Peepli Live (2010)

Peepli Live

Peepli Live (2010) Indian : Anusha Rizvi ♥♥♥♡

(mini Review) เป็นคุณจะขำออกหรือเปล่า ชาวนาจนๆหนี้สินท่วมหัว ได้ยินว่าหน่วยงานรัฐมีนโยบายปลดหนี้ให้กับเกษตรกรที่ฆ่าตัวตาย (farmer suicides) ชายคนหนึ่งเลยประกาศตัวจะฆ่าตัวตายเอาเงินมาใช้หนี้ แล้วอยู่ดีๆก็มีนักข่าวฝูงกระหังจากไหนไม่รู้มากมายเต็มไปหมด ดักรอถ่ายทอดสดวินาทีที่ชายคนนี้จะฆ่าตัวตาย

เกษตรกรเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องว่า คือ ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ ในหลายๆประเทศแถบเอเชีย พวกเขาเหล่านี้เป็นถือว่าเป็นผู้ให้เลือดให้เนื้อ ให้ชีวิต อิ่มท้อง ประชาชนดำรงชีพมีชีวิตอยู่ได้ แต่ก็แทบทุกประเทศเช่นกัน มองชาวนาประหนึ่งอาชีพกรรมกร ชนชั้นล่างของสังคม ชอบที่จะกดขี่ข่มเหงรังแกเอารัดเอาเปรียบ ผมละโคตรสงสัยเลย เอาเปรียบคนจนแล้วได้ประโยชน์อะไร? รู้สึกเหมือนตนเองมีอำนาจเหนือผู้อื่น? ถ้ายึดตามคำสอนตามหลังศาสนาพุทธ การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น กระทำในชาติหนึ่ง จะกลับมาเกิดเป็นผู้ทนทุกข์ทรมาน ขี้ข้าทาสเขาอีกห้าร้อยชาติ … แต่เดี๋ยวนะ กับคนที่ทนทุกข์ทรมานในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าชาติหนึ่งเคยเป็นผู้เอารัดเอาเปรียบ ดูถูกเหยียดหยามคนอื่นมาก่อนแล้วหรือหรือ? … กงเกวียนกรรมเกวียนโดยแท้!

Peepli Live เริ่มต้นจากบทร่างของนักข่าวสาวช่อง NDTV ชื่อ Anusha Rizvi ตั้งชื่อโปรเจคว่า The Fallen ตั้งแต่ปี 2004 นำเสนอให้กับ Aamir Khan ให้ช่วยหาทุนสร้างและผู้กำกับ แต่ตอนนั้นเขาติดงานถ่ายทำ Mangal Pandey: The Rising (2005) จึงบอกปัดไป แต่ก็ถือว่าเป็นโปรเจคที่มีความน่าสนใจ หลังจากขึ้นหิ้งไว้หลายปี เมื่อหาเวลาว่างได้เลยชักชวนให้ Rizvi เป็นผู้กำกับเสียเองเลย (เป็นผลงานเรื่องแรกเรื่องเดียวของ Rizvi เลยนะครับ)

Farmer Suicides น่าจะถือว่าเป็นเรื่องปกติที่มีมานานแล้วในทุกสังคมทุกประเทศ เพราะในการทำงาน/ทำนาปลูกข้าว มีโอกาสทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ชีวิตไหนต้องดำรงชีพอยู่กิน ภาระครอบครัว บ้างกู้หนี้ยืมสิน ดอกเบี้ยที่พอกพูนเ ความเครียดที่อยู่ในใจ ฯ สารพัดสารเพ การฆ่าตัวตายถือเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหาคิดสั้น พบเจอได้เรื่อยๆทั่วไป ซึ่งไม่มีนัยยะสำคัญอะไรต่อใครคนอื่นๆ จนกระทั่งปี 1995 ได้เริ่มมีการเก็บสถิติชาวนาผู้ฆ่าตัวตาย พอตัวเลขออกมาก็เป็นเรื่องเลยละครับเมื่อพบว่าจำนวนสูงถึง 10,720 คน

แม้ตัวเลขนี้จะไม่ถึง 1% ของจำนวนประชากรอินเดีย แต่ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆนะครับ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปีที่เป็นสถิติคือ 2004 อยู่ที่ 18,241 คน, ทำให้ปี 2006 รัฐบาลได้พยายามหาทางออกเพื่อลดปัญหาการฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีมอบเงินค่าทำขวัญ ‘ex gratia’ ให้กับครอบครัวที่มีชาวนาฆ่าตัวตายเป็นเงินจำนวน ₹100,000 (= $1,500 เหรียญ) [ยอดเงินเพิ่มขึ้นทุกปีนะครับ]

นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนะครับ โดยสามัญสำนึกของคนทั่วไปคงคิด บ้าน่า ไร้สาระ มองเป็นสิ่งตลกขบขัน ไม่เห็นคุณค่าชีวิตของตนเองเลยเหรือยังไง, แต่ลองแทนตัวเองด้วยชาวนาจนๆ หนี้สินท่วมหัว เมื่อได้พบเจอกับหนทางออกของปัญหาแบบนี้ มีหรือจะไม่เกิดความสนใจ

แน่นอนว่าต้องเกิดประเด็นถกเถียงถึงความเหมาะสม/ไม่เหมาะสมทางจริยธรรมในวงกว้าง เช่นกันกับหนังเรื่องนี้ที่ตั้งคำถามต่อนโยบายของรัฐ ที่ดูเหมือนเป็นการส่งเสริมให้ชาวนาฆ่าตัวตายเสียมากกว่า แต่ทุกคนที่ถกเถียงก็ล้วนทำได้แค่พูด ไม่มีใครสามารถหาหนทางออก วิธีการช่วยเหลือชาวนาจนๆคนเหล่านี้ได้จริงจังเสียทีเลย แถมมันเป็นการตบหน้าชาวเราๆที่ก็ทำได้แค่วิพากย์วิจารณ์ด้วย

