครนี้ได้อย่างเหนือชั้น

เกร็ด: ตอนคัดเลือกนักแสดง ผู้กำกับ Stevens ให้ Hudson เป็นผู้ตัดสินใจระหว่าง Elizabeth Taylor กับ Grace Kelly ว่าอยากเล่นประกบใคร ซึ่ง Hudson ตัดสินใจ Taylor

James Byron Dean (1931 – 1955) นักแสดงหนุ่มชาวอเมริกา ที่กลายเป็น Cultural Icon ในช่วงสั้นๆ จากหนังเรื่อง Rebel Without a Cause (1955) มีสองผลงานที่ได้เข้าชิง Oscar คือ East of Eden (1955) และ Giant (1956) แต่ยังไม่ทันที่จะกลายเป็นนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ ก็ด่วนเสียชีวิตจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

รับบท Jett Rink ชายหนุ่มที่ชีวิตดูสับสนวุ่นวาย, ในช่วงแรกเหมือนว่าเขากำลังค้นหาจังหวะ โอกาส สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาชีวิตของตนเอง ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับต่อมา ถือว่าเป็นโชคชะตาเล่นตลก จากเด็กหนุ่มโง่ๆจนๆ กลายเป็นคนฉลาดร่ำรวยล้นฟ้า แต่ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยได้รับและเปลี่ยนแปลง คือความสุขสงบแท้ในใจ

การแสดงของ James Dean ด้วย method action ทำให้ตัวละครเต็มไปด้วยความสับสน ว้าวุ่น อลม่าน บ้าคลั่ง เหมือนเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่เคยโต อัดอั้นไปด้วยความอิจฉาริษยาโดยเฉพาะกับ Bick Benedict ที่ได้ครอบครองสาวสวยอย่าง Leslie ตัวเขาไม่เคยมีใคร พยายามจีบลูกสาวของพวกเขาแต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวละครนี้ถือว่าบุญมีแต่วาสนาบังมิด, ผมชอบวิธีการปั้นสีหน้าของ Dean มากๆ คิ้ว สายตา และรอยยิ้มมันกวนประสาทแบบน่าถีบมากๆ โดดเด่นถึงขนาดเป็นแค่ตัวประกอบ แต่ผู้สร้างต้องยกให้เป็นนักแสดงนำชาย เข้าชิง Oscar: Best Actor สาขานำเลยนะครับไม่ใช่สาขาสมทบ

การเสียชีวิตของ Dean เมื่อวันที่ 30 กันยายน 1955 แม้เขาจะหมดคิวถ่ายแล้ว (เพียงสัปดาห์หนึ่งก่อนหน้า) แต่ยังเหลือการพากย์เสียงทับในบางฉาก ซึ่งได้ Nick Adams มาให้เสียงแทน แต่หลายครั้งมันยากเหลือเกิน เพราะ Dean ลีลาในคำพูดเยอะมากจนไม่สามารถเลียนแบบได้ ทำให้ผู้กำกับต้องเสียเวลาเป็นปีเพื่อตัดต่อหนังให้ออกมา มีเสียงพูดของตัวละครนี้น้อยที่สุด

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Glenn Herbert McCarthy (1907–1988) ผู้เคยเป็นกระยาจกขุดน้ำมันจนกลายเป็นมหาเศรษฐี, ซึ่งผู้เขียนนิยาย Edna Ferber ได้เคยพบกับ McCarthy ตัวจริงในฐานะแขกที่ Shamrock Hotel เมือง Houston, Texas

เกร็ด: ในระหว่างการถ่ายทำ ผู้กำกับ George Stevens ได้ตั้งฉายา James Dean ว่า Giant ประชดพฤติกรรมที่เรียกว่าขาใหญ่ในกองถ่าย เรื่องมากเอาแต่ใจ มาทำงานสาย (บางวันนัดแล้วก็ไม่มา)

