Ordinary People (1980)

Ordinary People

Ordinary People (1980) hollywood : Robert Redford ♥♥♥♥♡

หนังเรื่องนี้หาได้มีความธรรมดาแม้แต่น้อย ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Robert Redford ที่เข้าชิง Oscar 6 สาขา ได้มา 4 รวมถึง Best Picture และ Best Director, เรื่องราวเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับครอบครัวที่เสียลูกชายคนโตไป พวกเขาจะรับมือแก้ปัญหายังไงกับความสูญเสียครั้งนี้, หนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เวลาครอบครัวประสบกับปัญหาต่างๆ บางครั้งเราก็สามารถอดทนใช้ชีวิตอยู่กับมันได้โดยไม่พูดหรือแสดงออกมา แต่การกระทำเช่นนี้มีแต่จะสะสมให้เรื้อรัง เสมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดออก เมื่อใดที่ความอัดอั้นตันใจถึงขีดสุด ทุกสิ่งอย่างก็จะสายเกินที่จะแก้ไข

Ordinary People ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Judith Guest ที่ต่อมากลายเป็นหนังสือบังคับอ่าน (School Text) ใน high school ที่อเมริกา (โห ถ้าเมืองไทยมีนิยายที่ซับซ้อนขนาดนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลานะ ผมว่าเด็กไทยจะโคตรฉลาดเลยละ!), Guest พูดถึงนิยายของเธอว่า ‘พวกเขาเป็นแค่ครอบครัวธรรมดาๆ ที่ได้เข้าสู่โลกของสถิติ ที่ทางเลือกที่ดีที่สุดไม่ได้ให้ผลออกมายอดเยี่ยมที่สุด แต่มีความเสถียรภาพที่สุด’

They are ordinary people, after all. For a time they had entered the world of the newspaper statistic; a world where any measure you took to feel better was temporary, at best, but that is over. This is permanent. It must be.

Robert Redford ได้อ่านนิยายตั้งแต่เวอร์ชั่นต้นฉบับที่ส่งให้บรรณาธิการพิสูจน์ตัวอักษร และได้พบปะพูดคุยกับ Guest ชิงตัดหน้าซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปสร้างหนังก่อนที่นิยายจะวางขายเสียอีก, นิยายตีพิมพ์ปี 1976 แต่การดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ใช้เวลานานมาก ร่างฉบับแรกใช้เวลา 1 ปีกับอีก 6 เดือน ส่วนร่างที่สองใช้เวลาอีก 1 ปี, ทีแรก Paramount Pictures ตั้งใจให้ Redford รับบทนำ แต่ระหว่างที่รอบทหนังเสร็จ Redford ตัดสินใจที่จะกำกับหนังด้วยตนเอง โดยให้เหตุผลว่า ‘นิยายเล่มนี้ ได้ทำให้ระลึกถึงตัวเขาเองในช่วงชีวิตหนึ่ง’ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Redford กับพ่อ เพราะที่หลังจากแม่ทิ้งครอบครัวไป ทั้งสองต้องใช้ชีวิตร่วมกันหลายปี

เกร็ด: มีผู้กำกับ 5 คนที่ได้ Oscar สาขา Best Director จากหนังเรื่องแรกที่กำกับ (Redford เป็นคนที่ 3)
– Delbert Mann กับ Marty (1955)
– Jerome Robbins กับ West Side Story (1961) **ได้ร่วมกับ Robert Wise
– James L. Brooks กับ Terms of Endearment(1983)
– Kevin Costner กับ Dances with Wolves (1990)

Calvin Jarrett (พ่อ) รับบทโดย Donald Sutherland ชายผู้อาภัพ ไม่เคยจะได้เข้าชิง Oscar สักครั้ง (แต่ได้ Golden Globe มาแล้ว 2 ตัว), พ่อเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่การแสดงออก มักจะดูเคอะเขิน (Awkard) ทำตัวไม่ค่อยถูก กระนั้นใครๆก็รู้ได้ว่าความรักของพ่อนั้นเป็นของจริง, สิ่งที่พ่อตระหนักได้ในหนังต่อภรรยาของเขา ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ น่าเจ็บปวดใจที่สุด กับคนรักกันอยู่กินกันมาหลายสิบปี แล้วเพิ่งมาตระหนักได้ว่า แท้จริงเธออาจไม่รักเขาเลย มันจะเจ็บปวดแค่ไหน, การไม่ได้เข้าชิง Oscar ของ Sutherland จากการแสดงนี้ถือโหดร้ายมากๆ มันน่าเจ็บใจไม่แพ้ความรู้สึกนี้ที่เขาแสดงออกมาขณะนั้นในหนังเลย

