Breaking the Waves

Breaking the Waves (1996) Danish, British : Lars von Trier ♥♥♥♥♡

หลังก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 เพื่อทำลายกฎกรอบภาพยนตร์ ให้หลงเหลือเพียงความบริสุทธิ์ของเรื่องราวและการแสดง แต่ทว่าผู้กำกับ Lars von Trier กลับแหกคำปฏิญาณเหล่านั้นเสียเองในการสรรค์สร้าง Breaking the Waves (1996), คว้ารางวัล Grand Prix (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Dogma หรือ (ภาษา Danish) Dogme กลุ่มการเคลื่อนไหวก่อตั้งโดยผกก. Lars von Trier และ Thomas Vinterberg ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1995 (ก็เลยชื่อ Dogme 95) พวกเขามีความเบื่อหน่ายต่อขนบกฎกรอบ รูปแบบวิถี ธรรมเนียมปฏิบัติภาพยนตร์ จุดประสงค์ต้องการหวนกลับหารากเหง้า สรรค์สร้างผลงานที่หลงเหลือเพียงความบริสุทธิ์ของเรื่องราวและการแสดง จึงออกแถลงการณ์ (Dogme 95 Manifesto) โดยผู้สร้างภาพยนตร์ต้องปฏิบัติตามคำปฏิญาณ (Vows of Chastity) อันประกอบด้วย …

  1. ห้ามมีการจัดฉาก ต้องถ่ายทำภาพยนตร์ยังสถานที่จริงเท่านั้น
  2. ต้องบันทึกเสียงจริงๆระหว่างถ่ายทำ ไม่มีการพากย์ทับ หรือใส่ Sound Effect เอาภายหลัง
  3. กล้องที่ใช้ต้องเป็น Hand-Held ถือด้วยมือถือตลอดเวลา (ห้ามใช้ขากล้องด้วยนะ)
  4. ต้องใช้ฟีล์มสี และแสงจากธรรมชาติ (ตอนกลางคืนถ้ามืดเกินไปก็อนุญาตให้ใช้ไฟดวงเดียวติดกับกล้อง)
  5. ห้ามใช้อุปกรณ์เสริมใดๆติดกับกล้อง อย่างเลนส์ ฟิลเตอร์ ฯ
  6. เหตุการณ์ในภาพยนตร์ต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การกระทำหลอกๆ (Superficial Action) อย่างข่มขืน ฆาตกรรม ฯ (กล่าวคือถ้าจะทำก็ต้องทำจริงๆ)
  7. เหตุการณ์ในหนังต้องเกิดขึ้นในปัจจุบัน ดำเนินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง (Linear Narrative)
  8. ไม่อนุญาต Genre Movie ตามสไตล์ Hollywood
  9. ต้องใช้ฟีล์ม 35mm ด้วยอัตราส่วน Academy Ratio (1.37:1)
  10. และผู้กำกับต้องไม่ปรากฎชื่อบนเครดิต

Furthermore I swear as a director to refrain from personal taste! I am no longer an artist. I swear to refrain from creating a “work”, as I regard the instant as more important than the whole. My supreme goal is to force the truth out of my characters and settings. I swear to do so by all the means available and at the cost of any good taste and any aesthetic considerations. Thus I make my VOW OF CHASTITY.

ภาพยนตร์เรื่องไหนที่สามารถทำตามกฎทั้งสิบข้อ จะได้รับใบประกาศสำหรับแปะติดเครดิต พร้อมลำดับหมายเลข Dogme #1: The Celebration (1998) และเรื่องสุดท้าย Dogme #35: Così x caso (2004)

มันอาจฟังดูเป็นเรื่องตลกขบขัน นั่นเพราะผกก. von Trier คือหนึ่งในผู้ริเริ่มต้นกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 ตั้งใจจะสรรค์สร้าง Breaking the Waves (1996) ให้สอดคล้องกฎระเบียบร่างเอาไว้ แต่ผลลัพท์กลับเป็นตนเองที่แหกคำปฏิญาณเหล่านั้นเสียเอง … ทั้งชีวิตมีเพียง Dogme #2: The Idiots (1998) ที่ได้รับใบประกาศแปะติดบนเครดิต

ถึงอย่างนั้นผู้ชมยังสามารถพบเห็นหลากหลายแนวคิดของ Dogme 95 ปรากฎอยู่ใน Breaking the Waves (1996) พยายามจะแหกขนบกฎกรอบ สารพัดธรรมเนียมปฏิบัติภาพยนตร์ แต่ทว่าเขาไม่สามารถทอดทิ้งตัวตน/อารมณ์ศิลปิน … กฎมีไว้เพื่อทำลาย ไม่เว้นแม้แต่กฎของตนเอง

ภาพยนตร์ของกลุ่มเคลื่อนไหว Dogme 95 เลื่องชื่อในความอื้อฉาว ราคาถูก แทบจะไม่มีคุณค่าทางศิลปะใดๆ ส่วนใหญ่เน้นสร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน ปั่นป่วนมวนท้องไส้ สำหรับคนที่สามารถทำความเข้าใจอาจจะหลงใหลคลั่งไคล้ ใครรับไม่ได้ก็มักรังเกียจ ต่อต้าน บังเกิดอคติขึ้นอย่างรุนแรง … เป็นกลุ่มภาพยนตร์ที่สามารถแบ่งผู้ชมออกเป็นสองฝั่งฝ่ายได้อย่างชัดเจน

สำหรับผู้ชมทั่วไปที่อยากรับรู้จักผกก. von Trier แนะนำให้เริ่มต้นจาก Europa Trilogy ที่ยังพอมีระเบียบแบบแผนภาพยนตร์อยู่บ้าง จากนั้นค่อยต่อด้วย Breaking the Waves (1996) นี่คือจุดเปลี่ยน หักเห เข้าสู่ ‘สไตล์ von Trier’ อย่างแท้จริง ถ้าคุณสามารถอดรนทน ยินยอมรับรูปแบบหนังลักษณะนี้ได้ ก็คงไม่มีปัญหาอันใดในการรับชมผลงานเรื่องอื่นๆ … แต่ถ้าไม่ไหวกับ ‘สไตล์ von Trier’ แนะนำให้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ ไม่เช่นนั้นคุณอาจเกิดบาดแผลภายในจิตใจ ล้มป่วยอาการ PTSD ที่ไม่มีวันลบเลือนหาย

เกร็ด: แม้ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกของผกก. von Trier ที่เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes แต่ครั้งนี้ได้รับการร้องขอให้ทำวีดิโอโปรโมท (Preview หรือ Trailer) ผลลัพท์กลายมาเป็นคลิปนี้ ยียวนกวนประสาทไม่เบา

Lars von Trier (เกิดปี 1956) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Danish เกิดที่ Kongens Lyngby, Denmark เป็นบุตรบุญธรรมของ Ulf Trier เมื่อตอนมารดาใกล้เสียชีวิต ค.ศ. 1989 สารภาพว่าบิดาแท้จริงคือ Fritz Michael Hartmann อดีตสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี และเคยทำงานกระทรวงกิจการสังคม (Ministry of Social Affairs)

โตขึ้นร่ำเรียนทฤษฎีภาพยนตร์ยัง University of Copenhagen ต่อด้วยสาขาการกำกับ National Film School of Denmark ปีสุดท้ายตัดสินใจเพิ่ม ‘von’ เข้าไปกึ่งกลางชื่อ (แบบเดียวกับ Erich von Stroheim และ Josef von Sternberg) บนเครดิตผลงานจบการศึกษา Images of Liberation (1982) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin ในส่วนของ Panorama, ติดตามด้วย ‘Europa Trilogy’ ประกอบด้วย The Element of Crime (1984), Epidemic (1987) และ Europa (1991)

สำหรับ Breaking the Waves (1996) เป็นโปรเจคที่ผกก. von Trier ค่อยๆฟูมฟัก พัฒนาบทร่วมกับ Peter Asmussen มานานกว่า 5 ปี! ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเยาวชนเคยอ่านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Guldhjerte (แปลว่า Golden Heart) เกี่ยวกับเด็กหญิงพลัดหลงทางเข้าไปในป่า ระหว่างกำลังเดินหาหนทางออก พบเจอสิงสาราสัตว์มากมาย ยินดีให้ความช่วยเหลือ มอบทุกสิ่งอย่างที่มีให้กับผู้อื่น จนสุดท้ายไม่หลงเหลืออะไรติดตัว แต่ยังคงมองโลกในแง่ดี “But at least I’m okay,”

I prefer working with extreme ideas, and I wanted to make a film about “goodness.” When I was little, I had a children’s book called Guldhjerte [Goldheart], which I had very clear and happy memories of. It was a picture book about a little girl who goes into the forest with some slices of bread and other stuff in her pockets. But at the end of the book, when she’s gotten through the forest, she’s standing there naked and with nothing left. And the last line in the book was: “‘But at least I’m okay,’ said Goldheart.” It seemed to express the ultimate extremity of the martyr’s role. I read the book several times, in spite of the fact that my father thought it was absolute rubbish.

The story of Breaking the Waves probably comes from that. Goldheart is Bess in the film. I also wanted to make a film with a religious theme, a film about miracles. And at the same time, I wanted to make a completely naturalistic film.

