Scarface (1932) hollywood : Howard Hawks ♥♥♥♥

ยุคสมัยนั้นใครๆต่างรับรู้ว่า Scarface คือฉายาของ Al Capone แต่เพราะภาพยนตร์มิอาจนำเสนอชีวประวัติอาชญากรออกมาตรงๆ จึงใช้การหลีกเลี่ยง ปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น ท้าชนกองเซนเซอร์อยู่เกือบปีจน Howard Hawks บอกช่างแม้ง! นำออกฉายทั้งๆไม่ผ่านการอนุมัติ ดิบ เถื่อน รุนแรงสุดเท่าที่จะสามารถนำเสนอออกมาได้ (ขณะนั้น)

Scarface (1932) เป็นภาพยนตร์ได้รับการยกย่องว่า ‘one of the most highly censored films in Hollywood history’ เพราะกองเซนเซอร์ Motion Pictures Producers and Distributors of America (MPPDA) มองว่าเรื่องราวสร้างภาพอาชญากรให้ดูดี เชิดชูการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย อาจทำให้ผู้ชมนำไปลอกเลียนแบบอย่าง แต่หน่วยงานดังกล่าวไม่มีอำนาจในการสั่งแบน (แค่อนุมัติว่าผ่านไม่ผ่าน) จึงสามารถนำออกฉายบางรัฐที่ไม่เข้มงวดกับกฎดังกล่าว

แซว: มันก็เพราะ Scarface (1932) เรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้ร่างกฎหมายของ Motion Picture Production Code (MPPC) หรือที่รู้จักในชื่อเล่น Hays Code ผ่านการเห็นชอบเมื่อกรกฎาคม 1934 ทำให้มีอำนาจในการสั่งแบนห้ามฉายภาพยนตร์ที่กระทำผิดข้อตกลง

จนถึงปัจจุบันผมก็ยังรู้สึกว่า Scarface (1932) มีความดิบ เถื่อนที่ทรงพลังมากๆ นั่นเพราะไดเรคชั่นของ Howard Hawks ค่อยๆเพิ่มความรุนแรงขึ้นทีละนิด ฉากแรกเห็นแค่เงา (ฆ่าแบบหนังนัวร์) ทีละศพสองศพจนกลายเป็นสงคราม การมาถึงของปืนกลก็กราดยิง St. Valentine’s Day Massacre และไคลน์แม็กซ์ยกมาทั้งสถานีตำรวจเพื่อล้อมจับแหล่งกบดาน

(ใครฟังภาษาอังกฤษออก ก็อาจสัมผัสได้ถึงสำเนียงพูดที่เปลี่ยนไปของ Tony Camonte เริ่มจากเหน่อๆ Italian ค่อยๆคมชัดขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นอเมริกันเต็มตัว)

ใครเป็นแฟนๆผู้กำกับ Hawks น่าจะสัมผัสได้ถึงสไตล์ลายเซ็นต์ ความยียวนกวนบาท ท้าต่อยตีชาวบ้านชาวช่องไปทั่ว พบเห็นได้ตั้งแต่ถ้อยแถลงอารัมบท เป็นมวยคู่ประวัติศาสตร์แห่ง Hollywood ทรงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน … กองเซนเซอร์ vs. Howard Hawks (พร้อมพี่เลี้ยง Howard Hughes)


Howard Hughes (1905 – 1976) ทายาทมหาเศรษฐี ร่ำรวยจากการขุดเจาะน้ำมัน หลังจากบิดาเสียชีวิตทิ้งกองมรดกไว้มหาศาล ไม่รู้จะเอาเงินทองไปทำมาหากินอะไร ด้วยความชื่นชอบส่วนตัวในการบิน ประดิษฐ์คิดค้นหาวิธีทำให้เครื่องบินมีขนาดเล็กลง ประหยัดเชื้อเพลิง เดินทางได้ไกลขึ้น ก่อตั้งบริษัท Hughes Aircraft Company, นอกจากนี้ยังมีความชื่นชอบในธุรกิจบันเทิง เริ่มต้นจากการเป็นโปรดิวเซอร์ ให้ทุนสร้างกับหนังอย่าง Everybody’s Acting (1927), Two Arabian Knights (1928), The Racket (1928), Hell’s Angels (1930), The Front Page (1931) ฯ

กระแสความนิยมภาพยนตร์แนว Gangster ช่วงต้นทศวรรษ 30s ทำให้ Hughes มีความต้องการเอาแบบอย่างบ้าง แต่เขาเป็นพวกเล็กๆไม่-ใหญ่ๆทำ ความสนใจจึงมีเพียงเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่เหนือใครในยุคสมัยนั้น Al Capone

ใช้เงิน $25,000 เหรียญ ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย Scarface (1930) แต่งโดย Armitage Trail ชื่อจริง Maurice R. Coons (1902 – 1930) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน นำแรงบันดาลใจจากเจ้าพ่อมาเฟีย Al Capone รวมถึงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 20s แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดโน่นนี่นั่น ให้สามารถตีพิมพ์จัดจำหน่าย

เกร็ด: น่าเสียดายที่ Armitage Trail ติดเหล้าอย่างหนัก (ทั้งๆขณะนั้นอยู่ในช่วง Prohibition Era) พลันด่วนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อปี 1930 ขณะอายุเพียง 28 ปี ภายหลังขายลิขสิทธิ์นวนิยายเล่มนี้ให้ Howard Hughes ได้ไม่กี่วัน

มอบหมายให้ Ben Hecht (1894-1964) อดีตนักข่าวอาชญากรรมประจำ Chicago Daily News ผันตัวมาเป็นเขียนหนังสือ ละครเวที และบทภาพยนตร์ ก่อนหน้านี้เป็นผู้ครุ่นคิดเรื่องราว Underworld (1927) และบทละครเวที The Front Page (1928)

เกร็ด: Ben Hecht เรียกร้องค่าจ้างวันละ $1,000 เหรียญ จ่ายตอนหกโมงเช้าก่อนเริ่มงาน เพราะไม่เชื่อในเครดิตของ Howard Hughes หลังจากนำ The Front Page (1928) มาปู้ยี่ปู้ยำ แตกต่างจากบทละครเวทีของตนพอสมควร

Hecht ใช้เวลาเพียง 11 วันก็ดัดแปลงบทร่างแรกเสร็จสิ้น แต่ยังไม่เป็นที่พึงพอใจของ Hughes เลยติดต่อ Fred Pasley และ W.R. Burnett (ผู้แต่งนวนิยาย Little Caesar) ให้เข้ามาช่วยขัดเกลาเรื่องราวเพิ่มเติม และ John Lee Mahin กับ Seton I. Miller ปรับแก้ไขในส่วนบทสนทนา

เกร็ด: ระหว่างที่ Ben Hecht กำลังดัดแปลงบทอยู่นั้น มีลูกน้องสองคนของ Al Capone เข้ามาสอบถามว่ากำลังสร้างหนังเกี่ยวกับหัวหน้าอยู่หรือเปล่า? แล้วทำไมต้องตั้งชื่อว่า Scarface?

