How the West Was Won (1962)

How the West Was Won (1962) hollywood :  John Ford, Henry Hathaway, George Marshall ♥♥♥♡

มีภาพยนตร์ไม่ถึง 10 เรื่องเท่านั้นในโลกที่ใช้ Three-Strip Cinerama กล้องสามตัวถ่ายภาพพร้อมกันเพื่อนำไปฉายบนจอโค้ง (Curved Screen) หนึ่งในนั้นที่ได้รับการกล่าวขานคือ How the West Was Won มีงานภาพสุดกว้างใหญ่อลังการ แต่ด้วยความยุ่งยากในการสร้างระดับมหากาพย์ จึงไม่มีใครนิยมใช้กัน เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอยู่เพียงทศวรรษกว่าๆเท่านั้น

Cinerama คือกระบวนการฉายภาพยนตร์ลักษณะหนึ่ง ใช้เครื่องฉาย (Projection) จำนวน 3 ตัวจากสามทิศทางตั้งทำมุม 146° ฉายขึ้นจอภาพยนตร์ที่ออกแบบให้มีลักษณะโค้งมน,

ประดิษฐ์คิดค้นโดย Fred Waller (1886-1954) นำแนวคิดมาจากหนังเงียบสัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง Napoléon (1927) ของผู้กำกับ by Abel Gance ที่มีการถ่ายภาพด้วยกล้อง 3 ตัวแล้วนำฟีล์มมาเรียงติดกัน, สร้างกล้องถ่ายภาพ Prototype สำเร็จเมื่อปี 1946 ทดลองฉายครั้งแรกภาพยนตร์เรื่อง This is Cinerama วันที่ 30 กันยายน 1952 ที่ Broadway Theatre, New York City แทบจะได้รับการคาดหวังโดยทันที อาจเป็นเทคโนโลยียุคถัดไปที่จะมาแทนโรงหนังแบบเดิม

ในช่วงแรกๆ วิธีการคลาสสิกที่ใช้ถ่ายทำคือ กล้องสามตัวกับฟีล์มสามม้วน มีชื่อเรียกว่า 3-Strip Cinerama มีหนังอยู่ประมาณ 10 เรื่องที่ใช้เทคนิคนี้ แต่ที่เป็น Feature Films ไม่ใช่สารคดี มีเพียงสองเรื่องเท่านั้นคือ The Wonderful World of the Brothers Grimm (1962) กับ How The West Was Won (1962)

นี่คือภาพของกล้อง Cinerama ที่ใช้ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ มีขนาดใหญ่เทอะทะ น้ำหนัก 250 ปอนด์ (113 กิโลกรัม) นี่ยังไม่รวมฟีล์มสามม้วน กับอุปกรณ์บันทึกเสียง ที่รวมๆแล้วหนักประมาณ 3,000 ปอนด์ (1 ตันกว่าๆ) สิบคนยังไม่รู้จะยกไหวไหม แบบนี้ใครจะนิยมใช้กัน แถมภาพที่ออกมายังมีขนาดกว้างมโหฬาร ไม่สามารถถ่ายช็อต Close-Up นี่ทำให้ผู้กำกับ John Ford ยังต้องบ่นออกมา

“That damned Cinerama. Do you know a waist-shot is as close as you can get with that thing?”

การมาถึงของฟีล์มขนาด 70mm ทั้งจาก Ultra Panavision, Super Panavision, Super Technirama, Todd-AO ช่วงปลายทศวรรษ 50s ที่ใช้กล้องเพียงตัวเดียวด้วยเลนส์ Anamorphic สามารถนำฟีล์มมาฉายในโรง Cinerama ได้อย่างเพียงพอดี นี่ทำให้ 3-Strip Cinerama หมดความนิยมลงโดยทันที

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ใช้ Ultra Panavision เพื่อฉายใน Cinerama คือ It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963)

กระนั้นยุคสมัยของ Cinerama ยืนยงอยู่ได้เพียงในทศวรรษ 60s จบลงพร้อมๆการสิ้นสุดยุคหนังแนว Epic หลงเหลือเพียงนานๆครั้ง จะมีผู้กำกับบ้าๆต้องการหวนระลึกถึงอดีต เรื่องล่าสุดท้ายที่ถ่ายด้วย Ultra Panavision คือ The Hateful Eight (2015)

