Peeping Tom (1960)

Peeping Tom

Peeping Tom (1960) British : Michael Powell ♥♥♥

กับผลงานที่ทำให้เส้นทางในวงการภาพยนตร์ของ Michael Powell แทบจะจบสิ้นลง แม้ความยอดเยี่ยมจะไม่แพ้เท่า Psycho (1960) ที่เข้าฉายหลังเพียง 2 เดือน แต่ผลตอบรับกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง, ภายหลังเมื่อกระแส Cult เริ่มได้รับความนิยม นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในหนังกระแส Cult ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

โรคถ้ำมอง (Voyeurism) หรือความชอบแอบดู, การแอบดู เป็นความสนใจหรือข้อประพฤติทางเพศที่จะแอบดูคนอื่นทำการในที่ลับ เช่นถอดเสื้อผ้า มีกิจกรรมทางเพศ หรือการอื่น ๆ ที่ปกติพิจารณาว่าเป็นเรื่องควรทำเป็นการส่วนตัว, คนแอบดูปกติจะไม่ทำอะไรโดยตรงกับบุคคลที่เป็นเป้า ผู้บ่อยครั้งจะไม่รู้ว่ากำลังถูกแอบดู จุดสำคัญของการแอบดูก็คือการเห็น แต่อาจจะรวมการแอบถ่ายรูปและวิดีโอด้วย

คำภาษาอังกฤษมาจากคำฝรั่งเศสว่า Voyeur ซึ่งหมายความว่า ‘บุคคลที่ดู’ ถ้าเป็นผู้ชายมักจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Peeping Tom ซึ่งมาจากตำนานของ Lady Godiva เป็นหญิงที่ขี่ม้าเปลือยกายไปในเวลากลางคืน เพื่อขอการปลดเปลื้องหนี้ภาษีจากสามีของเธอกับคนเช่าที่ดินของพวกเขา แต่จริงๆแล้ว คำนี้มักจะใช้กับชายที่ชอบแอบดูคนอื่น และไม่ใช่ในที่สาธารณะเหมือนอย่างในตำนาน

ใครอยากอ่านตำนาน Peeping Tom ตามลิ้งค์ไปเลย
LINK: http://www.sarakadee.com/2012/02/27/lady-godiva/

Michael Powell หลังจากฉายเดี่ยว แยกกับ Emeric Pressburger ในปี 1957 นี่เป็นหนังเรื่องที่สองที่เขาสร้างขึ้นหลังยุค The Archers, ร่วมงานกับ Leo Marks นักไขรหัสและนักคณิตศาสตร์ (ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2) ที่ต่างก็มีความสนใจเรื่อง Peeping Tom คนที่ป่วยเป็นโรคถ้ำมอง โดยสร้างเรื่องราวให้ตัวละครหลักเป็นผู้มีปัญหาทางจิต หรือที่เรียกว่า Scoptophilia และเป็นฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer)

หนังได้ทุนสร้างจาก Nat Cohen จาก Anglo-Amalgamated และ National Film Finance Corporation ซึ่งตอนแรกตั้งใจให้ Dirk Bogarde รับบทนำ แต่ติดที่ Rank Film Organisation ที่ถือสัญญาของ Bogarde อยู่ปฏิเสธที่จะให้ยืมตัวนักแสดง เลยมาจบที่ Karl Boehm รับบท Mark Lewis

Karlheinz Böhm หรือ Carl Boehm ชาว Austria สาเหตุที่ Powell เลือกเขา เพราะรู้สึก Boehm เข้าใจประสบการณ์ของตัวละครนี้ได้เป็นอย่างดี, หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ Boehm ก็ได้กระแสลบต่อภาพลักษณ์ของเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้น Typecasted แบบเดียวกับ Anthony Perkins ที่เล่นหนังเรื่อง Psycho ยังได้เล่นหนังอีกหลายเรื่องในยุค 60s-70s ทั้งในอังกฤษและเยอรมัน

