
Crossroads (1928)
: Teinosuke Kinugasa ♥♥♥♡
ชายหนุ่มตกหลุมรักคลั่งโสเภณี แม้รับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีใจ ถูกกระทำร้ายจนสายตามืดบอด (ความรักทำให้ตาบอด) พี่สาวพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ความช่วยเหลือ แต่เขากลับดื้อรั้น ดึงดัน ปล่อยให้เธอยืนอยู่กลางสี่แยก ไม่รู้จะเลือกเส้นทางเดินไหนดี?
แม้เสียงตอบรับ A Page of Madness (1926) จะดียอดเยี่ยมสักเพียงไหน แต่เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมา ผกก. Kinugasa จึงจำยินยอมขายวิญญาณให้ปีศาจ เซ็นสัญญาสตูดิโอ Shōchiku สรรค์สร้างหนังซามูไร Chambara (= Swordplay) เพื่อหาเงินมาชดใช้หนี้สิน จ่ายค่าจ้างทีมงาน-นักแสดง
ช่วงระหว่างสร้างหนัง Chambara บรรดาทีมงานที่เคยร่วมงาน A Page of Madness (1926) พยายามอ้อนวอนร้องขอผกก. Kinugasa ให้หวนกลับมาพัฒนาโปรเจค Avant-Garde ในลักษณะคล้ายๆเดียวกันนี้อีก ก่อนกลายมาเป็น Crossroads (1928)
ผกก. Kinugasa รับรู้ตัวดีว่าการสร้างหนัง Avant-Garde ในลักษณะเดียวกับ A Page of Madness (1926) ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนย่อยยับอย่างแน่นอน เขาจึงพยายามประณีประณอม พัฒนาเรื่องราวที่ดูง่ายขึ้น แทรกใส่ลูกเล่นพอประมาณ ไม่ได้หวือหวา ตื่นตาตะลึงจนเกินไป … แต่ผลลัพท์ก็ยังคงเหมือนเดิม ชาวญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่เปิดรับอะไรใหม่ๆ นั่นคือจุดเปลี่ยนให้ผกก. Kinugasa เลือกเส้นทางเดินแตกต่างปลอดภัย ไม่หวนกลับมาสร้างหนังสุดโต่งเกินไปอย่างนี้อีก T_T
ถึงอย่างนั้น Crossroads (1928) น่าจะคือภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกๆเดินทางไปฉายทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา เสียงตอบรับระดับนานาชาติถือว่าดีล้นหลาม ถึงขนาดปรมาจารย์ผู้กำกับชื่อดัง Fritz Lang จัดฉายรอบพิเศษที่สตูดิโอ UFA Studios และฉบับบูรณะก็นำฟีล์มจาก British Film Institute (BFI) และ Deutsches Filminstitut & Filmmuseum (DFF)
ปล. ฉบับบูรณะของ DFF เมื่อปี ค.ศ. 2024 แม้งานภาพคมชัดกริบ แต่การบรรเลงออร์เคสตราและข้อความอธิบาย (Title Card) ทำให้อรรถรสในการรับชมสูญเสียไปพอสมควร
Teinosuke Kinugasa, 衣笠 貞之助 ชื่อจริง Teinosuke Kogame, 小亀 貞之助 (1896-1982) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kameyama, Mie Prefecture ตั้งแต่เด็กใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ถูกครอบครัวขัดขวางเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เข้าร่วมคณะการแสดงคาบูกิ เล่นบทบาท 女形/女方, Onnagata ชายเล่นเป็นหญิง (เพราะยุคสมัยนั้นผู้หญิงถูกสั่งห้ามทำการแสดงคาบูกิ) ก่อนได้รับการค้นพบโดยแมวมองสตูดิโอ Nikkatsu หันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มต้นแสดงหนังเงียบ ซึ่งหลังจากผู้หญิงได้รับอนุญาตให้เล่นหนัง จึงหันเหสู่งานเบื้องหลัง เขียนบท/กำกับเรื่องแรก Imoto no shi (1920)
ความล้มเหลวของ A Page of Madness (1926) ทำให้ผกก. Kinugasa ตัดสินใจเซ็นสัญญาสตูดิโอ Shōchiku ปรับเปลี่ยนชื่อสตูดิโอ Kinugasa Motion Picture League กลายมาเป็น Kinugasa Film Association ย้ายมาปักหลักอยู่ Kyoto สรรค์สร้างหนังซามูไร Chambara เดือนละสองเรื่อง (โปรดักชั่นคล้ายๆแบบ Shaw Brothers)
แม้โปรดักชั่นหนังซามูไร Chambara จะทำการรีไซเคิลอุปกรณ์ สิ่งข้าวของ เครื่องแต่งกายนักแสดง แต่บัญชีติดลบทุกเดือน ไม่สามารถทำกำไรคืนกลับมา จนท้ายที่สุด Shōchiku กำลังจะยกเลิกสัญญา ผกก. Kinugasa เลยปิดท้ายด้วยโปรเจคที่ใครๆ(ในสตูดิโอ)ต่างเรียกร้องขอ 十字路 อ่านว่า Jūjiro แปลตรงตัว Crossroads
แตกต่างจากตอน A Page of Madness (1926) ที่ผกก. Kinugasa มีตัวช่วยนักเขียนจากกลุ่มเคลื่อนไหว Shinkankakuha, แต่โปรเจคนี้เขาต้องพัฒนาบทหนังด้วยตนเอง และตั้งชื่อ Crossroads เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ขณะนั้น (ของตัวเขาและสตูดิโอ Kinugasa Film Association) อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ใกล้ถึงเวลาตัดสินใจว่าจะทำอะไร-ยังไง-ต่อไป
เรื่องราวของชายหนุ่มน้อย (รับบทโดย Bandô Junosuke) ตกหลุมรักโสเภณีสาว O-ume (รับบทโดย Yukiko Ogawa) แต่เธอกลับไม่เหลียวแล พยายามผลักไส ไม่อยากพบเจอ เลยเกิดการต่อสู้กับชายแปลกหน้า ถูกสาดแป้งเข้าดวงตา มองอะไรไม่เห็น ครุ่นคิดว่าตนเองตาบอด เลยลงมือเข่นฆ่าอีกฝ่าย (แต่ไม่ได้เป็นอะไร เพียงแสร้งทำเป็นเสียชีวิต)
เพราะครุ่นคิดว่าตนเองฆ่าคนตาย ชายหนุ่มจึงพยายามหาหนทางหลบหนี โชคยังดีพบเจอพี่สาว (รับบทโดย Akiko Chihaya) พยายามให้ความช่วยเหลือ แต่จนแล้วจนรอด ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องใช้เงินทอง แล้วจะไปสรรหามาจากไหน?
ในส่วนของนักแสดง, ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบทบาทแรกของ Bandô Junosuke จากนั้นได้เล่นหนังเงียบอีกหลายเรื่องแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่, ตรงกันข้ามกับ Akiko Chihaya ค้นพบโดยผกก. Kinugasa (ดูจากเครดิตพบเจอระหว่างสร้างหนังซามูไร Chambara ที่ Kyoto) กลายเป็นนักแสดงขาประจำ และศรีภรรยา(ในชีวิตจริง)
เมื่อตอน A Page of Madness (1926) การแสดงมักถูกกลบเกลื่อนด้วยสารพัดลูกเล่นภาพยนตร์ และนักแสดงทำการแสดงความบ้าคลั่งอย่างเว่อวังอลังการ (รับอิทธิพลจาก German Expressionism) แต่สำหรับ Crossroads (1928) มีการปรับสมดุล ลดการใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ (แต่ก็ยังมีเยอะอยู่) และให้นักแสดงทำการแสดงออกทางสีหน้า ท่วงท่า ลดความบ้า จับต้องทางอารมณ์ได้มากกว่า (แต่ก็ยังถือเป็น Expressionism ในสไตล์หนังเงียบ)
เรื่องการแสดงผมมองว่า Crossroads (1928) โดดเด่นกว่า A Page of Madness (1926) คือผู้ชมสามารถสัมผัสอารมณ์เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง (Roller Coaster) ของทั้งพี่สาว-น้องชาย ต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก หรือตามชื่อหนัง Crossroads ยืนอยู่กึ่งกลางถนน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ดำเนินไปทิศทางไหน
- น้องชายตกหลุมรักคลั่งโสเภณี แต่ถูกเธอทรยศหักหลัง แสดงอาการคลุ้มคลั่ง → แล้วพอสายตามืดบอด ครุ่นคิดว่าฆ่าคนตาย ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง → พอกลับมามองเห็น แทนที่จะตระหนักถึงความสำคัญพี่สาว เดินทางไปเผชิญหน้าเธอคนนั้นอีกครั้ง ความขัดแย้งภายในจิตใจ (จิตภาพ) ส่งผลกระทบถึงร่างกาย
- พี่สาวพยายามช่วยเหลือ ปกปักษ์รักษาน้องชาย แต่กลับต้องเผชิญหน้าโลกความจริงอันโหดร้าย ยินยอมรับความจริงแทบไม่ได้ ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบ พลั้งพลาดฆ่าคนตาย น้องชายสูญหายตัว ยืนอยู่กลางทางแยก (กายภาพ) ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ดำเนินไปทิศทางไหน
ถ่ายภาพโดย Kōhei Sugiyama, 杉山公平 (1899-1960) ตากล้องสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hamamatsu, Shizuoka โตขึ้นเดินทางมาเรียนที่กรุง Tokyo จบแล้วทำงานช่างภาพนิ่งสตูดิโอ Kokusai Katsue Film Studio ก่อนไต่เต้าขึ้นมาแผนกถ่ายภาพเคลื่อนไหว ได้รับเครดิตภาพยนตร์เรื่องแรก An, Shinko (1922) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1923 ย้ายไปย้ายมาจนมีโอกาสร่วมงานขาประจำผกก. Teinosuke Kinugasa ตั้งแต่ A Page of Madness (1926), Crossroads (1928) ไปจนถึง Gate of Hell (1954) ที่เป็นหนังฟีล์มสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น คว้ารางวัล Palme d’Or และ Honorary Academy Award
งานภาพของ Crossroads (1928) อาจไม่ได้ดูตื่นตาตะลึงเทียบเท่า A Page of Madness (1926) แต่ก็ยังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ รับอิทธิพลจาก German Expressionism ออกแบบฉากให้ดูบิดๆเบี้ยวๆ ผิดแผกแปลกตา โดดเด่นกับการซ้อนภาพ (Multiple Exposure) กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างอิสระ และเห็นว่าหนังถ่ายทำตอนกลางคืน ตลอดทั้งเรื่องจึงปกคลุมด้วยความมืดหมองหม่น
ด้วยความที่สตูดิโอ (Kinugasa Film Association) กำลังจะปิดตัวลง สิ่งข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหลาย จึงเป็นการรีไซเคิลจากโปรเจคก่อนๆ นำมาแปะติดปะต่อให้ดูรกๆ สภาพห้องพัก(ของสองพี่น้อง)ชำรุดทรุดโทรม เพียงย่านโคมแดงมีความหรูหรา ละลานตา (เพื่อสื่อถึงโลกมายา)





ความฝัน(ร้าย)ของน้องชาย ฉายภาพกิจกรรมยามค่ำคืนในย่านโคมแดง ซึ่งมักมีการซ้อนภาพโยนลูกเต๋า ปาเป้าหมุน สุรา-นารี ฯ โดยเฉพาะใบหน้าโสเภณีซ้อนกับเป้าหมุนๆ เธอสิ่งที่ทำให้เขาหมกมุ่น ลุ่มหลงใหล เป้าหมายกลางใจ
เมื่อตอน A Page of Madness (1926) มักเต็มไปด้วยอะไรไม่รู้หมุนๆ สร้างความปั่นป่วน คลุ้มคลั่งทางจิตใจ ในบริบทของ Crossroads (1928) ก็มีความละม้ายคล้ายคลึง (ชายหนุ่มตกหลุมรักคลั่งเธอคนนั้น) แค่ว่ายังสื่อถึงมายา ภาพลวงหลอกตา … ลักษณะคล้ายกล้องสลับลาย (Kaleidoscope)



ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดจากแป้ง(โบ๊ะหน้า) หรือการจัดแสง ทำให้ใบหน้าของโสเภณี O-ume ดูขาวผ่อง เปร่งประกาศ เจิดจรัสท่ามกลางฝูงชาย จนกลายเป็นที่หมายปองของใครๆ

ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็นผงแป้ง สาดเข้าใบหน้า ทำให้สายตาพร่ามัว มืดบอด (สื่อนัยยะตรงๆถึง ความรักทำให้ตาบอด) ซึ่งหนังก็มีลูกเล่นนิดๆหน่อยๆ ภาพกระพริบ ริ้วรอยขีดข่วน จุดขาวๆเหมือนหิมะ ฯ เพื่อสำแดงให้เห็นถึงอาการผิดปกติทางสายตา ไม่ได้เกิดจากฟีล์มเสื่อมสภาพประการใด

ส่วนตอนหวนกลับมามองเห็น เริ่มต้นจากแสงไฟสาดส่องใบหน้า ค่อยๆลืมตาขึ้นมา พบเห็นภาพมีความคมชัดขึ้นตามลำดับ นี่อาจดูเหมือนไม่มีอะไรให้กล่าวถึง แต่หลายคนคงหลงลืมว่ายุคสมัยนั้นยังไม่อุปกรณ์ที่สามารถปรับโฟกัส เช่นนั้นแล้วช็อตนี้ถ่ายทำยังไง?

ในขณะที่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับน้องชายมักมีการใช้เทคนิคพิเศษให้ดูน่าตื่นตา เพื่อสื่อถึงแฟนตาซี/ความขัดแย้งภายในจิตใจ (นามธรรม), ตรงกันข้ามกับหายนะบังเกิดขึ้นกับพี่สาว จะมีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา โลกความจริงอันโหดร้าย (รูปธรรม)
บางสิ่งที่ยุคสมัยนั้นนำเสนอออกมาตรงๆไม่ได้ ก็ใช้การฉายภาพเชิงสัญลักษณ์ อย่างฉากพี่สาวพลั้งพลาดฆ่าคนตาย ก็ฉายภาพพายุฝนฟ้าคะนอง แสงไฟกระพริบ (จากฟ้าแลบ) สรรพสิ่งตกหล่น ล้มลง (จากบนลงล่าง) และแสดงสีหน้าตื่นตระหนก ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง … ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษทางภาพยนตร์ แต่ก็มีลีลาการนำเสนออันเฉียบคม

ช่วงระหว่างสองพี่น้องพากันหลบหนี นอกจากฝนตก-เปียกปอน-หนาวเหน็บ สังเกตว่าสองข้างทางปกคลุมด้วยความมืดมิด (ไม่รู้จะดำเนินไปแห่งหนไหน มองไม่เห็นอนาคตเบื้องหน้า-หลัง) และหลายครั้งทำการ ‘Cross-Cutting’ เฟดกลับไปกลับมา สร้างสัมผัสกาลเวลา มันช่างเยิ่นยาวนาน และเหินห่างไกล

ด้วยความที่ชายหนุ่มไม่สามารถหักห้ามใจตนเอง จึงตัดสินใจทอดทิ้งพี่สาว ออกเดินทางไปย่านโคมแดงเพื่อเผชิญหน้ากับ O-ume เรียนรู้ความจริงว่าเธอไม่เคยมีใจให้ จากนั้นบังเกิดความขัดแย้งภายใน แทรก-ซ้อนภาพอะไรก็ไม่รู้มากมาย สายตามืดบอด (อีกครั้ง) ก่อนทรุดล้มลงสิ้นใจตาย
ผมครุ่นคิดว่ามันคืออาการขัดแย้งภายใน เลือกไม่ได้ว่าจะตัดสินใจเลือกใครระหว่าง คนหนึ่งรักมากแต่เธอไม่รับรัก อีกคนอยู่ใกล้ตัวแต่เขาปฏิบัติกับพี่สาวราวกับไร้ตัวตน … เราสามารถมองเหตุการณ์เกิดขึ้นนี้ว่าคือทางแยก (Crossroads) ในเชิงนามธรรม


และในทิศทางตรงกันข้าม หลังจากพี่สาวฟื้นคืนสติ ออกมาติดตามหาน้องชาย เธอยืนอยู่กึ่งกลางทางแยก (Crossroads ในเชิงรูปธรรม) ไม่รู้จะทำอะไร-ยังไง ดำเนินต่อไปทิศทางไหน?

ตัดต่อไม่มีเครดิต แต่ก็น่าจะโดยผกก. Kinugasa,
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของพี่สาวและน้องชาย อาศัยอยู่ห้องเช่าโกโรโกโส พี่สาวทำงานเย็บปักถักร้อย หาเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่น้องชายกลับหมกมุ่น ตกหลุมรักโสเภณี O-ume อย่างหัวปลักหัวปลำ พูดเตือนอะไรไม่ฟัง พอเรียนรู้เบื้องหลังความจริง (ว่าโสเภณีไม่ได้มีใจ) ก็ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
- ความยากจนข้นแค้นของพี่สาว-น้องชาย
- ดึกดื่นน้องชายวิ่งหลบหนีการไล่ล่ากลับมาห้องพัก
- พี่สาวกับโลกความจริงอันโหดร้าย
- ฝันร้ายของน้องชาย
- ความรักทำให้ตาบอด
- น้องชายลักขโมยกิโมโนของพี่สาว
- พี่สาวพยายามติดตามหา มาจนถึงย่านสลัม
- น้องชายเดินทางไปหา O-ume มอบกิโมโนเป็นของขวัญ กลับถูกฉีกกระชาก
- น้องชายต่อสู้กับบอดี้การ์ด ถูกกลั่นแกล้งจนสายตามืดบอด ก่อนล้างแค้นด้วยการเข่นฆ่าอีกฝ่าย
- แต่บอดี้การ์ดเพียงแสร้งตาย
- น้องชายสูญเสียการมองเห็น ตุปัดตุเป๋ไปพบเจอพี่สาวพากลับบ้าน
- โลกความจริงอันโหดร้าย
- พี่สาวพยายามสรรหาวิธีช่วยเหลือน้องชาย แต่ความยากจนข้นแค้นจึงไม่สามารถทำอะไร
- ถูกคนแสร้งว่าเป็นตำรวจพยายามข่มขืน พี่สาวป้องกันตัวก่อนพลั้งพลาดฆ่าอีกฝ่าย
- สายตาน้องชายกลับมามองเห็น พาพี่สาวหลบหนี
- ก่อนน้องชายหวนกลับหาโสเภณี สิ้นใจตาย
- พี่สาวยืนอยู่กลางทางแยก ไม่รู้จะอะไร-ยังไง-ต่อไป
คงเพราะ A Page of Madness (1926) มีการดำเนินเรื่องที่ซับซ้อน ยากจะทำความเข้าใจ เลือนลางระหว่างโลกความจริง vs. จินตนาการเพ้อฝัน, Crossroads (1926) จึงพยายามทำให้ดูง่าย ไม่หวือหวา ดำเนินเป็นเส้นตรง (Linear Narrative) เพียงบางครั้งสลับไปมาระหว่างพี่สาว และน้องชาย
Crossroads (1928) นำเสนอเรื่องราวของสองพี่น้องที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม ตกอยู่ในสถานการณ์กล้ำกลืน ยืนอยู่กึ่งกลางทางแยก ไม่รู้จะเลือกดำเนินไปทิศทางไหน
- พี่สาว พร้อมยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อน้องชาย ตัวแทนความเสียสละ เมตตากรุณา โอบอ้อมอารี
- ตรงกันข้ามกับน้องชาย ตกหลุมรักโสเภณีจนหน้ามืดตาบอด พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง เป็นตัวแทนของความหมกมุ่น มักมาก และเห็นแก่ตัว
สาระข้อคิดของหนังเสี้ยมสอนความหมกมุ่น มักมาก จนมองไม่เห็นสิ่งสำคัญใกล้ตัว พี่สาวยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อน้องชาย แต่เขากลับหน้ามืดตามัว ลุ่มหลงในรักจนสายตามืดบอด แล้วพอกลับมามองเห็นก็ยังมิอาจควบคุมตนเอง สร้างความสมเพศเวทนา (ต่อน้องชาย) และสงสารเห็นใจ (ต่อพี่สาว)
(จะว่าไป Gate of Hell (1954) ของผกก. Kinugasa ก็มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับความหมกมุ่น มักมาก คลั่งรักจนมิอาจควบคุมตนเอง อันนำไปสู่โศกนาฎกรรม ช่างละม้ายคล้ายกันยิ่งนัก!)
ไม่ใช่แค่ความหมกมุ่น มักมาก อารมณ์ขัดแย้งภายในจิตใจของน้องชาย (จิตภาพ/จุลภาค) สิ่งที่พี่สาวประสบพบเจอสะท้อนปัญหาสังคม ผู้คนเต็มไปด้วยความละโมบ เห็นแก่ตัว สนเพียงเงินทอง กระทำสิ่งตอบสนองตัณหาความใคร่ (กายภาพ/มหภาค)
ผกก. Kinugasa ดูมีอคติต่อเรื่องเงินๆทองๆ ยุคสมัยนั้นกำลังจะกลายเป็นทุกสิ่งอย่าง! แต่ทัศนคตินี้ไม่ได้มาจากการทำหนังล้มเหลว หรือสตูดิโอถอนการสนับสนุน ต้องไล่ย้อนไปตั้งแต่เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ฐานะมั่งมี บิดาคือนายหน้าค้ายาสูบ พยายาม(ใช้อำนาจเงิน)บีบบังคับบุตรชายโน่นนี่นั่น ตัดขาดความสัมพันธ์เพียงเพราะเขาเลือกอาชีพนักแสดง/ภาพยนตร์
ตอนที่ผมรับรู้ว่านักแสดงนำหญิง Akiko Chihaya คือคู่ชีวิตของผกก. Kinugasa ก็ครุ่นคิดไปไกลว่าเขาอาจเปรียบเทียบตนเองกับตัวละครน้องชาย แอบนอกใจตกหลุมรักหญิงอื่น บลา บลา บลา แต่พอเหลือบไปเห็นว่า Crossroads (1928) คือโปรเจคเรื่องสุดท้ายของ Kinugasa Film Association (หมดสัญญากับ Shōchiku) ค่อยตระหนักว่ามันสามารถตีความถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสตูดิโอ หลังจากนี้ยังไม่รู้จะทำอะไร-ยังไง-ต่อไป
เรื่องราวของหนังที่เกี่ยวกับน้องชายตกหลุมรักโสเภณี สามารถเปรียบเทียบถึงผกก. Kinugasa (เหมารวม Kinugasa Film Association) เซ็นสัญญาร่วมงานสตูดิโอ Shōchiku ยินยอมสร้างหนังซามูไร Chambara เดือนละเรื่องสองเรื่อง แต่พอบัญชีติดลบทุกเดือน (นานสองปี) ก็ถึงเวลาตัดหางปล่อยวัด แบบเดียวกับ(โสเภณี) O-ume ผลักไสไล่ส่ง ยุติความสัมพันธ์
หลังเสร็จจาก Crossroads (1928) ผกก. Kinugasa ตัดสินใจเดินทางท่องโลกตะวันตก นำหนังออกฉายยุโรป สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกา ฯ กว่าจะหวนกลับญี่ปุ่นก็เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1930 สรรค์สร้างผลงานถัดไปออกฉายปี ค.ศ. 1931 … นี่ต้องถือว่า Crossroads (1928) คือ Crossroads ของผกก. Kinugasa อย่างแท้จริง!
คล้ายๆเดียวกับ A Page of Madness (1926) ด้วยความที่มีลักษณะผิดแผกแตกต่างจากหนังญี่ปุ่นร่วมสมัยนั้นเกินไป จึงถูกส่งเข้าฉายยัง Shinjuku Musashino Hall สำหรับฉายหนังต่างประเทศเป็นหลัก แม้ได้รับคำชื่นชมในแง่เทคนิคงานสร้าง ติดอันดับ #9 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Kinema Junpo แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมา
ผกก. Kinugasa ได้รับการติดต่อจากนายหน้า Shigeichiro Tsuchiya นำหนังเดินทางไปฉายยัง Le Diamant Theatre ที่ประเทศฝรั่งเศส (ปิดกิจการไปนานแล้ว) ระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม ค.ศ. 1928 ร่วมกับอนิเมชั่นขนาดสั้น Chinsetsu Yoshida goten (1928) … เชื่อกันว่าคือครั้งแรกที่ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นถูกส่งออกฉายต่างประเทศ!
จากนั้นผกก. Kinugasa นำหนังเดินทางท่องยุโรปสู่เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพโซเวียต ฯ และสหรัฐอเมริกา (New York) วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1930
เกร็ด: เมื่อตอนหนังเข้าฉายในประเทศเยอรมัน ได้มีการแทรกใส่ข้อความอธิบาย (Title Card) และเปลี่ยนชื่อเป็น In the Shadows of the Yoshiwara
ฉบับที่ผมได้รับชมไม่แน่ใจว่า 2K หรือ 4K ทำการบูรณะโดย Deutsches Filminstitut & Filmmuseum (DFF) เข้าฉายเทศกาลหนังเงียบ Bonn Int. Silent Film Festival วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2024 คุณภาพ(ภาพ)คมชัดกริบ แต่ออร์เคสตราถือว่าน่าผิดหวัง
(หนังกลายเป็นสมบัติสาธารณะไปแล้ว เลยไม่รู้จะมีใครทำแพ็กเกจดีๆ บันทึก/พากย์เสียง Benshi ให้ตรงตามวิสัยทัศน์ผู้สร้างมากกว่า)
ผมค่อนข้างหงุดหงิดใจกับฉบับบูรณะของ DFF ทั้งออร์เคสตราและข้อความอธิบาย (Title Card) ทำลายอรรถรสในการรับชมไปพอสมควร แต่คุณภาพหนังโดยรวมถือว่ายอดเยี่ยม น่าสนใจ อาจไม่ตื่นตาตะลึงเทียบเท่า A Page of Madness (1926) ก็ยังถือว่าเป็นหนังเงียบเรื่องสำคัญจากประเทศญี่ปุ่น!
จัดเรต 15+ อาการหมกมุ่น คลั่งรัก


ใส่ความเห็น