Manila in the Claws of Light (1975)

Manila

Manila in the Claws of Light (1975) Filipino : Lino Brocka ♥♥♥♥♡

แสงสว่างที่ชาวฟิลิปปินส์ตะเกียกตะกายไขว่คว้าแสวงหา คืออิสรภาพในยุคสมัยการปกครองของผู้นำเผด็จการ Ferdinand Marcos นำเสนอผ่านการต่อสู้ดิ้นรนของกรรมกรแรงงานชนชั้นล่าง แค่ต้องการครองรักกับหญิงสาว แต่กลับถูกทำให้ … ป่นปี้ย่อยยับเยิน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Maynila, sa mga Kuko ng Liwanag คือภาพยนตร์ Masterpiece ของประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากคุณภาพความยอดเยี่ยมระดับตำนาน ยังบันทึกประวัติศาสตร์ชาติตากาล็อก เก็บฝังใส่ Time Capsule ส่งต่อให้ลูกหลานเหลนมีโอกาสรับรู้เข้าใจความอึดอัดคับข้อง ทุกข์ยากลำบากของชีวิต ในช่วงทศวรรษที่ชาวเราถูกปกครองกดขี่ด้วยกฎอัยการศึก

ผมรู้สึกโชคดียังไงชอบกล ที่ตัดสินใจเลือกรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจาก Insiang (1976) และ Batch’ 81 (1982) ทำให้มีโอกาสศึกษาหาข้อมูล เรียนรู้จักประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ในช่วงทศวรรษดังกล่าว เลยเกิดความเข้าใจขึ้นได้โดยทันทีว่าหนังมีใจความต้องการนำเสนออะไร ซึ่งช่วงท้ายก่อนถึงไคลน์แม็กซ์ มีการชุมนุมเดินขบวนประท้วง ‘ไม่เอากฎอัยการศึก’ นั่นสะท้อนความต้องการของผู้กำกับ Lino Brocka บอกกล่าวออกมาตรงๆเลยละ

เกร็ด: Ferdinand Marcos ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อปี 1965 ประกาศใช้กฎอัยการศึกเริ่มต้นวันที่ 23 กันยายน 1972 ถึงวันที่ 17 มกราคม 1981 และดำรงตำแหน่งอยู่ถึงปี 1986 ก่อนหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ, ยุคสมัยการปกครองของ Marcos มีความเหี้ยมโหดรุนแรง เรียกตัวเองว่าเผด็จการ และได้รับการกล่าวขานว่า คอรัปชั่นที่สุดของประเทศ

ความยอดเยี่ยมโดดเด่นล้ำของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่าที่สุดทุกอย่าง แจ้งเกิดการแสดงของ Bembol Roco, นางฟ้า Hilda Koronel แม้บทจะไม่เยอะแต่ขโมยซีนทุกฉาก, เรื่องราวมีมิตินัยยะลุ่มลึกล้ำ, วิสัยทัศน์การถ่ายภาพชั่นเลิศของว่าที่ผู้กำกับดัง Mike De Leon, การตัดต่อที่ห้ามกระพริบตา, เพลงประกอบไพเราะพอเหมาะพอดี … แต่ทุกสิ่งอย่างนี้ต้องชูสองนิ้วโป้งให้ผู้กำกับ Lino Brocka ประสานทุกสิ่งอย่างคลุกเคล้าเข้ากันอย่างลงตัว

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากนิยายเรื่อง Sa mga Kuko ng Liwanag (แปลว่า In the Claws of Brightness) แต่งโดย Edgardo M. Reyes (1936 – 2012) นักเขียนชื่อดังสัญชาติ Filipino ก่อนรวบรวมเป็นเล่ม ตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ Liwayway ระหว่างปี 1966-67

ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Clodualdo del Mundo Jr. (เกิดปี 1948) เมื่อปี 1970 ขณะกำลังเรียนคอร์สเขียนบทภาพยนตร์ที่ Ateneo de Manila University ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ฝึกหัดพัฒนาบท บังเอิญว่าการบ้านเสร็จตั้งแต่กลางเทอม เวลาว่างที่เหลือเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและค่าเทอม เลือกนิยายเรื่อง Sa mga Kuko ng Liwanag สำหรับฝึกหัดการดัดแปลง เสร็จสิ้นแล้วเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทยัง University of Kansas