การแสดงของ Boehm ต้องบอกว่า เหมือนคนโรคจิตมากๆ คือดูก็รู้ว่ามีความผิดปกติ นี่ทำให้ผมนึกถึง Peter Lorre ในหนังเรื่อง M (1931) ที่ก็มีความจิตคล้ายๆกันแบบนี้ ดวงตาขณะหวาดกลัวขีดสุดจะเบิกโพลง เหมือนจะถลนออกมา (จริงๆถ้าตอนจบ Boehm เลือกลืมตาโพลงไม่หลับตาปี๋จังหวะนั้น ผมว่ามันจะเป็นภาพหลอนที่ติดตามากๆ นี่กลายเป็นตาหลับไปเสียงั้น)

แฟนสาวพระเอก Helen Stephens รับบทโดย Anna Massey ว่าไปตัวละครนี้ก็ Peeping เหมือนกันนะครับ แต่จะเป็น Peeping Mind คือสอดรู้สอดเห็นไปทั่ว, คิดว่าเหตุผลที่เธอตกหลุมรักพระเอก ที่ดูท่าทางก็ไม่น่าตกหลุมรักได้ นั่นเพราะความพิศวงในตัวเขา และความเสือกของเธอ ทำให้รู้สึกว่าชายคนนี้น่าสนใจ อยากรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นยังไง

แม่ของนางเอก Mrs. Stephens รับบทโดย Maxine Audley ถึงเธอจะตาบอด แต่คำว่า Peeping ไม่ได้จำกัดแค่มองเห็นนะครับ หูเธอดีมากๆ ดีเกินไปด้วย, นิสัยขี้เหล้าของเธอคงเพราะนิสัยประชดประชันและความเบื่อโลก เอือมระอา มีชีวิตไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายอะไร, คนหูดีนี่เหมือนมีอีกโลกหนึ่งเลย ได้ยินในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจ และสัญชาติญาณเธอดีมากๆ มีที่ไหนคนย่องเข้าบ้านตัวเอง

สรุปว่า 3 ตัวละครหลักของหนังเป็นพวก Peeping หมดเลยนะครับ!

เกร็ด: Michael Powell ปรากฏตัวในหนังด้วยนะครับ รับบทพ่อของพระเอก พร้อมกับลูกชายตัวจริง ในฟุตเทจที่เป็นภาพวัยเด็กของ Mark

หนังใช้เวลาสร้าง 6 สัปดาห์เท่านั้น ในช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ปี 1959

ถ่ายภาพโดย Otto Heller, การสร้างกรอบให้เห็นเหมือนภาพแอบถ่าย คงใช้การตัดกระดาษแล้ววางไว้หน้าเลนส์ และสังเกตว่าภาพหนังไม่มีสั่นเลยนะครับ คงใช้เครนหรือรางเลื่อนในฉากที่มีการเคลื่อนกล้องตลอดเวลาแน่ๆ เทียบกับหนังสมัยปัจจุบัน ลักษณะแบบนี้ไม่เหมือนการแอบถ่ายเท่าไหร่ แต่ก็พยายามดูให้มันเป็นการแอบนะครับ (นิยามแอบถ่ายสมัยนี้ กล้องต้องอยู่ในมุมแอบซ่อน ภาพสั้นๆ คุณภาพต่ำๆ และถ่ายด้วยมือ)

จุดเด่นของหนัง Powell คือการเล่นแสงเงาและโทนสีที่ฉูดฉาดมาก นั่นเพราะหนังใช้ฟีล์ม Eastmancolor ที่ล้างแล้วจะได้ภาพสีสด คมชัด เราจึงเห็นความเข้มของสีอย่างสวยสด, ในห้องของพระเอก มีหลอดไฟอยู่เป็นหย่อมๆ ส่วนใหญ่จะมืดสนิท บางครั้งมีแสงสีแดงฉายเป็นพื้นหลัง บางครั้งก็ฉายเข้าหน้าตัวละคร นี่เป็นสีที่แฝงความชั่วร้าย แสดงถึงห้องนี้ทั้งห้องแทนได้ด้วยจิตใจของพระเอก ที่มืดมิดและชั่วร้าย