“Then why is the movie called Scarface?”

Ben Hecht: “Everyone will think it’s about Capone! That’s the reason. If you call the movie Scarface, people will think it’s about Capone and come to see it. It’s part of the racket we call show business”.


Howard Winchester Hawks (1896-1977) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Goshen, Indiana ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย บิดาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตกระดาษ วัยเด็กมีความชื่นชอบหลายอย่าง อาทิ แข่งรถ, เล่นเทนนิส (ได้แชมป์ US Junior Tennis Championship), อ่านนิยายดังๆ, สอบเข้าวิศวกรรมเครื่องกล Cornell University, อาสาสมัครทหารอากาศ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, ต่อมามุ่งสู่ Hollywood ทำงานเป็น prop boy ในหนังเรื่อง In Again, Out Again (1917), มีโอกาสร่วมงาน Douglas Fairbanks, Cecil B. DeMille, Mary Pickford, จากเขียนบทกลายเป็นผู้กำกับหนังเงียบ The Road to Glory (1926), A Girl in Every Port (1928) ฯ

หนังพูดเรื่องแรก The Dawn Patrol (1930) สร้างขึ้นช่วงเวลาเดียวกับ Hell’s Angels (1930) ทำให้ Howard Hughes ต้องการตัดกำลังคู่แข่ง (เพราะเป็นหนังแนวเดียวกัน) ใช้วิถีสกปรกยื่นฟ้องศาล อ้างว่าลอกเลียนแบบผลงานของตนเอง กลายเป็นความบาดหมางไม่ถูกขี้หน้า (ศาลยกฟ้องข้อกล่าวหาของ Hughes เพราะหนังสองเรื่องไม่มีความเหมือนกันสักนิด!) แต่หลังจากทั้งสองนัดหมายตีกอล์ฟ แลกเปลี่ยนวงสวิง คุยไปคุยมาพอถึงหลุมสิบแปด Hawks ยินยอมตอบตกลงกำกับ Scarface (1932) เสียอย่างนั้น

แซว: แม้ว่า The Dawn Patrol (1930) จะทำเงินไม่มากเท่า Hell’s Angels (1930) แต่ด้วยทุนสร้างที่น้อยกว่าถึง 3 เท่า เลยทำกำไรกลับคืนมาไม่น้อย (ผิดกับ Hell’s Angels ที่ขาดทุนย่อยยับเยิน)

อีกข้อตกลงที่ Hawks ต่อรองกับ Hugehs คือไม่เข้ามายุ่งย่าม ก้าวก่ายระหว่างถ่ายทำ ซึ่งเจ้าตัวก็ยินยอมปฏิบัติตามโดยดี (ผิดกับโปรเจคอื่นๆที่ Hugehs ชอบชี้นิ้วสั่งจะเอาแบบโน้นนี้นั้น จนผู้กำกับหลายคนขอถอนตัวทอดทิ้งโปรเจคกลางคัน) จริงๆก็มีแวะเวียนเข้ามา ขอให้เพิ่มฉากที่สามารถสร้าง ‘visually exciting’ อาทิ ขับรถไล่ล่า, พุ่งชนสิ่งกีดขวาง, กราดยิงปืนกล ฯ แต่ไม่ก้าวก่ายการทำงานประการใด

สไตล์การทำงานของ Hawks เป็นคนง่ายๆ สบายๆ รักอิสระ ไม่ชอบถูกบีบบังคับ ไม่เคยอยู่ใต้สังกัดสตูดิโอไหน เป็น freelance เลยสรรค์สร้างผลงานได้หลากหลาย Comedy, Drama, Gangster, Sci-Fi, Film Noir, Western แต่ส่วนใหญ่มักเป็น ‘actor-focused’ ปรับเปลี่ยนตัวละครให้สอดคล้องนักแสดง นิยมถ่ายทำน้อยเทค ซ่อนเร้นอารมณ์ขบขัน (ในระดับยียวนกวนประสาท) เสียดสีวิถีอเมริกัน และมักสอดแทรกข้อคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์พี่-น้อง ครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรัก

“the greatest American artist”.

Jean-Luc Godard

ช่วงทศวรรษ 1920s, เรื่องราวของ Antonio ‘Tony’ Camonte (รับบท Paul Muni) รับคำสั่งจากเจ้าพ่อมาเฟีย John ‘Johnny’ Lovo (รับบทโดย Osgood Perkins) กำจัดคู่แข่งคนสำคัญ ‘Big’ Louis Costillo กลายเป็นผู้นำทางตอนใต้ของ Chicago ทำธุรกิจลักลอบค้าสุรา (Bootlegging) ยังไม่มีแผนขยายอิทธิพลสู่ตอนเหนือที่นำโดย O’Hara แต่ Tony กลับแสดงออกว่าไม่หวาดกลัวเกรงอะไรทั้งนั้น พร้อมสู้รบทำสงครามได้ทุกเมื่อ

Tony เป็นคนทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ตกหลุมรักแรกพบ Poppy (รับบทโดย Karen Morley) ขณะนั้นเป็นแฟนสาวของ Johnny ก็พยายามหาหนทางเรียกร้องความสนใจ ค่อยๆปรับเปลี่ยนตนเองจากโจรกระจอกกลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย จนกระทั่งวันหนึ่งเปิดสงครามกับตอนเหนือ กำจัด O’Hara ถูกโต้ตอบด้วยปืนกล เลยลักขโมยแล้วเก็บศัตรูจนหมดสิ้นในเทศกาล St. Valentine’s Day Massacre และหวนกลับมาจัดการ Johnny ที่วางแผนตลบหลังตนเอง จนสามารถครอบครองรักหญิงสาวได้สำเร็จ

แต่ Tony มีจุดอ่อนคือครอบครัวของตนเอง โดยเฉพาะน้องสาว Francesca ‘Cesca’ Camonte (รับบทโดย Ann Dvorak) นิสัยเอาแต่ใจ ชอบทำอะไรๆขัดคำสั่งตนเอง หว่านโปรยเสน่ห์ไปทั่ว ถึงขนาดแอบแต่งงานลูกน้องคนสนิท Guino Rinaldo (รับบทโดย George Raft) พอรับรู้พบเห็นสิ่งบังเกิดขึ้นก็ยินยอมรับความจริงไม่ได้ ลั่นไกสังหารโดยขาดสติหยุดยับยั้งคิด หลังจากนั้นคือชีวิตก็มุ่งสู่หายนะ ถึงจุดจบสิ้น


Paul Muni ชื่อจริง Frederich Meshilem Meier Weisenfreund (1895-1967) นักแสดงสัญชาติ Austro-Hungarian เชื้อสาย Jews เกิดที่ Lemberg, Austro-Hungarian Empire (ปัจจุบันคือ Lviv, Ukraine) เมื่ออายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวอพยพสู่สหรัฐอเมริกา ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ Chicago, ทั้งบิดา-มารดาต่างเป็นนักแสดง ทำให้มีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็กจนได้รับโอกาสเข้าร่วม Yiddish Art Theatre และความชื่นชอบอีกอย่างคือการแต่งหน้า จนได้รับฉายา ‘the new Lon Chaney’ ขณะอายุ 12 สามารถเล่นเป็นตัวละครอายุ 80 ปี