ความล้มเหลวย่อยยับของ Europa (1991) ทำให้ไม่มีสตูดิโอไหนอยากให้การสนับสนุนโปรเจคถัดไปของผกก. von Trier ซึ่งพี่แกก็ไม่ได้เร่งรีบร้อน ค่อยๆใช้เวลาพัฒนาบท ค้นหาสถานที่ถ่ายทำ ในตอนแรกเล็งไว้ Jutland (ชายฝั่งตะวันตกของ Denmark) แต่พอไปสำรวจแล้วไม่เป็นที่พึงพอใจสักเท่าไหร่ เลยเดินทางต่อไปยัง Norwey, Belgium, Ireland ก่อนมาลงเอย Scottish Highlands

The story of the film changed a lot over the years. To begin with, I wanted to shoot the film on the west coast of Jutland, then in Norway, then Ostende in Belgium, then Ireland, and, in the end, Scotland. It’s probably no coincidence that a lot of the film is set on the Isle of Skye, where a lot of painters and writers went during the romantic period in Britain in the 1800s.

ไม่ใช่แค่บทหนังที่ได้รับการปรับปรุง แต่ยังแนวทางสรรค์สร้างภาพยนตร์ของผกก. von Trier เริ่มตั้งแต่ระหว่างกำกับซีซันแรก ซีรีย์โทรทัศน์ The Kingdom (1994) เรียนรู้จักการใช้กล้องมือถือ Hand Held ถ่ายทำในสไตล์สารคดี และปีถัดมาร่วมก่อตั้ง Dogme 95 กับ Thomas Vinterberg เลยพยายามทำให้ Breaking the Waves (1996) ดำเนินตามคำปฏิญาณร่างไว้ แต่สุดท้ายแล้ว …

When I planned to make a film according to the rules. As you can see, Breaking the Waves doesn’t follow the rules exactly. I wasn’t able to resist tinkering with the film’s color and technical appearance. Maybe I shouldn’t have, if I was going to be faithful to my own theory. But I felt a need to restrict myself, and that was the spirit in which the manifesto was created.


พื้นหลัง Scottish Highlands ช่วงต้นทศวรรษ 1970s, เรื่องราวของ Bess McNeill (รับบทโดย Emily Watson) หญิงสาวชาว Scottish เติบโตในชุมชนคลั่งศาสนา Free Scottish Presbyterian Calvinist แม้ถูกทัดทานจากบาทหลวง ครอบครัว แทบทุกคนในหมู่บ้าน แต่เธอกลับระริกระรี้อยากแต่งงานกับ Jan Nyman (รับบทโดย Stellan Skarsgård) ชายหนุ่มชาว Danish ทำงานวิศวกรแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล

ในอดีตเมื่อตอน Bess สูญเสียพี่ชาย เธอแทบไม่สามารถควบคุมตนเอง แสดงอาการคลุ้มคลั่งจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล การได้ตกหลุมรัก แต่งงาน ร่วมเพศสัมพันธ์กับ Jan ชีวิตได้รับการปลดปล่อย ราวกับสรวงสวรรค์ แต่หลังฮันนีมูนกันได้ไม่กี่วัน เขาจำต้องหวนกลับไปทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทำให้หญิงสาวเกือบจะควบคุมตนเองไม่อยู่ แต่ยังสามารถอดรนทน เฝ้ารอคอย นับถอยหลัง เพราะรับรู้ว่าประเดี๋ยวก็จะได้เติมเต็มรสรักอีกครั้ง

แต่แล้ว Jan กลับประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน ศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงจนขาพิการ ร่างกายท่อนล่างไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว (อาจจะรวมถึงสูญเสียความสามารถทางเพศด้วยกระมัง) นั่นทำให้ Bess สูญเสียใจอยากหนัก กลายเป็นคนเก็บกด อัดอั้น(อารมณ์ทางเพศ) ตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง เขาเห็นเช่นนั้นจึงพยายามโน้มน้าวให้เธอเติมเต็ม ‘Sexual Fantasy’ ด้วยการร่วมเพศสัมพันธ์กับชายอื่นแล้วนำมาเล่าให้ตนเองฟัง

ในตอนแรก Bess ก็พยายามบอกปัดปฏิเสธ ต่อต้านขัดขืน แต่ก็มิอาจกลั้นฝืนความรู้สึก จนเมื่อกระทำแล้วก็บังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน นี่ฉันทำสิ่งถูกต้องหรือไม่ พอใครต่อใครพบเห็นก็ตีตราว่าร้าย สาปแช่งให้ตกนรก เธอเลยตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว หมดอาลัยตายอยาก ตัดสินใจลงโทษตนเอง ยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง


Emily Margaret Watson (เกิดปี ค.ศ. 1967) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Islington, London ในครอบครัว Angelican บิดาทำงานสถาปนิก มารดาเป็นครูสอนหนังสือ โตขึ้นเข้าเรียนภาษาอังกฤษ University of Bristol จากนั้นฝึกฝนการแสดงยัง Drama Studio London มีผลงานละคอนเวที และเคยเข้าร่วม Royal Shakespeare Company, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Breaking the Waves (1996), ผลงานเด่นๆ อาทิ Hilary and Jackie (1998), Gosford Park (2001), Punch-Drunk Love (2002), Corpse Bride (2005), Miss Potter (2006), Synecdoche, New York (2008), Oranges and Sunshine (2010), War Horse (2011), The Theory of Everything (2014), มินิซีรีย์ Chernobyl (2019) ฯ

รับบท Bess McNeill หญิงสาวร่างเล็ก ผู้มีความร่าเริงสดใส ละอ่อนวัย ไร้เดียงสา จึงเป็นรักของใครๆ เพราะเติบโตในครอบครัว/ชุมชนเคร่งศาสนา จึงยึดถือปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งมีโอกาสพบเจอ ตกหลุมรักชายแปลกหน้าจากต่างแดน Jan Nyman เกิดความระริกระรี้อยากแต่งงาน เติมเต็มรสรัก ปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการเหนี่ยวรั้ง

แต่ความสุขของ Bess ก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับ Jan รอดครึ่งไม่รอดครึ่ง ซึ่งถ้ารอดชีวิตก็อาจไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของเธอได้อีก ตกอยู่ในสภาพท้อแท้ สิ้นหวัง กล่าวโทษตนเองต่อพระเจ้า ยินยอมปฏิบัติตามคำร้องขอ ‘Sexual Fantasy’ ของสามี นั่นยิ่งทำให้บังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน ถูกสังคมตีตรา สาปแช่งให้ตกนรก จึงตัดสินใจยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง

ปล. หนังไม่มีคำอธิบายว่า Bess กับ Jan แรกพบเจอ ตกหลุมรักกันได้อย่างไร? ในบทหนังก็ไม่กล่าวไว้! แต่มีนักข่าวสอบถาม Watson ว่าเคยสร้างทฤษฎีอะไรไว้ไหม ได้รับคำตอบคือ …

My theory is that Bess was working in a hotel bar, cleaning or, you know, serving or something. Jan came in and she…. sort of…. she’d had this pact with God that said that if a man comes in and walks over to that window and picks up that chair and sits on it, then orders this particular pint, then touches that wall….. you know, there’s a whole sequence of events, and this is the sign from God saying this is the man in your life. Jan walked in and did all of those things, so that was the sign from God. So she went and just bowled him over.

Emily Watson

ดั้งเดิมนั้นผกก. von Trier พยายามติดต่อ Helena Bonham Carter แต่เธอตอบปฏิเสธเพราะมองว่ามีฉากโป๊เปลือยมากเกินไป พยายามติดต่อนักแสดงมีชื่อหลายคน ล้วนได้รับคำตอบคล้ายๆกัน เลยเปลี่ยนมาใช้การคัดเลือกนักแสดง ก่อนมาลงเอย Emily Watson ตอนนั้นยังไม่เคยมีผลงานภาพยนตร์มาก่อน ในตอนแรกก็กลัวๆกล้าๆ จนมีโอกาสพบเจอ พูดคุยผู้กำกับ

I’d never really been up for any films before. But I just went along when (Casing Director) Joyce Nettles was casting it and she saw a lot of young women in London. I think I took my shoes off which seemed to make a very great impression. When it got back to Denmark for some reason I was invited to go out to Copenhagen to meet Lars and Stellan. And that day is very powerful memory for me very very powerful.

I remember sitting, telling and asking him. I said I don’t know what filming acting is? He said don’t aim for anything look just let go. That’s the best advice I have ever had my entire career.

ถึงผมจะไม่ค่อยรับชมผลงานอื่นๆของ Watson แต่สัมผัสได้เลยว่านี่คือหนึ่งในบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุด! ภาพลักษณ์เหมือนหญิงสาวแรกรุ่น ยังละอ่อนวัย ดวงตาใสๆ ใบหน้าไร้เดียงสา ท่าทางระริกระรี้ กระตือรือล้นอยากมีเพศสัมพันธ์ ไฮไลท์คือวิวัฒนาการทางอารมณ์ เก็บกด อัดอั้น ‘sexual repression’ เนื่องจากถูกครอบงำโดยหลักคำสอนศาสนา พยายามเสี้ยมสอนให้เป็นคนดี ต้องรู้จักควบคุมตนเอง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด! แถมคำร้องขอ ‘Sexual Fantasy’ ของสามี ยิ่งสร้างความขัดแย้งให้ตนเอง กลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา

ในบทสัมภาษณ์หนึ่งของ Watson กล่าวถึงตนเองวัยเด็กเป็นคนเรียบร้อย เถรตรง เคร่งครัดต่อหน้าที่ “dutiful, well-behaved and curious” อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของ London ยุคสมัยนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ จึงใช้การอ่านหนังสือเป็นหนทางออก (Escapist) เคยครุ่นคิดว่าการแสดงไม่เหมาะกับตนเอง (ที่เป็นเด็กเรียบร้อย) แต่พอเติบโตขึ้นถึงค้นพบว่ามันคือสื่อสำหรับปลดปล่อย ถ่ายทอดความรู้สึก ระบายอารมณ์อัดอั้นภายในออกมา

เกร็ด: ขณะนั้น Watson เป็นสมาชิก School of Economic Science (SES) แต่การแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีฉากโป๊เปลือย ดูไม่เหมาะสม เลยถูกขับไล่ออกโดยพลัน

It was a tough moment in my life, but a defining moment and a very strengthening moment.