Beth Jarrett (แม่) รับบทโดย Mary Tyler Moore เธอเป็นเจ้าแม่ sitcoms จากเรื่อง The Mary Tyler Moore Show (1970–77) ที่โด่งดังมากในอเมริกา (ถึงขนาดมีรูปปั้นของเธอจากซีรีย์นี้ใน Minneapolis), หลังจากการตายของลูกคนโต แม่ได้สร้างโลกของตนเองขึ้นมา ปิดตัวเองกักขังอยู่ข้างใน ไม่พยายามเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจให้ใครคนอื่นเห็น แม้แต่คนในครอบครัว นั่นทำให้เธอไม่สามารถเข้าใจลูกชาย และไม่นานพ่อก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ, แม่เป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครๆคิดกัน ขณะที่ความจริงของเธอได้ถูกเผยออก (โดยพ่อ) ทำให้เธอสั่นกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การหนีออกจากบ้านเพราะไม่อยากให้ใครเห็นโลกของเธอที่ถูกทำลายลง, การแสดงของ Moore นี่ระดับ Oscar เลยนะครับ (เสียดายที่ไม่ได้) โดยเฉพาะขณะเธอขณะกลัวจนตัวสั่น ทำเอาผมขนลุกเลย เห็นว่าลูกชายของเธอเสียชีวิตในปีนั้นด้วย ไม่แน่ว่าการสั่นนี้ จะเป็นความรู้สึกของเธอจริงๆก็ได้

Conrad Jarrett รับบทโดย Timothy Hutton ชายอายุน้อยที่สุดที่ได้ Oscar สาขาการแสดง ขณะขึ้นรับรางวัลเขาอายุ 20 ปี 227 วัน (ปัจจุบันสถิตินี้ยังคงอยู่นะครับ), Conrad เป็นเด็กที่ไม่เข้าใจตัวเอง เขาโทษตัวเองกับความผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากการเสียชีวิตของพี่ ทั้งๆที่ความผิดไม่ได้เกิดจากเขา แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจหรือแสดงออกมาได้, ผมคิดว่าปัญหาของ Conrad น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู โดยเฉพาะอิทธิพลของแม่ที่เหมือนจะรักพี่ชายเขามากกว่ารักตน และฮอร์โมนของวัยรุ่น ที่ทำให้เขาอารมณ์แปรปรวน ไม่เข้าใจตนเอง, Jim Hutton พ่อของ Timothy เสียชีวิตขณะที่กำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้อยู่ แม้ตัวเขาจะบอกว่าไม่ได้เอาความรู้สึกสูญเสียพ่อเป็นอารมณ์ประกอบการแสดง แต่ตอนที่ขึ้นรับรางวัล Oscar ก็อุทิศรางวัลนี้ให้กับพ่อของตน

Judd Hirsch รับบทจิตแพทย์ Dr. Tyrone C. Berger ถือเป็นบทที่มีความสำคัญมากๆ เพราะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ เข้าใจปมปัญหาของตัวละครต่างๆ, Hirsch เป็นนักแสดง TV-Series ที่ขณะนั้นโด่งดังจากเรื่อง Taxi (1978-1983) เขาตกลงรับเล่นหนัง ด้วยสัญญาที่ว่า ต้องใช้เวลาเข้าฉากไม่เกิน 9 วัน (เพื่อจะได้ไม่ขัดขวางการถ่ายซีรีย์) การแสดงของเขาราวกับเป็นจิตแพทย์จริงๆ ทั้งบุคคลิก ท่าทาง คำพูด ความเข้าใจ และการตอบโต้ทางอารมณ์กับ Conrade ที่ถือว่าสมจริง ทรงพลังมากๆ แน่นอนต้องได้เข้าชิง Oscar แต่คู่แข่งของ Hirsch กลับคือ Hutton จากหนังเรื่องเดียวกัน ซึ่งเขาจะไปเด่นกว่าพระเอกของหนังตัวจริงได้ยังไง