ปี 1929, เซ็นสัญญาสตูดิโอ Fox แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Valiant (1929) แม้ไม่ทำเงินนักแต่มีชื่อเข้าชิง Oscar: Best Actor ระหว่างนั้นก็ไปๆกลับๆระหว่าง Hollywood กับ Broadways จนกระทั่งโด่งดังกับ Scarface (1932) และ I Am a Fugitive from a Chain Gang (1932), ผลงานอื่นๆ อาทิ The Story of Louis Pasteur (1936) ** คว้า Oscar: Best Actor, The Life of Emile Zola (1937), The Last Angry Man (1959)

รับบท Antonio ‘Tony’ Camonte เชื้อสายอิตาเลี่ยน ไม่รู้เพิ่งอพยพมาถึงสหรัฐอเมริกาหรืออย่างไร สำเนียงเสียงพูดเลยยังไม่ชัดเท่าไหร่ แต่งตัวเฉิ่มๆเชยๆแต่ค่อยๆสังเกต เรียนรู้ ปรับตัวเลียนแบบคนรอบข้าง ด้วยอุปนิสัยขี้เล่นซุกซุน ร่าเริงสนุกสนาน เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน ไร้ความหวาดกลัวเกรงผู้ใด สายตาจับจ้องมองอนาคต พร้อมเปิดสงครามต่อสู้ครอบครองทุกสิ่งอย่าง

ความหึงหวงแหนน้องสาวของ Tony มันดูมากล้นจนผิดธรรมชาติ เหมือนหนังจะแอบสอดแทรกประเด็น ‘incest’ (ระหว่าง Tony กับ Cesca) มองเธอดั่งสิ่งข้าวของ ใช้จ่ายด้วยเงิน พยายามบีบบังคับให้ต้องกระทำตามคำสั่ง และเมื่อพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ (กอดจูบ/ยั่วสวาทชายอื่น) จึงมิอาจอดรนทน ควบคุมตนเองไม่อยู่

แรกเริ่มนั้นโปรดิวเซอร์ Irving Thalberg แนะนำ Clark Gable แต่ผู้กำกับ Hawks ไม่คิดว่าเหมาะสมกับบทสักเท่าไหร่ (Gable was a personality, not an actor.) จนกระทั่งพบเห็น Paul Muni ในการแสดง Broadway เลยติดต่อผ่านผู้จัดการ ทีแรกเจ้าตัวบอกปัดเพราะครุ่นคิดว่าร่างกายตนเองไม่เหมาะสมกับบทบาท (เหตุผลจริงๆอาจเพราะเขาติดพันละครเวทีเรื่องที่เล่นอยู่ เลยไม่ค่อยอยากรับงานภาพยนตร์) แต่เป็นภรรยาโน้มน้าวให้ตอบตกลง ทดสอบหน้ากล้องเพียงครั้งเดียวทุกคนต่างเห็นพ้อง ต้องคนๆนี้เท่านั้น

การแสดงของ Muni โดดเด่นในลีลาคำพูด เล่นสีหน้า ยักคิ้วหลิ่วตา โดยเฉพาะภาษามือทักทาย แรกๆอาจรู้สึกแปลกประหลาด แต่พอมักคุ้นเคยกลับมิอาจละสายตา มันช่างเป็นธรรมชาติ ลื่นเหมือนปลาไหล ดูเกินจริงจนเข้าใกล้ Abstraction

“The film just stopped me in my tracks. All I wanted to do was imitate Paul Muni. His acting went beyond the boundaries of naturalism into another kind of expression. It was almost abstract what he did. It was almost uplifting”.

Al Pacino

อีกสิ่งต้องชื่นชมก็คือพัฒนาการเสียงพูด จากสำเนียงเหน่ออิตาเลี่ยน ค่อยๆชัดเจนขึ้นจนกลายเป็นอเมริกัน … สอดคล้องกับเสื้อผ้าหน้าผม ปริมาณลูกน้องรายล้อม และความเย่อหยิ่ง ทะนง เห็นแก่ตัว ก็ทวีความรุนแรงด้วยเช่นกัน

การแสดงของ Paul Muni สามารถเทียบชั้น Edward G. Robinson (Little Caesar) และ James Cagney (The Public Enemy) โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร แต่ความสนใจจริงๆของ Muni ทุ่มเทให้กับละครเวที Broadway เลยไม่กลายเป็น ‘typecast’ ในบทนักเลง/เจ้าพ่อมาเฟีย และความสามารถพิเศษของเขาคือการแต่งหน้า ปรับเปลี่ยนรูปโฉมจนแทบไม่มีใครจดจำได้ในผลงานถัดๆมา


Ann Dvorak ชื่อจริง Anna McKim (1911 – 1979) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เป็นบุตรสาวของนักแสดงหนังเงียบ Edwin McKim และ Anna Lehr เริ่มมีผลงานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เรื่อง Ramona (1916), หลังจากพ่อ-แม่หย่าร้าง ได้กลายเป็น chorus girl ในสังกัด MGM สนิทสนมเพื่อนนักแสดง Karen Morley เป็นคนแนะนำให้รู้จัก Howard Hughes จนได้มีโอกาสเล่นหนัง Scarface (1932), ติดตามด้วย Three on a Match (1932), The Crowd Roars (1932), Sky Devils (1932) ฯ ทั้งประสบความสำเร็จและอื้อฉาวพอสมควรในช่วงทศวรรษ 30s

รับบท Francesca ‘Cesca’ Camonte เด็กสาวอายุ 17-18 ปี แต่มีความระริกระรี้ ต้องการชีวิตอิสระ จะไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยพี่ชาย Tony ที่เอาแต่บีบบังคับให้ต้องทำตามคำสั่ง, เธอพยายามหว่านโปรยเสน่ห์ต่อ Guino Rinaldo ทั้งยั่วเต้น เล่นลีลา แต่กว่าเขาจะยินยอมตอบตกลง ก็ต้องหลบซ่อนความสัมพันธ์ แอบแต่งงานคาดหวังจะเซอร์ไพรส์พี่ชาย แต่เขากลับเลือดขี้นหน้าทำให้คนรักตกตายไปต่อหน้าต่อตา

วันที่ Morley ลากพา Dvorak มาแนะนำตัว/ร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของผู้กำกับ Hawks เห็นว่าเธอเข้าหา George Raft (นักแสดงผู้รับบท Rinaldo) ชักชวนให้ร่วมเต้นรำแต่กลับถูกบอกปัดปฏิเสธ เลยเต้นยั่วต่อหน้าเขาจนต้องยินยอมอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจผู้กำกับ Hawks ยินยอมให้ทดสอบหน้ากล้อง และนำเหตุการณ์ดังกล่าวใส่ลงในหนังอีกด้วย

