Jujiro (1928)

Jujiro

Jujiro (1928) Japanese : Teinosuke Kinugasa ♥♥♥♥

หนังเงียบสัญชาติญี่ปุ่นเรื่องนี้ เปรียบได้ดั่งภาพวาด Impressionist ของชายหนุ่มผู้คลุ้มคลั่งในรักต่อหญิงโสเภณีคนหนึ่งจนตามืดบอด (ในความหมายทั้งรูปธรรมและนามธรรม) ได้รับการช่วยเหลือจากพี่สาวพยายามทำทุกสิ่งอย่างให้น้องกลับมามองเห็น แต่เมื่อหายเป็นปกติกลับเลือกทิ้งขว้างคนใกล้ตัว หวนกลับไปเผชิญหน้ากับความหมกมุ่นหลงใหลของตนเอง จนสุดท้าย…

ถึงคุณภาพของหนังเรื่องนี้ใน Youtube จะไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่ มองอะไรแทบไม่ค่อยเห็น แต่ก็เพียงพอให้ผมอึ้งทึ่งกับความบ้าระห่ำงามล้ำของภาษาภาพยนตร์ และการแสดงที่รับอิทธิพลมาจาก Kabuki ถือได้ว่าเป็นการทดลองแนวใหม่ๆ (Avant-Garde) ร่วมสมัยเดียวกับ French Impressionist ครั้งแรกครั้งเดียวครั้งสุดท้าย ไม่มีเรื่องอื่นไหนตื่นตระการกายใจถึงระดับนี้อีกแน่

อะไรคือ Impressionist? หลายคนอาจเคยได้ยินศิลปะ Impressionism หรือลัทธิประทับใจ เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เริ่มจากภาพวาดที่เมื่อศิลปินมองเห็นแล้วเกิดเป็นความประทับใจ ละเลงพู่กันด้วยการตระหวัดสีหยาบๆคร่าวๆ มิได้มุ้งเน้นความสมจริงตามธรรมชาติ แค่ดูรู้ว่าคืออะไร, ศิลปินเอกของยุคสมัยนี้ อาทิ Claude Monet (ถือเป็นผู้แรกให้กำเนิด), Pierre-Auguste Renoir, Édouard Manet, Camille Pissarro ฯ

Impression, Sunrise (1872-73) ภาพที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ Impressionism

แล้วภาพยนตร์ที่มีลักษณะของ Impressionist เป็นแบบใด? อันนี้ผมคงต้องยกแนวคิดของ French Impressionism (1918 – 29) มาอธิบายจะได้เข้าใจง่ายกว่า เป็นความพยายามนำเสนอสภาวะทางความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ ความทรงจำ ของตัวละคร (หรือผู้กำกับ) ถ่ายทอดออกมาเป็นอารมณ์ การแสดงออกของตัวละคร

“Impressionist films subjectively manipulate time as well as the character’s mental states, dreams, and fantasies”.

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องเด่นๆของยุคสมัยนี้ ของผู้กำกับ Abel Gance อาทิ J’Accuse (1919), La Roue (1922), Napoléon (1927), ผู้กำกับ Jean Epstein เรื่อง The Faithful Heart (1923), The Fall of the House of Usher (1928) ฯ

สำหรับ Jujiro หลายคนอาจสงสัยว่า หนังมัน Impressionist เช่นไร?
– เรื่องราวสะท้อนสภาวะทางอารมณ์หมกมุ่นในรักของชายหนุ่ม
– มีภาพสวยๆที่เกิดจากจินตนาการ/ความทรงจำของเขา
– การออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม และการแสดง สะท้อนความรู้สึกภายในของเขาออกมา (แต่ส่วนนี้ดูคล้ายกับ Expressionist มากกว่านะครับ)
ฯลฯ

Teinosuke Kinugasa (1896 – 1982) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kameyama, Mie Prefecture เริ่มต้นจากการเป็น Onnagata นักแสดงภาพยนตร์ รับบทตัวละครเพศหญิง [ในช่วงแรกๆของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น จะไม่อนุญาติให้ผู้หญิงแสดง ผู้ชายจึงต้องรับบทเป็นผู้หญิง] แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อผู้หญิงได้รับอนุญาตให้แสดงภาพยนตร์ได้แล้ว Kinugasa เลยผันตัวทำงานเบื้องหลัง กลายเป็นตากล้องให้กับผู้กำกับ Shozo Makino เมื่อเก็บเงินได้เอาไปซื้อกล้องภาพยนตร์ เปิดห้องแลปล้างฟีล์ม และกลายเป็นผู้กำกับหนัง Indy คนแรกๆของญี่ปุ่น

ทัศนคติของ Kinugasa ในยุคหนังเงียบ มองว่าการทดลองด้านเทคนิคสำคัญกว่าเรื่องราวเป็นไหนๆ

“Story was less important than technical experimentation: tracking shots, close-ups, rapid montage, flashbacks, dissolves, irises, etc. In this film I used almost every avant-garde technique”.

