The Fifth Element (1997)

The Fifth Element

The Fifth Element (1997) French : Luc Besson ♥♥♥

หนังไซไฟล้ำจินตนาการ สนองราคะของเด็กหนุ่ม Luc Besson ที่พัฒนาเรื่องราวนี้ตั้งแต่อายุ 16 ได้สร้างจริงตอนอายุ 37-38, เหมือนหนังต้องการเล่าบอกอะไรสักอย่าง แต่กลับถูกร่างอวตาร John McClane ของ Bruce Willis และ Visual Effect ยุค Futurist กลบบดบังเสียมิดชิด

สิ่งมีชีวิต จะบังเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย ‘กาย’และ’จิต’, อันร่างกายนี้คือ ธาตุวัตถุ ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนจิตใจหรือจิตวิญญาณบางทีถูกเรียกว่า ธาตุลำดับที่ 5 เมื่อทั้งหมดนี้ปฏิสนธิเข้าด้วยกัน จึงก่อให้เกิด ‘ชีวิต’ ใหม่ขึ้นมา

เกร็ด: อาจมีหลายคนสับสนกับ ‘ขันธ์ ๕’ ที่ก็คือตัวตนหรือชีวิต อันประกอบด้วยรูปและนาม 5 กอง รูป(กาย), เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ถือเป็นคนละความเข้าใจกับ ‘ธาตุ’ ของหนังนะครับ

ผมเป็นคนที่ชอบครุ่นคิดใคร่ครวญ เพ้อเจ้ออะไรไปเรื่อยๆ ปะติดปะต่อหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะกับแนวไซไฟ ถ้าหนังดีจริงย่อมต้องมีบางสิ่งอย่างแอบแฝงซ่อนเร้นไว้อย่างลึกล้ำ, สิ่งที่ผมจะวิเคราะห์นำเสนอให้ต่อไปนี้ มาจากความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ หาอ่านที่ไหนน่าจะไม่ได้แน่ (เท่าที่หาดูไม่พบเห็นใครคิดแบบนี้นะครับ) มันอาจจะถูกต้องหรือผิด ก็แล้วแต่วิจารญาณของคุณเอง เชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่จะมองเห็นอะไรๆคล้ายกันหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ก็ลองมองว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ อีกมุมมองหนึ่งของหนังที่คิดได้เช่นนี้ก็แล้วกันนะครับ

ฉากสุดท้ายของหนัง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกอบกู้โลก คู่พระนาง -แหม โคตรคลาสสิก- กอดจูบลูบไล้ มี Sex กันอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ นี่เป็นสิ่งที่อาจทำให้หลายๆคนทำหน้าเซ็ง ‘กูว่าแล้ว’ คิดว่าคงไม่มีอะไรนอกจากมุขตบท้ายของหนัง, กับการรับชมครั้งนี้ผมได้มองเห็นเข้าใจบางสิ่งอย่าง นี่เป็นฉากที่มีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่แค่ความคลาสสิกเท่านั้น แต่คือใจความสำคัญของหนังที่เกี่ยวกับความต้องการ Sex ของผู้ชาย

ลองสังเกตหา ‘เพศหญิง’ ตัวละครหญิงสาวในหนังดูนะครับ จะพบว่ามีปริมาณนับนิ้วได้ไม่กี่คนเท่านั้น ตัวละครหลักๆล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนหญิงสาวทั้งหลายมักเป็นผู้ให้บริการ(ทางเพศ) อาทิ สาวเสิร์ฟ McDonald, พนักงานต้อนรับ, เลขา ปธน. ฯ เว้นแต่ ‘Supreme Being’ ตัวละครของ Milla Jovovich ที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉากแรกของเธอถูกสร้างขึ้นกักขังในแคปซูล ใช้กำหมัดกระแทกออกมา (ท่าทางของเธอ ดูคล้ายปากของ Alien เป็นอย่างยิ่ง) สายตาของผู้ชายทั้งหลายต่างจับจ้องมอง ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของตัวเธอ

ดาวเคราะห์ Fhloston ถูกเรียกว่าเป็นสรวงสวรรค์ (Heaven) ที่ใครๆ(โดยเฉพาะผู้ชาย)ล้วนฝันอยากไปถึง แต่มีเพียงหนึ่งผู้โชคดี (เหมือนสเปิร์มตัวหนึ่ง) ตัวละครของ Bruce Willis ที่ถูกหวยได้รับตั๋วโดยสาร เดินทางร่วมกับ ‘Supreme Being’ (ตัวละครนี้คือธาตุที่ 5 แทนด้วย ‘จิตวิญญาณ’) เพื่อไปหานักร้องโอเปร่าเอเลี่ยนสีฟ้า ที่ครอบครองธาตุทั้งสี่ไว้ในตัวเอง (ดิน น้ำ ลม ไฟ คือธาตุที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต)