ระหว่างรับชม ผมก็ไม่ได้ครุ่นคิดว่าบทนี้จะมีความสลักสำคัญอะไร พอมาถีงการเต้นยั่วฉากนั้นเริ่มเกิดความประหลาดใจ นี่เป็นตัวละครชอบเล่นกับไฟ มันต้องมีอะไรซ่อนเร้นอยู่แน่ๆ กระทั่งไคลน์แม็กซ์อาจทำให้ผู้ชมถีงขั้นคลุ้มคลั่ง กำลังน่ารักๆอยู่ดีๆเปลี่ยนมาร่ำร้องไห้หลังสูญเสียคนรัก มันช่างเจ็บปวดร้าวถีงทรวงใน

ถือปืนเตรียมจะยิงแก้แค้น แต่กลับพร้อมสู้ตาย ไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวอันตราย (เพราะไม่อะไรให้สูญเสียแล้วหรือเปล่า?) มันอาจไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอสัมผัสได้ถีงความสัมพันธ์ลีกซี้งที่มากกว่าแค่พี่-น้อง และความตายของเธอด้วยกระสุนลูกหลงมันช่าง … หมดสิ้นหวังอาลัย


Karen Morley ชื่อจริง Mildred Linton (1909 – 2003) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Ottumwa, Iowa พออายุ 13 ปี ครอบครัวอพยพย้ายสู่ Hollywood ร่ำเรียนยัง Hollywood High School ตามด้วย University of California แต่ไม่ทันจบออกมาเข้าร่วมคณะ Pasadena Playhouse แล้วไปเข้าตาผู้กำกับ Clarence Brown กำลังมองหานักแสดง stand-in แทน Greta Garbo ทำให้ได้เซ็นสัญญา M-G-M มีผลงาน อาทิ Mata Hari (1931), Scarface (1932), The Mask of Fu Manchu (1932), Arsene Lupin (1933), Our Daily Bread (1934) ฯ น่าเสียดายที่อาชีพนักแสดงของเธอจบลงเพราะติด Hollywood Backlist จากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์

รับบท Poppy หญิงสาวงามเพราะแต่ง ต้องการชีวิตเลิศหรู สุขสบาย สนใจแค่บุคคลมั่งมี แรกเริ่มครองรักอยู่กับ Johnny แต่ถูก Tom พยายามเกี้ยวพาราสี ท้าทายว่ามีทุกสิ่งอย่างเมื่อไหร่ก็อาจยินยอมไปอยู่กับเขา และเมื่อวันนั้นมาถีงแล่นแจ่นเก็บกระเป๋า ติดตามไปอย่างรวดเร็วไว

Morley ขณะนั้นอยู่ในสัญญาของ MGM ถูกหยิบยืมตัวและได้รับโอกาสเลือกบทบาทระหว่าง Cesca กับ Poppy แม้เธอเห็นว่า Cesca โดดเด่นกว่า แต่เพราะอยากให้ความช่วยเหลือ Dvorak เลยตัดสินใจรับเล่น Poppy และโน้มน้าวผู้กำกับ Hawks แนะนำเพื่อนสนิทได้รับบทดังกล่าวแทน

บทบาทของ Morley ก็อย่างที่เธอบอก ไม่ได้มีความโดดเด่นสักเท่าไหร่ นอกจากภาพลักษณ์ ‘Hawksian woman’ ภายนอกดูสวยสง่าเปร่งประกาย แต่สุดท้ายไม่ต่างจากวัตถุสิ่งข้าวของ ให้บุรุษ(พระเอก)ได้ครอบครองสำเร็จสมหวัง


ถ่ายภาพโดย L. William O’Connell (1890-1985) และ Lee Garmes (1898-1978) ทั้งสองต่างเป็นขาประจำของ Howard Hawks โดย O’Connell เป็นผู้ควบคุม Camera Operator และ Garmes จัดแสง-เงา ความสว่าง-มืดมิด

หนังใช้เวลาถ่ายทำ 3 เดือน (ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดพัก) และถ่ายซ่อม/ฉากใหม่อีก 3 เดือน (หลังไม่ผ่านการอนุมัติจากกองเซนเซอร์) สมัยนั้นถือว่าค่อนข้างนานทีเดียว แต่เสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับฉากแอ็คชั่น ขับรถไล่ล่า พุ่งชนโน่นนี่นั่น โดยเฉพาะปืนกลยิงกระสุนจริง จำต้องพี่งพาผู้เชี่ยวชาญ และมีการใช้ Rear Projection เพื่อเพิ่มความสมจริง

แม้ว่าพื้นหลังจะคือ Chicago แต่หนังสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอถีงสามแห่ง Metropolitan Studios, Harold Lloyd Studios และ Mayan Theater (ฉากภายในมีไม่เท่าไหร่ สิ้นเปลืองก็พวกฉากแอ๊คชั่นที่พบเห็นไม่กี่วินาทีเท่านั้น)

ผู้กำกับ Hawks มีความเพลิดเพลินกับการใช้สัญลักษณ์ X พบเห็นตั้งแต่พื้นหลัง Opening Credit และการตายแทบทุกครั้งของอาชญากร จะต้องซ่อนเร้นสัญญะดังกล่าวในรูปแบบใดแบบหนึ่ง (ผมรวบรวมไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องมาอธิบายซ้ำอีก)

แค่ช็อตแรกของหนัง Hawks ก็สร้างความอึ้งทึ่งให้ผู้ชมด้วย Long Take ตั้งแต่หลอดไฟติด-ดับบนป้ายชื่อถนน 22nd Street เคลื่อนเลื่อนมายังบาร์แห่งหนึ่ง งานเลี้ยงฉลองเพิ่งสิ้นสุดลง พนักงานกำลังเก็บร้าน ปัดกวาดพื้นเต็มไปด้วยริบบิ้นเกลื่อนกลาด มาจนถึงโต๊ะของเจ้าพ่อมาเฟีย Big Louis Costillo กำลังโอ้อวดถึงอนาคต ความฟุ้งเฟ้อ สุขสบาย หลังร่ำลาเพื่อนฝูงเดินตรงไปโทรศัพท์ และการมาของเงาลึกลับ ชักปืนขึ้นมายิงสองสามนัด ทุกสิ่งอย่างค่อยสิ้นสุดลง

นี่คือการ ‘show-off’ ตามสไตล์ผู้กำกับ Hawks เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ ‘excess’ มากเกินพอดีของหนัง เรื่องราว อาชญากร และตัวละคร Tony Camonte มีความเพ้อใฝ่ฝันในไลฟ์สไตล์หรูหรา สุขสบาย เกินความจำเป็น เติมเต็มคติความเชื่อ ‘American Dream’ ตั้งคำถามว่าเราต้องการชีวิตลักษณะนี้ไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อถึงจุดสูงสุดก็ย่อมหวนกลับสู่สามัญ ใครก่ออาชญากรรมต้องถูกลงทัณฑ์ตามกฎแห่งกรรม