Martin Scorsese พูดถึงหนังเรื่องนี้ ในมุมมองของการที่ ‘กล้องแสดงอาการล่วงเกินมนุษย์’ หรือ การที่นักแสดงพยายามเข้าไปอยู่ในแผ่นฟีล์ม ซึ่งวิธีการของพวกเขาคือการแสดงออกที่สมจริง ออกมาจากภายใน ตัวตนที่แท้จริง, นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบลักษณะการกระทำที่คล้ายๆกัน ซึ่งการศึกษาวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ จะทำให้คุณเข้าใจมุมมองของผู้สร้างหนัง และวิธีการของนักแสดงที่ถ่ายทอดตัวละครนั้นออกมา

Peeping Tom shows the aggression of it, how the camera violates… From studying them you can discover everything about people who make films, or at least people who express themselves through films.

การนำเสนอช่วงเวลารุนแรงที่สุดของ กล้องถ่ายภาพกับมนุษย์ จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิต/ภาพยนตร์, ส่วนตัว/สาธารณะ, การแสดง/สมจริง บางลงจนกลายเป็นสิ่งๆเดียวกัน นี่คือเป้าหมายของหนังและของพระเอกนะครับ อารมณ์ไคลน์แม็กซ์ของเขาคือ จับต้องอารมณ์ ความรู้สึกของคนที่อยู่บนแผ่นฟีล์มได้ (เพราะความกลัว คือสิ่งที่แสดงออก สัมผัสได้ง่ายที่สุด แบบที่ผมเคยพูดไปแล้วใน Psycho)

ตัดต่อโดย Noreen Ackland, หนังใช้มุมมองของพระเอกเป็นหลัก แต่หลายๆครั้งจะมีการเกริ่นนำขึ้นก่อน (Intro) นำเสนอเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาจะปรากฎตัวขึ้น เช่น งานเลี้ยงเริ่มขึ้นก่อนชั้นล่าง แล้วพระเอกเดินมาถึงที่หน้าต่าง ฯ, มีการตัดต่อช็อตหนึ่งที่ผมชอบมาก คือขณะกำลังรินน้ำชาแล้วอยู่ดีๆตัดไปเป็นรินเหล้า นี่อยู่ต้นๆเรื่องเลย คิดได้ไง เจ๋งมาก!, หนังพยายามปกปิด ไม่ให้เราเห็นวิธีการของพระเอกว่าเขาทำอะไรกับเหยื่อ ไปเฉลยเอาตอนจบเลย มีบอกใบ้ด้วยคำบรรยาย ‘ใบหน้าของเธอตกใจ แบบไม่เคยเห็นมาก่อน’ (คำบรรยายของตำรวจ) และมีภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ นี่เป็นการเล่าเรื่องที่ชวนให้ผู้ชมสงสัยว่า อะไรเกิดขึ้นกันแน่? แล้วสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร?

ตอนจบของหนัง คือการวนกลับมาหาตัวเอง สิ่งพระเอกต้องการอะไรที่เป็นที่สุด เขาออกแสวงหาไปทั่ว จากคนอื่นก็หาไม่ได้ สุดท้ายวนกลับมาตายรัง ด้วยตนเองนี่แหละคือใช่ที่สุดแล้ว