สำหรับเหล่านักข่าวฝูงกระหัง เหตุผลที่อยู่ดีๆทำให้พวกเขาสนใจเรื่องราวลักษณะนี้ เพียงเพราะทำให้เรตติ้งรายการโทรทัศน์พุ่งกระฉูด, นี่เช่นกันชวนให้ตั้งคำถามความเหมาสมของสื่อ ว่าสมควรแล้วหรือไม่กับการต้องมี พระราชบัญญัติควบคุมกฎหมายสื่อ เพราะการกระทำลักษณะนี้คนทั่วไปใครๆก็รับรู้ได้ว่าไม่สมควร มีแต่เหล่าสื่อเองที่มองว่า ไม่เห็นมันจะผิดตรงไหน!

นับเป็นบุญบารมีของคนไทยนะครับ กับเรื่องราวลักษณะนี้ ‘มีทางออกเสมอ’ ด้วยบารมีปกเกล้าของพระมหากษัตริย์ไทยเรา อย่าเพิ่งรีบคิดสั้น ถ้าไม่ขี้เกียจชีวิตก็จะไม่มีวันสิ้นหวัง

ชื่อหนัง Peepli เป็นชื่อของหมู่บ้านที่เป็นพื้นหลังของหนัง ตัวอยู่ในเขต Jhunjhunu รัฐ Rajasthan, ส่วนคำว่า Live ในภาษาข่าวแปลว่า ถ่ายทอดสด ขณะเดียวกับก็แปลได้ว่า ‘มีชีวิต’

นักแสดงของหนัง นอกจาก Nawazuddin Siddiqui (รับบท Rakesh Kapoor นักข่าวท้องถิ่น) นอกนั้นส่วนใหญ่แทบไม่มีใครเป็นที่รู้จักเลยนะครับ ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มของคณะผู้แสดงละครเวทีที่ Naya Theatre หรือไม่ก็คัดเลือกจากชาวบ้านในท้องถิ่นจากสถานที่ที่ไปถ่ายทำ ใครหน้าตามึนๆ ภาพลักษณ์เหมือนตัวละครก็จับมาใส่ ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถแสดงออกมาได้อย่างสมจริงมาก (คงเพราะเรื่องราวของหนังเหมือนชีวิตจริงของพวกเขาไม่มีผิด)

หนังได้มีโอกาสเข้าฉายในสายประกวด เทศกาลหนังเมือง Sundance มีผู้จัดจัดหน่ายหลายประเทศให้ความสนใจจัดซื้อ จนทำรายได้แค่ขายลิขสิทธิ์คุ้มทุนสร้างตั้งแต่ยังไม่ได้ออกฉายในอินเดีย กรุยทางสู่การเป็นตัวแทนอินเดีย ส่งเข้าชิงชัย Oscar: Best Foreign Language น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

ทุนสร้าง ₹10 crore หนังทำเงินทั้งหมด ₹40.2 crore (= $9.8 ล้านเหรียญ), เข้าชิง 2 สาขา Filmfare Award ไม่ได้สักรางวัล
– Best Film
– Best Costume Design

Peepli Live มี Controversies พอสมควรเลยนะครับ
– ตามคำอ้างของ John Travolta บอกว่า Peepli Live ราวกับลอกมาจาก Mad City (1997) เรื่องที่เขานำแสดง, แต่หนังนี้ของ Travolta ก็ลอกมาจาก Ace in the Hole (1951) อีกทีหนึ่ง
– ในอินเดียเอง ก็มีคนค้นพบว่าอาจได้แรงบันดาลใจจากหนังภาษา Malayalam เรื่อง Pakal (2006) แตกต่างแค่วิธีการเล่าเรื่องเท่านั้น

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึก’เครียด’ มากกว่าที่จะขบขันหัวเราะ เพราะประเด็นการฆ่าตัวตาย มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะทำให้รู้สึกตลกสนุกสนาน เพราะมันหมายถึงชีวิตคนๆหนึ่ง ไม่ควรเอาเรื่องพรรค์นี้มาล้อเล่นนะครับ, ซึ่งตอนจบของหนัง ทางออกของตัวเอกถือว่าเป็นการตายในอีกรูปแบบหนึ่ง คือกายไม่ตายแต่เป็นจิตใจที่สิ้นสภาพ (นี่เลวร้ายแรงกว่าเดิมเสียอีกนะครับ)

แนะนำกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยาทั้งหลาย ศึกษาวิเคราะห์สภาพจิตใจของตัวละครในหนัง, นักข่าว Journalist ทั้งหลาย ลองถามตัวเองว่าที่เห็นในหนัง เหมาะสมแล้วหรือเปล่า, นักการเมือง ผู้นำท้องถิ่น เช่นกันศึกษาจากหนัง เหมาะสมแล้วหรือเปล่า

แนะนำอย่างยิ่งกับชาวนา เกษตรกรทั้งหลาย พวกคุณอาจดูไม่รู้เรื่อง แต่อย่าท้อแท้ไป ชีวิตมันไม่ได้สิ้นหวังไร้ทางออกแบบที่เกิดขึ้นในหนังแน่ๆ

จัดเรต 15+ กับประเด็นฆ่าตัวตาย

TAGLINE | “Peepli Live หนังตลกร้ายที่ดูยังไงก็ไม่ตลกเลย แต่เจ็บลึกไปถึงขั้วหัวใจ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of