เกร็ด: ปรับปราเล่าว่าอาจเป็นฝีมือของ Al Capone เข่นฆาตกรรมเจ้าของไนท์คลับ Big Jim Colosimo แต่ไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ชัด

ความตายของเจ้าพ่อมาเฟีย Big Louis Costillo เริ่มจากเสียงผิวปากทำนองเพลง Lucia di Lammermoor (เหมือนจะได้แรงบันดาลใจจาก M (1931)) จากนั้นพบเห็นเงาของใครบางคน เดินเข้ามาตรงตำแหน่งเหมือนไม้กางเขน (มองเอียงๆก็จะเห็นเหมือนสัญลักษณ์ X) จากนั้นก็ชักปืนมายิงแล้วเดินทางจากไป

เกร็ด: Lucia di Lammermoor (1835) คือ Tragic Opera สามองค์ ประพันธ์โดย Gaetano Donizetti (1797-1848) คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน ดัดแปลงจากนวนิยายประวัติศาสตร์เรื่อง The Bride of Lammermoor (1819) แต่งโดย Sir Walter Scott

ทุกฉากที่เกี่ยวกับนักข่าว หนังสือพิมพ์ คนนั่งถกเถียงกัน ล้วนเป็นการถ่ายทำเพิ่มเติม (สามเดือนหลัง) แม้เป็นการขัดจังหวะเนื้อเรื่องราวหลัก แต่เพื่อให้ผู้ชมพบเห็นผลกระทบ ตระหนักว่าการกระทำของอาชญากรเหล่านั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย … แทรกใส่เข้ามาก็เพื่อเอาใจกองเซนเซอร์ล้วนๆ

การปรากฎตัวครั้งแรกของ Tony Camonte ยังร้านตัดผมแห่งหนึ่ง กำลังนอนพักหลังเสร็จสิ้นการแต่งองค์ทรงเครื่อง ปรับเปลี่ยนรูปโฉม สร้างภาพลักษณ์ใหม่ เพื่อเริ่มต้นอาชีพมาเฟีย บุคคลลึกลับหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุม

เกร็ด: หนึ่งในนักเขียนบท Fred Pasley (ไม่ได้รับเครดิต) น่าจะเป็นเจ้าของฉากนี้ เพราะเขาเคยเขียนหนังสือ Al Capone: Biography of a Self-Made Man (1930) โดยเริ่มต้นแนะนำ Al Capone ที่ร้านตัดผมเช่นกัน

ใครเป็นแฟนหนังนัวร์ เห็นบานเกล็ดย่อมอมยิ้มกริ่ม คือสิ่งสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ พบเห็นในห้องทำงานของผู้ตรวจการตำรวจ ขณะกำลังสืบสอบสวน Tony Camonte ว่ามีส่วนรู้เห็นการเสียชีวิตของเจ้าพ่อมาเฟีย Big Louis Costillo ด้วยหรือไม่

เกร็ด: การตรวจสอบลายนิ้วมือ (Fingerprint) สำหรับค้นหาตัวอาชญากร มีหลักฐานจดบันทึกครั้งแรกเมื่อปี 1840 จากคดีฆาตกรรม Lord William Russell แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่, จนกระทั่ง Juan Vucetich หัวหน้าตำรวจชาว Argentine เมื่อปี 1891 ริเริ่มต้นเก็บข้อมูลลายนิ้วมือ และใช้เป็นหลักฐานคดีฆาตกรรมบุตรชายตนเองของ Francisca Rojas เมื่อปี 1982, จากนั้นก็เริ่มแพร่หลายในวงกว้าง สำหรับสหรัฐอเมริกามีการก่อตั้งหน่วยงาน National Bureau of Identification (NBI) ตั้งแต่ปี 1897 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ Chicago, Illinois

นี่เป็นอีกช็อตที่น่าสนใจมากๆ Tony ยังทำงานให้เจ้าพ่อมาเฟีย Johnny พบเห็นแฟนสาว Poppy กำลังเสริมสวย ดึงขนคิ้ว โชว์เรียวขา สังเกตว่าเธอนั่งอยู่อีกห้องหับ (เป็นโลกที่ Tony ยังมิอาจเอื้อมถีงขณะนั้น) ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างบุรุษทั้งสอง (เป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้า แก่งแย่งชิง ใครดีเด่นกว่าก็ได้รับรางวัล/เธอคนนี้ไปครอบครอง)

ซึ่งมันจะไปสอดคล้องช่วงกลางเรื่องที่หลังจาก Tony ไต่เต้าจนกลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย สวมสูทผูกไทด์ วิทยฐานะระดับเดียวกับ Tony นั่งแทรกกึ่งกลางโต๊ะอาหาร ยื่นไฟแช็ค/ไม้ขีดไฟ เธอจะเลือกไปกับใคร … นี่ถือเป็นวินาทีประกาศชัยชนะของ Tony (เหนือ Johnny) อีกไม่นานก็จักได้เธอมาครอบครอง

ในยุคสมัยนั้นเราต้องยอมรับว่า บุรุษมองอิสตรีไม่ต่างจากวัตถุ สิ่งข้าวของ เช่นเดียวกับ ‘Hawksian woman’ ตัวละคร Poppy ถูกใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของจุดสูงสุด เป้าหมายที่ Tony ต้องพิสูจน์ตนเองถึงสามารถครอบครองเป็นเจ้าของ และแก่งแย่งฉกชิงมาจาก Johnny ไม่ได้ด้วยความรัก โรแมนติก หรือโชคชะตาพาไป … แต่ก็อย่าไปตำหนิว่าบุรุษฝ่ายเดียวนะครับ รสนิยมของ Poppy เองก็หลงใหลในในความสุขสบาย โหยหาชีวิตเลิศหรูหรา ต้องสามารถอวดร่ำอวดรวย สนองความพึงพอใจส่วนตนได้ด้วยเช่นกัน

จุดเริ่มต้นการโยนเหรียญในตำนานของ Guino Rinaldo (รับบทโดย George Raft) ได้รับจาก Cesca Camonte (น้องสาวของ Tony) เพื่อมอบให้นักแสดงเร่ แต่เขากลับหยิบอีกเหรียญในกระเป๋าจ่ายให้แทน นั่นจึงกลายเป็น ‘เหรียญนำโชค’ แต่นอกจากสัญลักษณ์แทนชื่นชอบ/ตกหลุมรัก (ที่มีต่อ Cesca) บางครั้งมันแปรสภาพสู่พิธีกรรมแห่งความตาย คล้ายๆการสะกดจิตผู้โชคร้าย จับจ้องมองแล้วเกิดความตึงเครียด กดดัน ฉันกระทำผิดอะไร (ไม่ใช่โยนหัวก้อยตัดสินนะครับ แค่โยนเหรียญอย่างเดียวก็ทรงพลังไม่น้อย)

George Raft ชื่อจริง George Ranft (1901-80) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Hell’s Kitchen, Manhattan ครอบครัวมีเชื้อสาย German Jewish, ความที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ เลยออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 12 รับจ้างทำงานทั่วๆไป พออายุ 15 กลายเป็นนักมวยหมัดหนัก ขึ้นชก 14 ไฟต์ น็อกคู่ต่อสู้ไป 7 ครั้ง, จากนั้นกลายเป็นนักเบสบอล Minor-League เล่นให้สโมสร Springfield แต่ไม่พบเห็นหนทางรุ่งเลยออกมาเป็นนักเต้น ได้รับคำชมล้นหลาม ถึงขนาดได้รับโอกาสขึ้นเวที Broadway ฉายา ‘the fastest Charleston dancer’ มุ่งสู่ Hollywood ภาพยนตร์เรื่องแรก Queen of the Night Clubs (1929), ดิ้นรนอยู่นานจนกระทั่ง Scarface (1932) แม้แทบไม่ได้แสดงอะไร แต่แค่การโยนเหรียญไปมา กลับสร้างความประทับใจให้ผู้ชมล้นหลาม

“He realized he wasn’t a good actor, which he wasn’t. But he knew if he reacted to what other people said, he was effective.”

W.R. Burnett กล่าวถึง George Raft

รายละเอียดเล็กๆที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต การแนะนำตัวของเจ้าพ่อมาเฟีย Johnny Lovo (และ Tony Camonte) ต่อลูกน้องเก่าของ Big Louis Costillo สังเกตว่าแสงสว่างจะอาบฉาบเฉพาะนักแสดงคนสำคัญๆเท่านั้น ตัวประกอบอื่นๆที่ถ้าอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน จะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด หรือพื้นหลังเบลอๆ (ด้วย Rear Projection) เพื่อมิให้แก่งแย่งชิงความโดดเด่น

หลายคนอาจครุ่นคิดว่าฉากขับรถเข้ามากราดยิงใส่ร้านอาหาร ยุคสมัยนั้นมันคงต้องยิงกันจริงๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นการใช้เทคนิค Rear Projection ตั้งฉากขนาดใหญ่ไว้นอกร้าน ฉายภาพรถขับเคลื่อนเข้ามากราดยิง (ถ่ายทำไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว) การแสดงช็อตนี้จึงมีเพียงนักแสดงกระโดดหลบ และนักแม่นปืนมืออาชีพยิงกระจกแตก ผนังเป็นรู (แต่มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดีนะ เพราะสมัยนั้นยังต้องใช้กระสุนจริง)

St. Valentine’s Day Massacre เป็นเหตุการณ์สังหารหมู่(น่าจะ)โด่งดังที่สุดในยุคสมัย Al Capone เหตุเกิดที่ Lincoln Park วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1929 เวลา 10:30 am ชายแต่งกายเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย สั่งให้สมาชิก North Side Gang ทั้ง 7 คน ยืนเรียงแถวแนบชิดกำแพง แล้วกราดปืนกลยิงเข้าใส่

เหตุการณ์ดังกล่าวแม้ไม่สามารถติดตามหาฆาตกรทั้งสี่ แต่สร้างความโกรธเคียดแค้นให้ผู้นำ/สมาชิก North Side Gang ทำให้สงครามระหว่างฝ่ายเหนือ-ใต้ ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หนังมีการอ้างอิงถึงละครเวที Rain (1922-24) สรรค์สร้างโดย John Colton และ Clemence Randolph ดัดแปลงจากเรื่องสั้น Miss Thompson (1921) แต่งโดย W. Somerset Maugham นักเขียนสัญชาติอังกฤษ

บทละครดังกล่าวมีการนำมาสร้างภาพยนตร์หลายครั้ง ผมเคยเขียนถึงฉบับหนังเงียบไปแล้ว เลยไม่ขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงชุดนี้นะครับ

  • Sadie Thompson (1928) นำแสดงโดย Gloria Swanson
  • Rain (1932) นำแสดงโดย Joan Crawford
  • Miss Sadie Thompson (1953) นำแสดงโดย Rita Hayworth.

การฆาตกรรม Tom Gaffney (รับบทโดย Boris Karloff) ขณะกำลังโยนลูกโบว์ลิ่ง หลายคนอาจมองหาสัญลักษณ์ X ไม่เจอสักที แต่การที่กล้องเคลื่อนเลื่อน (ขณะถูกยิงกำลังดิ้นล้มลง) จนพบเห็นพินอันสุดท้าย กว่าจะล้มลงได้ นั่นคือสัญลักษณ์ความตายของหัวหน้า/สมาชิกคนสุดท้าย ‘death of kingpin’

ผมยกให้การโยนโบว์ลิ่งจังหวะนี้เป็น ‘perfect shot’ ของหนัง แนบเนียนจนแยกไม่ออกว่า Karloff โยนได้แบบนั้นจริงๆหรือเปล่า (ผมว่าไม่นะ)

สำหรับคนที่ค้นหาไม่เจอว่าการตายของ Johnny Lovo มีสัญลักษณ์ X ซ่อนอยู่ตรงไหน ภาพนี้น่าจะบอกใบ้ได้อย่างชัดเจนเลยนะ

เกร็ด: ตัวละคร Johnny Lovo ได้แรงบันดาลใจจาก Johnny Torrio ปรัมปราเล่าว่าคือบุคคลผู้ชักนำพา Al Capone เดินทางจาก Brooklyn มุ่งสู่ Chicago แต่เขาไม่ได้ถูกใครฆ่านะครับ เกษียณตัวออกจากวงการอย่างเงียบๆ หลังจากถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส (Capone ไม่ทรยศหักหลังผู้มีพระคุณของตนเอง)

ทำไม Cesca ถึงไม่ยิง Tony เพื่อล้างแค้นให้สามี Rinaldo มันคือปริศนาที่ขึ้นอยู่กับจินตนาการผู้ชม แต่เหตุผลของผู้กำกับ Hawks เพราะแทรกใส่ประเด็น ‘Incest’ เห็นว่าฉบับดั้งเดิมจะเด่นชัดกว่านี้ แต่ถูกกองเซนเซอร์หั่นโน่นนี่นั่น จึงหลงเหลือเพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

จะว่าไปการเดินถือปืนออกมาจากความมืดของ Cesca มีลักษณะล้อกับช็อตแรกของหนังที่ Tony ซ่อนตัวในเงามืดเพื่อเข่นฆาตกรรม Big Louis Costillo นี่คือการหวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของหนัง สูงสุดกลับสู่สามัญ เข่นฆ่าคนอื่นสักวันย่อมกรรมตามสนอง

