Rebel Without a Cause (1955)

Rebel Without a Cause

Rebel Without a Cause (1955) hollywood : Nicholas Ray ♥♥♥♥

‘ไม่มีอะไรบนโลกเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ’ วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่ต้องการค้นหา ค้นพบ ทำอะไรบางอย่าง ถ้าพวกเขาได้รับการชี้ชักนำไปในทางที่ถูก โตขึ้นย่อมมีแนวโน้มไปได้ดี แต่ถ้าไม่ก็จะเหมือนพวกเขาในหนังเรื่องนี้ พ่อแม่ไม่เข้าใจฉัน!, นำแสดงโดย James Dean และ Natalie Wood “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

คุ้นๆว่าผมเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วตอนสมัยวัยรุ่น และคงหลับในหรือไม่ก็อาจดูรู้เรื่องแต่ไม่เห็นคุณค่าของหนัง เพราะตอนวัยรุ่นผมก็เป็นคล้ายๆแบบเดียวกับพระเอก (แค่ไม่หล่อเท่า) พ่อแม่จะอะไรหนักหนาว่ะ พูดคุยไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกัน นี่พวกเขาสนใจ รักเราบ้างหรือเปล่า!

โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มองย้อนกลับไปก็ชิบหายสายไปแล้วละครับ คำพูดที่ว่า ‘พอลูกโตขึ้นอีก 10 ปีข้างหน้าก็จะเข้าใจเอง’ ราวกับสัจธรรมจริงแท้ ไม่ต้องถึงกับสิบปีก็สามารถเข้าใจถ่องแท้ได้ว่าทำไม แต่ทำไมตอนนั้น-ให้ตายเถอะ-ยังไงก็หัวชนฝาไม่เข้าใจ

Teenage Rebellion วัยต่อต้านของวัยรุ่น, เป็นพัฒนาการหนึ่งของมนุษย์ในช่วงอายุตั้งแต่ 11-12 ไปจนถึง 20 กว่าๆ เพื่อค้นหา สร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเองมีความแตกต่างจากพ่อแม่และครอบครัว, ต้องการอิสระ โลกส่วนตัว ไม่ชอบให้ใครเข้ามาเจ้ากี้จัดการเหมือนแต่ก่อน นี่ทำให้ผู้ใหญ่มองการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นความขัดแย้ง ดื้อด้าน เถียงคำไม่ตกฟาก ปีกกล้าขาแข็ง ฯ

เนื่องจากผมยังไม่โตพอที่จะให้คำแนะนำแบบผู้ใหญ่ได้ แต่จะขอเล่าปัญหาและความต้องการของตัวเองเมื่อสมัยวัยรุ่นให้ฟังนะครับ, มีครั้งหนึ่งอยากเล่นกีตาร์ม๊ากก อ้อนวอนขอแม่ซื้อให้ราคาประมาณ 2-3 พันกว่าบาท ประเด็นคือผมก็ยังเล่นไม่เป็นแล้วมีครั้งหนึ่งเพื่อนมาขอยืมกีตาร์ก็ให้ไปโดยไม่คิดอะไร แต่พอแม่รู้เข้าก็โวยวายหัวเสีย ทำไมถึงให้เพื่อนยืมของ เชื่อใจได้หรือเปล่า ซื้อมาหลายตังไม่ยอมเล่น นั่นทำให้ผมปี๊ดแตกเลยละ ทำไมแม่เราเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนี้!

มันเป็นความคาดหวังและอ่อนไหวของวัยรุ่น ที่ต้องการให้พ่อแม่เป็นแบบอย่างกับตนเรา เป็นดั่งที่ใจต้องการ แต่ความจริงก็คือเราคือเรา เขาคือเขา ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะไม่สามารถเป็นได้ดั่งที่เราคาดหวัง ปมขัดแย้งกลายเป็นความผิดหวัง เริ่มดื้อรันต่อต้านไม่ยอมรับ ปฏิเสธหัวแข็ง, มันไม่มีวิธีการไหนเลยนะครับ ที่ทำให้วัยรุ่นเข้าใจเรื่องพรรค์นี้ได้ ต่อให้พยายามพูดอธิบายแสดงออกสักเท่าไหร่ นอกเสียจากกาลเวลาที่จะเป็นสิ่งสั่งสอนขัดเกลาพวกเขาเอง สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ขณะนั้นคือทำความ’เข้าใจ’ ถามลูกว่า’ต้องการอะไร’ ประณีประณอมไม่ปิดกั้นและให้เวลากับพวกเขามากขึ้น

