The Devious Path (1928)

The Devious Path

The Devious Path (1928) German : G. W. Pabst ♥♥♥♡

มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่ Brigitte Helm สามารถเลือกเดินในชีวิตแต่งงาน ระหว่างความมั่นคงหรืออิสระเสรี สุขสบายกายหรือสำราญทางใจ แต่ก็แปลกทำไมถึงไม่ยอมมองหาจุดสมดุลกึ่งกลาง หรือใครบางคนกันแน่ที่มืดบอดมองไม่เห็น

มนุษย์เราก็แปลก ชอบเลือกดำเนินชีวิตแบบคดเคี้ยวเลี้ยวลด หวาดเสียวเสี่ยงตาย ถนนหนทางแบบตรงๆง่ายๆไปไม่ได้หรืออย่างไร? คงเพราะการมีชีวิตแบบซื่อตรงไปตรงมา มันจืดชืดซ้ำซากจำเจ เหมือนการรับประทานอาหารจานเดิมซ้ำๆทุกวันทุกมื้อ แบบนั้นแค่เดือนเดียวหลายคนคงเอือมระอาเต็มทน แต่มันก็มีนะครับผมละคนหนึ่ง ถ้านั่นเป็นอาหารถูกปากมากๆ กินทุกวันเป็นปีจนเจ้าของร้านไม่ยอมขาย ไล่ให้ไปหาอะไรอย่างอื่นกินบ้างเถอะ

The Devious Path คือเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง แต่งงานแล้วแต่ยังไม่รู้จักความเพียงพอดีซื่อตรงในชีวิต เบื่อหน่ายสามีที่วันๆเอาแต่วุ่นยุ่งเรื่องการงานไม่เคยเอาใจใส่ดูแล อยากเลือกหนทางคดเคี้ยวเพื่อโบยบินกลับสู่สู่อิสรภาพเสรี แต่ก็ยังลังเลสองจิตสองใจ ตัดสินไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการหนทางไหนมากกว่า

Georg Wilhelm Pabst (1885 – 1967) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian เกิดที่ Bohemia, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Czech Republic) พ่อเป็นพนักงานรถไฟเลยวาดฝันโตขึ้นอยากเป็นวิศวกร แต่เลือกเข้าเรียนการแสดงยัง Vienna Academy of Decorative Arts จบออกมาทัวร์ยุโรปและอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สมัครเป็นทหารแต่ไม่ทันไรถูกจับเป็นนักโทษเชลยสงครามที่เมือง Brest (French Prison Camp) กลายเป็นผู้จัดการแสดง Theatre Group ของค่ายกักกันนั้น, หลังสิ้นสุดสงครามหวนคืนสู่ Vienna ได้งานผู้จัดการโรงละคร Neue Wiener Bühne เข้าตา Carl Froelich ชักชวนสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นผู้ช่วยและกำกับเองเรื่องแรก The Treasure (1923), โด่งดังกับ Joyless Street (1925) ทำให้ Greta Garbo กลายเป็นดาวดาราดวงใหม่ขึ้นมาทันที, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Pandora’s Box (1929), Diary of a Lost Girl (1929), The White Hell of Pitz Palu (1929), Westfront 1918 (1930), Young Girls in Trouble Director (1939), The Comedians Director (1941) ฯ

ความสนใจในทศวรรษหนังเงียบของ Pabst มักเกี่ยวกับเพศหญิง นำเสนอสภาวะทางอารมณ์จิตใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง เห็นต่างทางการเมือง เรื่องต้องห้ามของสังคม ขนบวัฒนธรรม กับความต้องการส่วนตน รสนิยมทางเพศ แฟชั่น และการแต่งตัว

สำหรับ The Devious Path ร่วมงานกับนักเขียนถึง 4 คน Franz Schulz, Adolf Lantz, Ladislaus Vajda, Helen Gosewish คงเพราะต้องการระดมสมอง ค้นหาเรื่องราวที่สามารถสะท้อนยุคสมัยความตกต่ำของ Weimar Republic (1919 – 1933) หลังความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ของ German Empire ทำให้อาณาดินแดนต้องแตกแยกออกเป็นส่วนๆ ทิศทางอนาคตของประเทศขณะนั้นช่างคดเคี้ยวเลี้ยวลด เดินผิดนิดเดียวอาจมุ่งสู่ความตกต่ำลงนรกได้เลย (แล้วมันก็เดินผิดจริงๆ เพราะการมาถึงของพรรค Nazi)