การเสียชีวิตของ Cesca ก็มีสัญญะ X ซ่อนอยู่เหมือนกัน ในบริบทนี้ต้องการสื่อว่าเธอไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ เพราะกำลังสมรู้ร่วมคิด ให้ความช่วยเหลือ Tony เปิดฉากทำสงครามกับตำรวจ เพียงแต่มุมมองผู้ชม การถูกกระสุนลูกหลง ความตายของเธอมันจึงเป็นความเจ็บปวด ยากจะยินยอมรับไหว

‘The World is Yours’ อ้างอิงจากภาพยนตร์เรื่อง Underworld (1927) ซึ่งกลายเป็นประโยคยอดนิยมของหนังอาชญากรรม สะท้อนอุดมการณ์ เพ้อใฝ่ฝันของอาชญากร มาเฟีย ต่างต้องการครอบครองโลกใบนี้ ไขว่คว้าไม่ไกลเกินเอื้อมมือ

แซว: การตายของ Tony Camonte ไม่จำเป็นต้องมองหาสัญญะ X แห่งหนไหน เพราะรอยบากบนใบหน้า บอกใบ้ความตายตั้งแต่ฉากแรกยันช็อตสุดท้ายอยู่แล้ว

ตัดต่อโดย Edward Curtiss (1898-1970) สัญชาติอเมริกัน มีผลงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบ อาทิ The Hunchback of Notre Dame (1923), The Phantom of the Opera (1925), Scarface (1932), The Bitter Tea of General Yen (1932), Saboteur (1942), Touch of Evil (1958) ฯ

ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Tony Camonte ตั้งแต่ภารกิจสังหาร Big Louis Costillo ให้ความช่วยเหลือ Johnny Lovo ไต่เต้าจนกลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ครอบครองอาณาบริเวณทั้งเหนือ-ใต้ของ Chicago ก่อนตกม้าตายเพราะเลือดขี้นหน้า อารมณ์ชั่ววูบ จนถูกตำรวจล้อมจับ สูญเสียสิ้นทุกสรรพสิ่งอย่าง

ผมขอแบ่งเรื่องราวออกเป็นสามองก์ง่ายๆ ตามวัฏจักรชีวิตอาชญากร (เป็นแบบนี้แทบทุกเรื่อง)

  • ช่วงเวลาขาขึ้น, การไต่เต้าของ Tony ค่อยๆเรียนรู้ กำจัดศัตรูทีละคน จนกระทั่งสามารถครอบครองเป็นเจ้าของทั้งเหนือ-ใต้
  • เพลินเพลินบนสรวงสวรรค์, แต่งตัวโก้ ขับรถหรู คฤหาสถ์หรา สามารถเผชิญหน้า Johnny โดยไม่หวาดกลัวเกรงอีกต่อไป
  • ช่วงเวลาขาล่อง, เริ่มจากถูกทรยศโดย Johnny พลั้งมือฆ่า Rinaldo น้องสาวโดนปืนลูกหลง แล้วตนเองจะเหลืออะไร

ลีลาดำเนินเรื่อง ‘สไตล์ Hawksian’ สามารถแบ่งออกเป็นบทๆตอนๆ เรียงร้อยต่อด้วยเทคนิค Cross-Cutting ซึ่งมักสลับกันไปมาระหว่างฉากพูดคุยสนทนายาวๆ (ดราม่าบ้าง คอมเมอดี้บ้าง) กับฉากแอ็คชั่นน่าตื่นตาตื่นใจด้วยชุดภาพ Montage ระหว่างการไล่ล่า เข่นฆ่า กราดยิงศัตรู … มักเป็นการสลับไปมาระหว่าง ซีนพูดคุยสนทนา-แอ็คชั่นตื่นเต้น ลีลาดังกล่าวทำให้ผู้ชมอยากติดตามหนังไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกน่าเบื่อเลย

และหนังมีการ Time Skip (แค่เดือนเดียว) ที่เจ๋งมากๆ ซ้อนภาพปฏิทินถูก(ซ้อนภาพด้วย)ปืนกลกราดยิง (พร้อมเสียงปืนกล) ใครกำลังง่วงหาวก็อาจได้ฟื้นตื่นในบัดดล

หนังมีตอนจบสองแบบ ถ่ายทำ(แบบที่สอง)เพิ่มเพราะข้อเรียกร้องของกองเซนเซอร์ (มองว่าเป็นการเชิดชูความตายอาชญากร วินาทีสุดท้ายของชีวิตกลับยังพยายามดิ้นหลบหนีเอาตัวรอด) และใช้ในฉบับออกฉายเมื่อปี 1932 แต่ที่พบเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนจบแบบดั้งเดิม

  • แบบแรก, Tony พยายามหลบหนีออกมา แล้วถูกตำรวจกราดยิงปืนกล ล้มลงเสียชีวิต
  • แบบสอง, Tony ยินยอมถูกจับกุมตัว ขี้นศาลไต่สวน และได้รับโทษประหารชีวิต

เกร็ด: Paul Muni ไม่ได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทำตอนจบแบบที่สอง เพราะเขาติดพันงานแสดงละครเวที Broadways ไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้ ด้วยเหตุนี้หนังจีงใช้ไม่ถ่ายให้เห็นใบหน้านักแสดง ถูกประหารแบบแนบเนียนสุดๆ

Link: https://www.youtube.com/watch?v=xVQZN4M_6b8


เรื่องราวของ Tony Camonte ก็เหมือนหนังอาชญากรรมทั่วๆไป จากโจรกระจอกมากด้วยความทะเยอทะยาน กระทำสิ่งโฉดชั่วร้ายโดยไม่รู้สีกหวาดกลัวเกรงอะไร จนในที่สุดสามารถไต่เต้ากลายเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ‘rags-to-riches’ ถีงเป้าหมายเส้นชัย จากนั้นก็จักมีเหตุบางอย่าง หนามหยอกภายใน ทำให้ทุกสิ่งอย่างสะสมสร้างมาสูญสลาย พังทลาย หายวับไปในพริบตา

การที่ Tony Camonte มีเชื้อสาย/พูดสำเนียงอิตาเลี่ยน แล้วค่อยๆผันแปรเปลี่ยนมาเป็นอเมริกันเต็มร้อย คือการเสียดสีประชดประชันคติความเชื่อ ‘American Dream’ ว่าแม้แต่โจรกระจอกจนก็ยังมีความเพ้อใฝ่ฝัน โหยหาความสำเร็จ พุ่งไปให้ถีงเป้าหมาย แม้จะด้วยวิธีการสุดเลวร้าย ก็สามารถเติมเต็มความต้องการของตนเองไม่ต่างกัน

สิ่งที่ทำให้ Scarface (1932) โดดเด่นขี้นกว่าหนังอาชญากรรมเรื่องอื่นๆ ก็คือลีลาไดเรคชั่นผู้กำกับ Howard Hawks โดดเด่นในสไตล์ลายเซ็นต์ ความเย้ายียวนกวนบาทา ‘dark comedy’ ท้าต่อยตีชาวบ้านชาวช่องไปทั่ว พบเห็นตั้งแต่ข้อความอารัมบทก็ว่าได้ และโดยเฉพาะการใส่ตัวละครเลขารับโทรศัพท์ Angelo สร้างสีสันเสียจนผมอยากตั้งชื่อแนว ‘Crime Spaghetti’ คงมีแต่หนังของ Hawksian กล้าบ้าบิ่นได้เพียงนี้