ตอนผมรับชม How the West Was Won ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ไม่เคยรับรู้จักเรื่องราวของ Cinerama แต่ก็เห็นว่างานภาพของหนังมีสัดส่วนผิดแปลกจากปกติพอสมควร [สัดส่วนของภาพคือ 2.86:1 ชื่อเรียกว่า Letterbox], พอมาทราบเหตุผลนี้ตอนเขียนถึงหนัง It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) เลยลองค้นหาโปรแกรมที่จะสามารถเล่นหนังเพื่อรับชมแบบ Cinerama แต่ก็ไปพบว่ามีฉบับ Blu-Ray ที่นำเสนอภาพจอโค้งนี้อยู่แล้ว ในสัดส่วน 1.95:1 ชื่อเรียกว่า Smilebox ใครอยากรับชมประสบการณ์จอโค้งของภาพยนตร์เรื่องนี้ มองหาแผ่นที่มีเขียนว่า Alternate ‘Smilebox’ Version ให้เจอนะครับ ราคาแพงหน่อยแต่คุณภาพคุ้มสุดๆเลยละ

ด้วยความที่ภาพยนตร์แนว Western ในทศวรรษ 60s เริ่มพบเจอทางตัน ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชม ทำให้กระแสความนิยมลดลงอย่างฮวบฮาบ ถือเป็นความพยายามของโปรดิวเซอร์ที่จะสรรหาความแตกต่างให้กับหนังแนวนี้ ซึ่งหลังจากได้พบเจอความยิ่งใหญ่ของ Cinerama จึงได้ตัดสินใจลองเสี่ยงนำมาใช้เป็นสื่อกลางสร้างภาพยนตร์ Feature Length

เนื่องจากงบประมาณการนำ Cinerama มาใช้ถ่ายทำถือว่ามหาศาลมาก จำต้องพึ่งพาผู้กำกับยอดฝีมือมากประสบการณ์ ซึ่งคนเดียวก็คงไม่น่าแบกภาระไหวแน่จึงเหมา 3 ประกอบด้วย

John Ford (1894 – 1973) ปรมาจารย์ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เจ้าของสถิติ 4 รางวัล Oscar: Best Director ประกอบด้วย The Informer (1935), The Grapes of Wrath (1940), How Green Was My Valley (1941), The Quiet Man (1952) ขณะที่หนัง Western ระดับตำนานที่สร้าง อาทิ Stagecoach (1939), The Searchers (1956), และ The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ที่เพิ่งสร้างเสร็จสดๆร้อน

George E. Marshall (1891 – 1975) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา ที่เคยเป็นประธานของ DGA (Directors Guild of America) ผลงานเด่นอาทิ The Goldwyn Follies (1938), Destry Rides Again (1939), The Blue Dahlia (1946), Pot o’ Gold (1941) ฯ

Henry Hathaway (1898 – 1985) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เคยเป็นหนึ่งในผู้ช่วยผู้กำกับ The Ten Commandments (1923) กับ Ben-Hur: A Tale of the Christ (1925) ผลงานเด่นอาทิ The Lives of a Bengal Lancer (1935), The Trail of the Lonesome Pine (1936), The Sons of Katie Elder (1965), True Grit (1969) ฯ

จริงๆมีอีกหนึ่งผู้กำกับ ที่ไม่ขอรับเครดิตคือ Richard Thorpe เก็บตกฉากเล็กๆน้อยๆ ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน/ระหว่างฉาก (สมัยนี้คงเรียกว่าผู้กำกับกอง 2)

สำหรับเรื่องราวของหนัง บทภาพยนตร์โดย James R. Webb ได้แรงบันดาลใจจากบทความและภาพถ่ายพบเจอใน Life Magazine นำเสนอเรื่องราวของครอบครัวนักบุกเบิกหนึ่ง ออกเดินทางสู่ตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19

เรื่องราวของหนังดำเนินขึ้นระหว่างปี 1839 – 1889 แบ่งออกเป็น 5 ตอน นำเสนอผ่าน 4 รุ่นของครอบครัว Prescotts นำโดยพ่อ Zebulon (รับบทโดย Karl Malden) พาครอบครัวออกเดินทางล่องเรือจาก New York ผ่านคลองขุด Erie Canal มุ่งหน้าสู่ดินแดนตะวันตก

1) The Rivers (1839) เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางล่องคลองขุด ได้พบเจอกับมนุษย์ภูเขา Linus Rawlings (รับบทโดย James Stewart) ที่กำลังนำขนสัตว์ไปขายที่ Pittsburgh ได้ตกหลุมรักกับลูกสาวคนโต Eve (Carroll Baker) แต่ระหว่างทางได้พบเจอกับโจรสลัดแม่น้ำ (River Pirate) นำโดย ‘Alabama Colonel’ Jeb Hawkins (รับบทโดย Walter Brennan) พวกเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่