สำหรับพ่อแม่ในอุดมคติที่ผมเคยวาดฝันไว้ ไม่จำเป็นจะต้องดูแลเอาใจใส่ทะนุถนอมเราตลอดเวลาเป็นอย่างดี แต่ต้องมีอุดมการณ์บางอย่างในชีวิตที่แน่วแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเรื่องที่แม่ไม่ให้เพื่อนยืมกีตาร์ จะบอกว่านั่นกลายเป็นหนึ่งในปรัชญาชีวิตของผมไปเลย ใครมาของยืมของอะไรให้มันได้แทบทุกอย่างไม่เคยหวง จะขโมยไปก็ไม่ว่า กล้าขอกล้าให้ น้ำใจคือสิ่งสำคัญที่สุด

Rebel Without a Cause: The Hypnoanalysis of a Criminal Psychopath เป็นชื่อหนังสือที่เขียนโดยจิตแพทย์ Robert M. Lindner ตีพิมพ์ปี 1944, Warner Bros. ซื้อลิขสิทธิ์น่าจะตั้งแต่ตอนวางขาย แต่มีแผนจะใช้เฉพาะชื่อหนังสือเท่านั้น มอบหมายให้ Stewart Stern กับ Irving Shulman เป็นผู้พัฒนาบทภาพยนตร์

Nicholas Ray (1911-1979) ผู้กำกับชาวอเมริกา เกิดที่ Wisconsin ในบริเวณที่เต็มไปด้วยเด็กเกเร เที่ยวกลางคืน ซิ่งรถ ติดเหล้าเมายา ซึ่งเด็กชายก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนักท่องรัตติกาล nightlife แห่งยุค Al Capone, Ray เป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่มีความสามารถด้านการพูดในที่สาธารณะ ถึงขนาดได้ทุนเลือกเข้าเรียนที่ไหนก็จบได้ ชื่นชอบการแสดง ได้งานที่ Federal Theater Project รู้จักกับ Elia Kazan, Orson Welles, Burt Lancaster, Joseph Cotten, Sidney Lumet ฯ ด้วยวิสัยทัศน์อันโดดเด่นไม่นานก็ได้กำกับ Broadway เรื่องแรก(และเรื่องเดียว) Beggar’s Holiday (1946) ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่องแรก They Live by Night (1948) ผลงานอื่นที่มีชื่อเสียง อาทิ In a Lonely Place (1950), Johnny Guitar (1954), Bigger Than Life (1956), King of Kings (1961) ฯ

ผลงานของ Ray จัดว่ามีอิทธิพลต่อ French New Wave เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Jean-Luc Godard เคยเขียนชื่นชมไว้ว่า ‘ภาพยนตร์คือ Nicholas Ray’

“There was theatre (Griffith), poetry (Murnau), painting (Rossellini), dance (Eisenstein), music (Renoir). Henceforth there is cinema. And the cinema is Nicholas Ray.”

บทสัมภาษณ์ของ Ray ต่อ Rebel Without a Cause คือ ‘He fails to provide the adequate father image, either in strength or authority’ ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับ ‘พ่อ’ (father-figure) ในอุดมคติของวัยรุ่นสามคน ประกอบด้วย
– Jim Stark (รับบทโดย James Dean) มีพ่อที่อ่อนแอ โอนอ่อนผ่อนตามเกินไป ไม่สามารถเป็นแบบอย่างให้กับลูกได้
– Judy (รับบทโดย Natalie Wood) มีพ่อที่เข้มงวด ไม่โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ต้องการสนิทชิดเชื้อกับลูกมากเกินไป
– John ‘Plato’ Crawford (รับบทโดย Sal Mineo) มีพ่อ/ไม่มีพ่อ ก็ไม่รู้สิครับ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน อาศัยอยู่ในคฤหาสถ์กับคนใช้ผิวสี โดดเดี่ยว อ้างว้าง ลำพัง