ประมาณปี 1974, Mike de Leon หนุ่มหน้าใหม่ไฟแรง ร่ำเรียนจบการถ่ายภาพจากเยอรมันและสหรัฐอเมริกา เพิ่งเดินทางกลับฟิลิปปินส์บ้านเกิดก่อตั้งสตูดิโอของตนเองขึ้นใหม่ เพราะความสนิทสนมกับ del Mundo ตั้งแต่สมัยเรียน Ateneo de Manila ระลึกถึงโปรเจคนี้ที่คือเคยเห็นพัฒนาไว้ ใคร่สนใจนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จริงๆ

แต่เพราะประสบการณ์สร้างภาพยนตร์ของ de Leon ยังอ่อนด้อยน้อยนัก เลยมองหาผู้กำกับที่มีภาษีดีหน่อย จนได้พบเจอ Lino Brocka ซึ่งผลงานล่าสุด Tinimbang Ka Ngunit Kulang (1974) เสียงตอบรับคำชมล้นหลาม พูดคุยสนทนาต่อรองไม่นานก็ตอบตกลง

“Brocka understood the popular audience well. He suggested additions to the screenplay [of The Claws of Light] to make it more commercial. It was fun working with him, although he was quite emotional.”

– Mike de Leon

Catalino ‘Lino’ Ortiz Brocka (1939 – 1991) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Filipino เกิดที่ Pilar, Sorsogon พ่อเป็นครู สอนให้เขารู้จักอ่านเขียน คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และศิลปะ แต่ไม่ทันไรก็ถูกฆ่าปิดปากเพราะไปขัดผลประโยชน์กับผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง ทำให้ครอบครัวต้องเร่ร่อนออกไปพึ่งใบบุญของพี่สาวแม่ ที่ไม่เต็มใจนัก วันๆเลยต้องทนฟังคำพูดตำหนิด่าทอเสียๆหายๆว่าทำตัวเป็นภาระ

โตขึ้นได้ทุนสอบเข้าเรียน University of The Philippines ตอนแรกเลือกสาขากฎหมาย แต่เปลี่ยนไปเป็นวรรณกรรม ต้องการเข้าร่วมชมรมการแสดง กลับถูกรุ่นพี่และผองเพื่อนแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะสำเนียงเสียงเหน่อบ้านนอกฟังไม่สดับหู ทนอยู่สักพักเริ่มไม่ไหว พึ่งใบบุญศาสนาเป็น Missionary เดินทางไปยัง Hawaii แต่ด้วยความสนใจในโลกภาพยนตร์ ไม่นานนักเลยเดินทางกลับมาไขว่คว้าหาความฝัน มีผลงานเรื่องแรกรับแรงบันดาลใจจาก The Sound of Music (1965) ตั้งชื่อว่า Wanted: Perfect Mother (1970) ทำเงินในระดับฮิต [เป็นผลงานเดียวของ Brocka ที่เป็นแนว Comedy ไม่ใช่วิพากย์ปัญหาสังคมรุนแรง]

สไตล์ของ Brocka มีความหลงใหลใน ‘Character Driven’ ตัวละครเป็นผู้กำหนดทิศทางของเรื่องราว มักใช้แทนสามัญประชาชนชาว Filipino ที่มีความยากจนข้นแค้น ลึกๆแล้วอยากเป็นคนดีแต่ต้องแปรสภาพปรับตัวเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอด, นอกจากนี้ ความสนใจของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นต้องห้ามทางสังคม อาทิ สลัม, โสเภณี, อาชญากรรม, คอรัปชั่น, และความทุกข์ยากของประชาชีในช่วงการปกครองของผู้นำจอมเผด็จการ Ferdinand Marcos เคยถูกจับติดคุกเพราะทำหนังวิจารณ์ท่านปธน. แต่เมื่อโดนโค่นลงจากอำนาจก็ได้รับการปลดปล่อย

ผลงานเด่นๆของ Brocka อาทิ Tinimbang Ka Ngunit Kulang (1974), Maynila sa mga Kuko ng Liwanag (1975), Insiang (1976), Bayan Ko: Kapit sa Patalim (1984), Orapronobis (1989) ฯ

เรื่องราวของ Júlio Madiaga (รับบทโดย Bembol Roco) ชายหนุ่มอายุ 21 ปี เดินทางจากเกาะ Marinduque มุ่งสู่กรุง Manila เพื่อออกตามหาหญิงสาวคนรัก Ligaya Paraiso (รับบทโดย Hilda Koronel) ที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องลอยติดต่อ แต่เมืองหลวงแห่งนี้ช่างมีความกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นพบเจอในเร็ววัน ซึ่งหนุ่มชาวประมงผู้ไร้ซึ่งการศึกษา อาชีพเดียวที่พอจะหาเงินเลี้ยงปากท้องได้คือกรรมกรแรงงาน ค่าแรงแสนถูกแถมยังโดนนายจ้างหักค่านายหน้าเข้ากระเป๋าตัวเองอีก แต่จะไปพูดจาทักท้วงแสดงความไม่พึงพอใจก็จะถูกขับไล่ออกตกงานอีก เลยจำต้องอดทนดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด จนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตาฟ้าดินนำพาให้ Júlio พบเจอ Ligaya ข้อเท็จจริงบางอย่างจึงกำลังได้รับการเปิดเผยออก

สำหรับบท Júlio ตอนแรกผู้กำกับเลือก Jay Ilagan (สามีคนแรกของ Hilda Koronel) แต่เมื่อการถ่ายทำดำเนินไปสักพัก เจ้าตัวถูกขอให้ออกจากกองถ่าย เพราะสภาพร่างกายที่ดูสมบูรณ์อิ่มหนำจนเกินไป ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ความต้องการของ Brocka ตัวละครนี้ควรจะผอมแห้ง หิวโซ โชคชะตาเลยหล่นใส่ Bembol Roco ชื่อจริง Rafael Aranda Roco Jr. (เกิดปี 1953) จากเคยรับบทสมทบเล็กๆในหนังเรื่อง Three, Two, One (1974) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกชื่อดังพลุแตกโดยทันที

รับบท Júlio Madiaga หนุ่มหน้าใสไร้เดียงสา ที่ยังจมปลักอยู่กับรักครั้งแรกไม่ลืมเลือนแปรเปลี่ยน ครุ่นคิดจินตนาการเพ้อถึงหญิงสาวอยู่เรื่อยๆ ออกเดินทางค้นหา จับจ้องเฝ้ามองอยู่แต่สถานที่เดิมซ้ำๆ วาดฝันว่าสักวันคงมีโอกาสได้พบเจอ, แต่ระหว่างนั้นเพื่อให้ตัวเองเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ อะไรทำแล้วอิ่มท้องไม่ต้องดิ้นรนมาก ก็ไม่รังเกียจรีรอ ทดลองมันหลายๆอย่าง แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของชีวิตก็เริ่มครุ่นคิดได้ งานอันสุจริตถึงยากไร้แต่ก็เป็นสุขสบายใจ

เกร็ด: คำว่า Madiaga เป็นคำแผลงจาก Matiyagâ ภาษาตากาล็อก แปลว่า Patience, ความอดทน สะท้อนถึงอาการอดกลั้นของตัวละคร ที่ดื้อรันเพื่อติดตามหา Ligaya ให้พบเจอ

ใบหน้าอันเยาว์ของ Membol Roco สะท้อนความบริสุทธิ์เดียงสาของตัวละครออกมาได้อย่างสมจริง แม้จะมิได้มีการแสดงออก Expression ออกมามากนัก แต่ผู้ชมก็สามารถสังเกตได้จากการกระทำแสดงออก เบือนหน้าหนีคือไม่ชอบ ยัดเงินใส่มือคือเห็นใจ แต่วินาทีที่พบเห็นคนรักจากไป นั่นทำให้เขาทุกข์ใจชั่วนิรันดร์

Hilda Koronel ชื่อจริง Susan Reid (เกิดปี 1957) เกิดที่ Angeles City, Pampanga, แม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ ส่วนพ่อเป็นทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ Clark Air Base, เข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 12 ผ่านการประกวดอะไรสักอย่างทางโทรทัศน์หนึ่ง แล้วไปเข้าตาผู้กำกับ Brocka พามาแจ้งเกิดกับ Santiago (1970) จนมีโอกาสร่วมงานกันอีกหลายครั้ง ผลงานเด่นๆคือ Maynila sa Kuko ng Liwanag (1976), Insiang (1977), The Mistress (2013) ฯ ปัจจุบันเหมือนจะอยู่สุขสบายกับสามีที่อเมริกา นานๆจะหวนกลับมาบ้านเกิดสักครั้งหนึ่ง