สำหรับหญิงสาวสองคนในหนัง Elizabeth McGovern รับบท Jeannine Pratt ที่น่าจะกลายเป็นแฟนของ Conrade ถึงเธอจะไม่รู้ว่าพื้นหลังของพระเอกเป็นยังไง แต่ก็พยายามยอมรับและทำความเข้าใจเขา, Dinah Manoff รับบท Karen Aldrich เพื่อนของ Conrade ขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล แต่เธอยังไม่หายป่วยดี สังเกตได้จากการกระทำที่เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง ผลลัพท์ตอนท้ายก็ถือว่าคาดไม่ถึงทีเดียว

ถ่ายภาพโดย John Bailey, นี่เป็นหนังครอบครัว ที่ฉากส่วนใหญ่ถ่ายภายใน การเคลื่อนกล้องในบ้านที่คับแคบจะทำได้ยากลำบาก ที่เห็นบ่อยคือ การแพนกล้อง แช่กล้อง แล้วพึ่งการตัดต่อ, จุดเด่นอยู่ที่การจัดแสงในห้องให้เหมาะสมกับอารมณ์ อย่างฉากในห้องของจิตแพทย์ ช่วงแรกๆจะมีความสว่างมากหน่อย แล้วจะค่อยๆมืดขึ้นเรื่อยๆ จนไคลน์แม็กซ์การพบจิตแพทย์ครั้งสุดท้าย เรื่องราวเกิดขึ้นตอนกลางคืน มีแสงไฟจากโคมไฟเท่านั้น

ตัดต่อโดย Jeff Kanew, การเล่าเรื่องจะมีการตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบัน กับภาพ Flashback ที่มาเป็นเหมือนแฟลชแวบๆ มาแปปๆ เหมือนภาพความทรงจำที่ยังติดตาค้างคาอยู่ในหัว, มุมมองการเล่าเรื่องจะสลับไปมาระหว่าง พ่อ-แม่ และลูก เราจะเห็นการเข้าสังคมของครอบครัวที่ต่างกันไป โลกของผู้ใหญ่ก็อย่างหนึ่ง โลกของเด็กก็อีกอย่างหนึ่ง จุดเชื่อมกันของพวกเขามีแค่ในบ้านเท่านั้น และห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง คือสถานที่ที่ทั้ง 3 อยู่ร่วมกัน

มีฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คืองานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนพ่อ-แม่ หนังใช้การแช่กล้องและตัดต่อ สลับไปมาให้รู้สึกเหมือนนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีความต่อเนื่อง เป็นภาพประติดประต่อของความทรงจำที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แค่สังสรรค์พบปะพูดคุยแล้วแยกจาก, ผมนึกถึง The Draughtsman’s Contract (1982) ที่ฉากเปิดเรื่อง มีลักษณะคล้ายๆกับฉากนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า Peter Greenaway อาจได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนี้

เพลงประกอบโดย Marvin Hamlisch, ถึงหนังเรื่องนี้จะแทบไม่มีเพลงประกอบอะไรเลย แต่ชายคนนี้คอหนังต้องจดจำชื่อไว้นะครับ เป็น 1 ใน 12 คนที่สามารถคว้ารางวัลสาขาเพลงประกอบครบ 4 สถาบัน Emmy (ทีวี), Grammy (เพลง), Oscar (หนัง) และ Tony (ละครเวที) และยังเคยได้รับ Pulitzer Prize สาขา Drama อีกด้วย, เพลงเดียวที่ผม(คิดว่า)ได้ยินในหนังเรื่องนี้คือ Canon in D เวอร์ชั่นที่เป็น Chorus ร้อง Alleluia (สรรเสริญพระเจ้า) ลองไปฟังดูนะครับ

ใจความของหนังเรื่องนี้ เป็นการตีแผ่ปัญหาของครอบครัว ที่พ่อ-แม่ไม่ได้มีส่วนแก้ปัญหา แต่กลับเป็นผู้สร้างปัญหาและยื้อไว้จนลุกลามคาราคาซัง ซึ่งถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ จำต้องพึ่งคนนอก ก็มีทั้งคนที่เปิดใจรับได้และปิดใจไม่ยอมรับ, สำหรับเด็กหรือวัยรุ่น พวกเขายังมีที่ว่าง เสมือนน้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว พร้อมที่จะรับรินหรือเททิ้ง ถ้ามีคนที่สามารถเข้าใจและตอบโต้กับเขาได้ แต่ผู้ใหญ่ เสมือนน้ำที่เต็มแก้ว เป็นการยากที่จะยอมรับหรือเปิดใจออกให้คนอื่นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของตนเอง, ผลลัพท์ของหนัง สำหรับลูก เชื่อว่าหลายคนคงคาดการณ์ได้ว่าผลลัพท์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่กับ พ่อ-แม่ ผมถือว่าคาดไม่ถึงเลยละ