Stellan John Skarsgård (เกิดปี ค.ศ. 1951) นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Gothenburg, Västra Götalands län ตั้งแต่อายุ 16 แจ้งเกิดกับซีรีย์โทรทัศน์ Bombi Bitt och jag (1968) จากนั้นเข้าร่วมคณะการแสดง The Royal Dramatic Theatre ณ Stockholm นานนับทศวรรษ แล้วกลับมาโด่งดังกับภาพยนตร์ The Simple-Minded Murderer (1982), Noon Wine (1985), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Lars von Trier ตั้งแต่ Breaking the Waves (1996), Dancer in the Dark (2000), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Hunt for Red October (1990), Good Will Hunting (1997), Ronin (1998), King Arthur (2004), Pirates of the Caribbean: Dead Man’s Chest (2006), Mamma Mia! (2008), Angels and Demons (2009), The Girl With the Dragon Tattoo (2011), Thor (2011), มินิซีรีย์ Chernobyl (2019), Dune (2021) ฯ

รับบท Jan Nyman วิศวกรชาว Danish ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ก็ไม่รู้ลุ่มหลง ตกหลุมรักอะไร Bess McNeill ถึงยินยอมตกลงแต่งงาน แต่หลังจากประสบอุบัติเหตุ นอนซมซานอยู่โรงพยาบาล ต้องการปลดปล่อยภรรยาให้เป็นอิสระ ถึงอย่างนั้นกลับถูกปฎิเสธ ไม่ต้องการเลิกราหย่าร้าง (เพราะเธอยึดถือมั่นในหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด) เขาจึงพยายามโน้มน้าว ร้องขอให้ร่วมรักกับชายอื่น จักได้ไม่ต้องอัดอั้น เก็บกด ทุกข์ทรมาน

Skarsgård หลงใหลผลงานของผกก. von Trier มาตั้งแต่ The Element of Crime (1984) อยากหาโอกาสร่วมงาน แต่ตระหนักว่าคงเป็นไปได้ยากเพราะดูเหมือนผู้กำกับไม่ได้ให้ความสนใจนักแสดงมากนัก

I’d like to work with this director when he gets interested in people… He was afraid of actors. He really made his film at home at his desk, and then he just executed what he had already decided, which meant that there was no room for the actors to expand in their roles. There was no room for the irrationalities that come from unplanned things.

Stellan Skarsgård กล่าวถึงผลงานยุคแรกๆของผกก. Lars von Trier

จนกระทั่งการมาถึงของซีรีย์โทรทัศน์ The Kingdom (1994) พบเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องราวและนักแสดง และเมื่อได้รับบทจากโปรดิวเซอร์ ก็รีบติดต่อ ล็อบบี้ มีโอกาสร่วมงานกันทันที … และอีกหลายครั้งถัดจากนี้

การแสดงของ Skarsgård ดูชิลๆ เรื่อยๆเปื่อยๆ เป็นคนง่ายๆ ไม่ยี่หร่ากับอะไร ใครว่าอะไรไม่เคยสนใจ ยินยอมตอบตกลงแต่งงานกับ Bess McNeill น่าจะเพราะความสวยใส ไร้เดียงสา แค่เพียงอยากได้เธอมาครอบครอง ‘Trophy Wife’ และพอเห็นพฤติกรรมระริกระรี้เรื่องเพศ คงสร้างความอิ่มหนำ สำราญหฤทัย

ความน่าประทับใจของ Skarsgård คือหลังจากประสบอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนซมซานอยู่โรงพยาบาล ร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว สีหน้าเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ต้องการปลดปล่อยภรรยาด้วยการเลิกราหย่าร้าง แต่พอรับรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จึงร้องขอให้ร่วมรักชายอื่น เอาจริงๆไม่ใช่เติมเต็ม ‘sexual fantasy’ แต่เพื่อให้เธอได้ค้นพบความสุขของตนเอง … ทุกสิ่งที่พยายามโน้มน้าวให้กระทำ คือการเสียสละตนเอง เพื่อความสุขของเธอทั้งนั้น


ถ่ายภาพโดย Robby Müller (1940-2018) ตากล้องสัญชาติ Dutch เกิดที่ Willemstad, Curaçao โตขึ้นเข้าศึกษาการถ่ายภาพยัง Netherlands Film Academy (NFA) ถ่ายทำหนังสั้น ภาพยนตร์ ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Wim Wenders, Jim Jarmusch ผลงานเด่นๆ อาทิ Summer in the City (1970), Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), Paris, Texas (1984), To Live and Die in L.A. (1985), Down by Law (1986), Mystery Train (1989), Dead Man (1995), Breaking the Waves (1996), Dancer in the Dark (2000)

ตามคำปฏิญาณ (Vows of Chastity) ที่ผกก. von Trier อุตส่าห์ร่างไว้ แต่เอาเข้าจริง Breaking the Waves (1996) ทำตามได้แค่ไม่กี่ข้อเท่านั้น อาทิ ใช้กล้อง Hand-Held ด้วยแสงธรรมชาติ, ดำเนินเรื่องเป็นเส้น (Linear Narritive), ไม่เป็นไปตาม Genre Movie ฯ

นั่นเพราะหนังจะเดินทางไปยังสถานที่จริง Scottish Highlands แต่ก็มีการก่อสร้างฉากขึ้นใหม่อยู่หลายแห่ง ถ่ายทำด้วยกล้อง Panavision ฟีล์ม 35mm อัตราส่วน Anamorphic Widescreen (2.35:1) แถมยังย้อมสี แทรกใส่ CG (Computer Graphic) รวมถึงเพลงประกอบคั่นแบ่งระหว่างบท และช่วงระหว่าง Closing Credit พบเห็นชื่อ Written and Directed By LARS VON TRIER (แอบซ่อนหลังเครดิตนักแสดง)

เกร็ด: ด้วยความที่ผกก. von Trier ต้องการงานภาพของหนังออกมีคุณภาพต่ำ (low resoultion) เลยนำฟีล์มที่ถ่ายทำแปลงเป็นวีดิโอ จากนั้นพิมพ์เป็นฟีล์มใหม่อีกครั้งสำหรับนำออกฉายโรงภาพยนตร์

What we did was take a style and lay it like a filter over the story. It’s like decoding a television signal when you pay to see a film. Here we encoded the film, and the audience has to decode it. The raw, documentary style that I imposed on the film, which actually dissolves and contradicts it, means that we can accept the story as it is.

มองผิวเผินการถ่ายทำด้วยกล้อง Hand Held อาจไม่สามารถใส่ลูกเล่นภาพยนตร์อะไรได้มาก แต่ด้วยฝีไม้ลายมือของ Robby Müller ต้องชมเลยว่าเต็มไปด้วยลวดลีลา สำหรับสะท้อนสภาวะทางอารมณ์/สภาพจิตใจตัวละคร ถือด้วยมือทำให้กล้องสั่นๆอยู่ตลอดเวลา (=แลดูเหมือนคลื่นลม อารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของ Bess) กล้องเคลื่อนไหลตามสิ่งที่อยู่ในความสนใจ มักขยับเข้าใกล้ใบหน้าเวลาดีใจ-เศร้าโศก สำหรับบันทึกปฏิกิริยาอารมณ์ขณะนั้นๆ ฯ

This will probably sound pretentious, but somehow I hope people will be able to see that every image contains a thought. It probably sounds arrogant, and it might not be true. But I think that every image and every edit is thought through. There’s no coincidence at all.

Lars von Trier

ก่อนเข้าสู่ Chapter 1 จะมีการอารัมบทเล็กๆ บาทหลวงและพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน พยายามพูดคุยสอบถาม แสดงความไม่ค่อยเห็นด้วยที่ Bess ตัดสินใจแต่งงานกับชายแปลกหน้า Jan สำหรับคนร่ำเรียนทฤษฎีภาพยนตร์น่าจะสังเกตกันออกว่าตลอดทั้งซีเควนซ์มีการทำลาย “กฎ 180 องศา” (180 degree rule)

กฎ 180 องศา (180 degree rule) คือข้อกำหนดระหว่างการพูดคุย/เผชิญหน้าระหว่างตัวละคร เพื่อให้ทิศทางสายตาของนักแสดง รู้สึกเหมือนกำลังมองเข้าหากัน ไม่เกิดความสับสนว่าใครอยู่ฝากฝั่งไหนในภาพ การดำเนินเรื่องมาเป็นยังไง … ใครอยากเข้าใจให้ลองหารับชมคลิปสอนใน Youtube ภาษาไทยก็มีนะครับ

ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ตามชื่อ “Breaking the Waves” พยายามทำลายทุกขนบกฎกรอบ รวมไปถึงกฎ 180 องศา เพื่อให้ผู้ชมบังเกิดความสับสน มึนงง กระวนกระวาย คาดเดาอะไรไม่ได้ … จริงๆแล้วกฎ 180 องศา มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แค่เพียงความรู้สึกของผู้ชมล้วนๆ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายของผกก. von Trier ให้เกิดความหงุดหงิด รำคาญใจ ทำไมฉันต้องทำตามทฤษฎีภาพยนตร์ที่ชาวบ้านกำหนดไว้