Bick Benedict และ Jett Rink เป็นสองตัวละคร ที่สะท้อนแง่มุมตรงกันข้ามของการดำเนินชีวิต คนหนึ่งยึดมั่นในหลักการความถูกต้อง ส่วนอีกคนชีวิตเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งสนแต่ผลประโยชน์ เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่ผู้ชมสามารถมองเห็นได้ นั่นคือสิ่งที่หลงเหลือในบั้นปลาย หนึ่งคือความสุขสงบในจิตใจยังรายล้อมไปด้วยคนรัก ส่วนสองชีวิตไม่เหลือใคร (แม้ร่ำรวยมีเงินล้นฟ้า แต่ก็หาซื้อความสุขไม่ได้)

เห็นว่าในกองถ่าย Rock Hudson กับ James Dean ก็ไม่ค่อยถูกกันด้วยนะครับ เพราะ Hudson มองว่า Dean มีพฤติกรรมที่ไม่มีอาชีพเอาเสียเลย (ก็ไม่รู้มีปัญหาอะไรกัน)

Mercedes McCambridge (1916 – 2004) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ที่ Orson Welles ยกย่องว่า ‘the world’s greatest living radio actress.’ เข้าชิง Oscar 2 ครั้งสาขาสมทบ ได้มา 1 รางวัลจาก All the King’s Men (1949) และยังเป็นผู้พากย์เสียง ‘The Demon’ ใน The Exorcist (1973)

รับบท Luz Benedict พี่สาวของ Bick เป็นหญิงแกร่งที่ดื้อด้านเอาแต่ใจ แต่มีความรักหวงแหนเป็นห่วงน้องชายและ Jett Rink เป็นอย่างมาก, เธอมีสถานะเป็นทั้งพี่และแม่ที่คอยดูแลปกป้อง Bick แต่ตอนที่ Leslie เข้าบ้าน มันทำให้เธอเกิดความหวาดกลัว เพราะคิดว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียสถานะ’เป็นใหญ่’ในบ้านไป

การแสดงของ McCambridge ถือว่าแย่งซีนในทุกๆฉาก เป็นสาวห้าวที่เข้มแข็ง แกร่งเหมือนม้าพยศ (แต่กลับสู้ม้าพยศจริงๆไม่ได้), James Dean ในกองถ่ายจะเรียกเธอว่า Madama (Madame ผสมกับ Mama) กับหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress ถือว่าสมควรอย่างยิ่งเลย

ถ่ายภาพโดย William C. Mellor ตากล้องขาประจำของผู้กำกับ George Stevens ที่ทำให้ได้ Oscar: Best Cinematography 2 ครั้งจาก A Place in the Sun (1951) และ The Diary of Anne Frank (1959) น่าเสียดายหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทำโดย CinemaScope ภาพสวยๆของทะเลทราย Texas จึงไม่ได้รับการถ่ายทอดให้มีความยิ่งใหญ่อลังการเสียเท่าไหร่

ฉากเปิดเรื่อง Bick Benedict นั่งอยู่บนรถไฟ เห็นนักแข่งควบม้ามานับสิบกำลังวิ่งกวดแข่งขันเข้าเส้นชัย -ทั้งรถไฟและม้า ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง/การเปลี่ยนผ่านของเวลา ซึ่งคือใจความของหนังเรื่องนี้- มีช็อตหนึ่งที่มีความน่าสนเท่ห์อย่างมาก คือขณะ Bick มองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ กระจกสะท้อนภาพนักแข่งม้ากำลังวิ่งไล่กวด, ฉากนี้ไม่ได้ถ่ายจากบนรถไฟแน่ๆ เพราะมันบังเอิญเกินไปที่รถไฟกับกลุ่มคนที่ควบม้าจะเป็นภาพสะท้อนอยู่ในเฟรมเดียวกันได้ วิธีการต้องถ่ายในสตูดิโออยู่แล้ว น่าจะใช้การฉายภาพบนฉากให้กระจกสะท้อนสิ่งที่ฉาย ถือว่าเป็นฉากที่คิดนำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์ทีเดียว

หนังถ่ายทำภายนอกที่เมือง Marfa, Texas ที่ซึ่งห่างไกล แห้งแล้ง ทุรกันดาร, ส่วนฉากภายในถ่ายทำที่ Warner Brothers Studios ที่ Burbank, California นอกจากนี้ Maryland ถ่ายทำที่ Albemarle County, Virginia ส่วนขบวนพาเรดที่สนามบิน Burbank Airport

มีงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก เป็นภาพขนาดใหญ่แขวนอยู่เหนือโซฟาห้องนั่งเล่น ชื่อ Venting Cattle on the Frisco System เป็นภาพไล่จับ/ไล่ต้อนวัวในทุ่งทะเลทรายของ Texas มีนัยยะถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของสถานที่แห่งนี้, วาดโดย Frank Lewis Van Ness ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ใน Menger Hotel ที่ San Antonio, Texas

เกร็ด: นอกจากนี้ยังมีภาพ Last Supper ในห้องนอนของ Leslie ฉากที่ทะเลาะกับ Bick เหมือนจะมีนัยยะถึงจุดสิ้นสุด… อะไรบางอย่าง

ตัดต่อโดย William Hornbeck, Phil Anderson, Fred Bohanan ที่ต้องใช้หลายคนพอจะเข้าใจได้ เพราะหนังความยาว 201 นาที มีฟุตเทจกว่า 875,000 ฟุต เห็นว่าใช้เวลา 1 ปีเต็มในการตัดต่อ แค่นั่งดูฟีล์มทุกม้วนให้หมดก็เสียเวลามากๆแล้ว

มุมมองของหนังใช้ของ Leslie เป็นหลัก เริ่มต้นจากที่ Bick มาเยี่ยมเยือนเธอที่บ้าน แต่งงาน แล้วออกเดินทางร่วมกันไปพบกับบ้านหลังใหม่ ในช่วงแรกๆหนังจะยังดำเนินไปข้างหน้าอย่างเรื่อยๆไม่รีบร้อน แต่เมื่อ Luz พี่สาวของ Bick เสียชีวิต หลังงานศพ ทุกสิ่งอย่างจะเริ่มกระโดด Time Skip มุ่งหน้าสู่อนาคตไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากหนังไม่มีขึ้นปีระบุไว้ จำต้องสังเกตจากริ้วรอยความเหี่ยวย่นของตัวละคร และการเปลี่ยนไปของทุกสิ่งอย่างรอบข้าง

ช่วงครึ่งหลังเมื่อ Jett Rink สามารถลุกขึ้นยืน ประสบความสำเร็จได้เอง หนังมีการตัดต่อคู่ขนานเล่าเรื่องระหว่าง Bick กับ Jett ให้เป็นเรื่องราวสะท้อนเปรียบเทียบกัน เราจะเห็นว่าคนหนึ่งคงที่ ยากจนลงเล็กน้อย อีกคนหนึ่งเย่อหยิ่งขึ้น ร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตา เมื่อทั้งสองเรื่องราวมาประจบพบกัน ก็มีเรื่องให้ต่อยตีได้ทุกครา

ช่วง Time Skip ผมรู้สึกว่าเป็นจุดด้อยที่เป็นข้อเสียรุนแรงของหนัง เพราะความเร็วที่มีมาก กระโดดไปไกลในระยะเวลาอันสั้น จนทำให้ผู้ชมปรับตัวไม่ทัน และมันแตกต่างกับวิธีการเล่าเรื่องช่วงแรกโดยสิ้นเชิง, คือผมมองว่าถ้าหนังจะใช้การเล่าเรื่องแบบกระโดดข้ามเวลาไปเรื่อยๆ มันก็ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนัง ไม่ใช่อยู่ดีๆมาเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องกลางคันแบบนี้ มันทำให้จังหวะอารมณ์ของหนังขาดความต่อเนื่อง ดูเหมือนเป็นการเร่งรีบตัดให้หนังมันจบเร็วขึ้นชอบกล, เห็นว่าในบทหนังมีเพียง 70 หน้ากระดาษเท่านั้น แต่ผู้กำกับสามารถขยายยืดเรื่องราวออกเป็นหนังสามชั่วโมง แบบนี้สงสัย First Cut น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง เป็นแน่