2) The Plains (1851) น้องสาวคนเล็ก Lilith (รับบทโดย Debbie Reynolds) ตัดสินใจเดินทางสู่ St. Louis กลายเป็นนักเต้นที่ใครๆต่างหลงใหล วันหนึ่งส้มหล่นได้รับมรดกจากอดีตคนรักเป็นเหมืองขุดทองที่ California เรื่องไปเข้าหู Cleve Van Valen (รับบทโดย Gregory Peck) นักพนันมืออาชีพที่ตัดสินใจเสี่ยงดวงติดตามเธอไปด้วย พวกเขาเอาตัวรอดจากการโจมตีของอินเดียแดง แต่พอไปถึงเป้าหมายกลับพบว่า…

3) The Civil War (1861–1865) ตัดกลับมาที่ Eve เมื่อสามี Linus สมัครเป็นทหารเข้าร่วม American Civil War ลูกชายคนโตของเธอ Zeb (รับบทโดย George Peppard) ตัดสินใจตามพ่อไปด้วย แต่ก็พบว่าสงครามมันหาได้มีความยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย ซึ่งระหว่างนั้นได้มีโอกาสช่วยเหลือ Generals Ulysses S. Grant (รับบทโดย Harry Morgan) และ William Tecumseh Sherman (รับบทโดย John Wayne) จากไส้ศึก (รับบทโดย Russ Tamblyn) ที่แอบเข้ามาลอบสังหารผู้นำของฝ่ายเหนือ

4) The Railroad (1868) หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุด Zeb สมัครเข้าเป็นผู้หมวดใน U.S. Cavalry รับหน้าที่รักษาความสงบให้กับ Union Pacific Railroad ขณะสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อตะวันออกกับตะวันตกของอเมริกา ได้รู้จักกับนักล่ากระบือ (Buffalo Hunter) ชื่อ Jethro Stuart (รับบทโดย Henry Fonda) ที่เคยรู้จักพ่อของตน พูดคุยกันถูกคอทำให้มีโอกาสต่อรองสันติกับฝั่งอินเดียแดง แต่ไม่นานนัก Mike King (รับบทโดย Richard Widmark) ผู้ควบคุมสร้างทางรถไฟก็ทำผิดสัญญาข้อตกลง สงครามเล็กๆกับชาวพื้นเมืองจึงได้เริ่มปะทุขึ้น

เกร็ด: ตอนนี้มี Deleted Scene เรื่องราวรักสามเส้าระหว่าง Julie (รับบทโดย Hope Lange) ลูกสาวของ Jethro ต้องเลือกระหว่าง Zeb กับ Mike King ก่อนจบลงที่แต่งงานกับ Zeb แล้วตอนจบออกเดินทางร่วมกันสู่ Arizona, ถึงตัดเรื่องราวนี้ออก Julie ก็ยังมีบทในตอนตอนไป พร้อมกับหลาน/เหลน 3 คน แต่เปลี่ยนนักแสดงเป็น Carolyn Jones

5) The Outlaws (1889) ที่ San Francisco คุณย่าหม้าย Lilith สิ้นเนื้อประดาตัว ตัดสินใจเดินทางสู่ Arizona ตามคำชักชวนของ Zeb ที่กลายเป็นนายอำเภอ แต่วันนั้นที่สถานีรถไฟ Gold City บังเอิญพบเจอกับศัตรูเก่า Charlie Gant (รับบทโดย Eli Wallach) ต้องร้องขอความร่วมมือกับนายอำเภอท้องที่ Lou Ramsey (รับบทโดย Lee J. Cobb) ต่อสู้ดวลปืนกันบนรถไฟอย่างเร้าใจ

– Henry Hathaway กำกับถึง 3 ตอน ประกอบด้วย 1) The Rivers (1839), 2) The Plains (1851) และ 5) The Outlaws (1889)
– John Ford คุมงานสร้างตอนที่ 3) The Civil War (1861–1865)
– George E. Marshall กำกับตอนที่ 4) The Railroad (1868)

นักแสดงที่มีบทมากสุดในหนังคือ George Peppard (1928 – 1994) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Detroit, Michigan หลายคนอาจจดจำได้จากการประกอบ Audrey Hepburn เรื่อง Breakfast at Tiffany’s (1961) นอกจากนี้ Home from the Hill (1960), The Carpetbaggers (1964), The Blue Max (1966), ซีรีย์ The A-Team (1983-1987)