ในแต่ละบทจะแทรกคั่นด้วยภาพถ่ายทิวทัศน์ Panorama กลิ่นอาย ‘romantic landscape’ (ปรับแต่งด้วย CG) พร้อมบทเพลง Pop & Rock จากช่วงทศวรรษ 70s สามารถปลุกจิตใต้สำนึก อารัมบทเข้าสู่เรื่องราวขณะนั้นๆได้อย่างลุ่มลึกล้ำ

เมื่อตอนที่ผกก. von Trier ออกสำรวจค้นหาสถานที่ถ่ายทำยังหลายๆประเทศ ก็มีโอกาสบันทึกภาพสวยๆเหล่านี้เก็บไว้ อดใจไม่ได้เลยต้องนำมาแทรกใส่ และสำหรับคนช่างสังเกตจะพบว่าแต่ภาพถ่ายล้วนมีเรื่องราวเล็กๆซุกซ่อนอยู่ด้วย

  • Chapter One: Bess Gets Married ภาพถ่ายบนยอดเขา ก้อนเมฆกำลังเคลื่อนไหล ก่อนเฮลิคอปเตอร์บินผ่านไป รับส่งเจ้าบ่าว Jan เตรียมเข้าพิธีแต่งงาน
  • Chapter Two: Life with Jan ภาพถ่ายบ้านริมชายทะเลยามเย็น จากพอมองเห็นแสงสว่าง ค่อยๆมืดมิดลงทีละลำดับ สำหรับสื่อถึงความสุขแสนสั้น หลังแต่งงานไม่นาน Jan จำต้องเดินทางกลับไปทำงาน
  • Chapter Three: Life Alone ถ่ายทำแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลยามค่ำคืน มืดอยู่แล้ว ก็จะค่อยๆมืดลงอีก
  • Chapter Four: Jan’s Illness เหมือนจะถ่ายทำยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เมฆดำกำลังเคลื่อนคล้อย และเมื่อจางหายไปบังเกิดรุ้งกินน้ำขึ้นมาแทนที่ นี่ไม่ได้สื่อถึงอาการบาดเจ็บของ Jan บรรเทาทุเลาลง แต่อาจหมายถึง ‘Sexual Fantasy’ ที่เรียกร้องขอต่อ Bess
  • Chapter Five: Doubt เริ่มต้นด้วยฝุ่นควันที่จะค่อยๆเลือนหาย หรือคือความสับสน ขัดแย้งของ Bess ค่อยๆเสื่อมคลาย
  • Chapter Six: Faith หุบเขากว้างใหญ่ ก้อนเมฆเคลื่อนผ่านไปพร้อมๆกับรถคันหนึ่ง เนื้อคำร้องขึ้นว่า “When are you gonna come down?” เมื่อไหร่จะลงจากขุนเขา? สถานที่แห่งความเชื่อศรัทธา?
  • Chapter Seven: Bess’ Sacrifice ท้องทะเล ขุนเขา พระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนคล้อยตกดิน (ชีวิตที่กำลังสูญสิ้น) พระจันทร์เต็มดวงอยู่คนละฟากฝั่ง (โลกหลังความตาย)
  • Epilogue: The Funeral พบเห็นภาพซ้อนสะพานหินซึ่งจะค่อยๆมืดมิด มองลอด(ใต้สะพาน)คือทะเลสาปที่จะค่อยๆส่องสว่างเด่นชัดขึ้นมา ราวกับว่าสถานที่แห่งนั้นคือสรวงสวรรค์ ก้าวข้ามผ่านชีวิต-ความตาย

ถ้าไม่เพราะหนังชื่อ ‘Breaking’ the Waves ผมคงไม่มาครุ่นคิดหรอกว่าทำไมระหว่างงานเลี้ยง บาทหลวงถึงบีบแก้วแตก นี่ไม่ใช่การเลียนแบบ หรือแสดงให้ไอ้หนุ่มต่างแดนว่าตนเองยังมีไฟ ผมมองถึงความอัดอั้น ไม่พึงพอใจ กิจกรรมร้อง-เล่น-เต้นรำ ดื่มกินเมามาย เป็นสิ่งทำลายวิถีชุมชน

ผมเพิ่งรับชม Babette’s Feast (1987) ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เลยเกิดความตระหนักว่าชุมชนเคร่งศาสนาขนาดนี้ พวกงานเลี้ยง อาหารหรูหรา ดื่มสุราเมามาย ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธต่อต้าน … บาทหลวงคนนี้เพียงดื่มน้ำผลไม้เท่านั้นนะครับ และคนที่กระโดดโลดเต้นในงานเลี้ยง ล้วนมีแต่เพื่อนฝั่งเจ้าบ่าว

ในบทดั้งเดิมนั้น Bess มีเพศสัมพันธ์กับ Jan ก็แบบทั่วๆไป ขึ้นห้องหอ ร่วมรักบนเตียงนอน แต่ระหว่างถ่ายทำทั้ง Emily Watson และผกก. von Trier ต่างรับรู้สึกว่ามันจืดชืด ธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงเพิ่มเติมฉาก Sex Scene ครั้งแรกระหว่างงานเลี้ยงยังห้องแต่งหน้า (นี่ก็อาจถือเป็นการ ‘Breaking’ ขัดต่อประเพณีที่สามี-ภรรยาต้องเข้าห้องหอเสียก่อนถึงสามารถร่วมเพศสัมพันธ์)

และอีกครั้งหลังเมื่อทั้งสองอยู่ในห้องหอ ผกก. von Trier กระซิบบอกให้ Stellan Skarsgård ทำการเปลื้องผ้า สะบัดก้นไปมา เก็บบันทึกภาพปฏิกิริยาคาดไม่ถึงของ Watson หลุดหัวเราะออกมา

ปล. Emily Watson ถือได้ว่าหนึ่งในสมาชิก #MeToo แต่ไม่เคยออกมาพูดอะไรเสียๆหายๆต่อผกก. Lars von Trier แม้มีฉากแรงๆลักษณะนี้ เธอก็รับรู้ว่ามันคือการแสดง ไม่ใช่กดขี่ข่มเหง วางอำนาจชายเป็นใหญ่

หลังพานผ่านวันแต่งงาน หนุ่ม-สาวทั้งออกมาเดินเล่นนอกโรงแรม กางแขนสู้ลม สัญลักษณ์ของอิสรภาพชีวิต ต่อจากนี้จะไม่ต้องถูกควบคุมครอบงำโดยใคร มีเพียงเราสองโบกโบยบินไปด้วยกัน

สำหรับชุมชนที่มีความเคร่งครัดศาสนา คาดเดาไม่ยากเลยว่าภาพยนตร์ต้องเป็นสิ่งต้องห้าม สังเกตจากสีหน้า ดวงตา ปฏิกิริยาลุ่มหลงใหลของ Bess ระหว่างรับชม Lassie Come Home (1943) จับจ้องมอง แทบมิอาจละสายตา

เกร็ด: แลซซี เพื่อนรัก คือสุนัขเพศเมีย สายพันธุ์ Rough Collie ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่องสั้นชื่อ Lassie Come Home (ค.ศ. 1938) แต่งโดย Eric Knight นักเขียนชาวอังกฤษ-อเมริกัน ซึ่งต่อมาได้เขียนขยายความเป็นนิยายในชื่อเดียวกัน ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1940 ได้รับความนิยม นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซีรีย์โทรทัศน์ ละครวิทยุ และหนังสือ ซ้ำอีกหลายครั้ง

ในนิยายต้นฉบับ เจ้าของ Lassie คือเด็กชายชาว Yorkshire ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน เลยจำต้องขายสุนัขตัวโปรดให้มหาเศรษฐี อาศัยอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร แต่ด้วยสัญชาตญาณและความรัก มันจึงหาหนทางหลบหนี ออกเดินทางหวนกลับหาเจ้าของเดิมได้สำเร็จ

แม้จะไม่มีการฉายภาพฟุตเทจให้เห็น แต่เสียงได้ยินคาดเดาไม่ยากว่าคือขณะที่เจ้าสุนัข Lassie หวนกลับหาเจ้าของ/เด็กชายได้สำเร็จ ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบถึง Bess ที่ได้พบเจอ ตกหลุมรัก แต่งงานกับ Jan … เรื่องราวอาจดูไม่เกี่ยวกับ แต่มันคือความรู้สึกเดียวกัน

เมื่อตอนที่ Jan จำต้องเดินทางกลับไปทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล Bess แสดงอาการโรคฮิสทีเรีย (Hysteria) ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความวิตกกังวลของตนเอง ออกวิ่งมายังท่าต่อเรือ เอาท่อนเหล็กฟาดเข้าใส่เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่เรียกร้องความสนใจ ระบายความอัดอั้นภายใน แต่ผมรู้สึกเหมือนการเคาะระฆัง เรียกร้องหาพระเจ้าให้ช่วยฉันที

Jan คือวิศวกร ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล เปรียบดั่งการหาขุมทรัพย์ซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นพิภพ จะว่าไปสอดคล้องกับการพบเจอ ตกหลุมรัก Bess หญิงสาวราวกับนางฟ้า หลบซ่อนตัวอยู่ในชุมชนคลั่งศาสนา แต่งงานแล้วกลายเป็น ‘Trophy Wife’ ภรรยาแห่งความภาคภูมิใจ