เดินทางกลับมาโลก วางแท่นศิลาทั้งสี่ และ ‘Supreme Being’ ไว้ตรงกลาง สิ่งที่หญิงสาวต้องการคือคำตอบสำคัญที่สุด เหตุผลในการปกป้องมวลมนุษย์ชาติให้ธำรงคงอยู่ต่อไป ซึ่งหลังจากได้คำตอบที่พึงพอใจ ทำให้เธอรวบรวมพลัง ปล่อยน้ำลำแสงพุ่งตรงไปยังวัตถุทรงกลมขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งมาชนโลก

เจ้าวัตถุประหลาดที่ว่านี้ เป็นสิ่งเก่าแก่เกิดขึ้นมีมาช้านาน ไม่มีใครรู้ว่าคืออะไรแต่กลับถูกเรียกว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย รูปลักษณะทรงกลมที่ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมนุษย์ส่งระเบิด ดาวเทียม ป้อน(สารอาหาร)อะไรๆเข้าไปมีแต่จะเร่งการเติบโตขยายขนาด ครั้งหนึ่งเจ้าสิ่งนี้ส่งคลื่นโซนาร์ออกมาในรูปแบบสัญญาณโทรศัพท์เพื่อสื่อสารกับใครคนหนึ่ง และพอเมื่อถึงเวลา(ไข่ตก)ก็พุ่งตรงดิ่งมายังโลกอย่างรวดเร็ว

เวลาชายหญิงสองคนจะร่วมรักกันได้ ย่อมเกิดจากความพึงพอใจ ต้องการซึ่งกันและกัน (หรือความรัก) เป้าหมายของกามกิจ เสร็จสำเร็จแล้วได้ขึ้นสรวงสวรรค์ ปลดปล่อยอสุจินับพัน(ล้านตัว) แต่มีเพียงหนึ่งผู้โชคดี แข็งแกร่งบึกบึน (ระดับป๋า John McClane) จะได้ปฏิสนธิกับรังไข่ที่ถึงเวลาตกพอดี เมื่อนั้นชีวิตใหม่ก็จะบังเกิดขึ้น

ถ้าคุณจับใจความหนังได้เช่นนี้ การมี Sex กันของสองตัวละครพระนางตอนจบ ถือเป็นคำตอบของเหตุผล ‘มนุษย์มีคุณค่าอะไรที่จะต้องธำรงปกป้องรักษาไว้’ … เพราะว่า Sex เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นที่สุดในชีวิตนั่นเอง

Luc Besson (เกิดปี 1959) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris พ่อแม่เป็นครูสอนประดาน้ำ (Scuba-Diving) ทำให้ตั้งแต่เด็กวาดฝันเป็นนักชีววิทยาทางทะเล (Marine Biologist) ออกเดินทางไปทั่วพร้อมกับครอบครัว ดำน้ำจนเก่ง แต่พออายุได้ 10 ขวบ พ่อแม่หย่าร้างกัน และพวกเขาต่างแต่งงานมีครอบครัวใหม่

“Here there is two families, and I am the only bad souvenir of something that doesn’t work, and if I disappear, then everything is perfect. The rage to exist comes from here. I have to do something! Otherwise I am going to die.”

เคยพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ตอนอายุ 17 ประสบอุบัติเหตุทำให้ไม่สามารถดำน้ำได้อีกต่อไป จึงต้องมองหาความสนใจอื่นในชีวิต ครุ่นคิดค้นหาสิ่งที่ตนสามารถทำได้ วาดรูป เขียนหนังสือ ก่อนลงเอยที่สร้างภาพยนตร์ เริ่มหัดเขียนบทหนังก็ตั้งแต่ตอนนั้น, มีผลงานแรก Le Dernier Combat (1983) เป็นแนว Post-Apocalyptic นำแสดงโดย Jean Reno เรื่องที่สร้างชื่อเสียงคือ Subway (1985) เข้าชิง BAFTA Award: Best Foreign Language Film ผลงานอื่นๆ อาทิ The Big Blue (1988), Nikita (1990), Léon: The Professional (1994), Lucy (2014) ฯ