รับบท Zeb Rawlings ปรากฎตัวตั้งแต่ตอน 3) ถึง 5), เป็นคนมากด้วยอุดมการณ์ หนักแน่นมั่นคง แต่ต้องพบเจอสิ่งน่าผิดหวังในชีวิตมากมาย ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ จากนายทหารสงครามกลางเมือง, ผู้หมวดดูแลความสงบ ก่อนจบที่นายอำเภอพิทักษ์สันติราช แทบจะไม่เคยทำอะไรในชีวิตเพื่อตนเองเลย

James Stewart (1908 – 1997) ขณะนั้นอายุ 53 แต่ต้องรับบทตัวละครอายุ 28 ปี เหตุที่ยินยอมรับบทนี้เพราะเพื่อนรัก Gary Cooper ที่ในตอนแรกรับเล่นบทนี้เพิ่งเสียชีวิตไป, รับบท Linus Rawlings มนุษย์ภูเขาที่มีความแข็งแกร่ง ประสบการณ์ชีวิตสูง สามารถเอาตัวรอดได้จากสถานการณ์คับขัน ด้วยเหตุนี้กระมังเลยสามารถส่งต่อให้กับลูกชาย Zeb ถึกไม่แพ้พ่อ

Carroll Baker (เกิดปี 1931) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา นักเรียนของ Lee Strasberg มีผลงานอาทิ Baby Doll (1956), Giant (1956), Something Wild (1961), Native Son (1986), Kindergarten Cop (1990) ฯ รับบท Eve Prescott Rawlings ภรรยาของ Linus Rawlings แม่ของ Zeb เธอเป็นคนแน่วแน่ในอุดมการณ์ อยากได้อะไรต้องได้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่เคยบังคับสามีและลูกถ้าต้องการทำตามใจอยาก

Debbie Reynolds (1932-2016) นักแสดงหญิงที่แจ้งเกิดกับ Singin’ in the Rain (1952) และได้เข้าชิง Oscar: Best Actress ครั้งแรกครั้งเดียวกับ The Unsinkable Molly Brown (1964), รับบท Lilith Prescott หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝันทะเยอทะยาน ต้องการพบเจอกับผู้ชายรวยๆชีวิตจะได้มีความสุข แต่เธอกลับเป็นได้แค่นักเต้นที่โปรยเสน่ห์ไปทั่ว ตกหลุมรักนักพนัน แก่วัยไปก็ยังหนี้สินท่วมหัว [Reynolds เป็นนักแสดงอีกคนที่ปรากฎตัวมากสุดถึง 3 ตอนที่ 1), 2), 5)]

Gregory Peck (1916-2003) นักแสดงเจ้าบทบาท โด่งดังสุดกับ To Kill a Mockingbird (1962), รับบท Cleve Van Valen นักพนันเสี่ยงโชคที่หูผื่งเมื่อได้ยินข่าวขุดทองแสวงโชค แต่เมื่อพบเจอความจริงก็หวนกลับไปเป็นคนเดิม กระนั้นในจิตใจเบื้องลึกคงต้องปักหลักสร้างฐานให้กับตัวเองเสียที จึงยอมหวนกลับมารักกับ Lilith ในที่สุด

ว่าไปตัวละคร Linus Rawlings กับ Cleve Van Valen มีความคล้ายคลึงกันมาก ต่างใช้ชีวิตเสเพลก่อนพบเจอหญิงคนรัก ต่างกันที่หนึ่งเป็นคนป่า อีกหนึ่งเป็นคนเมือง (ก็เหมือนสองสาวพี่น้อง ที่แยกกันเพราะหนึ่งปักหลักอยู่กับที่ อีกหนึ่งเดินทางต่อเพื่อค้นหาเป้าหมายของตนเอง)

Henry Fonda (1905 – 1982) นักแสดงยอดฝีมือสัญชาติอเมริกา ผลงานดังอาทิ The Grapes of Wrath (1940), 12 Angry Men (1957), On Golden Pond (1981) ฯ, รับบท Jethro Stuart นักฆ่ากระบือเลื่องชื่อ ที่มารับงานกับ Mike King แต่เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับอินเดียแดง ภายหลังจึงเลิกและหนีไปอยู่อย่างสันโดด

Lee J. Cobb (1911 – 1976) นักแสดงยอดฝีมือที่มีผลงานดังอย่าง 12 Angry Men (1957), On the Waterfront (1954), The Exorcist (1973) ฯ, รับบท Marshal Lou Ramsey นายอำเภอ Gold City น่าจะเพื่อนเก่าของ Zeb ที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเมื่อรับรู้การปรากฎตัวของมหาโจร Charlie Gant แต่เมื่อได้ยินแผนการปล้นทองบนขบวนรถไฟ ก็จำต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเอง

Eli Wallach (1915 – 2014) นักแสดงสัญชาติอเมริกา ลูกศิษย์รุ่นแรกของ Lee Strasberg เห็นว่าเพราะหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ Sergio Leon เลือกมาแสดงใน The Good, the Bad and the Ugly (1966), รับบทมหาโจร Charlie Gant น่าจะคงเคยโดน Zeb จับกุมได้มาก่อน ขณะนั้นคงครบกำหนดถูกปล่อย กำลังวางแผนปล้นทองครั้งใหญ่ แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องไปลุ้นกัน

และสำหรับผู้ให้เสียงบรรยาย Spencer Tracy เห็นว่าตอนแรกตั้งใจจะร่วมแสดงด้วย แต่เพราะสังขารไม่ไหวแล้ว มาแค่เสียงก็ยังดี, ประโยคแรกที่พูดได้กลายเป็นตำนานไปทันที

“This land has a name today, and is marked on maps.”

เนื่องจากกล้อง 3-Strip Cinerama มีขนาดมหึมา จำต้องใช้ผู้กำกับภาพระดับพระกาฬถึง 4 คน ทำงานร่วมกันตลอดทั้งเรื่อง ประกอบด้วย
– William H. Daniels ตากล้องส่วนตัวของ Greta Garbo และขาประจำของ Erich von Stroheim ผลงานดังอาทิ Foolish Wives (1922), Greed (1924), Grand Hotel (1931), Ninotchka (1939), The Shop Around the Corner (1939), The Naked City (1948), Cat on a Hot Tin Roof (1958)
– Milton Krasner ผลงานดังอาทิ Arabian Nights (1942), The Set-Up (1949), All About Eve (1950), Three Coins in the Fountain (1954), Demetrius and the Gladiators (1954), Désirée (1954), The Rains of Ranchipur (1955), King of Kings (1961) ฯ
– Charles Lang, Jr. เจ้าของสถิติเข้าชิง Oscar สาขาถ่ายภาพ 18 ครั้ง คว้าได้ครั้งเดียวจาก A Farewell to Arms (1932) ผลงานเด่น อาทิ Sabrina (1954), Some Like It Hot (1959), The Magnificent Seven (1960), One-Eyed Jacks (1961), Charade (1963)
– Joseph LaShelle ขาประจำของ Otto Preminger และ Billy Wilder ผลงานดัง อาทิ Laura (1944), Fallen Angel (1945), Marty (1955), The Apartment (1960) ฯ

ด้วยความที่ Cinerama เหมาะกับการถ่ายภาพระยะไกล วิวทิวทัศน์สวยๆ ใกล้สุดที่สามารถระยะถ่ายประชิดนักแสดงได้คือเห็นจากเอวขึ้นไป ไม่สามารถถ่าย Close-Up ใกล้กว่านี้ได้ (เพราะจะชนหน้ากล้องอยู่แล้ว) แถมนักแสดงต้องอยู่ตำแหน่งไม่กึ่งกลางภาพ ก็สองฝั่งซ้ายขวา จะไม่มียืนเหลื่อมในตำแหน่งระหว่างกล้องทั้งสาม

ความยากอีกประการหนึ่งคือทิศทางสายตาของนักแสดง เพราะกล้องสามตัวตั้งคนละองศากัน เวลาสนทนากับนักแสดงคนอื่นในช็อตเดียวกัน มองหน้าตรงๆจะเห็นเหมือนหันหน้าไปทางอื่น วิธีการนี้แก้ไขโดยให้แทนที่จะมองตรงๆ ก็ต้องเอียงจากตำแหน่งเล็กน้อย เมื่อพอปรากฎในฟีล์มก็จะเห็นพวกเขาหันหน้าสนทนากัน นี่ทำให้จาก Smilebox หวนกลับมาเป็น Letterbox จะเห็นชัดเลยว่า นักแสดงไม่ได้จ้องมองหน้ากัน

เกร็ด: ผู้กำกับ John Ford ติดนิสัยชอบนั่งด้านหลังกล้อง เพื่อจะได้เห็นมุมมองภาพที่กำลังจะถ่ายทำ แต่หนังเรื่องนี้เจ้ากล้อง Cinerama ขนาดใหญ่มหึมาบดบังวิสัยทัศน์ ทำให้ผู้กำกับมักชอบยืนขวางหน้ากล้อง ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงสร้างที่นั่งพิเศษด้านหลังให้อยู่สูงกว่ากล้อง (สังเกตดูจากรูปเลย)

(Ford ชอบยืนขวางหน้ากล้อง)

(LaShelle เลยสร้างที่นั่งพิเศษด้านหลังกล้อง ผู้กำกับคือคนที่ถือโทรโข่ง)

ตัดต่อโดย Harold F. Kress เจ้าของ 2 รางวัล Oscar สาขาตัดต่อจาก How the West Was Won (1962) และ The Towering Inferno (1974), ว่ากันตามตรงผมไม่เชื่อว่า Kress จะเป็นนักตัดต่อคนเดียวของหนัง คงมีผู้ช่วยอย่างเยอะเลยละ ไหนจะปริมาณฟุตเทจมากมายมหาศาลที่ต้องคูณสามเพราะฟีล์มสามม้วน

แต่เนื่องจาก Film Stock ที่ใช้กับกล้อง 3-Strip Cinerama มีราคาแพงและจำนวนจำกัด เห็นว่าทุกครั้งก่อนเริ่มเดินหน้าถ่ายทำ ผู้กำกับจะซักซ้อมนักแสดงจนคล่องแคล่ว จดจำทิศทางตำแหน่งเคลื่อนไหวของตนอย่างดี เพื่อให้การถ่ายทำน้อยเทคที่สุด ประหยัดฟีล์มไปได้น่าจะพอสมควร

ความอภิมหายากของการตัดต่อ คือต้องตัดฟีล์มทั้ง 3 ม้วนไปพร้อมๆกัน แต่มันไม่ใช่แค่เอามาเทียบแล้วตัดตามนะครับ เพราะทุกครั้งมันจะมีการเหลื่อมล้ำอะไรสักอย่างที่ทำให้พอนำไปฉายแล้วภาพที่ออกมาไม่เนียนพร้อมเพียงกัน ก็ต้องหาเทคนิควิธีดิ้นรนกันไป (แต่ทำยังไงก็ไม่รู้นะครับ)

นำคลิปที่มีการ Restoration ของหนังเมื่อปี 2006 มาให้รับชม ภาพก่อนหน้าได้รับการปรับปรุงใหม่จะเห็นรอยต่อเป็นเส้นชัดเจนมากๆ โชคดีที่เทคโนโลยีสมัยนี้สามารถใช้ CG ลบร่องรอยจุดด่างให้หายไปโดยสิ้นเชิง

เดิมนั้น Dimitri Tiomkin ได้รับการวางตัวให้ทำเพลงประกอบหนัง แต่จำต้องถอนตัวเพราะเข้ารับการผ่าตัดดวงตา ทำให้ Alfred Newman ได้รับว่าจ้างให้มาทำแทน

Alfred Newman นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกา เจ้าของสถิติ 9 รางวัล Oscar ประกอบด้วย Alexander’s Ragtime Band (1938), Tin Pan Alley (1940), The Song of Bernadette (1943), Mother Wore Tights (1947), With a Song in My Heart (1952), Call Me Madam (1953), Love Is a Many-Splendored Thing (1955), The King and I (1956) และ Camelot (1967)

จัดเต็ม Main Theme ด้วย Orchestra สุดอลังการ เพื่อรับเข้ากับงานภาพอันกว้างใหญ่เต็มตา และกลิ่นอาย Western คลุกเคล้าฝุ่นเลนดิน ด้วยทำนองเรียบง่ายติดหูฟังไม่กี่ครั้งก็ฮัมตามได้ มีความทรงพลัง ชวนให้เกิดความฮึกเหิม ภาคภูมิในชัยชนะของฝั่งตะวันตก (มองเป็นชวนเชื่อชาติอเมริกันก็ยังได้), ความไพเราะของบทเพลง การันตีติดอันดับ 25 ของ AFI’s 100 Years of Film Scores

Debbie Reynolds ขับร้อง 3 บทเพลงในหนัง
– Raise A Ruckus Tonight เมื่อตอนปาร์ตี้แคมป์ไฟ
– What Was Your Name In The States?
– และ A Home in the Meadow นำทำนองจากบทเพลงพื้นบ้าน Folk Song ของอังกฤษชื่อ Greensleeves (ว่ากันว่านี่เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์โดย Henry VIII of England ให้กับหญิงสาวคนรัก Anne Boleyn แต่เธอกลับบอกปัดปฏิเสธ) แต่งคำร้องโดย Sammy Cahn

ขอเลือก A Home in the Meadow ฉบับเต็มที่ Debbie Reynolds ขับร้องไว้ ฟังไปน้ำตาซึม T_T