เมื่อไหร่ที่ Bess กระทำสิ่งเลวร้าย รู้สึกผิดพลาด บังเกิดความขัดแย้งในตนเอง มักหาเวลาอยู่คนเดียวแล้วพูดกันตนเอง เรียกร้องหาพระเจ้า ถาม-ตอบด้วยสองเสียงสูง-ต่ำ เข้มแข็ง-อ่อนแอ อันนี้แล้วแต่ผู้ชมจะตีความว่าเธอมีพลังพิเศษที่สามารถสื่อสารกับพระเจ้า หรืออาจเป็นอาการจิตเวช โรคหลายบุคลิกภาพ (Split Personality) แสดงถึงสภาวะทางจิตใจที่ไม่มั่นคง สั่นคลอน ขาดความเชื่อมั่น พยายามมองหา(พระเจ้า)ที่พึ่งพักพิง สำหรับปกป้องตัวตนเอง

เมื่อตอนที่ Jan พยายามบอกว่าตนเองสิ้นสภาพ ต้องการมอบอิสรภาพให้กับ Bess มันจะซีนเล็กๆแทรกเข้ามา หญิงสาวแกว่งไกวชิงช้า เป็นภาพที่สามารถสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกขณะนี้ เต็มไปด้วยความสับสน โคลงเคลง ขัดแย้งในตนเอง ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

Jan รับรู้ว่าคำพูดของตนเองไม่เพียงพอทำให้ Bess ยินยอมเลิกรา จึงพยายามจะกินยาฆ่าตัวตาย (เพื่อว่าเมื่อตนเองตายจากไป Bess จักกลายเป็นอิสระ สามารถคบหาชายคนใหม่) แต่สุดท้ายทำไม่สำเร็จ เลยจำต้องครุ่นคิดหาวิธีการใหม่

คำร้องขอใหม่ของ Jan บอกให้ Bess ร่วมรักกับชายแปลกหน้า ในตอนแรกก็เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ เกิดความขัดแย้งในตนเอง ก่อนตัดสินใจยินยอมทำตามคำขอสามี โดยบุคคลเป้าหมายคือนายแพทย์ Dr. Richardson ค่ำคืนแวะเวียนมาที่ห้อง เปิดเพลง ดื่มเหล้า ลุกขึ้นมาเริงระบำ ทั้งหมดเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ย้อมใจตนเอง ก่อนเข้าไปเปลือยกายนอนอยู่บนเตียง เรียกร้องขอมีเพศสัมพันธ์

ชุดลายขวาง มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งกีดขวาง/ขัดต่อวิถีทางสังคม (คล้ายๆสำนวนจระเข้ขวางคลอง) คือของขวัญจาก Jan เต็มไปด้วยสีสันสดใส สะท้อนเข้ากับบุคลิกภาพของ Bess ได้เป็นอย่างดี (จะว่าไปดูมีความกลมกลืนเข้ากับวอลเปเปอร์ฝาผนัง)

การปฏิเสธของ Dr. Richardson ในบริบทนี้แสดงถึงความมีคุณธรรม ยึดถือมั่นจรรยาบรรณแพทย์ มองหญิงสาวคือคนไข้ มีปัญหาทางจิตใจ จึงไม่ต้องการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งภายหลังจะมีฉากที่เขาพยายามขอโอกาส กิริยาท่าทาง ภาษากาย ชัดเจนว่าไม่สนห่าเหว คุณธรรม จรรยาบรรณ แค่อยากร่วมเพศสัมพันธ์ เติมเต็มตัณหาใฝ่ฝัน แต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไป ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับโอกาสสอง

เกร็ด: บทเพลงได้ยินคลอประกอบพื้นหลังคือ Love Lies Bleeding (1973) ของ Elton John

มันอาจดูเป็นความบ้าคลั่ง เสียสติแตก ลดเกรดจากนายแพทย์ มาเป็นชายแปลกหน้าบนรถโดยสาร กำลังออกเดินทางกลับบ้าน ทำการควักล้วง ช่วยอีกฝ่ายให้สำเร็จความใคร่ แต่สุดท้ายเหมือนจะคั่งค้างอารมณ์ไว้ วิ่งลงจากรถกลางทาง แสดงอาการสะอิดสะเอียน ขยะแขยง รับไม่ได้ในตนเอง

แต่มันกลับกลายเป็นว่าการกระทำนี้ ทำให้อาการของสามีดีขึ้นราวกับปาฏิหารย์ นั่นสร้างความเชื่อมั่น ตรรกะเพี้ยนๆให้เธอ ตัดสินใจกลายเป็นโสเภณี ขายบริการให้กับชนชั้นแรงงาน … คล้ายๆบทเพลงได้ยินตอนบทที่สาม Cross-eyed Mary เปรียบเปรยถึง “Robin Hood prostitute”

ด้วยความที่ Bess เกิดและเติบโตในชุมชนที่เต็มไปด้วยคนดีมีศีลธรรม ไม่เคยรับรู้จักสิ่งชั่วร้ายใดๆ จนกระทั่งกลายเป็นโสเภณี แล้วได้พบเจอกะลาสีเรือจอมซาดิสต์ (รับบทโดย Udo Kier) สร้างความหวาดกลัวจนต้องหลบหนีเอาตัวรอดตายได้อย่างหวุดหวิด

แต่การหวนกลับมาครั้งหลังจากถูกทุกคนในหมู่บ้านขับไล่ ผลักไส แม้แต่เด็กๆยังเขวี้ยงขว้างก้อนหินใส่ ทำให้เธอตัดสินใจลงโทษตนเอง ยินยอมรับสภาพเป็นจริง เลยถูกกระทำร้าย กลับมาในสภาพบาดเจ็บปางตาย

The other force of evil takes human form: a sadistic sailor (Udo Kier) on a dilapidated ship that Bess visits on the lookout for sex. Her first encounter with him is so terrifying that she flees for her life; her second is a deliberate choice, meant to punish herself. Played with disturbing power by Kier, a scoundrel specialist who was already a veteran of von Trier films, the sailor is among the most sinister figures in all cinema. He erases the last vestiges of Bess’s physical and spiritual equilibrium, providing the film’s one instance of completely unambiguous badness.

นักวิจารณ์ David Sterritt จากบทความใน Criterion

ผมลองสอบถาม (AI) Bard ถึงความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ของระฆัง ‘Church Bell’ ได้มาสี่เหตุผล

  1. เปรียบดั่งเสียงของพระเจ้า ‘God’s Voice’ ให้ตระหนักถึงการมีอยู่ของพระองค์
  2. เสียงระฆังคือสัญญาณสำหรับพิธีกรรมในโบสถ์
  3. ใช้ในโอกาสพิเศษอย่างพิธีแต่งงาน งานศพ เทศกาลอีสเตอร์ คริสต์มาส หรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆในชุมชน
  4. สัญลักษณ์ของการปลุกตื่นทางจิตวิญญาณ ‘Spiritual Swakening’

มันเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกประหลาดที่ชุมชนเคร่งครัดศาสนา กลับไม่มีระฆังประจำโบสถ์ ราวกับผกก. von Trier ต้องการจะสื่อว่าพระเจ้าไม่มีตัวตนในสถานที่แห่งนั้น! ผิดกับภาพสุดท้ายหลังจาก Jan ลักลอบขนร่างไร้วิญญาณของ Bess ออกมาจากหมู่บ้าน ระหว่างล่องเรือข้ามมหาสมุทร ได้ยินเสียงระฆังดังกึกก้อง ราวกับคอยต้อนรับวิญญาณหญิงสาวขึ้นสู่สรวงสวรรค์

แต่แม้ระฆังอยู่บนฟากฟ้า ภาพฉายลงมาเบื้องล่างคือแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล นั่นหมายถึงสรวงสวรรค์ของ Bess ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู สวยงาม แต่คือสถานที่ที่จักได้อยู่เคียงข้างร่วมกับชายคนรัก Jan

เกร็ด: บางคนเปรียบเทียบปาฏิหารย์ตอนจบกับ Ordet (1955) แต่ผมแอบรู้สึกบรรยากาศคล้ายๆ Solaris (1972) เสียมากกว่า

ตัดต่อโดย Anders Refn (เกิดปี ค.ศ. 1944) บิดาของผกก. Nicolas Winding Refn เกิดที่ Copenhagen, Denmark โตขึ้นร่ำเรียนภาพยนตร์ยัง National Film School of Denmark แล้วกลายเป็นนักตัดต่อ/ผู้ช่วยผู้กำกับ ขาประจำของ Lars von Trier ตั้งแต่ Breaking the Waves (1996) ฯ

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกเป็น 7 บท (Chapter) + 1 ปัจฉิมบท (Epilogue) ส่วนใหญ่นำเสนอผ่านมุมมองหญิงสาว Bess McNeill แต่เฉพาะบทที่ 3 เมื่อสามีเดินทางไปทำงานแท่นขุดเจาะ ประสบอุบัติเหตุ ถึงสลับสับเปลี่ยนการเล่าเรื่องผ่านมุมมอง Jan Nyman (แต่ก็แค่นำเสนอว่ามีเหตุการณ์อะไรบังเกิดขึ้นเท่านั้น)