สไตล์ของ Besson ได้รับคำนิยมว่า ‘the most Hollywood of French filmmakers.’ งานภาพเน้น Visual Style สวยงามตระการตา เล่าเรื่องเน้นที่ตัวละคร และตัวร้ายมักคล้ายมาเฟียฮ่องกง

ความตั้งใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นกับคำถาม ‘What’s the use of saving life when you see what you do with it?’ นี่มองได้หลายความหมายเลย
– ชีวิตของ Besson มีคุณค่าอะไร เมื่อพบว่าตัวเองเป็นแค่ส่วนเกินจากพ่อ-แม่ ที่หย่าร้าง
– ชีวิตมนุษย์มีคุณค่าอะไร ทั้งๆที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สงคราม รบราฆ่าฟัน

นี่คงเป็นประเด็นความสนใจของ Luc Besson ในการค้นค่าคุณค่าชีวิตของตัวเอง ‘ฉันเกิดมาทำไม?’ ก็ไม่รู้หาคำตอบได้หรือยังนะครับ แต่สังเกตจากผลงานหลายๆเรื่อง ที่มักใช้ตัวละครนำเป็นผู้หญิง นี่อาจแปลว่า เขามีทัศนคติต่อพวกเธอ คือ’เป้าหมาย’ที่เติมเต็มความชีวิตต้องการของผู้ชาย

บทภาพยนตร์ดั้งเดิมแรกสุดที่ Besson คิดไว้ตอนอายุ 16 มีพื้นหลัง ค.ศ. 2300 ชายผู้ไม่มีอะไรเลยในชีวิต Zaltman Bleros (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Korben Dallas) บังเอิญถูกหวยชนะรางวัล ได้รับโอกาสเดินทางสู่ดาวเคราะห์ Fhloston Paradise ที่นั่นทำให้ได้พบกับ Leeloo ให้คำนิยามว่า ‘sand-girl’ หญิงสาวที่ยังคงมีความงามเลิศในจักรวาล แม้อายุจะกว่า 2,000 ปี แล้วก็ตาม

สำหรับนักแสดงนำ ได้ติดต่อเผื่อไว้สองคนคือ Bruce Willis และ Mel Gibson แต่ทั้งคู่แสดงความหวั่นวิตกไม่เชื่อมือผู้กำกับ ทำให้ Gibson ภายหลังบอกปัดไป ซึ่งหลังจาก Besson กำกับ Léon: The Professional (1994) ประสบความสำเร็จล้นหลาม ทำให้โปรเจคนี้ได้รับการอนุมัติ ด้วยทุนสร้างสูงสุดในยุโรปขณะนั้น $90 ล้านเหรียญ และเมื่อ Willis ได้อ่านบทเกิดความชื่นชอบจึงตกลงเซ็นสัญญาร่วมงานกันทันที

Walter Bruce Willis (เกิดปี 1955) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ที่ใครๆคงจดจำภาพลักษณ์พระเอกหนังแอ๊คชั่นหัวล้านเหม่ง หน้าตาเข้มๆเครียดจากการรับบท John McClane ใน Die Hard แต่ก่อนที่จะเข้าวงการ Willis เป็นนักแสดง Off-Broadway ที่มากฝีมือ และเป็นนักแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ในยุค 80s ได้รางวัล Emmy Award, Golden Globe สาขา Best Actor in a Television Series – Comedy or Musical ถึงสองครั้ง, สำหรับผลงานภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นมากๆ อาทิ Color of Night (1994), Pulp Fiction (1994), The Fifth Element (1997), Armageddon (1998), The Sixth Sense (1999), Sin City (2005), Looper (2012) ฯ

Korben Dallas เป็นอดีตนายทหารเชี่ยวชาญการรบทุกรูปแบบ รีไทร์ออกมาเป็นคนขับรถแท็กซี่ แต่เพราะนิสัยใจร้อนวู่วาม เห็นอะไรไม่ดีเป็นต้องเข้าไปยุ่งย่าม ทำให้ชีวิตพบเจอแต่ความผิดพลาด บัดซบต่างๆนานา ซึ่งการจับพลัดพลูมาเจอกับ Leeloo หญิงสาวที่มีความ Perfect ทุกสิ่งอย่าง กำลังทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น (รึเปล่า)