เรื่องราวของ Irene Beck (รับบทโดย Brigitte Helm) หลังแต่งงานกับ Thomas Beck (รับบทโดย Gustav Diessl) มีชีวิตดั่งนกในกรงไม่ค่อยได้ออกไปไหน สามีก็วุ่นๆอยู่แต่ทำงานไม่ค่อยมีเวลาสนใจ ครั้งหนึ่งเพื่อนสาว Liane (รับบทโดย Hertha von Walther) แนะนำชักชวนให้ออกไปเที่ยวเล่นเปิดโลกทัศน์ภายนอกบ้าง ซึ่งเธอก็คิดเตลิดไปไกลถึงขนาดต้องการมีชู้กับหนุ่มนักวาดรูป Walter Frank (รับบทโดย Jack Trevor) แต่ยังไม่ทันพากันหนีไป Vienna ก็ถูกจับได้เสียก่อนแล้ว

Irene สะสมความอัดอั้นคับข้องในสามี ค่ำคืนนั้นเดินทางไปปลดปล่อยตนเองยังไนท์คลับแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เสือผู้หญิง ขี้เมา นักร้องเล่นเต้นรำ และยังสาวขี้ยาที่ชักนำพาให้เธอลิ้มลองรสชาติความแปลกใหม่ของชีวิต กลับบ้านอย่างเมามายยั่วเย้ายวนสามีให้สนองความต้องการของตนเอง แต่เขากลับ … กลายเป็นว่าทำให้หญิงสาวมีความคับข้องแค้นใจยิ่งกว่าเดิม วันถัดมาประชดด้วยการคบหาหนุ่มนักมวยกล้ามใหญ่ วางแผนตั้งใจแน่แน่วให้เรื่องบานปลายจนเขาต้องขอหย่าขาดให้จงได้

Brigitte Eva Gisela Schittenhelm (1906 – 1996) นักแสดงหญิงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin ตอนอายุ 18 แม่ส่งรูปของเธอให้ผู้กำกับ Fritz Lang เรียกตัวมาทดสอบหน้ากล้อง ทั้งๆไม่เคยมีความสนใจหรือแสดงอะไรมาก่อน ได้รับเลือกแสดงบทนำ Metropolis (1927) อันทำให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้าโดยทันที, ผลงานถัดๆมาของ Helm แม้จะไม่โดดเด่นได้รับการจดจำเท่าเรื่องแจ้งเกิด แต่ถือเป็นนักแสดงยอดฝีมือที่มีความจัดจ้าน มักได้รับบท Femme Fatale (สวยสังหาร) เคยร่วมงานผู้กำกับ Pabst สองครั้งคือ The Love of Jeanne Ney (1927) และ The Devious Path (1928) แต่พอการมาถึงของพรรคนาซี และแต่งงานกับสามีเชื้อสาย Jews ตัดสินใจรีไทร์ออกจากวงการ อาศัยใช้ชีวิตปักหลักอยู่ Switzerland จนเสียชีวิต

รับบท Irene Beck หรือ Seine Frau เพราะเบื่อหน่ายในสามีที่วันๆหมกมุ่นอยู่แต่การงาน จึงพยายามเรียกร้องความสนใจต่างๆนานา วางแผนหนีไปกับชู้รัก เที่ยวเตร่ยังไนท์คลับ ชักชวนเพื่อนๆมาที่บ้าน ด้วยความคาดหวังให้คนรักหันมาสนใจ แต่ทุกอย่างยังคงเงียบเชียบอยู่แต่ในมุมมืด กระทั้งหมัดเด็ดยกสุดท้ายเป็นเหตุให้ต้องยื่นฟ้องหย่า นั่นถึงค่อยทำให้พวกเขาเริ่มต้นพูดคุยกลับมาสนใจกันได้อีกครั้ง

ในยุคสมัย Flapper แม้ความโดดเด่นด้านแฟชั่นจะไม่ถึงระดับ Louise Brooks แต่ Helm ก็เหนือกว่าด้วยสายตาการแสดง inner สะท้อนออกมาจากภายในได้อย่างสับสนรวนเร ว้าวุ่นวายใจ เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าฮอร์โมนประจำเดือน มองผิวเผินอาจรู้สึกว่าเอาใจยาก แต่จริงๆแล้วตัวละครนี้ไร้เดียงสาเหมือนดั่งลูกแมวน้อย ต้องการหาคนหยอกล้อเล่นร้องเรียกความสนใจอยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง

Gustav Diessl หรือ Gustav Karl Balthasar (1899 – 1948) นักแสดงสัญชาติ Austria เกิดที่ Vienna ถูกเกณฑ์เป็นทหารเข้าร่วมช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อาศัยในค่ายกักกันหนึ่งปีเต็ม เอาตัวรอดออกมาทำงานเป็นนักออกแบบฉาก ครั้งหนึ่งได้ซ่อม/สร้างฉากที่โรงละคร Neue Wiener Bühne ทำให้มีโอกาสรู้จัก G. W. Pabst ชักชวนมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ Im Banne der Kralle (1921) ประทับใจมากจนกลายเป็นขาประจำ น่าจะทุกเรื่องจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

รับบท Thomas Beck หรือ Rechtsanwalt ชายหนุ่มผู้ความเคร่งเครียดจริงจังอย่างมากกับชีวิต แม้จะมีฐานะมั่นคงแต่เหมือนบางสิ่งอย่างฝังลึกซ่อนเร้นอยู่ภายในใจของเขา แม้ไม่ได้รับการเปิดเผยออกมาแต่สามารถคาดเดาได้ว่า เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และยุคสมัย Great Depression เกิดขึ้นตามมาติดๆ นี่มักเป็นสิ่งผู้หญิงยุคสมัยนั้นไม่ค่อยเข้าใจผู้ชาย เพราะมิได้ต้องแบกรับภาระใดๆในชีวิตคู่

จริงๆเราสามารถผนวกพื้นหลังของ Diessl เข้ากับตัวละครนี้ได้เลยนะ เพราะสีหน้าอมทุกข์ทรมานของเขานั้น กลั่นออกมาจากประสบการณ์จริงขณะอยู่ในค่ายกักกันเชลยสงคราม,

มันไม่ใช่ว่า Thomas ฝ่ายเดียวที่ปิดกั้นไม่ฟังคำของภรรยา Irene ก็เช่นกันก็ปิดกั้นไม่รับฟังคำแนะนำของสามี ต่างคนเลยหันหน้าหนีไม่ยอมพูดคุยกัน ก็จนกระทั้งขึ้นศาลฟ้องหย่ากำลังจะต้องแยกจาก กลายเป็นความโหยหารู้สึกตัวที่มิอาจแยกตัดขาดจากกันได้จริงๆ สุดท้ายเลยรื้อฟื้นเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ แต่งงานกันหลายครั้งก็ไม่เห็นผิดอะไร ตรงกันข้ามจะยิ่งรักเข้าใจกันดีขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ถ่ายภาพโดย Theodor Sparkuhl สัญชาติ German เคยเป็นขาประจำของ Ernst Lubitsch ตอนทำงานอยู่เยอรมัน ก่อนย้ายไปอังกฤษ ฝรั่งเศส และ Hollywood ผลงานเด่น อาทิ The Devious Path (1928), Beau Geste (1939), Among the Living (1941), Street of Chance (1942), The Glass Key (1942) ฯ

งานภาพของหนังมีการผสมผสาน German Expressionism ในการออกแบบสร้างฉากได้อย่างกลมกลืน อาจต้องใช้การสังเกตสักนิดก็น่าจะพอพบเห็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์

ในห้องของชู้รัก Walter Frank ทั้งๆที่อยู่ในอพาร์ทเม้นต์สูงใหญ่ แต่กลับคือห้องติดติดหลังคา สังเกตจากพื้นหลังกำแพงมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยม เพราะชายคนนี้มิใช่สามีของเธอ จึงมิอาจอยู่ห้องทรงสี่เหลี่ยมสมมาตรปกติได้ (สามเหลี่ยมยังสะท้อถึงความรักสามเส้าของหญิงสาวด้วยนะ)

ไนท์คลับของประเทศเยอรมันในทศวรรษการปกครองของ Weimar Republic ถึงจะดูสนุกสนานครึกครื้นเครง แต่ในสีสันความบันเทิงนั้น มีหลายสิ่งอย่างชั่วร้ายแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่
– บริกรขายตุ๊กตาหน้าตาอัปลักษณ์พิศดาร สะท้อนจิตใจของผู้คนยุคสมัยนั้น
– ชายคนหนึ่งเป็นนักมวย กีฬาที่ใช้ความรุนแรงต่อสู้ห้ำหั่นทำร้ายศัตรู
– หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสี หยอกล่อเล่นเพื่อลวงล่อนำพาสู่การมี Sex
– หญิงสาวหน้าโทรมๆคนหนึ่งเดินเร่ขอเงินเพื่อนำไปซื้อยา กลับออกมาสดชื่นแจ่มใสเปลี่ยนไปคนละคน
– กระเป๋าสตางค์หาย คุ้นๆว่าไม่ได้มีใครล้วง แต่เป็นเจ้าตัวแจกจ่ายจนหมดตัวเอง
ฯลฯ