รับบท Ligaya Paraiso คนรักของ Júlio ที่ถูกพาตัวมายัง Manila ด้วยความหวังชีวิตสุขสบาย อนาคตก้าวไกล แต่ที่ไหนได้ถูกจับขังแบบนกในกรง บีบบังคับให้ต้องกลายเป็นโสเภณีขายตัว แต่เหมือนว่าจะโชคดีเพราะมีเศรษฐีชาวจีนตกหลุมใหลรักใคร่ ใช้เงินซื้อทำเป็นเมีย(น้อย) เคยพยายามหลบหนีเลยถูกขู่ฆ่า รู้งี้ไม่น่าจากมาจากบ้านมาไกลถึงขนาดนี้เลย

เกร็ด: Ligaya Paraiso ภาษาตากาล็อก แปลว่า Joy(ful) Paradise ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ ซึ่งนั่นคือแนวคิดของแผ่นดินแม่ (Motherland) มองได้คือตัวแทนของประเทศฟิลิปปินส์

เรียกว่าพรสวรรค์คงไม่ผิดอะไร เพราะการแสดงของ Hilda Koronel มีความสมจริงทรงพลัง ไม่ใช่แค่คำพูดสีหน้าท่าทาง แต่ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกภายใน จากเคยเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มสุขสมหวัง กลายเป็นหญิงสาวผู้อมทุกข์ทรมานแสนสาหัส น้ำตาไหลพรากด้วยความเศร้าโศก ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ายอมรับโชคชะตาชีวิตของตนเอง

เกร็ด: ชายชาวจีนผู้เป็นเจ้าของ Ligaya มีชื่อว่า Ah Tek มาจาก Atík แปลว่า Cash, เงินสด ถือได้ว่าเป็นตัวแทนความโลก เห็นแก่ตัว กลุ่มบุคคลที่ชาวฟิลิปปินส์รังเกียจต่อต้านที่สุด เป็นศัตรูต่อกันมาอย่างยาวนาน

ไดเรคชั่นของผู้กำกับ Brocka โดดเด่นเรื่องการกำกับนักแสดง ให้มีลักษณะเหมือนละครเวที แต่เพราะเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลยแม้แต่นิด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตากล้อง ซึ่งเมื่อได้ Mike de Leon ทำให้ความสวยงามที่ไม่ธรรมดาเลยละ

สถานที่ถ่ายทำตระเวนไปทั่วกรุง Manila เก็บภาพตั้งแต่ตอนเช้าตรู ถนนโล่งๆ ผู้คนเริ่มตื่น ทะยอยออกมาเตรียมตัวทำงาน ไปกระทั่งยามค่ำคืนสถานที่หากินของเหล่าเก้งก้างกัง หลายครั้งดูแล้วแอบถ่ายมาอย่างแน่นอน ให้สัมผัสเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ในทศวรรษ 70s ได้อย่างเป็นธรรมชาติติดดินที่สุด

สิ่งโดดเด่นมากๆในถ่ายภาพ คือการจัดโทนแสงสี (ภาพย้อนอดีตจากความทรงจำจะใช้โทนสีน้ำตาล มีความสว่างฟุ้ง ให้สัมผัสราวกับความเพ้อฝัน ขณะที่ปัจจุบันจะมีความเข้ม โทนสีปกติ) ลีลาการเคลื่อนไหว ซูมเข้า-ออก และภาพ Montage Shot (ใบหน้า Close-Up ของตัวละครมักปรากฎอยู่เคียงคู่อะไรสักอย่าง ซึ่งจะมีนัยยะความหมายแฝงอยู่เสมอ)

เริ่มต้นด้วยเครดิตด้วยภาพขาว-ดำ ที่ให้สัมผัสของความเก่าคลาสสิก ก่อนค่อยๆเฟดเปลี่ยนเป็นภาพสี สะท้อนถึงความสดชื่นมีชีวิตชีวา และจิตวิญญาณของกรุงมะนิลา, ซึ่งขณะภาพเปลี่ยนเป็นสี ใช้การซูมเข้า-แพนนิ่ง-ซูมออก ใบหน้าของพระเอกจับจ้องมองบางสิ่งอย่างชั้นสอง สถานที่ที่ภายหลังผู้ชมจะรับรู้ได้ว่า นั่นคือแสงสว่างที่เขาพยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้ามาครอบครอง

ภาพมุมก้มเงย ก็แน่ละนายจ้างต้องยืนตำแหน่งสูงกว่า เพื่อสะท้อนการมีอำนาจ(บาดใหญ่)เหนือกว่า ขณะที่กรรมกรผู้ใช้แรงงานจำต้องเงยหน้าแหงนมองขึ้นไป อยู่เบื้องล่าง ต่ำต้อย ถูกกดขี่ข่มเหงบงการได้ง่าย

ช็อตสวยงามที่สุดในหนัง คือ Montage Shot, ใครเคยรับชม Earth (1930) น่าจะคุ้นเคยกับภาพดอกทานตะวันที่ปรากฎขึ้นเคียงข้างใบหน้าของนางเอก ซึ่งช็อตนี้ใช้แนวคิดเดียวกันใบหน้าของนางเอกหันเข้าหาพระอาทิตย์(กำลังตกดิน) เราสามารถทำความเข้าใจเชิงสัญลักษณ์ได้เลยว่า หญิงสาวคือตัวแทนของแสงสว่าง (ตามชื่อหนัง) พระเอกพยายามตะเกียกตะกายออกค้นหาเธอ

จริงๆถ้าคุณไม่รู้ความหมายของชื่อ Ligaya Paraiso ก็น่าจะสามารถทำความเข้าใจนัยยะจากช็อตนี้ได้เองเลย ซึ่งผมจะแถมข้อสังเกตเพิ่มให้อีกนิด คือดูแล้วยังไงก็เหมือนพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยตกดิน น่าจะพอทำความเข้าใจต่อเองได้หรือเปล่าเอ่ย?

ไม่อยากปล่อยผ่านช็อตน่ารักๆที่บังเอิญพบเห็นคลาดสายตาไป เจ้ากิ่งไม้เบลอๆของช็อตนี้ที่เคลื่อนผ่านมันดูเหมือนรูปหัวใจยังไงชอบกล ซึ่งนี่เป็นฉากในความทรงจำของ Júlio มันก็เลยจะจินตนาการเพ้อเยอะสักหน่อย

ฉากเล็กๆที่ Júlio พยายามปีนขึ้นเรือแต่พลัดลื่นตกน้ำ มองผ่านๆเหมือนจะแค่ภาพความทรงจำของเขา แต่นัยยะสะท้อนถึงความล้มเหลวของชีวิตที่ไม่สามารถขึ้น/ลงเรือลำเดียว(ร่วมชีวิต)กับเธอได้

ผมมีความพิศวงกับการเลือกทิศทาง อาชีพหนุ่มขายตัวของ Júlio ครั้งแรกเราจะเห็นเขาถูกพ่อเล้าเข้าหาทางฝั่งขวา แต่สำหรับลูกค้าคนแรกเลือกเข้าหาทางฝั่งซ้าย นี่คงสะท้อนการเป็นผู้ถูกกระทำ และเลือกกระทำด้วยตนเอง มีทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม

แม้ Hilda Koronel จะปรากฎเพียงน้อยฉาก แต่เมื่อตัวละครของเธอพบเจอ Júlio ที่โบสถ์ (โชคชะตาฟ้าดินกำหนด) ไปต่อที่โรงภาพยนตร์** (ราวกับจินตนาการเพ้อฝัน) จบลงร่วมรักในห้องนอน (เดี๋ยวนะ Koronel ตอนนั้นอายุ 18 แล้วใช่ไหมนิ!) ขณะที่หญิงสาวพลั่งพรูความทุกข์ยากของชีวิตออกมา เดินกลิ้งเกลือกไปรอบๆห้อง ใบหน้ามักปรากฎเคียงข้าง Montage Shot กับบางสิ่งอย่าง
– ขณะกำลังพรรณาถึงสามีที่บอกว่านำพาเธอสู่สรวงสวรรค์ ใบหน้าของหญิงสาวอยู่เคียงข้างปฏิทินที่มีภาพคฤหาสถ์หรูหรา
– จากนั้นเดินไปอีกหน่อย พื้นหลังกำแพงเหล็ก สะท้อนทางตันไร้ทางออกของชีวิต
– และตอนที่พรั่งพรูความทุกข์ทรมานออกมา จับจ้องมองเห็นภาพสะท้อนกระจก นั่นคือตัวตนแท้จริงภายในที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องที่พวกเขาเข้าไปรับชมคือ King of Kings (1961) [เข้าฉายฟิลิปปินส์เมื่อไหร่ไม่รู้นะ] ภาพยนตร์ชีวประวัติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ราวกับว่า Júlio คือผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือ มาไถ่ Ligaya ให้พ้นทุกข์ออกจากวังวนความชั่วร้ายนี้ไป

คิดว่าทั้งฉากนี้น่าจะรับอิทธิพลมาจาก À bout de souffle (1960) อย่างแน่ๆ หลายครั้งเป็น Long-Take ขายความสามารถของ Koronel นักแสดงหญิงผู้ยิ่งใหญ่สุดในวงการภาพยนตร์ Filipino

ฉากชุมนุมเดินขบวนประท้วง ‘ไม่เอากฎอัยการศึก’ นอกจากสะท้อนทัศนะของผู้กำกับ Brocka ออกมาแล้ว การที่ Júlio เดินแทรกตัวข้ามผ่าน แปลว่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในหนัง สะท้อนถึงการปกครองของผู้นำเผด็จการ Ferdinand Marcos

Júlio กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังสถานที่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตเพื่อล้างแค้น สังเกตว่าหนังนำเสนอภาพของเขาในทิศทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหน้าตรง เคลื่อนจากขวาไปซ้าย ซ้ายไปขวา มีความสะเปะสะปะสับสนวุ่นวาย สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร แต่เชื่อว่าเขาคงมีความแน่วแน่ที่จะทำบางสิ่งอย่างให้เกิดขึ้นแล้วละ

ในฉากไคลน์แม็กซ์ ความตายของชายชาวจีนที่อาศัยอยู่ชั้นสอง หลังจากถูกแทงพรุน พลัดตกบันไดลงสู่ชั้นล่าง นี่สะท้อนกับภาพแรกที่ผมนำเสนอมา ผู้มีอำนาจเงินทองล้นฟ้า สุดท้ายแล้วเมื่อความตายถามหาก็ตกต่ำเรี่ยดินไม่หลงเหลืออะไร

สำหรับช็อตจบของหนังเป็นการซ้อนสองภาพที่ค้างไว้ค่อนข้างเนิ่นนานทีเดียว
– ภาพ Close-Up ใบหน้าของ Júlio อ้างปากกว้างกรีดร้องอย่างจนตรอก หมดสิ้นหนทางและความหวัง
– Montage Shot ของ Ligaya Paraiso กับพระอาทิตย์ มีความหมายคือหญิงสาวคือแสงสว่าง

ผสมรวมกันแล้ว คือจุดสิ้นสุดของความหวัง ตราบใดที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการ Ferdinand Marcos อะไรๆก็คงไม่มีทางดีขึ้นกว่านี้

ทิ้งท้ายกับ Ending Credit ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆคือพื้นดำตัวอักษรสีขาว แต่เรื่องนี้กลับตารปัตร พื้นขาวตัวอักษรสีดำ นี่ย่อมสะท้อนความหมายของแสงสว่างตามชื่นหนังอย่างแน่เลย (แต่ในความหมายตรงกันข้าม)

ตัดต่อโดย Edgardo Jarlego, Ike Jarlego, หนังเล่าเรื่องในมุมมอง และความทรงจำของ Júlio Madiaga เริ่มตั้งแต่ตอนใช้ชีวิตอยู่กรุงมะนิลาสักพักหนึ่งแล้ว สมัครได้งานทำเป็นกรรมกรก่อร่างสร้างตึก ซึ่งระหว่างนั้นก็มักหวนระลึก แทรกภาพ Flashback ปรากฎทีละเล็กละน้อย (เมื่อมักเห็นบางสิ่งอย่าง มีความคุ้นเคยกับอดีต) จนกระทั่งเมื่อถึงกลางเรื่องจะมีการเล่าสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดโดยย่อในคราเดียว ซึ่งหลังจากนั้นก็จะไม่มีภาพย้อนอดีตปรากฎขึ้นอีก