เพลงประกอบแต่งโดย Brian Easdale ที่ทั้งเรื่องจะมีแต่ Piano Solo บรรเลงโดย Gordon Watson ชาว Australian นี่ถือเป็นงานเพลงที่ท้าทายมากๆ, ภาพรวมของหนังยึดถือความสมจริงเป็นหลัก เสียงเปียโนประกอบจะดังขึ้นเฉพาะที่มีการฉายภาพยนตร์เท่านั้น (เป็นหนังเงียบ) ใครดูหนังเงียบบ่อยๆ จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะหนังเงียบก็มักจะมีเดี่ยวเปียโนบรรเลงประกอบคล้ายๆกับหนังเรื่องนี้, นอกจากนี้จะเป็นขณะดนตรีในงานเลี้ยง หรือเพลงจากเทป เครื่องอัดเสียง ฯ เท่ากับว่า เพลงประกอบไม่ได้ใช้สร้างบรรยากาศให้กับหนัง แต่คือประกอบฉากเท่านั้น, กระนั้นมันก็มีหลายช่วง ที่เสียงประกอบฉากสร้างอารมณ์ให้กับผู้ชม โดยเฉพาะตอนจบ นั่นมาจากเสียงที่อัดในเทปนะครับ ไม่ใช่เพลงประกอบ เสียงพูดคุย gossip แล้วค่อยๆเฟดลงเป็นเสียงเปียโน ไม่น่าเชื่อว่าสามารถสร้างความรู้สึกบางอย่างให้เกิดขึ้นได้

ความตั้งใจของ Powell ในการสร้างหนังเรื่องนี้ คือต้องการเปิดประเด็นคำถาม ต่อมุมมองของภาพยนตร์ ที่เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมาก อย่างกล้องถ่ายภาพที่เมื่อก่อนมีขนาดใหญ่ ราคาแพง เคลื่อนย้ายลำบาก คุณภาพต่ำ ปัจจุบัน (ตอนยุค 50s) ขนาดของมันเล็กลง พกพาใส่กระเป๋า ซ่อนในเสื้อผ้า นี่หมายถึง ใครๆก็สามารถเข้าถึงได้ และการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งง่ายขึ้นมาก, Peeping Tom ตั้งคำถามกับความเหมาะสม และขอบเขตของภาพยนตร์กับชีวิตมนุษย์ ถ้าทุกสิ่งที่เคยเป็น ‘ส่วนตัว’ ถูกบันทึกไว้ทั้งหมดแล้วกลายเป็นสาธารณะ โลกลักษณะนี้เราจะยอมรับได้หรือเปล่า?

คำตอบของคนสมัยนั้นตรงไปตรงมา ‘รับไม่ได้’ นักวิจารณ์และผู้ชมเลี่ยงที่จะพูดถึงหรือวิเคราะห์ประเด็นนี้ เพราะมองว่ามัน ‘เป็นไปไม่ได้’

ผมคิดว่าทฤษฎีของ Powell นี้ กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนะครับ เพราะกล้องถ่ายภาพ มันพัฒนาไปถึงจุดที่เรียกว่า ‘ร่วมสมัย’ ผนวกใส่ลงในอุปกรณ์อื่น ซึ่งก็คือ โทรศัพท์มือถือ, เมื่อสัก 10 ปีก่อนคงไม่มีใครคิดว่า กล้องในมือถือจะมีความสำคัญสักเท่าไหร่ ปัจจุบันขาดไม่ได้เสียแล้ว และมันได้รุกรานความเป็นส่วนตัวของมนุษย์โดยสิ้นเชิง อะไรๆก็ถ่ายรูป อะไรๆก็ Selfie ฯ, นี่เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่า Powell ได้พยากรณ์ไว้กับหนังเรื่องนี้ และมันเกิดขึ้นจริงเรียบร้อยแล้ว!

แต่ก่อน ฉันยอมรับไม่ได้หรอกที่ต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของตนเองสู่สาธารณะ ปัจจุบัน ถ้าฉันไม่เปิดตัวเองสู่สาธารณะ ก็จะกลายเป็นคนหลังเขา ตกยุค ล้าสมัย ไม่มีใครรู้จัก!