ท่ามกลางความงดงามของดอกไม้ Wallpaper ที่เป็นพื้นหลังของไนท์คลับแห่งนี้ มันชอุ่มชุ่มไปด้วยน้ำเมาหล่อเลี้ยง และในห้องหลังผ้าม่านนี้ เดินเข้าไปออกมาแล้วจะกลายเป็นคนละคนกันเลย

ระหว่างที่ Irene ไประบายความอัดอั้นใน Nightclub หลายครั้งจะตัดสลับมาหาภาพของ Thomas หน้าดำคร่ำเครียด นั่งจมอยู่ในความมืดมิดที่ห้องนอนของตนเอง (ความมืดมิดก็ถือเป็น Expression ลักษณะหนึ่ง ที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครออกมา)

ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าเป็นการเสื่อมสภาพของฟีล์ม หรือจงใจถ่ายให้มีขอบดำ (บางครั้งเห็นเบลอๆ) ในรัศมีวงกลม เพราะมันก็ไม่ใช่ทุกช็อตของหนัง แค่เฉพาะบางฉากที่อาจต้องการโฟกัสที่อะไรบางอย่างเด่นชัดขึ้นมาเท่านั้น

และเมื่อ Irene ได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนว่า สามีของหญิงสาวคนหนึ่งได้เสียชีวิต(ฆ่าตัวตาย?) วินาทีหลังจากนั้นราวกับ Death Flag หนังทำการล่อลวงหลอกผู้ชมให้ครุ่นคิดไปไกลว่า Thomas อาจคิดฆ่าตัวตาย! ภาพแรกที่เห็นกับช็อตนี้ อาจทำให้หลายๆคนใจแป้วตกลงตาตุ่มพร้อมๆกับตัวละครเลยละ

ทีแรกผมใคร่สงสัยว่า ชู้รัก Walter Frank ทำการจัดห้องใหม่หรือเปล่า เพราะช็อตนี้มันดูโล่งๆยังไงชอบกล? ก็พบว่าไม่ได้มีการโยกย้ายอะไรทั้งนั้น แต่คือการเลือกมุมกล้องและระยะห่าง เพื่อสะท้อนสภาพอารมณ์อ้างว้างว่างเปล่าของหญิงสาว เพราะเธอได้กระทำการบางอย่างเพื่อประชดประชันสามี ที่ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายทำให้ทั้งสองต้องเลิกรายื่นเรื่องฟ้องหย่า

นี่เป็นอีกครั้งที่เห็นพื้นหลังเป็นรูปสามเหลี่ยม เพราะทั้งสองได้หย่าขาดถูกต้องตามกฎหมายแล้ว (สี่เหลี่ยมที่ขีดเส้นทแยงมุม จะทำให้ได้สามเหลี่ยมสองอัน) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพวกเขาก็ยังคงติดแนบแน่นกันอยู่ มิได้แยกจากกันจริงๆ

ตัดต่อโดย G. W. Pabst และ Marc Sorkin, หนังใช้มุมมองของ Irene Beck ในการเล่าเรื่องทั้งหมด ภายในระยะเวลา 2-3 วันเท่านั้น

เรื่องราวของหนังเวลาจบองก์ จบฉาก หรือหมดม้วนฟีล์มก็ไม่รู้นะ จะใช้การ Fade into Black เพื่อให้ผู้ชมมีจังหวะพักหายใจจากเรื่องราวที่บางทีตื่นเต้นเครียดเกินไปก็มี

Title Card ของหนังมีความสมบูรณ์แบบมากๆ เพราะมันไม่ปรากฎขึ้นฟุ่มเฟือยขณะตัวละครทักทายหรือซุบซิบพูดคุยไร้สาระ อ่านปากไม่ออกก็ยังพอเข้าใจได้ว่า Chit-Chat อะไรกัน, ข้อความจะแสดงขึ้นเฉพาะในเนื้อหาสาระสำคัญที่มีผลต่อเรื่องราวเท่านั้น

สิ่งที่มักเป็นปัญหาของชีวิตคู่ คือการพูดคุยสื่อสารไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ คนหนึ่งพูดอย่างอีกคนเข้าใจอย่าง บางครั้งต่างคนไม่พูด ต่อให้เป็นรักกันปานจะกลืนกินก็ใช่ว่ามองตาแล้วจะเข้าใจเสมอไป

The Devious Path คือเรื่องราวของสามี-ภรรยา ที่การสื่อสารเข้าใจไม่ตรงกัน ฉันต้องการอย่าง เธอต้องการอีกอย่าง จากที่เคยหลงใหลคลั่งไคล้ (ไม่งั้นจะแต่งงานกันได้อย่างไร) กลายเป็นหมาหัวเน่าขี้เรื้อนไม่อยากแม้จะมองหน้าสบตา การหย่าขาดคือทางเลือกหนึ่ง แต่นั่นต้องใช้ความกล้าหาญและมั่นคงทางใจมากๆ ซึ่งถ้าต้องการไปให้ถึงจุดนั้นก็มีอะไรๆให้พิสูจน์กันเยอะ ว่าคนเคยรักกันจะสามารถเลิกราแยกห่างจากกันได้จริงหรือเปล่า

ผมเคยได้ยินเหตุการณ์ประมาณว่า ชาย-หญิง ตอนเช้าจดทะเบียนสมรส ตอนบ่ายยื่นเรื่องขอหย่า ก็คิดเล่นๆว่าคนเราจะรัก-เกลียด กันได้เร็วขนาดนั้นเลยหรือ? แสดงว่ามันก็คงต้องมี ตอนเช้าขอหย่า ตอนบ่ายจดทะเบียนสมรสกันใหม่เช่นกัน

เกร็ด: กฎหมายไทย
– เช้าจด เย็นหย่าได้
– สำหรับชาย เช้าหย่า เย็นจดเมียใหม่ได้ทันที
– สำหรับหญิง เช้าหย่า เย็นจดผัวใหม่ไม่ได้ ต้องรอผ่านไปก่อน 310 วัน (เพื่อตรวจสอบกำหนดตั้งครรภ์) หรือใช้ใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่ท้อง หรือมีคำสั่งศาลสั่งให้แต่ง (นี่รวมถึงสามีคนเก่าเสียชีวิตด้วยนะ)
– แต่ถ้าผู้หญิง เช้าหย่า กลางวันกลับมารักกับผัวคนเดิม เย็นจดทะเบียนอีกรอบได้เลย *-*

ใครทำแบบนี้ ผมว่าชีวิตคู่ของพวกคุณมันคงโคตรจะ ‘Devious Path’ เลยละ

Devious แปลว่า คดเคี้ยว, อ้อมค้อม, ไม่ตรง มองมุมหนึ่งอาจเห็นเหมือน Devil, Evil, Devour (แปลว่าเขมือบ) เป็นกลุ่มคำแนวชั่วช้าเลวร้าย รัศมีออร่าของมันรุนแรงไม่น้อยเลยละ

เกร็ด: ชื่อหนังภาษาเยอรมัน Abwege แปลว่า Crisis, วิกฤต

มองหนังในเชิงมหภาค ด้วยใจความต้องการอยากเลิกรากับสามีเก่า โหยหาอิสรภาพสิ่งใหม่ นี่อาจสะท้อนกับอดีต German Empire และปัจจุบัน Weimar Republic ที่พอได้เลิกรากันแล้วจริงๆแล้ว กลับอยากหวนคืนสู่ความสัมพันธ์ดั่งเดิมดังเก่า อารมณ์ของผู้กำกับ G. W. Pabst ประมาณว่า คงอยากให้ German Empire หวนคืนกลับมายิ่งใหญ่ดังเก่า

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับการแสดงของ Brigitte Helm สายตาอันจัดจ้านยั่วเย้ายวน แต่ภายในกลับบริสุทธิ์ไร้เดียงสาดั่งลูกแมวน้อย แต่ผมก็ไม่ได้ชอบตัวละครเอาแต่ใจนี้เท่าไหร่นะ

แนะนำคอหนังเงียบ รักสามเส้า ใกล้หมดไฟ, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา สังเกตปัญหาครอบครัว/ชีวิตคู่, ผู้สนใจประวัติศาสตร์ประเทศเยอรมัน ไนท์คลับยุคสมัย Weimar Republic, แฟนๆผู้กำกับ G. W. Pabst และนักแสดง Brigitte Helm ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รัก หรือสามีภรรยา ชีวิตแต่งงานอาจไม่ได้สุขสมหวังดังใจเสียเท่าไหร่ แต่การเงียบไม่ยอมปริปากพูดคุยหาจุดกึ่งกลาง ก็รังแต่สร้างความคับข้องขัดแย้งผิดใจกัน บานปลายเลิกราหย่าร้าง นั่นคุ้มค่าแล้วหรือกับช่วงเวลาที่สูญเสียไป

จัดเรต 13+ กับความนอกใจ ไนท์คลับ และเล่นยา

TAGLINE | “The Devious Path คือเส้นทางอันเคี้ยวคดเลี้ยวลดเกินไปนิดของ G. W. Pabst แต่ก็ทำให้ Brigitte Helm กลายเป็นอสรพิษจัดจ้าน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of