ภาพลักษณ์ของพ่อในสายตาพวกเขามีปัญหาบางอย่าง ไม่สามารถเป็นได้ดั่งที่ต้องการ (ส่วนแม่จะเป็นแค่ sometimes Mom) จึงแสดงออกในลักษณะต่อต้านไม่ยอมรับหนีออกจากบ้าน กระทำสิ่งที่เป็นการเรียกร้องความสนใจ แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองจึงจำต้องค้นหาสิ่งพึ่งพิงใจทางอื่น, ช่วง 20 นาทีแรกของหนัง ในสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง นำเสนอสิ่งที่พวกเขาทั้งสามแสดงออกมา เพื่อเป็นการระบายความเจ็บปวดอัดอั้นที่อยู่ในใจ
– Jim กินเหล้าเมาเละเทะ เพื่อต้องการหนีครอบครัว หนีจากทุกสิ่งอย่าง
– Judy หนีออกจากบ้าน ตั้งใจหาเกาะผู้ชายอื่น เพื่อประชดพ่อที่ไม่สนใจตัวเอง
– John ใช้ปืนยิงหมาตาย เพื่อระบายความอัดอั้นเจ็บปวดที่อยู่ในใจ

James Dean (1931 – 1955) นักแสดงหนุ่มชาวอเมริกัน ได้รับการจดจำในฐานะ Cultural Icon มักได้รับบทวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมนอกคอก ตัวนักเลงแต่มีจิตใจดี และหล่อเท่ห์ระเบิด น่าเสียดายด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ตอนอายุ 24 จากอุบัติเหตุทางรถ

Dean เริ่มมีผลงานตั้งแต่ปี 1951 แต่เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังตอนปี 1954 ผลงานอื่นที่โดดเด่น อาทิ East of Eden (1955), Giant (1956) ฯ ทั้งสองเรื่องทำให้ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor ถือว่าเป็นนักแสดงคนแรกที่ได้เข้าชิงหลังเสียชีวิต (posthumous) ถึง 2 ครั้ง 2 ปีติด (เรียกว่าตายแล้วถึงกลายเป็นตำนาน)

สำหรับบท Jim Stark เอกลักษณ์คือสวมแจ็กเก็ตสีแดง เชิ้ตสีขาวข้างใน ใส่กางเกงยีนส์ ท่าเดินกร่างๆบางครั้งห่อไหล่ ชอบเลิกคิ้ว พูดเสียงขึ้นจมูก วกไปวนมาเหมือนคนเมา มองภายนอกจะสามารถรับรู้ได้ถึงความปั่นป่วนที่อยู่ภายใน, Jim อยู่ในวัยที่กำลังค้นหาตนเอง แต่มีพ่อที่ไม่สามารถเป็นแบบอย่างให้ได้ จึงจำเป็นต้องออกค้นหาตนเอง พิสูจน์กับผู้อื่นว่าฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว รู้จักคำว่าเกียรติศักดิ์ศรี และเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก

ในบรรดา 3 บทที่มีชื่อเสียงสุดของ James Dean ผมคิดว่า Rebel Without a Cause ถือว่าเป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น อลม่าน สับสน ว้าวุ่น มีความคล้ายกับการแสดงของ Marlon Brando ใน A Streetcar Named Desire (1951) และ On the Waterfront (1954), ส่วนตัวคิดว่าถ้า Dean ไม่ด่วนจากไปเสียก่อน เขาจะได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับ Brando เป็นสองอัจริยะนักแสดงที่สุดแห่งยุค [อาจจะยิ่งใหญ่กว่าด้วย เพราะได้ยินว่า Dean นิสัยดีมากๆ ผิดกับ Brando ที่หลังๆมาเรื่องมากเอาแต่ใจสุดๆ]

Natalie Wood (1938 – 1981) นักแสดงสาวสวยสัญชาติรัสเซีย-อเมริกัน ที่มีผลงานการแสดงตั้งแต่เด็ก อาทิ Miracle on 34th Street (1947), The Searchers (1956), Splendor in the Grass (1961), West Side Story (1961), Love with the Proper Stranger (1963) ฯ ก่อนอายุ 25 ได้เข้าชิง Oscar ถึง 3 ครั้ง (แต่ทั้งชีวิตไม่เคยได้สักรางวัล)

ครอบครัวของ Wood มีลักษณะคล้ายพวก Gypsy ที่ชอบเดินทางอพยพไปเรื่อยๆ สามีคนแรกของแม่ถูกยิงตายที่รัสเซีย เธออพยพไปอยู่ประเทศจีนแต่งงานใหม่ จากนั้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่อเมริกา คลอด Wood ที่ San Francisco และย้ายไปอยู่ Los Angeles เพื่อสนับสนุนให้เธอเป็นดารานักแสดง, ช่วงวัยเด็กแม่เป็นผู้เสี้ยมสอนเธอขณะนอนหนุนตัก ว่าอนาคตจะต้องกลายเป็นดาราดัง และเด็กหญิงก็เชื่อคำแม่ทุกอย่าง

“My mother used to tell me that the cameraman who pointed his lens out at the audience at the end of the Paramount newsreel was taking my picture. I’d pose and smile like he was going to make me famous or something. I believed everything my mother told me.”

รับบท Judy หญิงสาวที่ขาดความรักจากพ่อ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมโตแล้วถึงแสดงความรักต่อกันไม่ได้ (เพราะเธอไม่เข้าใจว่า พ่อเป็นคนอย่างไร ทำไมถึงแสดงออกมาเช่นนั้น จึงเก็บไปครุ่นคิดมากจนอึดอัดคับข้องเสียใจ) จึงออกจากบ้านคบหาเพื่อนชาย ค้นหาบุคคลผู้ซึ่งจะกลายเป็นที่พึ่งพิงทางใจใหม่ให้กับตนเอง

มันก็ไม่คล้ายชีวิตจริงของ Judy เสียเท่าไหร่นะครับ เพราะเธอเป็นเด็กดีมาโดยตลอด ผู้กำกับก็คิดเช่นนั้น แต่มีครั้งหนึ่งขณะไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆแล้วเกิดอุบัติเหตุทางรถ Ray รีบตรงไปเยี่ยมโรงพยาบาล ได้ยินหมอพูดถึงเธอว่า ‘goddamn juvenile delinquent’ ทำให้เธอตะโกนบอกกับเขาว่า ‘Did you hear what he called me, Nick?! He called me a goddamn juvenile delinquent! Now do I get the part?!’

Wood ก็ถือว่าเป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่จากโลกนี้ไปเร็ว ในวัยเพียง 43 ปี สาเหตุจากการจมน้ำตาย แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้นไม่มีใครรู้แน่นอน

Sal Mineo หรือ Salvatore Mineo, Jr. (1939 – 1976) นักแสดงภาพยนตร์ ละครเวทีสัญชาติอเมริกัน ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor 2 ครั้งจาก Rebel Without a Cause (1955) และ Exodus (1960), Mineo เข้าเรียนในโรงเรียนสอนเต้นและการแสดงตั้งแต่เด็ก ได้ร่วมแสดงละครเวทีเรื่องแรก The Rose Tattoo (1951) สมทบ Yul Brynner รับบทองค์ชายในละครเพลง  The King and I มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Six Bridges to Cross (1955)

รับบท John ‘Plato’ Crawford ลูกชายของครอบครัวที่มีเงินอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ แต่พ่อแม่กลับไม่เคยอยู่กับเขา (ก็ไม่รู้อยู่ไหน) อาศัยอยู่กับคนใช้ผิวสี ทำให้มีความอ้างว้างโดดเดี่ยวตามลำพัง, ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นคนอ่อนแอ คิดทำอะไรเองไม่ค่อยได้ (เหมือนลูกคนรวยที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น) จึงมักถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ จนทำให้มีโลกส่วนตัวสูง, Plato ต้องการเพื่อน(เพื่อแทนพ่อ)แต่ไม่มีใครอยากเป็นด้วย เมื่อได้พบกับ Jim และ Judy ที่มองเขาอย่างเสมอภาค มันเหมือนพวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นตัวแทน พ่อ-แม่ ในความต้องการของตน

การแสดงของ Mineo ถือว่าเป็นการ breakthrough อาชีพการแสดงของเขาเลย สีหน้าสายตาแสดงความโหยหาต้องการ มันเหมือนว่าตัวจริงของเขาคงต้องขาดอะไรไปบางอย่างเช่นกัน, Mineo เสียชีวิตตอนอายุ 37 ปี จากการถูกฆาตกรรม (ว่ากันว่าเพราะบทบาทการแสดงล่าสุด รับบทคนที่เป็น bisexual)

นักแสดงหลักทั้งสามของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่มีใครอายุยืนถึง 50 ปีเลยหรือนี่!