  • บาทหลวงพยายามโน้มน้าว สอบถาม Bess ว่าแน่ใจกับการแต่งงานครั้งนี้หรือไม่
  • Chapter One: Bess Gets Married
    • Bess เฝ้ารอคอยการมาถึงของ Jan ล่าช้ากว่ากำหนด
    • พิธีแต่งงานในโบสถ์
    • งานเลี้ยงที่บ้าน พร้อมคำกล่าวสุนทรพจน์ของพี่สาว Dodo
    • เพศสัมพันธ์ครั้งแรกในห้องน้ำ
  • Chapter Two: Life with Jan
    • เพศสัมพันธ์ในห้องหอ
    • เช้าวันถัดมา Bess เข้าร่วมพิธีมิสซาในโบสถ์
    • หลายวันถัดมา Jan พบเห็นพิธีศพของ Anthony
    • ระหว่างรับประทานอาหารเย็น Bess พยายามโน้มน้าวให้ Jan อยู่กับตนเอง
    • Bess แสดงอาการเกือบจะคลุ้มคลั่ง ไม่อยากเหินห่างจากชายคนรัก
  • Chapter Three: Life Alone
    • Bess นับถอยหลังวันคืน เฝ้ารอคอยโทรศัพท์จาก Jan
    • การทำงานของ Jan ยังแท่นขุดเจาะน้ำมัน
    • เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับ Jan ถูกส่งตัวกลับเข้าเมือง พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
    • Bess ตกอยู่ในอาการสิ้นหวัง กล่าวโทษตนเองที่อธิษฐานขอให้ Jan กลับมาโดยไว
  • Chapter Four: Jan’s Illness
    • หลังกลับจากพิธีมิสซา Bess ยังมองโลกในแง่ดีว่า Jan จะรักษาหาย
    • แต่ทว่า Jan กลับต้องการปลดปล่อยเธอเป็นอิสระ พยายามบอกให้มองหาชายคนใหม่
    • Dodo พยายามอธิบายเหตุผลกับ Jan ว่าไม่มีทางที่ Bess จะยินยอมเลิกราหย่าร้าง
    • Jan จึงร้องขอให้ Bess ร่วมรักกับชายอื่น เติมเต็ม ‘Sexual Fantasy’ ของตนเอง
  • Chapter Five: Doubt
    • Bess เต็มไปด้วยความสับสน ลังเลใจ แต่ยินยอมทำตามคำร้องขอสามี
    • พยายามอ่อยเหยื่อ Dr. Richardson แต่กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ
    • Bess เล่าความสัมพันธ์ของตนเองกับ Dr. Richardson แต่ทว่า Jan จับได้ว่าไม่เป็นความจริง
    • ระหว่างขึ้นรถโดยสาร Bess ทำการ ‘blow job’ ชายวัยกลางคนหนึ่ง แม้จะทำให้เธอเกิดความขยะแขยงในตนเองหลังจากนั้น แต่พอกลับถึงโรงพยาบาล พบว่าอาการป่วยของ Jan ดีขึ้นกว่าเก่า ราวกับปาฏิหารย์
  • Chapter Six: Faith
    • Bess ยินยอมกลายเป็นผู้หญิงขายตัว เพื่อเติมเต็ม ‘Sexual Fantasy’ ของสามี
    • Dodo และ Dr. Richardson รับรู้การกระทำของ Bess พูดคุยกับ Jan ให้แอดมิทเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
  • Chapter Seven: Bess’ Sacrifice
    • ครั้งหนึ่งให้บริการลูกค้าบนเรือ แต่อีกฝ่ายกลับพวกชอบใช้ความรุนแรง (Sadism) โชคยังดีหลบหนีออกมาได้ทัน
    • Bess ในสภาพโทรมทราม ถูกขับไล่ออกจากโบสถ์
    • พอมาถึงโรงพยาบาลก็ถูกหมอและพยาบาลล้อมจับ
    • แถมเด็กๆยังเขวี้ยงขว้างก้อนหินขับไล่
    • สุดท้ายเลยตัดสินใจหวนกลับหาลูกค้าบนเรือ ถูกอีกฝ่ายกระทำร้ายร่างกาย มีสภาพปางตาย
    • ทอดถอนลมหายใจสุดท้าย ร่ำลาสามี
  • Epilogue: The Funeral
    • Dr. Richardson ขึ้นศาลเพื่อแสดงความคิดเห็นการตายของ Bess
    • บาทหลวงยินยอมให้ Bess ฝังในสุสานของชุมชน
    • แต่ทว่า Jan ที่อาการดีขึ้นจนสามารถเดินด้วยไม้เท้า ร่วมกับผองเพื่อนลักขโมยศพของเธอ
    • จากนั้นพากันล่องเรือออกเดินทาง ได้ยินเสียงระฆังดังกึกก้องจากสรวงสวรรค์

การแบ่งหนังออกเป็นบทๆ ถือเป็นหนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. von Trier เพื่อทำลายโครงสร้างเรื่องราว/สูตรสำเร็จการดำเนินเรื่อง ‘3 Act Structure’ ทำไมมันต้องมีแค่บทเริ่ม (Set Up), บทพีค (Confrontation), บทสรุป (Resolution) การแบ่งหนังออกเป็นบทๆ (คล้ายแบบนวนิยาย) สามารถนำสู่ความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

อีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยๆคือ ‘Jump Cut’ นี่ก็ถือเป็นการแหกขนบกฎกรอบ ทำลายความต่อเนื่องของการดำเนินเรื่อง สำหรับคนช่างสังเกตจะพบว่าทุกครั้งที่มีการใช้เทคนิคนี้ ก่อน-หลัง มักมีความแตกต่างตรงกันข้าม สมมติว่าตัวละครกำลังพูดด้วยอารมณ์ พอมีการกระโดดเกิดขึ้น เขาหรือเธอจะมีอาการสงบลงโดยทันที!


ในส่วนของเพลงประกอบ เอาจริงๆสามารถจัดเข้าข้อสอง 2) ต้องบันทึกเสียงจริงๆระหว่างถ่ายทำ ไม่มีการพากย์ทับ หรือใส่ Sound Effect เอาภายหลัง เพราะส่วนใหญ่มีลักษณะ ‘diegetic music’ ดังขึ้นจากแหล่งกำเนิดเสียงพบเห็นในหนัง แต่เพราะระหว่างขึ้นข้อความชื่อตอนทั้ง 7+1 มีการแทรกใส่บทเพลงจากศิลปินป็อปมีชื่อในช่วงทศวรรษ 70s นั่นคือข้อห้ามที่ไม่ได้รับการยกเว้น

บทเพลงทั้ง 7+1 จากบรรดาศิลปินป็อปมีชื่อ บางครั้งท่วงทำนอง+เนื้อคำร้องอาจฟังดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราว แต่ทุกบทเพลงล้วนมีความสอดคล้องภาพถ่าย Panorama กลิ่นอาย ‘romantic landscape’ สามารถปลุกจิตใต้สำนึก อารัมบทเข้าสู่เรื่องราวขณะนั้นๆได้อย่างลุ่มลึกล้ำ

Chapter One: Bess Gets Married ได้ยินบทเพลง All the Way from Memphis (1973) แต่งโดย Ian Hunter, ขับร้องโดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ Mott the Hoople, เนื้อคำร้องมีเรื่องราวเกี่ยวกับกีตาร์ (คาดกันว่าน่าจะเป็นของ Mick Ralphs) ถูกส่งผิดไปยัง Oriole, Kentucky แทนที่จะเป็น Memphis, Tennessee

Forgot my six-string razor hit the sky
Half way to Memphis ‘fore I realized
Well I rang the information my axe was cold
They said she rides the train to Oreoles
Now it’s a mighty long way …

บทเพลงนี้ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหนัง แต่กีตาร์ส่งผิด ก็เหมือนความรักผิดที่ผิดทางระหว่าง Bess กับ Jan ทั้งสองเกิดต่างโลก ต่างวิถี ต่างความเชื่อศรัทธา โดยปกติแล้วไม่น่าจะสามารถครองคู่อยู่ร่วม แต่พวกเขากลับตัดสินใจแต่งงานครองรักกัน เหตุการณ์หลังจากนั้นมันจึงลงเอยด้วยโศกนาฎกรรม

Chapter Two: Life with Jan ได้ยินบทเพลง In a Broken Dream (1972) แต่งโดย David Keith Bentley, บรรเลงโดยวงร็อคสัญชาติออสเตรเลีย Python Lee Jackson, ขับร้องโดย Rod Stewart (นักร้องนำของวง Dave Bentley ครุ่นคิดว่าน้ำเสียตนเองไม่เหมาะกับเพลงนี้ เลยชักชวน Rod Stewart ให้มาช่วยขับร้องแทน)

Every day I spend my time
Drinkin’ wine, feelin’ fine
Waitin’ here to find the sign
That I can understand
Yes I am

In the days between the hours
Ivory towers, bloody flowers
Push their heads into the air
I don’t care if I ever know
There I go

Don’t push your love too far

เนื้อคำร้องบทเพลงนี้ถือว่าสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวภายหลังงานแต่งงาน Bess กับ Jan ต่างมีชีวิตสุขสันต์ แต่เพราะเธอรักเขามากเกินไป “Push your love too far” ท้ายที่สุดก็เลยกลายเป็น “Broken Dream”

Chapter Three: Life Alone ได้ยินบทเพลง Cross-Eyed Mary (1971) แต่งโดย Ian Anderson ขับร้องโดยวง Progressive Rock สัญชาติอังกฤษ Jethro Tull นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ Cross-Eyed Mary (คาดว่าอาจอ้างอิงถึง Mary Magdalene) หญิงสาวทำงานเป็นโสเภณี ให้บริการกับคนทุกระดับไม่ว่าจะรวย-จน หล่อ-แก่ เลยได้รับการเปรียบเทียบเหมือน “Robin Hood prostitute”

Who would be a poor man
A beggar man, a thief
If he had a rich man in his hand?
And who would steal the candy
From a laughing baby’s mouth
If he could take it from the money man?