วิธีการแก้ปัญหาง่ายๆ ของสถานการณ์แบบหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ต้องถึงขั้นไปพบจิตแพทย์ คือการเปิดอกนั่งคุยกันทั้งครอบครัว มีอะไรก็พูดออกมา ชอบอะไร เกลียดอะไร ความรุนแรงไม่พอใจก็แสดงออกมา แต่เราต้องไม่ถือสาซึ่งกันและกัน รับฟัง น้อมรับ และหาทางปรับร่วมกัน, สิ่งที่ผมชี้แนะนี้ ก็มีแนวคิดมาจากหนังนะครับ สังเกตจากวิธีการของจิตแพทย์ ที่จะให้ผู้ป่วยพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา เป็นการระบายความอัดอั้น ในสิ่งที่พูดต่อหน้าครอบครัวตนเองไม่ได้ ให้คนกลางที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียรับฟัง ให้คำแนะนำ, นี่เป็นสิ่งน่าน้อยใจนะครับ กับการที่ลูกไม่สามารถจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาให้พ่อแม่รับฟังได้ มีสาเหตุมาจากความ ‘กลัว’ ต่อความคาดหวังของพ่อแม่ที่มักจะไม่เข้าใจพวกเขา, พ่อแม่ที่จะสามารถพูดคุยกับลูกได้อย่างเปิดอก ต้องมีฐานะเสมือนเพื่อนของลูก นี่เป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะแนวคิดของครอบครัวไม่ว่าสมัยไหน พ่อแม่มักจะ ‘ปกครอง’ วางตัวเหนือกว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่ผิดและไม่ใช่วิธีที่ถูกนะครับ เพราะบางครั้งก็ใช้ได้ผลและบางครั้งก็ไม่ได้ผล, ปัญหาครอบครัว ว่ากันตามตรง ถ้าลุกลามไปจนถึงต้องพึ่งจิตแพทย์ ถือว่าเรื่องใหญ่แล้วนะครับ ถ้าพ่อแม่รู้สึกอับอายต่อลูกหรือที่ต้องไปหาจิตแพทย์ นี่แสดงว่า พวกเขาไม่ได้รักลูกจากใจจริงๆ

สำหรับปัญหาความสูญเสียของครอบครัว วิธีที่ใช้รับมือได้ดีที่สุด ผมคิดว่าคือ การเข้าวัด นั่งสมาธิ ปล่อยวาง ทำจิตใจให้สงบ ฯ, การปล่อยวางไม่ใช่การบีบอัดหรือกดความรู้สึกนะครับ แต่เป็นการระบายออกวิธีหนึ่ง ผ่านลมหายใจและความคิดที่ไม่ยึดติด มีเกิดมีตายเป็นวัฎจักร ว่าไปคงจะมีแค่คนไทยและชาวพุทธกระมังที่สามารถเข้าใจถึงวิธีนี้ และนำไปปฏิบัติ ปรับใช้กับตัวเองได้ โลกตะวันตก ลองไปบอกให้เขาปล่อยวาง มีโอกาสได้หน้างายแน่

มีนักดูหนังทั่วไปหลายๆคนพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าเป็น searing หรือ soporific (ทำให้หลับ) ผมไม่ค่อยแปลกใจเสียเท่าไหร่ ปัจจุบันนี้รสนิยมในหนังแนวดราม่าหนักๆ คงไม่ถูกจริตกับคนยุโรปอเมริกาเท่าไหร่แล้ว เพราะพวกเขาไม่ชอบเรื่องราวที่ตัวละครจะแสดงอารมณ์รุนแรงที่อยู่ข้างในออกมา, คนสมัยนี้ ส่วนมากเป็นแบบ ‘แม่’ ในหนังนะครับ คือสร้างกำแพงกี่ชั้นก็ไม่รู้ขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง จนขนาดสาสน์ของหนังเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปถึงข้างในจิตใจของผู้ชมได้เหมือนแต่ก่อน, ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้หลับ ผมอยากให้คุณต้องพิจารณาตัวเองเยอะๆเลยนะครับ ว่าทำไมรสนิยมตนเองถึงไม่ถูกกับหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณดูไม่เข้าใจ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหนังต้องใช้การคิดวิเคราะห์อย่างมาก ผมจัดความยากในการดูหนังเรื่องนี้ที่ professional กับคนที่ไม่คุ้นเคยหนังแนวจิตวิทยา ที่ต้องใช้หัวสมองคิดวิเคราะห์อย่างมาก คุณดูไปก็ไม่มีวันเข้าใจนะครับ