ผมแทบไม่เห็นตัวละคร Korben Dallas ในหนังเรื่องนี้เลยนะครับ ขอเรียกว่า John McClane ฉบับตะลุยอวกาศ ไม่ใช่ Willis ไร้ซึ่งพยายามเปลี่ยนแปลงนะ แต่บทบาทเรื่องราวมันไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาขายการแสดงได้เลย ซึ่งฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กเล็กๆกับ Milla Jovovich ต้องบอกว่าเคมีทั้งคู่ไม่เข้ากันแม้แต่น้อย แต่ว่าไปความรักลักษณะนี้ ถือเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Besson ที่เริ่มตั้งแต่ Léon: The Professional (1994) เพราะภรรยาคนที่สองของเขา Maïwenn Le Besco คือเด็กหญิงสาวอายุ 15 ปี แต่งงานเพราะทำเธอท้องตอนอายุ 16

Milica Bogdanovna Jovovich (เกิดปี 1975) นักแสดงหญิงสัญชาติ Ukrainian ที่ใครๆคงจดจำได้จากบทบาท Alice ในแฟนไชร์ Resident Evil, เกิดที่ Kiev ตอนอายุ 5 ขวบ ในครอบครัวนักแสดงละครเวที แต่ต้องอพยพลี้ภัยมาอยู่ London (เพราะปัญหาการเมือง) ตามมาด้วย Sacramento, California ก่อนปักหลักถิ่นฐานอยู่ที่ Los Angeles พ่อแม่เคยทำงานเป็นคนใช้-แม่ครัว ในบ้านของผู้กำกับ Brian De Palma, Jovovich ได้สัญชาติอเมริกาตอนอายุ 19 เริ่มต้นทำงานเป็น Modeling ด้วยความที่สูงผอม หุ่นดีมากๆ ทำให้มีงานเข้าล้นหลาม

เกร็ด: ปี 2004 นิตยสาร Fobes ยกให้เธอเป็นอันดับหนึ่ง ‘Richest Supermodels of the World’ มีรายได้สูงถึง $10.5 ล้านเหรียญ

เข้าสู่วงการแสดงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ในบทตัวประกอบเล็กๆ ค่อยๆไต่เต้าขึ้นจนมีชื่อเสียงกับ Return to the Blue Lagoon (1991) แม้หนังจะไม่ประสบความสำเร็จ คำวิจารณ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงรุ่นเยาว์ที่เข้าชิง
– Best Young Actress ของ Young Artist Awards
– Worst New Star ของ Golden Raspberry Awards

โด่งดังจริงๆก็กับหนังเรื่องนี้ รับบท Leeloo เอเลี่ยนสาวที่มีความสวยสมบูรณ์แบบ เรียกว่า ‘Supreme Being’ ถึงจะฟังดูยิ่งใหญ่ มีความเฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว เรียนรู้เร็ว แต่ร่างกายจิตใจกลับมีความอ่อนไหว อ่อนแอเหมือนเด็กหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกับโลกกว้าง

เห็นว่า Jovovich ทุ่มเทกายใจให้กับหนังเรื่องนี้อย่างเป็นสุดฝีมือ เรียนรู้ภาษาที่คิดค้นโดย Besson ท่องจำขึ้นใจ รวมทั้งหัดเตะต่อยแบบ Bruce Lee ด้วยตัวเอง (ไม่มีใครฝึกให้) ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้กำกับเกิดความประทับใจ จนทั้งคู่ได้แต่งงานกัน เป็นภรรยาคนที่ 3 … แต่ไม่นานนักก็หย่าขาด

Gary Leonard Oldman (เกิดปี 1958) นักแสดง นักดนตรีสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ New Cross, London ตอนอายุ 16 ออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานในร้านขายอุปกรณ์กีฬาและเป็นนักดนตรีควบคู่ไปด้วย แต่ภายหลังตัดสินใจผันตัวเป็นนักแสดง จากการได้เห็น Malcolm McDowell แสดงหนังเรื่อง The Raging Moon (1971) ให้สัมภาษณ์บอกว่า

“Something about Malcolm just arrested me, and I connected, and I said, ‘I wanna do that’.”

เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยหลังเวทีการแสดง แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้า Royal Academy of Dramatic Art ที่ได้แนะนำให้เขาหาอาชีพอื่นทำ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นนักแสดงอาชีพได้ที่ York Theatre Royal, ส่วนผลงานภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเป็นตัวประกอบหลายๆเรื่อง จนมีชื่อกับการรับบท Lee Harvey Oswald ผู้ลอบสังหาร ปธน. JFK (1991) ของผู้กำกับ Oliver Stone ต่อมารับบท Count Dracula เรื่อง Dracula (1992) ของผู้กำกับ Francis Ford Coppola

ผลงานเด่นๆของ Oldman อาทิ True Romance (1993), The Fifth Element (1997), Air Force One (1997), The Contender (2000), Harry Potter Series, The Dark Knight Trilogy, Dawn of the Planet of the Apes (2014) ฯ ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor จากเรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy (2011)

Jean-Baptiste Emanuel Zorg ตัวร้ายที่มีแนวคิดทำลายล้าง ต้องการครอบครองศิลาทั้งสี่ เพื่อรับใช้สิ่งชั่วร้ายนอกโลก, ภาพลักษณ์ของตัวละครนี้จะเชิดหยิ่ง (ใส่เสื้อคอสูงๆ มีความทะเยอทะยาน) สวมหมวกใส ปัดผมเรียบไปด้านหนึ่ง และไว้หนวดจิ๋ม (แบบฮิตเลอร์ แต่แทนที่จะตรงระหว่างจมูกกับปาก กลับเป็นใต้ปากกับคาง) เป็นตัวร้ายที่หมือนจะโหดเหี้ยมแต่มีความน่าขบขันเป็นอย่างยิ่ง ลูกน้องแต่ละคนเชื่อมือไม่ได้ ทำให้ตัวเองต้องลงมือกระทำการหลายๆอย่างด้วยตนเอง, ผมเปรียบตัวละครนี้เหมือนกับ ‘ถุงยางอนามัย’ ที่พยายามหาทางป้องกันการปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับรังไข่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถป้องกันสำเร็จได้ (คือผมคิดแบบนี้เพราะเห็นหมวกใสของตัวละคร มันเหมือน … อย่างยิ่ง)

Ian Holm (เกิดปี 1931) นักแสดงรุ่นใหญ่สัญชาติอังกฤษ เป็นที่รู้จักโด่งดังจากบทแอนดรอยด์ Ash ในหนังเรื่อง Alien (1979) และ Bilbo Baggins ในซีรีย์ The Lord of the Rings กับ The Hobbit

รับบท Father Vito Cornelius (ชื่อนี้จงใจแปลงมาจาก Vito Corleone ของ The Godfather แน่ๆ) บาทหลวงที่สืบทอดความรู้กาลามสูตรมาตั้งแต่โบราณกาล อันเป็นวิธีการเฉพาะที่ทำให้มนุษย์สามารถธำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้ได้

Christopher Tucker (เกิดปี 1971) นักแสดง-ตลก ผิวสีสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Atlanta, Georgia เป็นลูกคนเล็กในครอบครัว 6 คน ตั้งแต่เด็กมีความสามารถพูดจาติดตลก เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบข้างได้เป็นเลิศ โตขึ้นจึงตัดสินใจเดินทางสู่ Los Angeles เพื่อเป็นนักแสดงและตลก มีผลงานการแสดงเรื่องแรก House Party 3 (1994) ได้รับการจดจำอย่างยิ่งจากการแสดงหนังเรื่องนี้ ก่อนได้รับโอกาสประกบ Jackie Chan ในไตรภาพ Rush Hour

Ruby Rhod พิธีกรที่แรดแรงเว่อ เหมือนจะเป็นเกย์แต่ไม่ใช่ (เหมือนเสือสมิงมากกว่า) ชื่นชอบโปรยหว่านเสน่ห์ ด้วยท่าทาง ลีลา การพูด สาวๆต่างหลงใหลคลั่งไคล้ เว้นแต่ Korben Dallas สุดหล่อมาดเข้ม ที่เท่ห์ระเบิดตูมตาม เกาะตามติดไปด้วยกันจนถึงเป้าหมาย กลายเป็นรายการข่าวตอนที่ยอดเยี่ยมสุดในจักรวาล

ผมเปรียบตัวละครนี้คือยีน XXY แล้วกันนะครับ ในร่างผู้ชายมีความเป็นผู้หญิงเหลือล้น ซึ่งก็ช่วยเหลือพระเอก ให้เปิดซิงสุขสมหวังในชีวิตได้สำเร็จ (ตัวละครนี้ประจำแท่นศิลาไฟ = ราคะ แต่ตัวเองกลับไร้ซึ่งสิ่งจะจุดให้ติด)