ภาพความทรงจำของ Júlio เป็นอะไรที่ห้ามกระพริบตาเลยนะ เพราะอยู่ดีๆขณะที่เขากำลังจ้องมองอะไรบางอย่างอยู่แล้วก็แวบ! ปรากฎแทรกขึ้นมา โดยเฉพาะฉากตอนลื่นล้มขณะขึ้นเรือ ราวกับแสงกระพริบขณะเปิดไฟ ครั้งแรกประมาณเสี้ยววินาที, ครั้งที่สองยาวขึ้นนิด และสุดท้ายก็ยาวไปจนเห็นลื่นตกเรือ ต้องปรบมือให้กับความคิดสร้างสรรค์เลยละ

ไดเรคชั่นการตัดต่อที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ คือการประมวลภาพประกอบเพลง ร้อยเรียงด้วยสถานที่ ผู้คน เกิดสัมผัสเข้าถึงวิถีชีวิต เรื่องราว และกลิ่นอายของสถานที่นั้นๆ ไม่แน่ใจจุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้มาจาก Floating Weeds (1959) หรือเปล่า แต่มักพบเห็นบ่อยๆในหนังของ Woody Allen อาทิ Manhattan (1979), Midnight in Paris (2011) ฯ

เพลงประกอบโดย Max Jocson รู้สึกจะใช้เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (น่าจะคีย์บอร์ด/อิเล็กโทน) เป็นหลัก ให้สัมผัสของ Futurist โลกอนาคตที่ล้ำยุค แต่นี่มันตรงกันข้ามกับภาพที่หนังนำเสนอออกมาเลยนะ มองได้เป็นการประชดเสียดสี หรือสะท้อนความจริงที่แสนโหดร้ายออกมา นี่เป็นดินแดนที่ไร้อนาคตความหวังโดยสิ้นเชิง

เราจะได้ยินเสียงเพลงจีนดังแทรกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเราสามารถเหมารวมเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ซึ่งเหตุผลที่ชาวฟิลิปปินส์มักมีความรังเกียจจงชังคนเชื้อสายจีน คงเพราะเป็นศัตรูของอเมริกา (คนฟิลิปปินส์ยกย่องชาวอเมริกันมากๆเลยนะ เพราะตอนตกเป็นอาณานิคมเมืองขึ้น ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวทันโลก แต่พวกเขากลับดันไม่รู้ตัวว่าถูกสูบเลือดเนื้อทรัพยากรออกจากพื้นดินแดนหมดสิ้นแล้ว) สมัยปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่ชอบขี้หน้าอยู่ เห็นข่าวข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ยังคงรุนแรงและบานปลาย

ใจความหน้าหนัง คือการออกเดินทางติดตามหาหญิงสาวของชายหนุ่ม ไม่ว่าเธอจะกลายเป็นอะไรแต่ฉันก็ยังมั่นคงในรักเดียวไม่แปรเปลี่ยน แต่เมื่อชีวิตมิอาจร่วมลงเรือลำเดียวกันได้ สุดท้ายเขาเลยเกิดความเกรี้ยวกราดโกรธแค้น ทวงคืนทุกสิ่งอย่างในความชอบธรรมของตน

เมื่อเราเปรียบ Ligaya Paraiso คือดินแดนแม่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ถูกใครสักคนขายให้ชาวจีน สะท้อนถึงความชั่วร้ายกาจของผู้นำเผด็จการ Ferdinand Marcos การออกตามหาของ Júlio Madiaga จึงต้องใช้ความอดทนรอ จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็พบว่าดินแดนชาติของเราไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้ว ถูกเข่นฆ่าล้างทำลายจนสิ้นซาก สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนั้นของชาวตากาล็อก ย่อมเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธแค้น

การล้างแค้นเอาคืนของ Júlio ถึงขนาดว่าต้องเข่นฆ่าให้ตาย นี่เป็นการพยากรณ์การลงจากอำนาจของ Ferdinand Marcos ถ้าไม่ถูกลอบสังหาร ก็ต้องมีอันเป็นไปอะไรสักอย่าง ซึ่งในความเป็นจริงอดีตท่านผู้นำลี้ภัยไปอยู่ Honolulu, Hawaii ค่อนข้างสุขสบาย แต่ไม่นานถูกรัฐบาลยึดทรัพย์ และเสียชีวิตด้วยโรคไต หัวใจ และปอด

ชื่อหนัง Manila in the Claws of Light มีนัยยะคงไม่ได้ต้องการสื่อแค่เพียงเมืองมะนิลาเท่านั้น แต่คือฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ (ที่เลือกกรุงมะนิลาเป็นตัวแทนเพราะคือเมืองหลวง สถานที่เปรียบได้กับศูนย์กลาง/จิตวิญญาณของประเทศ) ที่ขณะนั้นปกคลุมด้วยความมืดมิดของการปกครองด้วยกฎอัยการศึก ผู้คนต่างตะเกียกตะกายไขว่คว้าค้นหาทางออกสู่แสงสว่าง ทำอย่างไร/เมื่อไหร่ ให้ทุกสิ่งอย่างถึงจุดสิ้นสุด กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแห่งแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง

ก็อย่างที่ผมแทรกเกร็ดไปเมื่อตอนต้น ยังอีกหลายปีเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย กว่า Marcos จะยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วลงจากอำนาจ จริงๆต้องถือว่าความมืดเพิ่งกำลังเริ่มแผ่เข้าปกคลุมเท่านั้น เทียบกับประเทศไทยช่วงมาตรา 44 เอาจริงๆก็ไม่แตกต่างกัน แค่ว่าความรุนแรงโหดเหี้ยม การปฏิบัติต่อผู้ต่อต้านขัดแย้ง เชื่อว่าบ้านเราไม่น่าจะรุนแรงขนาดประเทศฟิลิปปินส์ทศวรรษนั้นอย่างแน่นอน

ภาพยนตร์เรื่องได้รับการบูรณะโดย World Cinema Foundation (ของผู้กำกับ Martin Scorsese) และ Film Development Council of the Philippines ร่วมกับ Mike De Leon เป็นทึ่ปรึกษาเพื่อให้ผลลัพท์ออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับดั้งเดิมที่สุด ได้ออกฉายใหม่เทศกาลหนังเมือง Cannes สาย Cinema Classic เมื่อปี 2013

เกร็ด: Manila in the Claws of Light คือภาพยนตร์สัญชาติ Filipino เพียงเรื่องเดียวที่ติดอันดับในหนังสือ 1001 Movies You Must See Before You Die (2003) รวบรวมโดย Steven Jay Schneider

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบคลั่งไคล้สุดของหนัง คือ Hilda Koronel เพราะเธอเป็นดั่งพระอาทิตย์/แสงสว่าง/นางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ปรากฎตัวในความทรงจำทำให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่พอพบเจอตัวจริงกลับหมดแสงตกสวรรค์ กลิ้งเกลือกหมุนบิดตัวไปมารอบห้อง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากนั้น ทำเอาหมดสิ้นเรี่ยวแรงความหวัง ถ้าพระเอกไม่ทำเช่นนั้นตอนจบนะ ผมคงเสียสติคลั่งตายแน่ๆ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงคุณจะมิได้มีเชื้อสายตากาล็อก หรือเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติฟิลิปปินส์ แต่ใจความทั่วไปเกี่ยวกับปัญหาสังคม การต่อสู้ดิ้นรนของคนชนชั้นล่าง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อมีชีวิตเอาตัวรอดท้องอิ่ม ผมว่ามันเป็นบทเรียนเตือนสติคนชนชั้นกลางและสูง ที่ชีวิตมิได้พบเจอความลำบากยากเข็นขนาดนั้นมากทีเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอหนัง Social Drama, Neorealist, นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานเพื่อคนยากไร้, รู้จักผู้กำกับ Lino Brocka, Mike De Leon, นางฟ้า Hilda Koronel และหมาวัด Bembol Roco ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 18+ กับความคอรัปชั่น อาชญากรรม และโสเภณี

TAGLINE | “Manila in the Claws of Light ของผู้กำกับ Lino Brocka ตะเกียกตะกายจนพบแสงสว่างเจิดจรัสจ้า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of