ถ่ายภาพโดย Ernest Haller ที่มีผลงาน Gone with the Wind (1939), Mildred Pierce (1945), What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ฯ งานภาพของหนังมีมุมกล้องที่แปลกประหลาดหลายครั้ง อาทิ มุมก้มมุมเงย, เอียงกระเทเล่, กล้องหมุน 180 องศา ฯ ที่มีนัยยะถึงความบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน เอนเอียงของวัยรุ่น ที่อยู่นิ่งๆเฉยๆเหมือนคนปกติไม่ได้

ฉากเปิดหนัง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฉากเปิดยอดเยี่ยมที่สุดในโลก, จริงๆแล้วฉากนี้ไม่มีในบท แต่หลังจากถ่ายทำติดต่อกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง Dean ขอผู้กำกับว่าอยากทำอะไรสักอย่างแบบไม่มีเหตุผลเท่าไหร่ จึงตั้งกล้องวางไว้บนพื้นถนน แล้วเขาก็ลงไปกลิ้งเกลือกเล่นกับของเล่นลิง, ในสภาพที่เหนื่อยอ่อนล้า กลายเป็นมองได้ว่ากำลังมึนเมาไร้สติ ลงไปเล่นกับลิงเหมือนกับว่าชีวิตเขามันก็เหมือนของเล่น ยังไม่พบความต้องการอะไรที่แท้จริง

มีคำพูดประโยคหนึ่งใน Griffith Observatory ที่ Plato กระซิบบอก Jim ว่า ‘You shouldn’t monkey with him.’ นี่แปลว่าอย่าไปแหย่เล่นกับลิง เพราะอาจถูกแว้งกัดได้

กล้องหมุน 180 องศา ขณะที่ Jim กลับมาบ้านหลังเกิดอุบัติเหตุ ด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเขาทิ้งตัวนอนลงบนโซฟา กลิ้งเกลือกหมุนตัวหัวตกมองเห็นแม่กำลังเดินลงบันได แล้วกล้องหมุน 180 องศา, การหมุนกล้องลักษณะนี้มีนัยยะบ่งบอกถึงสิ่งกลับตารปัตร อาทิ ความคิด, มุมมอง, ความต้องการของตนเอง ฯ ซึ่งสิ่งที่ Jim เปลี่ยนไปนับจากวินาทีนี้ คือเขากลายเป็นคนที่ต้องการรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นเพราะตนคือส่วนหนึ่ง (แต่พ่อแม่กลับจะไม่ยอมให้เขารับผิด! เสียอย่างนั้น)

ฉากตรงบันไดระหว่าง Jim กับพ่อแม่ สังเกตว่ากล้องมันจะเอียงๆประมาณ 15-30 องศา ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงกลางพยายามที่จะเชื่อมความเข้าใจรอยต่อของทั้งสอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคนหนึ่งก็หัวสูงเย่อหยิ่งเกินไป (แม่) อีกคนก็นอบน้อมโอนอ่อนต่ำเกินไป (พ่อ) ตัวเขาที่อยู่ตรงกลางทำได้แต่คาดหวังร้องขอ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทำอะไรให้เกิดขึ้นได้

ฉากไคลน์แม็กซ์ของหนังเมื่อ Plato ถูกยิง ขณะกำลังล้มลง กล้องหมุนเอียงทำท่าเหมือนจะล้มตาม แต่แล้วก็หมุนกลับมาตั้งตรง, อธิบายช็อตนี้ต้องใช้ความรู้สึกประกอบ ขณะ Plato ถูกยิงจิตใจของ Jim มันสั่นสะท้าน เหมือนกำลังจะวูบตกดับไป แต่ไม่นานนักก็เรียกสติกลับคืนมาสู่ปกติได้

ต้องถือว่างานภาพของหนัง มีความเป็น cinematic ภาษาภาพยนตร์สูงมาก คือผู้กำกับใช้ภาพเป็นตัวแทนสื่ออารมณ์ของเรื่องราวแต่ละฉาก ผู้ชม/ตัวละครคิดรู้สึกเช่นไร งานภาพก็จะนำเสนอออกมาในลักษณะรูปแบบนั้น ราวกับอีกตัวละครหนึ่งที่เป็นผู้เล่าเรื่องมองเห็นได้ นี่คือสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการภาพยนตร์สมัยนั้น เริ่มต้นที่ผู้กำกับ Nicholas Ray นี่แหละ

ตัดต่อโดย William H. Ziegler ที่มีผลงานอย่าง Strangers on a Train (1951), My Fair Lady (1964) ฯ หนังนำเสนอเรื่องราว 1 วัน 1 คืนเต็มๆของวัยรุ่นสามคน เริ่มต้นที่โรงพักถูกกักขังบริเวณพร้อมกันโดยบังเอิญ วันถัดมาจากคนไม่รู้จักกลายเป็นเพื่อน และจบด้วยเพื่อนตายที่ Griffith Observatory หอดูดาวใน Los Angeles, California

มุมมองของหนังจะเป็นทั้ง 3 ตัวละครหลักตัดสลับกัน แต่จะเป็น Jim มีเรื่องราวโดดเด่นมากที่สุด (เหมือนว่า Jim คือพ่อ, Judy คือแม่, John คือลูก)

หนังดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า ส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาและการแสดงที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกหงุดหงิดทรมาน หาจังหวะผ่อนคลายไม่ค่อยได้เสียเท่าไหร่, ก็อย่างที่บอกไป ผู้กำกับได้ทำให้อารมณ์และเรื่องราวของหนัง ถ่ายทอดผ่านทางวิธีการนำเสนอ ถ้าคุณเกิดความรู้สึกพวกนี้ จับอารมณ์ไว้ แล้วทำความเข้าใจกับมันว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นคือความสวยงามของหนังเลยละ

เพลงประกอบโดย Leonard Rosenman ที่มีผลงานอย่าง Barry Lyndon (1975), Bound for Glory (1976), Star Trek IV: The Voyage Home (1986) ฯ เริ่มต้นบทเพลงด้วยเสียงดนตรีที่กระโดดไปมา เหมือนดั่งจิตใจวัยรุ่นเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นอลม่าน แต่เมื่อกะเทาะเปลือกนอกออก จะพบว่าจิตใจภายในของพวกเขามีแต่ความนุ่มนวล อ่อนหวาน โหยหา ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจตัวเอง แต่แค่ยังไม่รู้วิธีการจะต้องทำอย่างไร

ผมหยิบเอาการแสดง Orchestra ที่เป็น Main Theme ของ Rebel Without a Cause Suite มาให้ฟังภาพรวมของหนังนะครับ, การบรรเลงลักษณะนี้มีความไพเราะกว่าที่ได้ยินในหนังเป็นไหนๆ

เกร็ด: มีขณะหนึ่ง Judy ฮัมเพลง Brahms’ Lullaby กล่อมให้ John นอนหลับ ทั้งสามเปรียบเสมือนครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก กันเลยจริงๆละ

สิ่งที่ผู้กำกับได้สร้างขึ้นมาในหนังเรื่องนี้ คือ’โลก’ของวัยรุ่นที่มีเรื่องราว ค่านิยม วัฒนธรรม ปรัชญา ภาษาของตนเอง ด้วยวัยของพวกเขาที่มีเป้าหมายความต้องการคล้ายๆกัน กล้าท้า กล้าลอง กล้าพิสูจน์ เพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิ์ยอมรับ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้

จริงอยู่การกระทำของพวกเขา อาทิ ทำลายข้าวของ, ต่อสู้อันธพาล, ขับรถซิ่ง ฯ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย จัดได้ว่าเป็นพวกอันธพาล เกเร ‘teenage delinquency’ แต่มันคือเสี้ยวหนึ่งของอารมณ์ชีวิตมนุษย์ เพราะความคิดที่ว่านี่คือสิ่งถูกต้อง โลกทั้งใบก็มีเพียงแค่นี้ (เหมือนกบในกะลา) สิ่งที่อยู่เหนือบนฟากฟ้ามันช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน

ตอนต้นเรื่องที่มีการบรรยายนอกสถานที่ Griffith Observatory โลกเราเมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ก็ช่างเล็กกระจิดริดนิดเดียว เหตุการณ์ที่เราเห็นบนนั้นมันก็แค่อดีตที่เมื่อไม่รู้กี่ล้านปีก่อนกว่าจะส่องส่งแสงมาถึง เฉกเช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ช่วงเวลาวัยรุ่น วันหนึ่งที่มันก็แค่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของชีวิต ผ่านไปแล้วเดี๋ยวก็ลืมเลือน ย้อนหวนระลึกกลับมาก็มักไม่พบว่ามันจะมีค่าอะไร เป็นแค่แสงสว่างริบๆที่จะค่อยๆเลือนลางจางหายไป

ใจความของหนังเรื่องนี้คือการเฝ้ามองชีวิต ค้นหาความต้องการของวัยรุ่น โดยใช้พ่อเป็นแรงจูงใจในสิ่งที่พวกเขาขาดหายไป
– Jim ไม่ต้องการเป็นเหมือนพ่อ อยากได้การยอมรับจากผู้อื่น และทำบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวของตนเอง
– Judy ออกค้นหาที่พึ่งทางใจใหม่ทดแทนพ่อ ในตอนแรกคือ Buzz แต่ก็รู้ตัวว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการแท้จริง
– John ต้องการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ค้นพบผู้ที่กลายเป็นตัวตายตัวแทนของพ่อแม่

ความน่าเศร้าของหนังเรื่องนี้ คือพวกเขาทั้ง 3 ค้นพบสิ่งที่ตนเองค้นหาต้องการ แต่ไม่มีใครได้ครอบครองมัน
– Jim มีความต้องการปกป้อง Pluto (ค้นพบสิ่งที่ตนเองต้องการ เพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่แตกต่างจากพ่อของตนเอง) แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้สำเร็จ
– Judy ค้นพบ Jim แต่สิ่งที่เธอต้องการคืออะไร ตัวแทนของพ่อหรือคนรัก (เหมือนว่า Jim จะกลายเป็นแบบหลังมากกว่า) และตอนจบมีเพียงครอบครัวของเธอเท่านั้น ที่ไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกเลย
– John หลังจากได้ค้นพบตัวตายตัวแทนของพ่อแม่ คือ Jim กับ Judy แต่กลับถูกทอดทิ้ง (เหมือนชีวิตจริงของเขา) รู้สึกเหมือนตนเองถูกทรยศหักหลัง วิธีที่ทำได้แค่พยายามปกป้องตัวเอง เรียกร้องความสนใจอย่างที่สุด

Rebel Without a Cause ปัญหาของวัยรุ่นมักมีสาเหตุประการสำคัญมาจาก’ครอบครัว’ พ่อแม่ไม่สามารถทำความเข้าใจรับรู้ความต้องการของลูก ทำไมถึงแสดงพฤติกรรมออกมาเช่นนั้น? ทำไมไม่เป็นอย่างที่ต้องการ? ผมคิดว่ามันอยู่ที่โชคชะตาบุญญาบารมีของพวกท่านด้วยนะครับ เรื่องพรรค์นี้มันแทบจะหาต้นตอสาเหตุไม่ได้เลย อยู่ดีๆก็เสมือนมวลรวมแห่งความชั่วร้าย เกิดขึ้นและเป็นไป สิ่งที่เราจะทำได้คือป้องกันและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็ไม่มีหลักประกันไหนบอกได้ ว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเป็นคนดีไม่เกเรเฉไฉออกนอกลู่นอกทาง

กับวัยรุ่นบางคน ผมว่าก็ให้พวกเขาไปเถอะ เรียนรู้ เข้าใจ โลกใบนั้นด้วยตนเอง คือถ้าชีวิตมันหลงผิดแล้วกลับตัวได้ เชื่อว่าอะไรๆคงดีขึ้นแน่นอน แต่ถ้าไปไม่กลับ ก็หลับไม่ตื่น โทษบุญพาวาสนาบารมีไปนะครับ

บุตรของเธอ…ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้
เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง

เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้
ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน…

– คาลิล ยิบราน ในเรื่องของ “บุตร”

ผมขอที่จะไม่นำเสนอวิธีป้องกันไม่ให้เด็กวัยรุ่นเถไถออกนอกเส้นทาง…อะไรแบบนั้นนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเลย แค่เล่าเรื่องบอกว่า มีอะไรเป็นยังไงเกิดขึ้น แต่มีบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้ “โตขึ้นจะไม่กลายเป็นพ่อแบบของพวกเขาทั้งสาม” แค่นี้ในทางทฤษฎีก็เพียงพอแล้วละ แต่จะปฏิบัติอย่างไรก็คิดต่อเอาเองเลย

ใบ้ให้นิดนึง ทางพุทธเราก็มีสอนเรื่องการเลี้ยงลูกนะครับ คุ้นๆที่เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัยรุ่นเกเร อันธพาล จึงถูกแบนห้ามฉายในบางประเทศ อาทิ New Zealand ขณะที่ประเทศอังกฤษให้เรต X และถูกบังคับให้ตัดบางฉากออกไป

ด้วยทุนสร้าง $1.5 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $4.5 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าวัยรุ่นสมัยนั้นแห่กันมาดูอย่างล้นหลาม, เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Supporting Actor (Sal Mineo)
– Best Supporting Actress (Natalie Wood)
– Best Writing

หนังมีประโยคคำพูดเจ๋งๆเยอะเลยนะครับ บางคำเรียกได้ว่าเป็นอุดมการณ์/ปรัชญา บางประโยคแสดงจิตวิทยาของตัวละคร ขอยกมา 3-4 ประโยคแล้วกัน
– “You’re tearing me apart! You say one thing, he says another, and everybody changes back again.” เป็นคำพูดตัดพ้อของ Jim ต่อครอบครัวที่พ่อพูดอย่างหนึ่ง แม่พูดอย่างหนึ่ง มันทำให้เขาตัดสินใจไม่ได้ว่าจะคิดทำอะไร
– “You’ve gotta do something. Don’t you?” นี่ถือเป็นปรัชญาชีวิตวัยรุ่น เราต้องทำอะไรบางอย่าง อยู่เฉยๆไม่ได้ เพราะฮอร์โมนมันคลั่งหลั่งอยู่ภายในต้องหาทางระบายออก
– “Is this where you live? Who lives?” การมีชีวิตอยู่คืออะไร? อีกหนึ่งคำถามเชิงปรัชญาของวัยรุ่น
– “What can you do when you have to be a man?” Jim ถามพ่อของตนเอง แต่ไม่ได้รับคำตอบ เพราะเป็นสิ่งต้องหาด้วยตัวเอง

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าหนังมันเอื่อยๆไปสักหน่อยตามกาลเวลา ประทับใจการแสดงของ James Dean ตราตรึงติดในความทรงจำ, ชอบสุดคือภาษาของภาพยนตร์ มันคอยสร้างความพิศวงอย่างมากขณะรับชม ทำไมต้องเอียงแบบนี้? หมุนเพื่อ? ยิ่งครุ่นคิดหาความหมายการนำเสนอแต่ละฉาก จะยิ่งเห็นความสวยงามอันสมบูรณ์แบบของหนัง

แนะนำกับผู้ใหญ่ผู้ปกครองทุกท่านที่มีลูกกำลังโต “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ลองทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับวัยรุ่นหนุ่มสาวทั้งหลายในหนัง มองหาสาเหตุ และคิดหาคำตอบ ว่าจะมีวิธีการป้องกัน เลี้ยงดู ทำอย่างไรให้พวกเขาไม่กลายเป็นแบบในหนัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ ตำรวจเด็ก คุณครูทั้งหลาย, แฟนๆหนัง James Dean, Natalie Wood และผู้กำกับ Nicholas Ray ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ ในพฤติกรรมเรื่องราวของวัยรุ่น ที่ควรให้พวกเขาโต(กว่าวัยรุ่นจริงๆเสียหน่อย) ค่อยให้รับชมนะครับ

TAGLINE | “Rebel Without a Cause ของผู้กำกับ Nicholas Ray ได้สร้างโลกเหนือกาลเวลาของวัยรุ่น นำแสดงโดย James Dean และ Natalie Wood ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ยังคงมีเรื่องราวรูปแบบคล้ายๆเดิมอยู่”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of