ถ่ายภาพโดย Thierry Arbogast ขาประจำของ Besson, ตอนแรกผู้กำกับตั้งใจจะถ่ายทำหนังในฝรั่งเศส แต่เนื่องจากไม่สามารถหาสถานที่หรือสตูดิโอขนาดใหญ่พอทำงานได้ จึงตัดสินใจเลือก Pinewood Studio ประเทศอังกฤษ, Royal Opera House, Covent Garden, กรุง London และฉากพีระมิดถ่ายทำที่ Mauritania

การออกแบบโลกอนาคต (Futuristic) เมือง New York City ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของสถาปนิกโลกอนาคต Antonio Sant’Elia, ส่วนในห้องอพาร์ทเม้นของ Korben Dallas มาจากสไตล์ Metabolist (ของญี่ปุ่น)

สำหรับ Special Effect ของหนัง แบ่งงานออกเป็น 3 ทีม ประกอบด้วย
– Nick Allder ออกแบบสร้างในส่วนของเครื่องยนต์กลไก (mechanical) รถแท็กซี่ ปืน และระเบิดทั้งหลาย
– Nick Dudman ออกแบบสร้าง ‘creature’ สิ่งมีชีวิตต่างดาวทั้งหมด
– Mark Stetson ดูแลในส่วน Visual Effects เริ่มต้นสร้างโมเดลจำลอง วาดลงในคอมพิวเตอร์ แล้วใส่นักแสดงจากจอ Green Screen เข้าไป

ตัดต่อโดย Sylvie Landra ถึงการลำดับเรื่องราวจะชวนให้สับสนมึนงงเล็กน้อย แต่เทคนิคลีลาการตัดต่อถือว่าแพรวพราวอย่างยิ่ง มี 2 ฉากไฮไลท์ที่ถือว่าคมคายอย่างยิ่ง
– ขณะที่พระเอกและนางเอก กำลังออกเดินทางสู่สรวงสวรรค์ ดาวเคราะห์ Fhloston กับบทเพลง Heat 
– ตอนกลุ่มพระเอกกำลังหนีตายจากยานอวกาศที่ล่องลอยเหนือดาวเคราห์ Fhloston, ไฮไลท์อยู่ตรงนับเวลาถอยหลัง พอระเบิดเหลืออีก 5 วินาที ก็คิดว่าคงจบแล้ว แต่ที่ไหนได้ … นี่เป็นมุขที่ผมฮาตกเก้าอี้สุดในหนังแล้ว (ขำหนักกว่า ฉากเชอรี่ติดคออีกนะครับ)

เพลงประกอบโดย Éric Serra ขาประจำของ Luc Besson และเคยทำเพลงประกอบ James Bond ภาค GoldenEye (1995), คำนิยามของบทเพลงคือ ‘intrinsically musical’ เสียงที่เปร่งออกมาจากภายใน ไม่ได้มีความ Futurist เสียเท่าไหร่ แต่จะมีความกวนๆ (เข้ากับส่วน Comedy ของหนังได้อย่างลงตัว) ซึ่งเราจะได้ยินบทเพลงคลอประกอบหนังทั้งเรื่อง มีช่วงเด่นๆอยู่ 2-3 ครั้ง

ขณะขับรถ Taxi หนีการไล่ล่า ใช้บทเพลงชื่อ Alech Taadi (แปลว่า Why are you hostile) ขับร้องโดย Khaled นักดนตรีสัญชาติ Algerian, ถ้าคุณฟังเพลงนี้โดยยังไม่เคยรับชมหนังมาก่อนอาจคิดว่า เพลงเนี่ยนะ!ในฉากไล่ล่า นี่เป็นรสนิยมของผู้กำกับนะครับ ต้องการสร้างบรรยากาศความแตกต่างให้กับหนัง ไม่ใช่ว่าฉากพวกนี้ต้องเคร่งเครียดลุ้นระทึกเป็นตาย บทเพลงกวนๆแบบนี้ก็สามารถใช้ประกอบได้เหมือนกัน

สำหรับบทเพลงที่ผมชอบสุดในหนัง ชื่อว่า Heat (อุ่นเครื่อง) เป็นทำนอง Reggie ฟังสบายโยกหัวไปมาได้ ขณะที่เครื่องบินโดยสารกำลังเตรียมตัวพร้อมออกเดินทางสู่ดาวเคราะห์ Fhloston มีเรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นหลายสถานที่ หลายเรื่องราว หลายบุคคล, การตัดต่อในฉากนี้ถือเป็นไฮไลท์ด้วยเช่นกัน มีจังหวะที่ … โยกหัวไปมาตามได้

มีประมาณ 4-5-6 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง ซึ่งหนังใช้การตัดสลับไปมาอย่างมีจังหวะแทบจะตามเสียงกลอง แล้วมีการเร่งความเร็วขึ้นขณะนับถอยหลัง ซึ่งพอถึงศูนย์ก็มีการระเบิด, ยานออกตัว และ Climax!