ด้วยทุนสร้าง $6 ล้านเหรียญ หนังทำเงิน $54.8 ล้านเหรียญ, เข้าชิง 6 สาขา Oscar ได้มา 4 ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Director
– Best Writing, Adapted Screenplay
– Best Supporting Actor (Timothy Hutton)

พลาดไป 2 สาขาคือ
– Best Actress (Mary Tyler Moore)
– Best Supporting Actor (Judd Hirsch) *สาขานี้ได้เข้าชิง 2 คน

จะเห็นว่าสาขาที่เข้าชิง เน้นการแสดงมากกว่าสายเทคนิค กระนั้นนี่เป็นหนังที่ถูก Oscar Snub กับ Donald Sutherland ที่ไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Actor

สำหรับ Golden Globe Award ได้เข้าชิง 7 สาขา ได้มา 4+1 รางวัล (ไม่นับ 5 เพราะสาขา New Star of the Year เป็นรางวัลพิเศษ) ประกอบด้วย
– Best Motion Picture: Drama
– Best Director
– Best Actress: Drama (Mary Tyler Moore)
– Best Supporting Actor (Timothy Hutton)

ที่พลาดไป
– Best Actor: Drama (Donald Sutherland)
– Best Screenplay
– Best Supporting Actor (Judd Hirsch) *สาขานี้ได้เข้าชิง 2 คน

นี่เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึก ทึ่ง ในผลลัพท์ที่หนังกล้านำเสนอ จัดว่าเป็นดราม่าน้ำดีที่แฝงแนวคิดการใช้ชีวิต ทัศนคติ มุมมองของครอบครัว และการเติบโตได้น่าสนใจมากๆ ที่ถึงขนาดต้องจัดให้หนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะเป็นหนังที่มีประโยชน์มากสำหรับ ‘ผู้ใหญ่’ และคนที่กำลังมีครอบครัว ได้ศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจตัวเอง, ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นหนังในกำกับเรื่องแรกของ Robert Redford ผมก็ไม่อยากเชื่อนะครับ ว่าพี่แกสามารถทำหนังออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

สำหรับครอบครัวที่กำลังวางแผนมีลูก หรือกำลังจะมี นี่เป็นหนังที่ผมแนะนำอย่างที่สุดให้คุณสามีภรรยาหามาดู แต่ไม่ใช่ดูกับลูกนะครับ สองคนผัวเมียเท่านั้น ดูจบแล้วพูดคุยกัน ถกเถียงกัน ทะเลาะกัน แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เปิดประตูหัวใจ ใช้ใจคุยอย่าใช้สมองให้มาก ถ้าสามารถทำความเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง เชื่อว่าคุณจะประสบพบเจอปัญหาใดที่จะสั่นคลอนชีวิตคู่และการเลี้ยงดูลูกในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน

คนชอบดูหนังแนวจิตวิเคราะห์ชั้นดี แนะนำหนังเรื่องอื่นๆ อาทิ A Clockwork Orange (1971), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), The Shining (1980), The Silence of The Lambs (1991), Good Will Hunting (1997), A Beautiful Mind (2001), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ฯ

ถ้าคุณเป็นคนชอบหนังดราม่าน้ำดีมีสาระกว่าหนังเกาหลี แนะนำอย่างยิ่งเลยนะครับ, นักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ครอบครัว นี่เป็นหนังเรื่องบังคับที่คุณควรจะต้องดูและศึกษาให้ถ่องแท้, แฟนหนัง Robert Redford และ Donald Sutherland ก็ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความรุนแรงทางคำพูด การกระทำ และการฆ่าตัวตาย (บางที่จัดเรต R แต่ผมว่า เด็ก 15+ น่าจะสามารถเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้แล้วนะครับ)

TAGLINE | “Ordinary People เป็นหนังที่ไม่ธรรมดาเลย เรื่องราวเชิงจิตวิทยาอันสลับซับซ้อนถ่ายทอดผ่านสุดยอดการแสดง และการกำกับที่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นหนังเรื่องแรกของ Robert Redford”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of