How the West Was Won นำเสนอ 5 ช่วงเวลาสำคัญของชาติอเมริกาในศตวรรษที่ 19 อันประกอบไปด้วย
1) ปี 1839 การเริ่มต้นล่องเรือบุกเบิกตะวันตก ออกเดินทางจาก New York ทางคลองขุด Erie Canal แต่กลับไปไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่ (ยังอยู่ใน New York อยู่)
2) ปี 1851 เริ่มต้นเมือง St. Louis รัฐ Missouri เป็นดินแดนอยู่กึ่งกลางประเทศอเมริกา ขณะนั้นเกิดความนิยมขุดทอง (Gold Rush) แสวงโชค ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเดินทางสู่ California คราวนี้สุดฝั่งตะวันตกจริงๆแล้ว
3) ช่วงปี 1861-1865 เกิดสงครามกลางเมืองอเมริกา ระหว่างฝ่ายเหนือกับใต้ ในยุคสมัยของประธานาธิบดี Abraham Lincoln (ฝ่ายเหนือ) รบกับสมาพันธรัฐอเมริกา นำโดย Jefferson Davis (ฝ่ายใต้)
4) ปี 1868 ช่วงเวลาของแข่งขันสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันออกกับตะวันตก สาย Pacific Railroad เริ่มต้นจาก Omaha, Nebraska สิ้นสุดที่ Oakland, California ระยะทางรวม 1,912 ไมล์ (3,077 กิโลเมตร) แข่งขันระหว่าง 3 บริษัท Western Pacific Railroad Company, Central Pacific RailRoad Company of California และ Union Pacific (Zeb ทำงานให้บริษัทนี้)
5) ปี 1889 เริ่มต้นจาก San Francisco เดินทางกลับย้อนมา Arizona เมื่อการมาถึงของบังคับใช้กฎหมายยังดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน โดยนายอำเภอติดดาวมีอำนาจจัดการผู้นอกกฎหมายทั้งหลาย

ด้วย 5 เหตุการณ์สำคัญนี้ ทำให้ชาติอเมริกันฝั่งตะวันออกสามารถเข้าครอบครอบ ต่อสู้เอาชนะ เป็นเจ้าของดินแดนฝั่งตะวันตก รวมเป็นปึกแผ่นดินเดียว ประเทศสหรัฐอเมริกา, ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเรียกว่า “The Birth of a Nation” ก็ยังได้

ว่าไปในแง่ของความพยายามสร้างให้ยิ่งใหญ่ รองรับด้วยงานภาพของ Cinerama คงต้องนำไปเทียบกับ The Birth of a Nation (1925) และ Gone With the Wind (1939) เพราะทั้งสองเรื่องสุด Epic ก็นำเสนอเหตุการณ์สร้างชาติอเมริกันมานำเสนอเช่นกัน ซึ่งผลตอบรับดีเยี่ยมท่วมท้นล้นหลาม แต่หนังเรื่องนี้ไม่ยักกะประสบความสำเร็จเทียบเท่าได้ถึงขนาดนั้น

คงเพราะช่วงเวลาแห่งการสร้างประเทศอเมริกาได้ผ่านพ้นสิ้นมาแล้ว ผู้คนที่เกิดในยุคสงครามกลางเมืองหรือสร้างทางรถไฟ Pacific Railroad แทบจะไม่มีใครยังมีชีวิตหลงเหลืออยู่แล้ว (ตอน The Birth of a Nation หรือ Gone With the Wind ก็ยังพอพบเจอได้อยู่เยอะ) นี่สะท้อนถึงค่านิยมแห่งยุคสมัย ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่หนังแนว Western ในยุค 60s เริ่มไม่ได้รับความสนใจ เพราะผู้คนที่เกิดในศตวรรษ 19 เคยมีชีวิตพานพบผ่านเห็นการต่อสู้ ดวลปืน บ้านป่าเมืองเถื่อน ได้ล้มหายตายจากไปกันแล้ว เรียกว่าเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ผู้คนต้องการอะไรใหม่ๆที่แตกต่างไม่เหมือนเดิม เพราะชีวิตของพวกเขาก็มิได้เหมือนบรรพบุรุษ ต้องดิ้นรนต่อสู้กับธรรมชาติหรือชนพื้นเมืองฝั่งตะวันตกอีกต่อไป

กับ The Birth of a Nation (1925) และ Gone With the Wind (1939) ความยิ่งใหญ่ของหนังมาพร้อมกับประเด็น Racist การเหยียดคนผิวสีอย่างรุนแรง, กับหนังเรื่องนี้ก็มีประเด็นลักษณะนั้นให้พูดถึงเช่นกัน แค่ไม่ใช่กับชาวผิวสี แต่เป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมอินเดียแดง มันชัดเจนมากๆว่าคนผิวขาวฝั่งตะวันออก เดินทางเข้าไปบุกรุกรานเจ้าที่เดิม ด้วยความเห็นแก่ตัว อุดมการณ์ และข้ออ้างเรื่องเสรีภาพ ไม่สนใจปรับตัว ประณีประณอม หรือถนอมน้ำใจแม้แต่น้อย

ถึงหนังจะไม่นำเสนอภาพการถูกเข่นฆ่าของชาวอินเดียแดง แต่ผู้ชมมิควรหลีกเลี่ยงไม่ครุ่นคิดถึงมันนะครับ (การไม่นำเสนอเท่ากับเป็นการปกปิด บิดเบือน ไม่พยายามนำสิ่งน่าอับอายขายหน้าของชาติพันธุ์ตนเองมาเปิดเผยสู่สาธารณะ) เพราะการเข้ายึดครองดินแดนที่เคยมีเจ้าของอยู่แล้ว เพื่อสร้างประเทศ บ้านของตนเองขึ้นมา มันต้องมีใครสักฝ่ายที่มือเปื้อนเลือดเสมอ

 

ด้วยทุนสร้างที่เกินไปถึง $14.4 ล้านเหรียญ หนังทำเงินเฉพาะในอเมริกา $46.5 ล้านเหรียญ สูงสุดอันดับ 2 ของปี เป็นรองเพียง Cleopatra แต่มากกว่า It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World อยู่นิดเดียว ซึ่งเมื่อปรับยอดเป็นปัจจุบันปี 2017 ทำเงินได้ประมาณ $483 ล้านเหรียญ

เกร็ด: ทั้งๆเป็นหนังอเมริกัน แต่กลับฉายรอบปฐมทัศน์ที่กรุง London ประเทศอังกฤษ

เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Picture
– Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen ** ได้รางวัล
– Best Cinematography, Color
– Best Film Editing ** ได้รางวัล
– Best Art Direction – Set Decoration, Color (George Davis, William Ferrari, Addison Hehr, Henry Grace, Don Greenwood, Jr., Jack Mills)
– Best Costume Design, Color
– Best Sound ** ได้รางวัล
– Best Music, Score – Substantially Original (Alfred Newman and Ken Darby)

เรื่องที่ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีคือ Tom Jones (1964) ผมยังไม่เคยรับชมเรื่องนี้เลยบอกไม่ได้ว่าสมควรหรือเปล่า, ขณะที่สาขาถ่ายภาพสี ถือว่าเป็นตัวเต็งหนึ่งแต่พ่ายให้กับ Cleopatra ก็ถือว่าจำใจรับได้ เพราะถือว่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจริงๆ

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้มากๆเลยนะ ตื่นตราตระลึงกับงานภาพสุดยิ่งใหญ่อลังการ (อยากจะเห็นหนังเรื่องนี้ในโรง Cinerama เหลือเกิน) เพลงประกอบสุดไพเราะ และน้ำเสียงของ Debbie Reynolds กินใจผมมากๆ, แต่เสียอย่างเดียวคือเนื้อเรื่องมันขาดความน่าสนใจโดยสิ้นเชิง ตัดต่อก็ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ และมีความเป็นอเมริกันเกินไปเสียเยอะ

ในบรรดาทั้ง 5 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบสูงสุด The Plains (1851) > The Rivers (1839) >The Outlaws (1889) > The Railroad (1868) >>> The Civil War (1861–1865)

ตอน The Plains ผมสังเกตอยู่ตั้งนานว่าตัวละครของ Gregory Peck นับนิ้วพนันอะไรกัน? ก็พบว่าคือจำนวนชั้นกระโปรงที่ Debbie Reynolds สวมใส่ *-* ก็เลยชื่นชอบตอนนี้มากสุด

แนะนำอย่างยิ่งกับคอหนัง Epic, Western รวมดาราแห่งยุคมากมายให้หายคิดถึง ประกอบด้วย James Stewart, Gregory Peck, Henry Fonda, Eli Wallach, Debbie Reynolds ฯ และผู้กำกับดังอย่าง John Ford, Henry Hathaway, George Marshall

ตากล้อง ช่างภาพทั้งหลาย ที่มีความสนใจใน Cinerama หาฉบับ Smilebox มารับชมให้ได้นะครับ

จัดเรต 13+ กับภาพแฝงความรุนแรง สงครามกลางเมือง และพฤติกรรมความเห็นแก่ตัวของชาวอเมริกัน

TAGLINE | “How the West Was Won ถึงภาพภายนอกจะสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of