แต่ไฮไลท์จริงๆของหนังคือบทเพลง The Diva Dance โอเปร่านำมาจากบทละครโศกนาฎกรรมเรื่อง Lucia di Lammermoor (1835) ประพันธ์โดย Gaetano Donizetti ได้แรงบันดาลใจจากนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง The Bride of Lammermoor ประพันธ์โดย Sir Walter Scott, โอเปร่านี้มีทั้งหมด 3 องก์ องค์ละ 3 ตอน ซึ่งหนังทำการเลือกองก์ที่ 3 ซีนที่ 2 ชื่อตอนว่า A Hall in Lammermoor Castle มีชื่อเล่นว่า The Mad Scene

เรื่องราวของ Lucia di Lammermoor เท่าที่ผมอ่านดูค่อนข้างคล้าย Romeo and Juliet พอสมควร, ดำเนินเรื่องที่ Scotland ต้นศตวรรษที่ 18th หญิงสาวแรกรุ่น Lucia ตกหลุมรักชายหนุ่มรูปงาม Edgardo แต่สองครอบครัวเป็นศัตรูคู่อริต่อกัน Enrico พี่ชายของ Lucia รับรู้เรื่องนี้เข้าจึงบังคับให้เธอแต่งงานกับ Arturo โดยโกหกอ้างว่า แฟนหนุ่มของเธอได้ทรยศหักหลังไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้ว ด้วยความคับแค้นใจเธอจึงยินยอมแต่งงานตามคำขอของพี่, พอ Edgardo รับรู้เรื่องเข้า ก็บุกเข้ามาถึงงานแต่ง ตำหนิด่าทอสาปแช่งหญิงสาวที่ทรยศหักหลัง, ค่ำคืนนั้น Lucia ได้ตัดสินใจฆ่าว่าที่สามีแล้วฆ่าตัวตาย ส่วน Edgardo ท้าดวลดาบกับ Enrico เอาชนะมาได้ แต่พอรู้ว่า Lucia เสียชีวิตแล้ว ก็ฆ่าตัวตายตาม

สำหรับ The Mad Scene ที่หนังนำมาใช้ คือตอนที่ Lucia ตัดสินใจฆ่าสามีที่เพิ่งแต่งงานด้วยแล้วฆ่าตัวตาย ผู้ขับร้อง Soprano ในหนังคือ Inva Mula ชาว Albanian แต่นักแสดงที่สวมชุดยางสีน้ำเงินในหนังคือนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส Maïwenn Le Besco

ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกขนลุกซู่ โหยหวนล่องลอย บ้าคลั่งเสียสติสมประดี แต่ไฮไลท์อยู่ที่ The Diva Dance ราวกับคนละอารมณ์เพลง, ผมนำคลิปเบื้องหลัง Green Screen ที่อยู่ในแผ่น Bonus มาให้รับชมกัน เป็นการลิปซิงค์ของ Inva Mula แบบเต็มๆไม่มีตัดไปมาให้ชวนปวดหัว

จักรวาลในเปลือกนัท … กับหนังเรื่องนี้ผมขอเรียกว่า ‘จักรวาลในมดลูก’ แล้วกัน เป็นเรื่องราวเพ้อๆ ค้นหาเหตุผลของการเกิดมา ทำไมข้า (Luc Besson) ถึงได้ปฏิสนธิ มีตัวตนขึ้นมา เหตุเกิดจากเจ้าผู้โชคดีตนนั้นตัวเดียวแท้ๆ ถ้าชายหญิงไม่มีความรักต่อกัน ชีวิตคงไม่มีวันบังเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นกว้างๆเรื่อง Sex แล้ว หนังยังมีประเด็นเสียดสีล้อเลียน พล็อตรองอีกหลายๆอย่างที่ผมข้ามๆไป อาทิ
– My philosophy is shoot first and ask questions later. นี่ไม่ใช่แค่ปรัชญาทางทหารของบางประเทศนะครับ ยังมีนัยยะถึงผู้ชายบางประเภท เพลย์บอยม่อล่อหญิง ที่ขอได้มี Sex กับคุณเธอไว้ก่อน (ยิงอสุจิใส่เสียก่อน) เรื่องอื่น ความรับผิดชอบ ค่อยว่ากันทีหลัง
– Honor’s killed millions of people. Hasn’t saved a single one. (อสุจิมีเป็นล้านๆตัวเลยนะครับ สู้รบครั้งๆหนึ่งแทบไม่มีสักตัวที่รอดชีวิต นอกจากจะโคตรๆๆๆโชคดีจริงๆ)
– Time is of no importance. Only life is important. เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญ ชีวิตต่างหากสำคัญกว่า,

ผมเคยดูหนังของ Besson มาแล้วหลายเรื่องเหมือนกัน รู้สึกไม่ค่อยใช่รสนิยมตัวเองเสียเท่าไหร่ คือมีบางสิ่งอย่างที่ขัดหูขัดตา คับข้องใจ เหมือนจะดีแต่ติดๆขัดๆขาดๆเกิดๆ คือจะออกไปทาง Hollywood ก็ไม่ใช่ ฝรั่งเศส/ยุโรป นี่ก็ไม่ใกล้เคียง เป็นสไตล์ลูกครึ่งผีครึ่งคน เกือบดีแต่เหมือนขี้ไม่สุด บางทีหนังของผู้กำกับคนนี้อาจถูกโฉลกกับคนสองโลก ลูกครึ่งยุโรปและอเมริกากว่าเป็นแน่

หรืออาจเพราะสิ่งที่ Besson ค้นหา มันเต็มไปด้วยความอึดอัด คับข้องใจ สร้างภาพยนตร์เพื่อพาตัวเองหลบซ่อนเข้าไปอยู่ในนั้น เหมือนคนกินเหล้าเพราะต้องการลืมทุกข์ ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ก็เพื่อหลงลืมความเจ็บปวดกายใจของตนเอง … ก็เป็นไปได้นะครับ Besson ก็เหมือนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ถ้าไม่ได้ทำหนังเขาอาจกลับไปพยายามฆ่าตัวตายอีกแน่

ด้วยทุนสร้าง $90 ล้านเหรียญ สูงสุดของประเทศฝรั่งเศสและหนังยุโรปขณะนั้น ทำรายรับทั่วโลกได้ถึง $263.9 ล้านเหรียญ เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล จนการมาถึงของ The Intouchables (2011) แซงไปไกลที่ $426.6 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar 1 สาขา แต่แปลกที่ไม่ใช่ Visual Effect
– Best Effects, Sound Editing

สำหรับ BAFTA Award ก็เข้าชิง 1 สาขาเช่นกัน แต่คว้ามาได้ด้วย
– Best Special Effects

และ César Award (Oscar ของฝรั่งเศส) เข้าชิง 8 ได้มา 3 รางวัล
– Best Film
– Best Director ** ได้รางวัล
– Best Cinematography ** ได้รางวัล
– Best Editing
– Best Production Design ** ได้รางวัล
– Best Costume Design
– Best Music Written for a Film
– Best Sound

ส่วนตัวเคยตกหลุมรักคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้ เพราะความ Action Sci-Fi ที่มี Bruce Willis เท่ห์ระเบิด แต่กาลเวลาผ่านไป เมื่อได้รับชมภาพยนตร์มาเยอะๆเข้า กลับมาดูรู้สึกว่า ไร้สาระว่ะ! ถึงจะวิเคราะห์อะไรๆได้มากมายขนาดนี้ ผมกลับไม่เห็นความสวยงามที่น่าคลั่งไคล้เหมือนแต่ก่อน หลงเหลืออยู่บ้างกับความประทับใจอยู่บ้างใน Visual Style ล้ำๆ และเทคนิคการตัดต่อที่บ้าระห่ำ เหลือแค่ความทรงจดจำไว้ลึกๆในหัวใจ

แนะนำกับคอหนังไซไฟ ชื่นชอบความท้าทายในการคิดวิเคราะห์หาคำตอบ, สนใจการออกแบบ เสื้อผ้าหน้าผม Visual Effect โลกอนาคตอลังการล้ำๆ, แฟนๆผู้กำกับ Luc Besson นักแสดงนำ Bruce Willis, Milla Jovovich, Gary Oldman, Ian Holm และ Chris Tucker ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความบ้าระห่ำ เหนือล้ำจินตนาการ

TAGLINE | “The Fifth Element ภาพยนตร์ไซไฟสนองตัณหาของ Luc Besson ที่สวยล้ำด้วย Visual Effect แต่มืดบอดด้วยราคะ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of