เพลงประกอบโดย Dimitri Tiomkin สัญชาติรัสเซีย ชาว Jewish ที่อพยพย้ายมาอยู่อเมริกาปี 1925 เข้าวงการภาพยนตร์จากคำชักชวนของ Frank Capra กลายเป็นขาประจำ อาทิ Lost Horizon (1937), You Can’t Take It With You (1938), Mr. Smith Goes to Washington (1939), Meet John Doe (1941), It’s a Wonderful Life (1946) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผลงาน Masterpiece มากมาย อาทิ Shadow of a Doubt (1943), Duel in the Sun (1946), Red River (1948), Strangers on a Train (1951), High Noon (1952), Rio Bravo (1959) ฯ เข้าชิง Oscar 22 ครั้ง ได้มา 4 รางวัล คอหนังจดจำชื่อชายคนนี้ไว้ให้แม่นเลยนะครับ

สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมแอบรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ไม่ใช่ว่าเพลงประกอบไม่ไพเราะหรือยังไงนะ แต่มันไม่ติดหูเท่าที่ควร เสียงคลอรัสชายหญิงที่ได้ยินในบทเพลง Main Title เปรียบได้กับเสียงของสายลมแห่งกาลเวลาที่พัดผ่าน เน้นเสียงเครื่องเป่าเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความฮึกเหิมยิ่งใหญ่เหมือนชื่อหนัง (แต่เสียงเครื่องเป่าสู้เสียงเครื่องสายไม่ได้ในเรื่องความทรงพลังนะครับ) ถือว่าดนตรีมีนัยยะน่าสนใจ แต่ก็เท่านั้นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรให้จดจำมากกว่านั้น

อะไรคือความ’ใหญ่’ในหนังเรื่องนี้?, เริ่มต้นมาทุกคนคงนึกสงสัยในปริมาณที่ดินที่นาย Bick ครอบครองอยู่ ใช่มันต้องพูดว่า’ใหญ่’ จริงๆ พื้นที่กว่าครึ่งล้านเอเคอร์ ใหญ่แบบบ้าไปแล้ว! แต่พื้นที่ที่มีกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย บ้านหลังหนึ่งตั้งอ้างว้างโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางผืนทะเลทราย แบบนี้มันควรจะเรียกว่าใหญ่ที่ไร้ค่า

มนุษย์เราไม่ได้ต้องการอะไรที่ใหญ่เกินตัวขนาดนั้น ถือได้ว่ามันคือความเห็นแก่ตัว หลงตัวเองของมนุษย์ คิดว่าการมีอะไรเยอะๆมากๆ แสดงถึงอำนาจบารมีที่สะสม ตกทอด ส่งต่อกันมา อันทำให้ตนเองมีศักดิ์ฐานะ ยิ่งใหญ่สูงกว่าผู้อื่นใด … ลักษณะความคิดเช่นนี้ฟังดูคับแคบไปหน่อยหรือเปล่า?

จิตใจของมนุษย์ แม้จะมีลักษณะเป็นดวงเล็กๆ แต่ไร้ขอบเขตข้อจำกัด, คนที่เห็นแก่ตัว มักถูกเปรียบว่าคือผู้มีจิตใจคับแคบ ขนาดเล็กนิดเดียว ส่วนบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มักได้รับการยกย่องว่าคือผู้มีจิตใจกว้างขวางใหญ่โต

นี่กระมังคือความหมายของ’ใหญ่’กับหนังเรื่องนี้, มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นภายนอก อาณาเขตพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลแต่ไม่มีอะไร สิ่งสำคัญอยู่ภายในจิตใจ ว่ามนุษย์เราสามารถเรียนรู้ เข้าใจ เผื่อแผ่แพร่ขยายความสุขไปสู่บุคคลอื่นๆได้มากแค่ไหน

เหมือนดั่งดินแดนแห่งนี้ ด้านบนไม่มีอะไรเลยเป็นที่ว่างเลี้ยงวัววิ่งเล่นไปวันๆ แต่สิ่งสำคัญที่มีมูลค่ามหาศาลนั้นอยู่ใต้ดิน คือน้ำมันที่ต้องอาศัยการขุดเจาะ นำมันขึ้นมาถึงจะใช้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาล

ตัวละครต่างๆในหนังเรื่องนี้ ถ้าวัดกันด้วยจิตใจ จะเห็นว่า
– Leslie เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจกว้างใหญ่ไพศาลตั้งแต่ต้นเรื่อง โอบอ้อมอารี เผื่อแผ่เมตตาต่อผู้อื่น ไม่สนความแตกต่าง ไม่เคยแสดงความเหยียดรังเกียจ
– Jett แม้ตอนต้นจะไม่มีอคติกับใคร แต่ก็ไม่เคยให้โอกาสกับผู้อื่นที่แตกต่าง ถึงตัวเองจะประสบความสำเร็จร่ำรวยใหญ่โตขึ้นมากๆ แต่เพราะความเห็นแก่ตัวทำให้จิตใจเขาค่อยๆเล็กลง จนแทบมองไม่เห็นความดีอีกต่อไปแล้ว
– Bick เริ่มต้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง อคติมากมาย จิตใจเขาเหมือนเด็กเล็กที่ยังไม่โต แต่เมื่อได้แต่งงานอยู่กินกับ Leslie ค่อยๆเรียนรู้ ยอมรับ ทำความเข้าใจ ในที่สุดตอนท้าย จิตใจของเขาจึงเริ่มเปิดกว้าง มีขนาดใหญ่ขึ้น และกลายเป็นผู้ใหญ่เสียที

สรุปแล้วใจความของหนังเรื่องนี้ พูดถึงการที่จิตใจของมนุษย์ เมื่อได้รับการเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจวิถีชีวิตคืออะไร แล้วสามารถปรับตัว ยอมรับ เปลี่ยนแปลง ตามยุคสมัยของกาลเวลา ได้มากน้อยแค่ไหน

ถือเป็นหนังที่มีเรื่องราวแฝงข้อคิดดีๆ หลายอย่างน่าสนใจทีเดียว ฉากที่ Leslie กับ Bick ทะเลาะกันในห้องนอน เพราะต่างคนไม่อยากให้ลูกทำในสิ่งที่ตนไม่ต้องการ แต่กลายเป็นว่า พ่อรับได้กับลูกสาว แม่รับได้กับลูกชาย แต่พอแม่พูดถึงความต้องการของลูกชาย พ่อรับไม่ได้ และพ่อพูดถึงความต้องการของลูกสาว แม่รับไม่ได้, ผมจะจดจำฉากนี้ไว้เผื่อใช้ในชีวิตจริงนะครับ

“ชีวิตของเรา เราต้องเลือกเอง”, สัจธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรต้องจดจำไว้เลยนะครับ ตระหนักระลึกให้ได้ทุกครั้งไม่ว่าจะเรื่องอะไร เราอาจคาดหวังได้ว่าอยากให้คนอื่นเป็นอย่างที่ต้องการ แต่มันไม่จำเป็นว่าเขาต้องทำอย่างที่ถูกขอ ซึ่งเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น การไปบังคับครอบงำ ก็เหมือนขังงูเห่าไว้ในกรงแล้วปล่อยให้หิวกระหาย นี่เป็นการกระทำของคนโง่ ที่สักวันถ้าเผลอเดินไปเฉียดใกล้ ก็อาจโดนฉกตะปบตอบโต้กลับโดยไม่รู้ตัว

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” นี่มักเป็นประโยคของคนที่ไม่มีอะไรหลงเหลือจะเสียแล้วในชีวิตโดยเฉพาะกับผู้สูงวัย ด้วยประสบการณ์ที่เข้าใจชีวิตแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรที่ต้องมางัดข้อ ขัดแย้ง ต่อรอง บังคับ ให้สิ่งต่างๆเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่จริงๆแล้วคำพูดนี้วัยไหนก็พูดได้นะครับ เมื่อคนหนึ่งมองเห็นสัจธรรมความจริงในชีวิต เริ่มคิดที่จะปล่อยวางความเหนื่อยยากลำบากลง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป ไม่มีทางที่ใครจะไปห้ามได้อยู่แล้ว

ตอนแรกหนังวางแผนทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ แต่ก็ใช้เกินไป $5.4 ล้านเหรียญ, ทำเงินในอเมริกา $12 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $39 ล้านเหรียญ ถือสถิติทำเงินสูงสุดให้กับสตูดิโอ Warner Bros. อยู่กว่า 20 ปี เป็น Superman (1978) ทำรายรับแซงหน้าได้ที่ $300.2 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar 9 สาขา 10 รางวัล แต่ได้มาหนึ่งเดียวเท่านั้น
– Best Picture
– Best Director ** ได้รางวัล
– Best Actor (James Dean) เข้าชิงหลังเสียชีวิต
– Best Actor (Rock Hudson)
– Best Supporting Actress (Mercedes McCambridge)
– Best Writing, Best Screenplay – Adapted
– Best Film Editing
– Best Art Direction-Set Decoration, Color
– Best Costume Design, Color
– Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture

ในปีนั้น หนังที่คว้ารางวัลใหญ่คือ Around the World in Eighty Days (1956) ถือว่าไม่พลิกล็อคเพราะหนังได้ Golden Globe Award: Best Picture – Drama มาด้วย ส่วนคู่แข่งหลักคือ The King and I (1956) ที่โดดเด่นกว่าในเรื่องโปรดักชั่น เรียกว่า Giant ปีนั้นแทบไม่มีลุ้นอะไรเลย แต่พลิกโผได้ Best Director ก็ถือว่าโชคช่วยไม่น้อย

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ มีไดเรคชั่นช่วงแรกที่ Maryland และช่วงท้ายที่ Bick ต่อยแพ้ในร้านอาหาร เท่านั้นแหละที่ผมประทับใจ นอกนั้นโดยเฉพาะช่วง Time Skip ไม่ชอบเลย ไม่รู้จะรีบเร่งไปไหน

การแสดงของ James Dean ผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่นะครับ คือพี่แกเล่นดีก็จริงนะ แต่มันเป็นภาพของไอ้เด็กเมื่อวานซืนเสียมากกว่า คือแรงจูงใจของตัวละครนี้มันเพราะแอบหลงชอบ Leslie และความอิจฉาต่อ Bick มองแล้วเป็นเรื่องน่าสมเพศไปหน่อย!

แนะนำกับผู้ชื่นชอบหนังแนว Western ต่อสู้ชีวิตท่ามกลางทะเลทราย Texas, แฟนหนัง Rock Hudson, Elizabeth Tayler, James Dean และผู้กำกับ George Stevens ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่กำลังกลายเป็นพ่อ-แม่ หรือมีลูกย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกันบ่อยครั้งเหลือเกิน ลองรับชมหนังเรื่องนี้ อาจค้นพบคำตอบบางอย่างที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้

จัดเรต 13+ กับประเด็นเหยียด

TAGLINE | “Giant ยิ่งใหญ่แต่ยังไม่ที่สุด โดยผู้กำกับ George Stevens รวมสุดยอดนักแสดงอย่าง Rock Hudson, Elizabeth Tayler และ James Dean”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of