ผู้กำกับ Hawks เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่เคยต้องขัดสนเงินทอง อยากทำอะไรก็ได้ดังใจ มุมมองของเขาต่อมาเฟีย/อาชญากรจีงค่อนข้างแตกต่างจากพวกคนทั่วไป ซี่งผมรู้สีกว่าเขาสิ่งที่เขานำเสนอออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น โลกอาชญากรช่างเต็มไปด้วยสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ (แบบเดียวกับพฤติกรรมแสดงออกของ Tony) ฆ่าคนตาย กราดยิงปืนกล ดูเป็นความตื่นเต้น สนุกสนาน ไม่ได้รู้สำนีกผิดชอบชั่วดีประการใด

นั่นน่าจะเพราะทัศนคติของ Hawks ไม่ได้มองว่าเจ้าพ่อมาเฟียเป็นผู้โฉดชั่วร้าย บุคคลอันตราย พวกเขาก็คือมนุษย์คนหนี่ง มีความเพ้อใฝ่ฝัน (American Dream) ต่อสู้ดิ้นรนทำงานที่มีความเสี่ยง ร่ำรวยเพราะธุรกิจการสามารถสนองความพีงพอใจผู้คน … เหล้าเถื่อน, บ่อนการพนัน, โสเภณี ฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่อุปสงค์จะมีอุปทานได้เช่นไร

ถ้าพิจารณาจุดจบดั้งเดิมของ Tony ปฏิเสธมอบตัวต่อตำรวจ พยายามต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางหลบหนีจนวินาทีสุดท้าย นั่นแสดงถีงเกียรติ ศักดิ์ศรี ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ไม่รู้สูญเสียใจต่อสิ่งบังเกิดขี้น หรือคือตายในหน้าที่! ฟังดูไม่แตกต่างกับทหารเสียชีวิตในสงคราม ศิลปินทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่องานศิลปะ

เกร็ด: Scarface (1932) เป็นหนังที่ Howard Hawks รู้สีกภาคภูมิ/พีงพอใจสุดที่ได้สรรค์สร้าง, และยังว่ากันว่า Al Capone ชื่นชอบโปรดปรานมากๆ ถึงขนาดครอบครองฟีล์มฉายหนัง เก็บในคอลเลคชั่นส่วนตัว

ภาพยนตร์อาชญากรรมแห่งยุคสมัย pre-code แม้อายุจะแสนสั้นเพียง 3-4 ปี (1930-33) แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ ในระดับสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อวงการภาพยนตร์ (Hollywood) ยาวนานถึง 3-4 ทศวรรษ ก่อนได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นหนังนัวร์ (film noir) และหลังจากการล่มสลายของ Hays Code เมื่อปี 1968 ยังกลายเป็นแม่แบบพิมพ์ให้แนวหนังประเภทนี้ แค่ว่าไม่มีอะไรต้องยื้อๆยักๆ ปกปิดบังซ่อนเร้น หรือจำเป็นต้องสอดแทรกข้อคิด หลักคำสอน ศีลธรรม/จริยธรรมอีกต่อไป


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แม้ออกฉายได้เพียงสองปีก่อนถูกถอดออกเพราะการมาถึงของ Hays Code สามารถทำเงินประมาณ $600,000 เหรียญ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคืนทุนหรือไม่ (เพราะการต้องถ่ายทำซ่อมหลายครั้ง อาจสูญเงินไปไม่น้อย)

แม้หนังยังคงติดแบนจาก Hays Code แต่ก็ได้รับโอกาสฉายใหม่ (Re-Release) เมื่อปี 1941 เสียงวิจารณ์ยังคงยอดยอดเยี่ยม กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร Howard Hughes เลยเก็บฟีล์มหนัง Negative ล็อคไว้ในคลังจนกระทั่งเจ้าตัวเสียชีวิต ถึงค่อยถูกนำกลับออกมาสู่สาธารณะเมื่อปี 1979 และกลายเป็นแรงบันดาลใจ Remake ฉบับ Scarface (1983) กำกับโดย Brian De Palma, ดัดแปลงบทโดย Oliver Stone และนำแสดงโดย Al Pacino … ไว้เมื่อมีโอกาสอาจจะเขียนถึงนะครับ

กาลเวลาทำให้หนังได้รับการยกย่องจดจำมากขี้น และถูกโหวตติดอันดับจาก American Film Institute

  • AFI’s 100 Years…100 Heroes and Villains: ตัวละคร Tony Camonte ติดอันดับ 47 ฝั่งผู้ร้าย
  • AFI’s 10 Top 10: ติดอันดับ 6 ภาพยนตร์แนว gangster film

นอกจากนี้ Jean-Luc Godard ขณะยังเป็นนักวิจารณ์ Cahiers du Cinéma ยังยกย่อง Scarface (1932) คือหนึ่งในสิบภาพยนตร์อเมริกันยอดเยี่ยมที่สุด (Best American Sound Film)

การรับชม Little Caesar (1931) ตามด้วย The Public Enemy (1931) มาจนถึง Scarface (1932) ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่าย เอือมระอาต่อภาพยนตร์แนว Gangster ขึ้นมาเล็กๆ เพราะทิศทางดำเนินไปของเรื่องราวแบบเดียวกันเปี๊ยบ rags-to-rich ไต่เต้าจากโจรกระจอก ประสบความสำเร็จร่ำรวยเงินทอง แต่งตัวโกั ขับรถหรู ควงสาวไม่ซ้ำหน้า มีเพียงไดเรคชั่น ลีลาผู้กำกับ ปรับเปลี่ยนนักแสดงนำ ที่พอสร้างความน่าสนใจได้บ้าง และโชคยังดีที่ Scarface คุณภาพยอดเยี่ยมสุดในบรรดา ‘Three King’ ไม่งั้นผมคงห่อละเหี่ยวหัวใจ เขียนไปทรมานไปมันก็ไม่สนุกเท่าไหร่หรอกนะ

ใครเป็นแฟนหนังอาชญากรรม Crime, Gangster, เกือบจะเป็นชีวประวัติเจ้าพ่อ Al Capone, สนใจประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 20s และแฟนๆผู้กำกับ Howards Hawks ไม่ควรพลาดเลยละ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชื่นชอบฉบับสร้างใหม่ (Remake) ให้ลองหาต้นฉบับเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันดูนะครับ

จัดเรต 13+ ภาพความรุนแรงที่ทวียิ่งขึ้น คนตายเหมือนผักปลา

คำโปรย | Scarface (1932) มีความดิบ เถื่อน รุนแรงสุดเท่าที่ Howard Hawks สามารถนำเสนอในยุค pre-code ท้าทายกองเซนเซอร์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง
คุณภาพ | ดิเถื่
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: