Thunderball (1965)

thunderball

Thunderball (1965) British : Terence Young 

ภาพยนตร์ลำดับที่ 4 ธันเดอร์บอลล์ 007 กับฉากต่อสู้ใต้น้ำอันลือลั่น ที่ถึงขนาดได้ Oscar: Best Special Effects, องค์กร SPECTRE ได้วางแผนการครั้งใหญ่ ขโมยหัวรบนิวเคลียร์แล้วเรียกค่าไถมหาศาล โชคดีว่ามี James Bond ที่จับพลัดจับพลู ได้พบเบาะแสสำคัญ มีหรือจะปล่อยให้ผู้ร้ายลอยนวล

Thunderball นิยายเล่มที่ 9 ของ Ian Fleming แต่ถือเป็นเรื่องยาวเรื่องที่ 8 (นิยายเล่มที่ 8 เป็นรวมเรื่องสั้น 6 เรื่อง ชื่อหนังสือ For Your Eyes Only) ตีพิมพ์วันที่ 27 มีนาคม 1961 ขายหมด 5 หมื่นก็อปปี้ในสัปดาห์แรก, นี่เป็นนิยายที่ตีพิมพ์ โดยดัดแปลงมาจากบทร่างภาพยนตร์ ที่เกิดจากคน 5 คน ประกอบด้วย Ian Fleming, Kevin McClory, Jack Whittingham, Ivar Bryce และ Ernest Cuneo

คงต้องท้าวความตั้งแต่ก่อนที่ Dr. No (1962) จะเริ่มสร้าง, เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 1958 Fleming และ Ivar Bryce ได้พูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ในการดัดแปลงนิยาย James Bond ให้กลายเป็นภาพยนตร์, Bryce แนะนำ Fleming ให้รู้จักผู้กำกับ Kevin McClory และ Ernest Cuneo ทั้ง 4 กลายเป็น partnership ร่วมงานกัน, Fleming ได้ร่วมพัฒนาบทหนังครั้งแรกกับ McClory (แต่ยังไม่ใช่ดัดแปลงนิยาย James Bond นะครับ) เรื่อง The Boy and the Bridge (1959) ซึ่งพอออกฉาย ได้รับคำวิจารณค่อนข้างย่ำแย่ ทำให้ Fleming มีท่าทีไม่พอใจ McClory จึงไม่อยากร่วมงานกันอีก, แต่ขณะนั้น McClory ได้นำอีกโปรเจคหนึ่งมานำเสนอ คือ Longitude 78 West ซึ่งได้ร่วมกับนักเขียน Jack Whittingham หลังจาก Fleming ได้อ่านบท มีความชื่นชอบอย่างมาก

Fleming ได้นำ Longitude 78 West มาพัฒนาต่อ และหาทางผลักไส McClory ให้ออกจากโปรเจค แต่เรื่องอะไรที่ McClory จะยินยอมง่ายๆ, ในเดือนมกราคม 1960 Fleming ได้เขียนนิยาย Thunderball โดยอ้างอิงมาจากบทหนังเรื่องนี้ ซึ่งพอ McClory และ Whittingham ได้อ่าน เกิดความไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงส่งเรื่องฟ้องศาลให้คุ้มครองและหยุดตีพิมพ์ แต่ศาลมีคำสั่งอนุญาติให้ตีพิมพ์ แล้วให้ McClory ยื่นฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์ตามมา

นี่ทำให้ทั้งนิยายและการดัดแปลง James Bond เป็นภาพยนตร์ครั้งนั้น เกิดความล่าช้าไปมาก โชคดีที่นิยายเล่มอื่นไม่โดนผลพวงจากปัญหานี้ Fleming จึงตัดสินใจขายลิขสิทธิ์นิยายเล่มอื่น Dr. No ให้ Harry Saltzman และ Albert R. Broccoli ดัดแปลงสร้าง James Bond แทนไปเลย ระหว่างรอผลตัดสินของศาลในสิทธิ์นิยาย Thunderball, ขณะที่ Ian Fleming อยู่ในชั้นศาล เขาได้ล้มทรุดจากอาการโรคหัวใจ นี่ทำให้ McClory ยอมใจอ่อน รับข้อเสนอตกลงความกันนอกศาล ซึ่งผลการตกลงก็คือ McClory จะมีสิทธิ์ในการสร้างภาพยนตร์และบทหนัง ส่วน Fleming ได้รับสิทธิ์เฉพาะในฉบับนิยาย

ถ้าสังเกตเครดิตใน Title Sequence จะพบว่าชื่อ Producer จะคือ Kevin McClory ส่วน Saltzman กับ Broccoli จะเป็น Executive Producer และเครดิตต้นฉบับนิยาย จะขึ้นว่า ‘based on a screen treatment by Kevin McClory, Jack Whittingham and Ian Fleming’

เกร็ด: นอกจาก Thunderball แล้ว ยังมีหนังอีกเรื่องที่ดัดแปลงจากนิยายเล่มนี้คือ Never Say Never Again (1983) นำแสดงโดย Sean Connery (ตอนอายุ 53) ในบท James Bond มีเรื่องราวแบบเดียวกันเปะ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่นับว่านี่เป็นหนัง James Bond (แบบเดียวกับ Casino Royale-1967) เพราะไม่ได้สร้างโดย Eon Productions (บริษัทที่ก่อตั้งโดย Saltzman กับ Broccoli)

ผู้กำกับ Terence Young กลับมาคุมบังเหียรอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้ Guy Hamilton ฉายเดี่ยวไปใน Goldfinger (1964) ทีมงานส่วนใหญ่ยังคงชุดเดิม ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Richard Maibaum และ John Hopkins

เรื่องราวขององค์กร SPECTRE ที่ได้โจรกรรมหัวรบนิวเคลียร์ 2 ลูก และขู่ blackmail รัฐบาลอเมริกาและอังกฤษ ให้จ่ายเงินค่าปิดปากมูลค่า £100 ล้านปอนด์เป็นเพชร, ทำให้ James Bond ต้องเดินทางไป Nassau, Bahamas ร่วมกับสหาย CIA Felix Leiter เพื่อช่วยกันตามหาว่า หัวรบนิวเคลียร์ทั้งสองลูกแอบซ่อนอยู่ที่ไหน

ในฉบับนิยาย Thunderball ถือเป็นการเปิดตัวหัวหน้าเบอร์ 1 ผู้นำ SPECTRE, Ernst Stavro Blofeld แต่ในหนังเราจะยังไม่เห็นใบหน้าเขานะครับ ซึ่งจะปรากฎตัวอีกในนิยาย On Her Majesty’s Secret Service และ You Only Live Twice

Sean Connery กลับมาครั้งที่ 4 ต้องบอกว่า คราวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ Fit and Firm ทั้งร่างกายและจิตใจ เข้าใจแทบทุกกระเบียดนิ้วของ James Bond เป็นที่สุด, Thunderball ถือว่าเป็นภาคที่ใช้พละกำลังทางร่างกายค่อนข้างมาก เพราะต้องลงดำประดาน้ำ กลั้นหายใจต่อเนื่องหลายนาที เห็นกล้ามเนื้อ ขนหน้าอกป๋าแกแล้วแบบว่า สาวๆ(สมัยก่อน)คงอยากโถมเข้าไปกอดแน่

สาว Bond ภาคนี้คือ Dominique ‘Domino’ Derval รับบทโดย Claudine Auger (สัญชาติฝรั่งเศส) พากย์เสียงทับโดย Nikki van der Zyl, มีนักแสดงที่ได้รับการติดต่อ อาทิ Julie Christie, Raquel Welch, Faye Dunaway, Maria Grazia Buccella, Yvonne Monlaur และ Gloria Paul ก่อนที่สุดท้ายจะตกเป็นของ Auger ที่เคยเป็น Miss France Monde และรองชนะเลิศการประกวด 1958 Miss World Contest

ในเรื่อง Domino เป็นแฟนสาวของ Largo ตัวร้ายภาคนี้ ถูก Bond เกี้ยวพาราสีจนใจอ่อน แต่เหตุผลที่เธอเปลี่ยนข้าง เพราะได้รู้ความจริงว่า Largo ฆ่าพี่ชายของตน, ต้องถือว่า Bond Girl คนนี้ มีการแสดงออกทางอารมณ์ค่อนข้างสูง ตอนเธอร้องไห้ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บปวด หนุ่มๆคงจดจำเธอได้จากไฝเสน่ห์ตรงปาก น่าเสียดายที่เธอไม่ค่อยได้โอกาสรับบทเด่นๆจากหนังเรื่องไหนอีก

เกร็ด: ชื่อ Domino เห็นว่าได้แรงบันดาลใจมาจากร้านพิซซ่า Dominetta Palazzi

เกร็ด2: ตัวละครนี้ เพื่อสะท้อนชื่อ Domino ชุดที่สวมใส่จึงมีแค่ 2 สี ไม่ขาวก็ดำ

ตัวร้ายภาคนี้ Emilio Largo รับบทโดย Adolfo Celi (ชาว Italian) พากย์เสียโดย Robert Rietty เป็นสมาชิก SPECTRE เบอร์ 2 ผู้นำปฏิบัติการโจรกรรมหัวรบนิวเคลียร์แล้วเรียกค่าไถ, จุดเด่นของ Largo คือใส่ผ้าปิดตาสีดำข้างขวา นิสัยดูเป็นคนสงบสุขุม ภายในโหดเหี้ยม เลือดเย็น ถ้าเทียบกับตัวร้ายภาคอื่นๆ ผมรู้สึก Largo เป็นตัวร้ายที่ธรรมดามากๆ ไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ ยกเว้นตอนจับได้ว่า Domino ทรยศตน ก็เปิดเผยธาตุแท้ของตนออกมา, การตายของ Largo คือถูกยิงข้างหลัง ความหมายตรงตัวนะครับ

ถ่ายภาพโดย Ted Moore เป็น Bond เรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วย Widescreen Panavision ให้ภาพกว้างเต็มจอภาพยนตร์, งานภาพของ Moore ภาคนี้คุณภาพกลับลดต่ำลง คงเพราะทุ่มเวลาให้กับฉากใต้น้ำเสียมาก ทำให้ฉากบนบทไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่, ฉากที่ผมชอบสุดคือ ห้องประชุมของทั้ง SPECTRE และ MI6 ที่สะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
– SPECTRE สมาชิกนั่งล้อมวงในห้องที่ดูทันสมัย (modern) หัวหน้าอยู่สูงบนแท่น มีอะไรมาบดบังหน้า
– MI6 สมาชิกนั่งเรียงหน้ากระดานในห้องที่ดูเก่าแก่ (classic) หัวหน้าอยู่ระดับเดียวกับสมาชิก

ภาพถ่ายใต้น้ำ เป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็นที่สุดแล้วในสมัยนั้น ผู้สร้างไปจ้าง Ricou Browning ผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำของ Hollywood ที่เคยมีประสบการณ์กับหนังเรื่อง Creature From the Black Lagoon (1954), ฉากใต้น้ำถ่ายทำที่ Clifton Pier, Bahamas ซึ่งแถวนั้น ว่ากันว่าฉลามชุมมาก ทำให้ต้องถ่ายทำกันในน้ำตื้น ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมถึง 3 เดือน

ฉากที่ Sean Connery ต้องลงทุนว่ายน้ำผ่านฉลาม เห็นว่าเป็นฉลามจริงๆนะครับ ถือเป็นฉากเสี่ยงตาย ที่อันตรายโคตรๆ มีครั้งหนึ่งที่ฉลามว่ายผ่านเขาไปใกล้ตัวมากๆ พอ Connery ขึ้นจากสระได้ก็รีบเดินหนี ไม่เข้ามาเฉียดบ่อน้ำอีกเลย

Special Effect โดย John Stears ของเล่นทุกชิ้นในหนัง ใช้งานได้จริงนะครับ อาทิ Bell Rocket Belt ที่ทำให้คนลอยได้ สร้างขึ้นโดย US Army ช่วงกลางทศวรรษที่ 50s (ปัจจุบันดัดแปลงใช้เป็นส่วนหนึ่งของนักบินอวกาศ), Spear Gun (ถือเป็นของเล่นใหม่สมัยนั้นเลย) Underwater Jet Pack Scuba ที่ทำให้ดำน้ำได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ออกแบบโดย Jordan Klein, Sky Hook ที่ตอนจบ Bond ถูกเครื่องบินโฉบเกี่ยวเชือกที่ลอยอยู่ (แบบเดียวกับ The Dark Knight)

เป็นครั้งแรกครั้งเดียวของหนัง James Bond ที่ได้ Oscar สาขา Best Special Effects เคยได้เข้าชิง Best Visual Effect จาก Moonraker (1979) แต่พ่ายให้กับ Alien (1979), และนี่เป็น Oscar ตัวสุดท้ายของแฟนไชร์นี้ จนกระทั่ง Skyfall (2012) ที่ได้ Best Original Song

ตัดต่อโดย Ernest Hosler โดยมี Peter R. Hunt เป็น Supervisor, การตัดต่อภาคนี้ ให้ความรู้สึกต่างจาก Bond สามภาคก่อนหน้าอย่างมาก (เพราะเปลี่ยนคนตัดต่อนี่เอง), การเล่าเรื่อง พยายามนำเสนอเหตุการณ์คู่ขนานระหว่าง James Bond กับตัวร้ายภาคนี้ Emilio Largo ตัดสลับไปมาทีละเหตุการณ์ ก่อนทั้งสองจะมาพบเจอกันที่ Bahamas

เกือบครึ่งหนึ่งของหนัง จะเป็นฉากใต้น้ำ ที่ใช้ภาพเล่าเรื่อง ไม่มีเสียงพูด (ก็แน่ละ ใต้น้ำจะมีเสียงพูดได้ยังไง) นี่อาจจะสร้างความอึดอัดให้กับผู้ชมหลายคน เพราะให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง ‘จมน้ำ’, Sound Effect ที่ได้ยินถือว่ามีความสมจริงมาก ประหนึ่งเหมือนกำลังดำน้ำอยู่ อู้อี้ไม่ค่อยได้ยินเสียงอะไร และเพลงประกอบจะดังขึ้นเป็นช่วงๆเท่านั้น ไม่ได้ดังตลอดเวลา

เพลงประกอบโดย John Barry ถือว่าผิดฟอร์มมากๆ แทบจะไม่รู้สึกอะไรใหม่เลยกับเพลงประกอบภาคนี้, บทเพลง Thunderball คำร้องโดย Don Black ร้องโดย Tom Jones ไม่ใช่เสียงร้องของ Jones ไม่โดดเด่นนะครับ แต่ทำนองประกอบฟังแล้วรู้สึกแปลกประหลาดมาก เหมือนเอาท่อนฮุค James Bond Theme อยากใส่ตรงไหนก็ใส่ หาความไพเราะไม่ได้เลย

เดิมทีนั้น เพลงประกอบแรกที่ John Barry เขียนไว้ก่อนคือ Mr. Kiss Kiss, Bang Bang ร่วมกับ Leslie Bricusse ได้แรงบันดาลใจมาจากนักข่าวชาวอิตาลี ที่เรียก James Bond ว่า Mr. Kiss Kiss, Bang Bang ตอนที่เขียนเนื้อร้องเพลงนี้ Barry ไม่ได้มีความ เข้าใจ รู้รายละเอียดเนื้อเรื่องของหนังเลย ซึ่งใจความของเพลง เป็นการอธิบายตัวละคร James Bond เท่านั้น, ซึ่งทั้ง Broccoli และ Saltzman ต่างมีความวิตก เพราะฟังแล้วรู้สึกเพลงนี้ไม่เข้ากับใจความหนัง จึงขอให้ Barry แต่งเพลงใหม่ มาเป็นเพลง Thunderball

มีคนไปถาม Tom Jones ว่าใน รู้ไหมว่าคำว่า Thunderball ที่อยู่ในเนื้อเพลงหมายถึงอะไร ปรากฏว่า Jones ก็ตอบตรงๆ ว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่พอดีมันเข้ากับทำนองและชื่อหนังเลยร้องแบบใส่อารมณ์ลงไปเต็มที่ (ทั้งที่ไม่รู้ความหมายของมันนั่นแหละ), Thunderball แปลตรงตัวคือ ลูกบอลสายฟ้า (So he strike like Thunderball คงแปลว่า โต้ตอบกลับรวดเร็วปานสายฟ้า) ส่วนในความหมายของหนัง คือชื่อปฏิบัติการตามหาหัวรบนิวเคลียร์เท่านั้น

ผมค่อนข้างชอบ Title Sequence นี้นะ เป็นภาพเงาของคนดำน้ำ มีหญิงสาวว่ายน้ำไปมา (เหมือนนางเงือก) ว่ายหนีศัตรูที่ถือฉมวก (Spear Gun) เตรียมไล่ยิง, สีจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์เพลง เช่น น้ำเงิน, ม่วง, แดง, เขียว ฯ, เห็นว่าผู้สร้างกลับไปจ้าง Maurice Binder และขอให้ถ่ายฉาก Gun Barrel ใหม่ (เพราะหนังกลายเป็น Widescreen ไปแล้ว) นี่เป็นครั้งแรกด้วยที่ Sean Connery ปรากฏตัวแทน Bob Simmons ในช็อตเปิดเรื่องนี้

เรื่องราวของ Thunderball สะท้อนความหวาดกลัวต่อ ระเบิดนิวเคลียร์ ของประเทศมหาอำนาจ ที่อาจก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3, เราจะเห็นว่าทั้งอังกฤษและอเมริกา พอได้รับการข่มขู่ Blackmail ก็รีบปิดข่าว ทำในข้อเรียกร้อง (เพื่อถ่วงเวลา) เช่น ให้ Big Ben ดัง 7 ครั้งตอน 6 โมง ถ้าสายลับทั้งหลายไม่สามารถตามหาระเบิดเจอได้ ก็เชื่อว่ารัฐบาลคงทำตามคำขอ ส่งมอบเพชร £100 ล้านปอนด์ให้ SPECTRE เป็นแน่, กระนั้นมันไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า SPECTRE จะคืนระเบิดให้ตามที่ขอ ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อย องค์กรนี้ต้องเอาระเบิดไปใช้งานจริง ไม่มีวันคืนหรอก (กว่าจะได้มาก็แสนยาก คืนไปก็โง่แล้ว) และเมื่อระเบิดถูกใช้งาน สงครามโลกครั้งที่ 3 จัดต้องเกิดขึ้นแน่นอน

ความหวาดกลัวนี้แหละครับที่ทำให้เกิด สงครามเย็น เพราะต่างฝ่ายก็ Blackmail ข่มกันไปมาระหว่างอเมริกา vs สหภาพโซเวียต ซึ่งลุกลามต่อมายังแนวคิดระบอบการปกครอง ประชาธิปไตย vs คอมมิวนิสต์ นี่เป็นอะไรที่น่ากลัวกว่าสงครามโลกเสียอีกนะครับ เพราะมันมีผลกระทบทางใจมากกว่าทางกาย

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังภาคนี้เท่าไหร่ ประทับใจสุดคือฉากการต่อสู้ใต้น้ำที่ตระการตา ตระการใจ แต่การเล่าเรื่อง เพลงประกอบ มองว่าทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก, นักวิจารณ์หลายคนจะเห็นตรงข้ามกับผม แสดงความเห็นว่าเรื่องราวบนผิวน้ำนั้นดูสนุก ตื่นเต้นเร้าใจ ส่วนใต้น้ำจะดูสับสนอลม่าน ไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังไม่สนุกเท่าที่ควร อาทิ
– เนื้อเรื่องที่เยิ่นยาว ซับซ้อน ขาดความกระชับ (แต่ก็ถือว่ามีการตัดต่อที่เร็วพอสมควรนะครับ) นี่เป็นหนัง Bond เรื่องแรกที่ยาวเกิน 2 ชั่วโมง
– มีตัวละครมากเกินไป กระจายบทได้ไม่ทั่ว อย่าง Fiona Volpe ผู้หญิงตัวร้ายรอง เธอโดดเด่นเกินหน้าเกินตา Domino ที่เป็น Bond Girl เสียอีก, มีหลายช่วงที่ผมเกิดความสับสนระหว่าง Volpe กับ Domino ไม่รู้ว่าขณะนั้นที่ Bond กำลังคุยอยู่คือใคร?
– ตัวร้ายขาดความน่าสนใจ, ถึง Blofeld กับ SPECTRE จะมีความน่าสนใจ แต่ Emilio Largo สมาชิกเบอร์ 2 ขาดการกระทำ หรือสิ่งที่ทำให้เขามีเอกลักษณ์โดดเด่น

Thunderball ถือเป็นหนัง James Bond ที่มีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูง เสียงวิจารณ์ค่อนข้างแตก ถ้าคุณชอบสไตล์ Action มันส์ๆเน้นความตื่นเต้น เร้าใจ นี่อาจเป็น Bond หนึ่งในเรื่องโปรดของคุณ แต่ถ้าชอบความคลาสสิก เทียบกับ 3 ภาคแรกแล้ว ถือว่าคนละชั้นกันเลย เทียบกันไม่ติด

ด้วยทุนสร้าง $9 ล้านเหรียญ (มากกว่า ภาค 1-3 รวมกันอีก) หนังทำเงินในอเมริกา $26.5 ล้านเหรียญ (สูงที่สุดแห่งปี) ทั่วโลกรวมแล้ว $141.2 ล้านเหรียญ มากกว่า Goldfinger เสียอีกนะครับ ถือเป็นหนัง Bond ที่ทำเงินสูงสุด จนกระทั่งการมาของ Live and Let Die (1973)

แนะนำกับ คนชอบหนังแนวสายลับมาดเท่ห์, Bond Girl ภาคนี้ถือว่าสวยใช้ได้, คนชอบดำน้ำดูปะการัง ภาพใต้ทะเลสวยๆ ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรงนิดหน่อย แต่ไม่เห็นเลือดถือว่าเด็กดูได้

TAGLINE | “Thunderball เป็นหนัง James Bond ภาคที่อาจไม่สนุกนัก แต่มีฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดสวยงาม ตื่นเต้น อลังการที่สุด”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of