Cross-eyed Mary goes jumping in again
She signs no contract
But she always plays the game
She dines in hampstead village

เราสามารถตีความ Bess = Cross-eyed Mary แต่เอาจริงๆบทเพลงนี้มันควรจะไปอยู่บทท้ายๆ 6-7 (ช่วงที่เธอกลายเป็นโสเภณี ผู้หญิงขายบริการ) การเลือกมาใส่บทที่สาม ช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตัวคนเดียว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะตีความยังไงดี?

Chapter Four: Jan’s Illness ได้ยินบทเพลง A Whiter Shade of Pale (1967) แต่งโดย Gary Brooker, Matthew Fisher, คำร้องโดย Keith Reid, บรรเลงโดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ Procol Harum, เคยติดอันดับ #1 UK Singles Chart และสูงสุด #5 US Billboard Hot 100 ยอดขายกว่า 10 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก และได้รับการโหวต #57 ชาร์ท Rolling Stone: The 500 Greatest Songs of All Time

เพลงนี้เลื่องชื่อจากการเริ่มต้นด้วยบรรเลงออร์แกน รับอิทธิพลจากคีตกวี Johann Sebastian Bach สำหนังเนื้อคำร้อง ผู้แต่ง Reid เล่าว่าได้แรงบันดาลใจจากได้ยินใครคนหนึ่งพูดในงานเลี้ยงปาร์ตี้ “You’ve turned a whiter shade of pale” แล้วพัฒนาเนื้อเพลงเกี่ยวกับการเลิกรา “girl-leaves-boy story” แต่นักวิจารณ์เพลงต่างวิเคราะห์เนื้อหาถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างชาย-หญิง

He said “there is no reason
And the truth is plain to see”
But I wandered through my playing cards
And would not let her be
One of 16 vestal virgins
Who were leaving for the coast
And although my eyes were open
They might just as well have been closed

And so it was…

เอาจริงแค่ชื่อเพลง A Whiter Shade of Pale ก็สามารถบ่งบอกความรู้สึก ปฏิกิริยาสีหน้าซีดขาวเผือกของ Bess ภายหลังพบเห็นสามีในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย แต่เนื้อร้องที่ไม่ว่าจะตีความถึงการเลิกราหรือคบชู้นอกใจ ล้วนสอดคล้องกับเรื่องราวในบทนี้ (สามีอยากจะให้เลิกรา ก่อนเปลี่ยนมาเป็นเติมเต็ม ‘Sexual Fantasy’)

Chapter Five: Doubt ได้ยินบทเพลง Suzanne (1966) แต่ง/ขับร้องโดยนักกวีชาวแคนาดา Leonard Cohen ได้รับการโหวตติดอันดับ #284 Rolling Stone: Top 500 Greatest Songs of All Time

บทเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากแฟนสาวนักเต้น Suzanne Verdal เนื้อคำร้องบรรยายถึงกิจกรรมที่พวกเขาเคยกระทำร่วมกัน ซึ่งทำให้ผู้ฟังคาดเดาว่าทั้งสองย่อมลงเอยด้วยการร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ถึงอย่างนั้น Cohen เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าทั้งหมดแค่เพียงเรื่องจินตนาการเพ้อฝัน

Suzanne takes you down to her place near the river
You can hear the boats go by, you can spend the night beside her
And you know that she’s half-crazy but that’s why you wanna to be there
And she feeds you tea and oranges that come all the way from China
And just when you mean to tell her that you have no love to give her
Then she gets you on her wavelength
And she lets the river answer that you’ve always been her lover

นี่เป็นอีกบทเพลงที่เนื้อร้องไม่ได้มีความสอดคล้องกับเรื่องราวขณะนี้สักเท่าไหร่ แต่ผมรู้สึกว่าท่วงทำนอง และลีลาขับร้องของ Cohen เข้ากับบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ (ภาพพื้นหลังคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นควันขมุกขมัว) ฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ได้แค่เพียงเพ้อฝันจินตนาการความรักกับเขา

Chapter Six: Faith ได้ยินบทเพลง Goodbye Yellow Brick Road (1973) เนื้อร้องโดย Bernie Taupin, ทำนอง/ขับร้องโดย Elton John เคยติดอันดับ #2 US Billboard Hot 100 ยอดขายอัลบัมทั่วโลกกว่า 20 ล้านก็อปปี้ ได้รับการโหวต #390 Rolling Stone: 500 Greatest Albums of All Time

Yellow Brick คือการอ้างอิงถึงภาพยนตร์ The Wizard of Oz (1939) ซึ่งผู้แต่งคำร้อง Taupin เล่าว่านำเรื่องราวจากอัตชีวประวัติตนเอง วัยเด็กเคยอาศัยอยู่บ้านฟาร์ม Lincolnshire ไม่ใช่แค่หวนระลึกถึงอดีต แต่ยังต้องการหวนกลับหารากเหง้าของตนเอง

When are you gonna come down?
When are you going to land?
I should have stayed on the farm
I should have listened to my old man?

You know you can’t hold me forever
I didn’t sign up with you
I’m not a present for your friends to open
This boy’s too young to be singing
The blues, ah, ah

เนื้อคำร้องบทเพลงนี้ที่ดังขึ้นในหนัง ช่างสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของ Bess ที่ขณะนี้เต็มไปด้วยความสับสน ยุ่งเหยิง ฉันควรอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ (I should have stayed on the farm?) รับฟังคำแนะนำของบาทหลวงและคนอื่นๆที่เคยพูดเตือน (I should have listened to my old man?) ยังคงความเชื่อศรัทธา? หรือปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างพังทลายลงไป?

Chapter Seven: Bess’ Sacrifice ได้ยินบทเพลง Child in Time (1970) แต่งโดย Ritchie Blackmore, Ian Gillan, Roger Glover, Jon Lord, Ian Paice, ขับร้องโดยวงร็อคสัญชาติอังกฤษ Deep Purple, มีลักษณะ Anti-War แม้เนื้อเพลงไม่ได้เอ่ยกล่าวถึงตรงๆ แต่ใจความพยายามสะท้อนหายนะจากสงคราม Cold War และระเบิดนิวเคลียร์ … เสียงร้องกรีดกราย ฟังดูเจ็บปวดปางตาย

If you’ve been bad
Lord, I bet you have
And you’ve not been hit by flying lead
You’d better close your eyes
Bow your head
Wait for the ricochet

ท่อนคำร้องที่ได้ยินในหนัง มันช่างสอดคล้องเข้ากับพฤติกรรมขณะนั้นของ Bess ได้เคยกระทำสิ่งชั่วร้าย (If you’ve been bad) นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถดิ้นหลบหนี เพียงเฝ้ารอคอยการตัดสิน (Wait for the ricochet)

Epilogue: The Funeral ได้ยินบทเพลง Life on Mars? (1973) แต่ง/ขับร้องโดย David Bowie เขียนบทเพลงนี้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ต้องการเสียดสีล้อเลียน Comme d’habitude ก่อนหน้านี้เคยแปลคำร้องอังกฤษ เข้าห้องอัดเดโม่ แต่กลับถูกโปรดิวเซอร์บอกปัดเพราะถ้อยคำคลุมเคลือ สองแง่สองง่าม ก่อนภายหลังจะได้รับการแปลอังกฤษในชื่อ My Way (ฉบับโด่งดังสุดขับร้องโดย Frank Sinatra)

That really made me angry for so long—for about a year … eventually I thought, ‘I can write something as big as that, and I’ll write one that sounds a bit like it’.

David Bowie

เกร็ด: เนื้อคำร้องท่อน “Is there life on Mars?” จู่ๆก็ปรากฎขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ได้รับการกล่าวขวัญว่า “one of the strangest lyrics ever” ถึงขนาดเปรียบเทียบกับภาพศิลปะ Surrealist ของ Salvador Dali

It’s a god-awful small affair
To the girl with the mousy hair
But her mummy is yelling “No”
And her daddy has told her to go

But her friend is nowhere to be seen
Now she walks through her sunken dream
To the seat with the clearest view
And she’s hooked to the silver screen

But the film is a saddening bore
‘Cause she’s lived it ten times or more
She could spit in the eyes of fools
As they ask her to focus on

Sailors fighting in the dance hall
Oh man! Look at those cavemen go
It’s the freakiest show
Take a look at the Lawman
Beating up the wrong guy
Oh man! Wonder if he’ll ever know
He’s in the best selling show
Is there life on Mars?

นี่เป็นบทเพลงที่ผมรู้สึกว่าคือบทสรุปหนังอันทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะท่อน “It’s the freakiest show” แล้วต่อด้วย “Take a look at the Lawman Beating up the wrong guy” สามารถสื่อถึงการตัดสิน Bess ของพวกบาทหลวง ที่มองเพียงการกระทำ แล้วสาปแช่งให้ตกนรกมอดไหม้ มันใช่สิ่งถูกต้องเสียที่ไหน? นี่เรากำลังอาศัยอยู่บนดาวอังคารหรือไร? “Is there life on Mars?”