แม้หนังเรื่อง Kurutta Ippēji (1926) [A Page of Madness] จะได้รับการยกย่องว่า ‘the first film-like film born in Japan’ แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากนัก บีบบังคับให้ Kinugasa ต้องสร้างภาพยนตร์สนองตลาดที่ยุคสมัยนั้นกำลังนิยมแนว Period Drama (Jidai-geki) เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งสำหรับ Jujiro เป็นความตั้งใจ(กึ่งๆประชด) มีพื้นหลังเป็น Period Drama (Jidai-geki) แต่ไร้ซึ่งการต่อสู้ดวลดาบ (Swordplay) นำเสนอสภาวะทางอารมณ์ของชายหนุ่ม-หญิงสาว (พี่สาว-น้องชาย) อาศัยอยู่แถวๆ Yoshiwara, Tōkyō บริเวณใกล้ๆกับซ่องโสเภณี

สร้างฉากขึ้นในสตูดิโอ ทาด้วยสีเทาทั้งหมดเพื่อให้สัมผัสอันทะมึนอึมครึม (ดูแล้วคงจะรับอิทธิพลจาก The Cabinet of Dr. Caligari มาพอสมควรเลยละ) ขณะที่ตากล้อง Kohei Sugiyama เลือกถ่ายทำตอนกลางคืนทั้งหมด รอบข้างมืดมิดสนิท สะท้อนเงาดำที่อยู่ภายในจิตใจของตัวละครหลักทั้งสองออกมา

ช็อตนี้ถือว่าเป็น Iconic ตัวแทนของหนังเลยนะ, ภาพในจินตนาการของน้องชาย หญิงสาวที่ตนหลงใหลคลั่งไคล้ ซ้อนกับอะไรก็ไม่รู้ที่หมุนๆเป็นวงกลม มองมุมหนึ่งราวกับนางฟ้าเทพธิดา ขณะเดียวกันก็เหมือนนางมารร้ายที่พยายามสร้างภาพลวงตา ล่อหลอกดึงดูดให้เกิดความหมกมุ่นยึดติดกับ

สัญลักษณ์ที่พบบ่อยของหนัง คืออะไรก็ไม่รู้ที่หมุนๆเป็นวงกลม ซึ่งผู้กำกับ Kinugasa ในฐานะชาวพุทธ(ชินโต) คงไม่มีนัยยะสื่อความหมายอื่นนอกเสียจากวงเวียนวัฏจักรชีวิต ซึ่งใจความของหนังเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับการหมกมุ่น ยึดติด ตัณหาราคะ คือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎะสังสารแห่งนี้

Jujiro

ด้านการแสดง ที่ต้องถือว่ารับอิทธิพลมาจาก Kabuki แบบเต็มๆ โดยเฉพาะเวลาตัวละครพบเจอเรื่องทุกข์ใจ เจ็บปวดรวดร้าว ก็จะมีการแสดงออกทางสีหน้า การหายใจ ลูบหน้า กำมือ/หน้าอก ซึ่งล้วนมีความเด่นชัดเจน สามารถทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ไม่ยากนัก (นี่เป็นส่วนที่ผมมองว่าเป็น Expression มากกว่า Impression)

เกร็ด: Kabuki เป็นศิลปการแสดงของญี่ปุ่น โดยมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ เคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง แสดงออกด้วยท่าทางที่มีความหมายตรงไปตรงมา โดยมีเนื้อเรื่องมักมี 2 ประเภท คือเกี่ยวกับสังคมซามูไร และชีวิตของชาวเมือง

หลายคนอาจรู้สึกว่า หนังขาดการเล่าพื้นหลังที่มาที่ไปของตัวละคร เขาและเธอคือใคร? ทำไมถึงมาอยู่สถานที่แห่งนี้? ชายหนุ่มพบเจอตกหลุมรักโสเภณีสาวได้อย่างไร? เหล่านั่นหาได้เป็นสาระสำคัญอะไรของหนังเลยนะครับ เพราะใจความพูดถึงความรักความหมกมุ่นของตัวละคร นี่เป็นสิ่งไม่มีที่มาที่ไป ไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆก็สามารถรับรู้เข้าใจได้ด้วยความรู้สึกว่าเพราะอะไร ทำไม

แต่ผมก็จะลองสรุปในเศษขนมปังที่หนังโปรยมาให้ดูก็แล้วกัน, คาดว่าสองพี่น้องน่าจะเกิดจากแม่ที่เป็นเคยโสเภณี ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร แต่พอมีพวกเขาตัดสินใจเลิกรา เช่าห้องพักหลังนี้ทำงานเป็นคนตัดเย็บผ้า พอจะสามารถหาเงินเลี้ยงดูทั้งสองให้เติบใหญ่ได้

มาวันหนึ่งแม่ล้มป่วยหนักเสียชีวิต ทิ้งสองพี่น้องให้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดพึ่งพากันและกัน พี่สาว Rikiya (Bando Junosuke) เพราะเคยเรียนรู้งานตัดเย็นผ้าจากแม่เลยสามารถใช้หาเงินพอประทังชีพ ส่งเสียน้องชาย Okiku (Chihaya Akiko) ให้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาความรู้ เติบใหญ่จะได้ช่วงแบ่งเบาภาระหน้าที่การงาน แต่แล้ววันหนึ่งพบเจอ O-ume (Ogawa Yukiko) ที่ซ่องโสเภณี ตกหลุมรักแรกพบ ตามติดตื้อจนสร้างรำคาญไม่พอใจให้กับลูกค้าคนอื่นๆ จนถูกขับไล่ใช้กำลัง ซมซานกลับมาหาพี่สาวอย่างทุรนทุราย เลิกคิดถึงเธอคนนั้นไม่ได้ ถ้ามิได้มาครอบครองคงต้องตรอมใจตายอย่างแน่นอน

เรื่องราวของหนัง น่าจะสามารถสอนใจผู้ชมเกี่ยวกับความหมกมุ่นคลั่งไคล้ที่มีมากเกินพอดี ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งต้องการได้เธอมาครอบครอง แต่กลับสูญเสียสติควบคุมตนเองไม่ได้ มืดบอดทั้งดวงตาและทัศนวิสัยของตนเอง ทั้งๆมีโอกาสกลับมามองเห็นใหม่ยังไม่รู้จักสำนึก หวนคืนสู่วังวนแห่งกิเลสตัณหา คราวนี้หัวใจทนรับภาพบาดตาที่มองเห็นไม่ไหว ส่ายไปส่ายมาก่อนล้มลงหมดสิ้นลมหายใจ

ช็อตสุดท้ายของหนังเมื่อพี่สาวฟื้นคืนสติขึ้น น้องชายได้หายตัวจากไปแล้ว(ชั่วนิรันดร์) แล้วนี่ฉันจะทำอย่างไรต่อไปละนี่ ติดอยู่กึ่งกลางระหว่างทางแยกดั่งชื่อหนัง Jujiro (แปลว่า Crossroads)

พี่สาว-น้องชาย มองเป็นเชิงสัญลักษณ์คือสองสิ่งที่ตรงข้ามกัน
– พี่สาว กระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือน้องชาย เป็นแทนด้วย ความเสียสละ โอบอ้อมอารี
– น้องชาย ตกหลุมรักหญิงสาวโสเภณี พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง เป็นตัวแทนของ ความหมกมุ่น เห็นแก่ตัว

ช็อตสุดท้ายของหนังยังสามารถทำความเข้าใจได้ว่า เมื่อมนุษย์เลือกที่จะเห็นแก่ตัว กระทำสิ่งสนองความหมกมุ่น ตัณหาราคะ ความต้องการของตนเองเท่านั้น สิ่งที่เป็นส่วนตรงข้ามดีงามของจิตใจก็จะไปไหนต่อไม่ถูก ยืนทึ่มทื่อซื่อบื้ออยู่กึ่งกลางทางแยก มิอาจตัดสินใจแสดงอะไรออกมาได้แม้แต่น้อย

เพราะความที่ Jujiro ไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่น้อยในญี่ปุ่น คงทำให้ Kinugasa เกิดความท้อแท้ใจเล็กๆ ตัดสินใจนำฟีล์มหนังออกท่องยุโรป พักการสร้างภาพยนตร์ไปสองปีเต็ม เพื่อเปิดหูเปิดตาเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เริ่มฉายในเยอรมัน (ในชื่อ Shadows of Yoshiwara), ตามด้วยฝรั่งเศส, อังกฤษ, อเมริกา (ในชื่อ Slums of Tokyo) ได้รับเสียงตอบรับดีเยี่ยม ประสบความสำเร็จล้นหลาม จนสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตนเองกลับคืนมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

เกร็ด: ว่ากันว่า Jujiro คือภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศมากที่สุด ก่อนการมาถึงของ Rashômon (1950)

แม้ฟีล์ม Jujiro จะมิได้สูญหายไป ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่ British Film Institute แต่เพราะการค้นพบ A Page of Madness เมื่อปี 1971 สร้างความตกตะลึงงันให้ผู้ชมจากฝั่งยุโรป เกิดความใคร่สนใจในผลงานอื่นๆของ Kinugasa นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ได้มีโอกาสเผยแพร่ประจักษ์ต่อสายผู้ชมสมัยใหม่ขึ้นโดนทันที

สิ่งที่ทำให้ผมชื่นชอบประทับใจในหนังเรื่องนี้มากๆ คือประสบการณ์ขณะรับชม ที่แปลกประหลาด บ้าคลั่งเสียสติ และวินาทีที่น้องชายทิ้งพี่สาวเพื่อไปหาหญิงที่ตนหมกมุ่น มันช่างเจ็บปวดรวดร้าว งดงามจับจิตจับใจเสียจริง

แนะนำคอหนังเงียบ Avant-Garde, จิตรกร ชื่นชอบงานศิลปะ Impressionist, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ศึกษาสภาวะทางอารมณ์ของตัวละคร, รู้จักผู้กำกับ Teinosuke Kinugasa ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความหมกมุ่น คลุ้มคลั่งที่สมจริงเกินบรรยาย

TAGLINE | “Jujiro ของผู้กำกับ Teinosuke Kinugasa คือความหมกมุ่นอันน่าประทับใจ งดงาม บ้าคลั่งเสียสติแตก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of