ต้องถือว่า หนังเรื่องนี้มีแนวคิดล้ำยุคสมัยแบบไกลมากๆ ปีที่ฉายคือ 1960 ตอนที่กลายเป็นกระแส Cult คือประมาณยุค 80s-90s (20 ปีหลังหนังฉาย) ขณะที่ VHS, เทปวิดีโอเริ่มแพร่หลาย ผู้คนเช่าหนังมาดูที่บ้านและได้พบว่า Peeping Tom มีเรื่องราวคล้ายๆกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น มันเป็นไปได้ยังไงกับหนังที่สร้างเมื่อ 20 ปีก่อน! นี่เป็นการปลุกกระแส คืนชีพของหนังขึ้นมา ที่เรียกว่า Cult Film แนวคิดที่ล้ำหน้าเกิดกว่าใครในสมัยที่หนังสร้างจะเข้าใจและกล้าพูดถึง

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดัง ตั้งคำถามว่า ‘ภาพยนตร์ ในมุมหนึ่งผู้ชมคล้ายกับเป็นคนถ้ำมอง เรานั่งอยู่ในความมืด ชมเรื่องราวที่เกี่ยวกับชีวิตของคนอื่น แล้วอะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง ภาพยนตร์กับการถ้ำมอง?, การที่ภาพยนตร์ไม่ถูกมองว่าล้ำเส้น เพราะเป็นเรื่องแต่งขึ้น หรือขออนุญาติเจ้าแล้ว แค่นี้เช่นนั้นหรือ?’

The movies make us into voyeurs. We sit in the dark, watching other people’s lives. It is the bargain the cinema strikes with us, although most films are too well-behaved to mention it.

ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่อง มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัด เพราะเหมือนเราเป็นคนโรคจิตกำลังแอบดูคนอื่นจริงๆ, นี่ต่างกับ Psycho หรือ Rear Window อย่างมาก ที่ถึงจะแอบเช่นกัน แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผิดอะไรที่แอบ แต่กับ Peeping Tom เพราะการแสดงออก ท่าทางของตัวละคร และเบื้องหลังของเขา ได้สร้างบรรยากาศให้เรารู้สึกว่า ต้องคนที่มีจิตใจลักษณะนี้ ถึงจะทำอะไรแบบนี้ได้ กับคนที่ Sensitive มากอย่างผม จะรู้สึกว่า ตนเองกลายเป็นเหมือนคนโรคจิตที่ดูหนังเรื่องนี้, และหนังมีความไม่สมเหตุสมผลหลายเรื่องเลย อาทิ แม่ของ Helen ที่ตาบอดแต่อ้างว่าเดินไปมารอบบ้าน เข้าไปในห้องของ Mark โดยไม่สะดุดเข้ากับอะไรเลย เป็นไปได้ยังไง!, หรือประเด็นคนที่เหมือนจะเป็นแฟนเก่า Helen ที่อาศัยอยู่อีกห้องหนึ่ง จะใส่มาทำไม? (คือตัวละครนี้มันกวนๆนะครับ ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าให้หมอนี่เป็นหนึ่งในเหยื่อของ Mark จะดูสมเหตุสมผลที่ใส่เข้ามา)

มันเหมือนว่าพอ Powell ฉายเดี่ยว ไม่มี Emeric Pressburger แล้ว เขาจะไม่สามารถสร้างเรื่องราวที่สมเหตุสมผลมากพอได้ (เวลาทั้งคู่ทำงานด้วยกัน Powell จะเป็นผู้กำกับ และควบคุมงานสร้าง ส่วน Pressburger มาจากสายเขียนบท จะควบคุมเรื่องราวและเล่าเรื่องได้เก่งกว่า)

แนะนำกับหมอ จิตแพทย์ คนที่สนใจหนังแนวจิตวิทยา, ตำรวจ นักสืบที่ชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวน หาปมประเด็นฆาตกรรม, นักวิจารณ์ นักวิชาการ นักกฎหมาย อะไรที่เป็นขอบเขตของสิทธิส่วนบุคคล/สาธารณะ, คนทำงานสายภาพยนตร์ มีอะไรๆให้ศึกษา คิดวิเคราะห์เยอะเลย, และแฟนหนังผู้กำกับ Michael Powell ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ ไม่มีฉากที่รุนแรง แต่บรรยากาศคือการฆาตกรรมและการแอบ

TAGLINE | “Peeping Tom หนังฉายเดี่ยวของ Michael Powell ที่แม้คุณภาพจะยอดเยี่ยม แต่หาความบันเทิงไม่ได้เลย”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of