เกร็ด: บางฉบับ DVD จะมีการเปลี่ยนเพลงเป็น Your Song ของ Elton John เพราะปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ฉบับบูรณะของ Criterion จะหวนกลับมาใช้ Life of Mars? ตามต้นฉบับภาพยนตร์

หญิงสาว Bess เกิด เติบโตยังชุมชนที่มีความเคร่งครัดศาสนา ได้รับการปลูกฝัง เสี้ยมสั่งสอนให้เป็น “คนดี” เชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเจ้า แต่หลังจากเธอพบเจอ ตกหลุมรัก Jan ก็แทบมิอาจอดกลั้นตัณหา กามารมณ์ ระริกระรี้อยากแต่งงาน ต้องการร่วมเพศสัมพันธ์ กระทำสิ่งต่างๆตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน

หลังจาก Jan ประสบอุบัติเหตุ ไม่สามารถเติมเต็มรสรักที่เพ้อใฝ่ฝัน แถมยังเรียกร้องให้ Bess ร่วมเพศสัมพันธ์กับชายอื่น นั่นสร้างความขัดแย้งขึ้นภายในจิตใจ ระหว่างศรัทธาศาสนา (Religion) vs. จงรักภักดีต่อสามี (Phallocentrism) vs. ความระริกระรี้เรื่องเพศของตนเอง (Sexual Repression) ไม่รู้จะทำอะไรยังไง สอบถามพระเจ้าก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ

ระหว่างรับชมผมพยายามครุ่นคิดว่าผกก. von Trier เป็นพวก anti-God หรือ anti-Religious หรือแค่ anti-Christian? แต่ที่แน่ๆเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินบุคคลอื่นแค่เพียงเปลือกภายนอก พฤติกรรมแสดงออก Bess ยินยอมเป็นโสเภณีเพราะคำเรียกร้องของสามี นั่นคือสิ่งที่สมควรถูกสาปแช่งให้ตกนรกหมกไหม้เชียวหรือ? ไม่ใช่ว่าศาสนาคริสต์สอนการยกโทษให้อภัยผู้อื่นหรอกฤา?

ทุกศาสนาสอนให้คนทำความดี แต่อะไรคือดี? อะไรคือชั่ว? นั่นคือสิ่งที่ผกก. von Trier พยายามตั้งคำถามจากการกระทำของ Bess โสเภณีคือสิ่งชั่วร้าย ผิดต่อพระบัญญัติ 10 ประการ (อย่าผิดประเวณี, Thou shalt not commit adultery) แต่ถ้าความตั้งใจของเธอคือยินยอมเสียสละตนเองเพื่อสามี เฉกเช่นนั้นแล้วในวันพิพากษา (Judgement Day ของศาสนาคริสต์) พระเจ้าจะตัดสินให้เธอขึ้นสวรรค์หรือลงนรก?

von Trier’s wish to make a film in which no one is “bad,” everyone is “good,” and when trouble flares anyway, it’s because incompatible concepts of “good” can violently conflict with one another.

Commenting on Breaking the Waves before its release, von Trier pointed out that Bess is an uncomplicated soul who lives mostly in her imagination, deriving strength from her capacity for love and her intuitive belief that nothing apart from good can actually exist. Things are very different for Jan, who lives in reality and believes that good arises only when people bring it about by doing good in the world. 

In the end, of course, “bad” does exist in our fallen world.

นักวิจารณ์ David Sterritt จากบทความใน Criterion

ผกก. von Trier ตั้งชื่อไตรภาค Guldhjerte หรือ Golden Heart trilogy ประกอบด้วย Breaking the Waves (1996), The Idiots (1998) และ Dancer in the Dark (2000) นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาว ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ เชื่อมั่นในคุณความดี ท่ามกลางสังคมสุดแสนอัปรีย์ จนมีสภาพท้อแท้สิ้นหวัง ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม มันคุ้มค่าแล้วหรือที่จะเป็นคนดี? เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น?

ชื่อหนัง Breaking the Waves คำว่า Waves ไม่ได้หมายถึงแค่คลื่นลม แต่สามารถสื่อถึงกระแสสังคม วิถีชีวิตที่ผู้คนยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา รวมถึงความเชื่อศรัทธาศาสนา ขนบกฎกรอบเหล่านี้มันเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมจริงๆนะหรือ?

นอกจากนี้คำว่า Waves ยังชักชวนให้ผมนึกถึง Frence New Wave คลื่นลูกใหม่ของวงการภาพยนตร์ ที่พยายามทำลายกฎกรอบ แหกขนบวิถี ธรรมเนียมประเพณีของสื่อภาพยนตร์ ซึ่งความพยายามของผกก. von Trier ในการก่อตั้ง Dogme 95 จะถือว่าสรรค์สร้าง Breaking the Waves เพื่อแบ่งแยกตนเองออกจากละลอกคลื่นดังกล่าว … แนวทางของ Dogme 95 พยายามแหกขนบของ French New Wave ที่เต็มไปด้วยเทคนิค ลูกเล่น ความเป็นศิลปิน ด้วยการหวนกลับหารากเหง้า ความบริสุทธิ์ของสื่อภาพยนตร์

แนวคิดของ Dogme 95 ฟังดูค่อนข้างน่าสนใจ หวนกลับหารากเหง้า ไม่เอาอารมณ์ศิลปิน เพียงความบริสุทธิ์ของเรื่องราวและการแสดง แต่การจะทำเช่นนั้นผู้กำกับจำต้องเสียสละตนเอง ละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ไม่ต่างจากหญิงสาวในไตรภาค Golden Heart trilogy มันคุ้มค่าแล้วหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งเศษกระดาษ ใบประกาศแปะติดเครดิตหนัง?

ความล่มสลายของ Dogme 95 ก็เพราะสิบคำปฏิญาณ (Vows of Chastity) [เหมือนจะล้อกับพระบัญญัติ 10 ประการ] ได้กลายเป็นบ่วงบาศ พันธนาการ บีบรัดบรรดาผู้กำกับให้ดำเนินตามขนบกฎกรอบ … คือมรึงแหกขนบภาพยนตร์ เพื่อมาก้มหัวให้กับสิบคำปฏิญาณ ทำพรือ??

และความเสียสติแตกที่สุดของ Dogme 95 ก็คือสองผู้ก่อตั้ง Lars von Trier และ Thomas Vinterberg หลังออกสิบคำปฏิญาณให้สาวกยึดถือ เชื่อมั่น ศรัทธา แต่ตนเองกลับเป็นบุคคลแรกๆที่แหกมันเสียเอง เช่นนั้นแล้วก็ตัวใครตัวมัน “Dog” “Me”


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับถือว่าค่อนข้างดี สามารถคว้ารางวัล Grand Prix (ที่สอง) น่าเสียดายพลาด Palme d’Or และ Best Actress ให้กับภาพยนตร์ Secrets & Lies (1996)

หนังใช้ทุนสร้าง DKK 42 ล้าน (โครนเดนมาร์ก) หรือประมาณ $7.5 ล้านเหรียญ มีรายงานรายรับทั่วโลกอยู่ที่ $23 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ช่วงปลายปีมีลุ้นรางวัลอย่าง …

  • Academy Awards: Best Actress (Emily Watson)
  • BAFTA Awards: Best Actress (Emily Watson)
  • César Awards: Best Foreign Film
  • Golden Globes: Best Motion Picture – Drama
  • Golden Globes: Best Actress in a Motion Picture – Drama (Emily Watson)

ในบรรดาผลงานของผกก. von Trier มันอาจมีเรื่องที่ขยี้แทงใจผู้ชม เจ็บปวด เหี้ยวโหดร้ายยิ่งกว่า แต่ความเพียงพอดี ลงตัวกลมกล่อมที่สุดต้องยกให้ Breaking the Waves (1996) เคยได้รับการโหวตติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลจาก

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 อันดับ #183 (ร่วม)
  • TIMEOUT: The 100 Best Movies Of All Time อันดับ #18

ปล. แม้ว่า Breaking the Waves (1996) จะหลุดโผไปใน Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 แต่ยังหลงเหลืออีกผลงาน Melancholia (2011) ขึ้นมาแทนที่ #211 (ร่วม)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K ผ่านการตรวจสอบโดยผกก. Lars von Trier สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection และ Curzon/Artificial Eye หรือใครสนใจ Lars Von Trier: A Curzon Collection Blu-ray ทั้งหมด 16 เรื่อง เหมาะสำหรับรับชมก่อนวันสิ้นโลกาวินาศ

ส่วนตัวมีความชื่นชอบประทับใจ Breaking the Waves (1996) มากที่สุดในบรรดา Golden Heart trilogy โดยเฉพาะการแสดงของ Emily Watson อาจไม่น่าสงสารเทียบเท่า Björk ใน Dancer in the Dark (2000) แต่ความลุ่มล้ำ ซับซ้อน ทักษะด้านการแสดงเหนือชั้นกว่ามาก! พบเห็นวิวัฒนาการตัวละคร จากบริสุทธิ์-ร่านพิศวาส-หัวใจแทบขาดสะบั้น อารมณ์ขึ้นๆลงๆราวกับรถไฟเหาะ (Roller Coaster) ใครกันจะไม่ตกหลุมรัก และตกอยู่ในความสิ้นหวัง

ไม่รู้ทำไมรับชมผลงานของผกก. von Trier ชวนให้ผมนึกถึงผกก. John Waters เจ้าของผลงานสุดโต่งอย่าง Pink Flamingos (1972), Female Trouble (1974) ทั้งสองต่างคืออัจฉริยะที่พยายามแหกกฎระเบียบ แนวคิด วิธีการภาพยนตร์ พยายามทำหนังตนเองให้ดูห่วยๆ คุณภาพแย่ๆ แต่ทุกสิ่งอย่างแม้งครุ่นคิดวางแผนมาเป็นอย่างดี … อัจฉริยะกับคนบ้า กั้นแบ่งด้วยเส้นบางๆเท่านั้นเอง

จัดเรต 18+ กับเพศสัมพันธ์ ร่างกายเปลือยเปล่า ผู้หญิงขายตัว อาการผิดปกติทางจิต

คำโปรย | Breaking the Waves คือความพยายามแหกกฎ ทำลายทุกสิ่งอย่างของผู้กำกับ Lars von Trier ไม่เว้นแม้แต่ตัวตนเอง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | พังทำลาย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: