La La Land (2016)

La La Land

La La Land (2016) hollywood : Damien Chazelle ♥♥♥♥♡

นครดารา เป็นหนังที่ให้ความรู้สึกหวนระลึก เคารพ คารวะอดีตที่สิ้นสลายไปแล้วของยุคหนังเพลง เฉกเช่นเดียวกับตอน The Artist (2011) ทำเพื่อคารวะหนังเงียบ, ขณะเดียวกัน La La Land ก็มีสิ่งที่สามารถก้าวข้ามผ่านหนังเพลงยุคก่อน ไปยืนอยู่ตำแหน่งเกือบสูงที่สุดได้

ผมว่าต่อไปควรจะมี Genre ที่ชื่อ Nostalgia เกิดขึ้นได้แล้ว กับหนังที่มีเรื่องราว หรือสร้างขึ้นเพื่อหวนระลึก เคารพ คารวะสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อน ถ้านึกไล่ไปจะพบว่าหนังที่ให้ความรู้สึก Nostalgia มีมาตั้งแต่ Gone With The Wind (1939), Sunset Boulevard (1950), Wild Strawberries (1957) ฯ ซึ่งในทศวรรษที่ผ่านมา ก็พบเห็นอยู่หลายเรื่องแล้ว อาทิ The Artist (2011), Midnight in Paris (2011), Hugo (2011) ฯ เชื่อว่าหนังแนวนี้คงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ ถือว่ามีอายุก้าวย่างมากว่าร้อยปีแล้ว (ถ้าเป็นมนุษย์ก็ถือว่าสูงวัยมาก มีการผลัดใบเปลี่ยนรุ่นไปแล้วหลายครั้ง) การหวนระลึกแม้จะเป็นอารมณ์ของคนแก่ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ นานๆครั้งก็อยากได้สัมผัสกลิ่นอายของคนยุคก่อนเช่นกัน, ความน่าจะสำเร็จของ La La Land ถือเป็นประตูเริ่มต้นของแนวหนัง Nostalgia แบบเต็มตัวเสียที

ถ้าเป็นไปได้ มี 2 อย่างที่ขอแนะนำให้คนที่คิดกำลังจะดู La La Land ทำก่อนรับชม
1) หาหนังเพลงเก่าๆ รับชมเก็บสะสมบรรยากาศไปก่อน, แล้วจะเริ่มจากอะไรดีละ? สำหรับคนไม่เคยดูหนังเพลงมาก่อน แนะนำ 3 เรื่องบังคับ Singin’ in the Rain (1952), The Umbrellas of Cherbourg (1964), An American in Paris (1951) แล้วถ้ามีเวลาว่างค่อยหา Top Hat (1935), Swing Time (1936), The Wizard of Oz (1939), Broadway Melody of 1940 (1940), The Band Wagon (1953), A Star Is Born (1954), The Young Girls of Rochefort (1967) ฯ

2) รับชม Whiplash (2014) ผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ Damien Chazelle นี่ไม่ใช่ภาคก่อนหน้า จะไม่ดูก็ยังได้ แต่ถ้าเคยเห็น Whiplash มาแล้ว จะสามารถเข้าใจ รับรู้ถึงสไตล์ กลิ่นอาย มองเห็นความคล้ายกันของหนังทั้งสองเรื่อง ที่จะทำให้คุณยิ่งหลงรัก La La Land มากขึ้นเรื่อยๆ (หรือจะกลับกันก็ได้นะ ถ้าคุณดู La La Land มาก่อน ลองกลับไปหา Whiplash มารับชม แล้วจะเห็นในบางสิ่งอย่างที่คล้ายกัน)

ด้วยใจรักในดนตรี และเคยเป็นมือกลองมาก่อน Damien Chazelle เขียนบทหนังเพลงเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2010 ในช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าความฝันของตัวเองในวงการภาพยนตร์ช่างห่างไกลเหลือเกิน แนวคิดหลักคือ ‘นำบทเพลงกลิ่นอายเก่าๆ ใส่พื้นหลังเป็นชีวิตจริงปัจจุบัน ที่ซึ่งใช่ว่าทุกอย่างจะลงตัวเข้ากัน’ และเป็นการอุทิศให้กับผู้คนทั้งหลาย ที่กำลังไล่ตามความฝัน (เหมือนกับตนเอง)

ร่วมกับเพื่อนสนิท Justin Hurwitz (ที่กลายเป็นคอมโพเซอร์ ประพันธ์เพลงประกอบหนัง) ใช้เวลาขณะเรียนอยู่ Harvard University ปีสุดท้าย ดัดแปลงแนวคิดนี้ทำ Thesis เป็นภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำ เรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สและเมือง Boston ในชื่อเรื่อง Guy and Madeline on a Park Bench, หลังจากเรียนจบ ทั้งคู่มุ่งสู่ Hollywood, Los Angeles และยังคงพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ต่อ เปลี่ยนพื้นหลังจาก Boston เป็น L.A. (ซึ่งคือชื่อหนัง La La Land)

L.A., even more so than any other American city, obscures, sometimes neglects, its own history. But that can also be its own magical thing, because it’s a city that reveals itself bit by bit, like an onion, if you take the time to explore it.

เรื่องราวของ La La Land มีลักษณะคล้ายผลงานเก่าของ Chazelle ตัวละครที่พบกับความยากลำบากในการเดินตามความฝัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดแบบเดียวกับ Whiplash, ซึ่งเราสามารถมองใจความของหนัง ได้เหมือนประสบการณ์ชีวิตของผู้กำกับ ที่กำลังหาทางไต่ขึ้นบันได สู่การเป็นหนึ่งในพลเมืองแห่งนครดารา Hollywood

แต่การจะหาทุนสร้างหนังเรื่องนี้เป็นไปค่อนข้างทุลักทุเล เพราะตอนนั้น Chazelle ยังเป็นหน้าใหม่ในวงการ จึงไม่มีสตูดิโอไหนกล้าเสี่ยงสนใจ และหนังแนว Musical, Jazz นิตยสาร The Hollywood Reporter ถึงขนาดเรียกว่าเป็น ‘Extinct Genre’ ประเภทหนังที่สูญพันธ์ไปแล้ว, ทำให้ Chazelle ถอดใจไปสร้าง Whiplash ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ ทำเงินและได้ Oscar หลายสาขา จนมีสตูดิโอ Summit Entertainment และ Black Label Media ให้ความสนใจโปรเจคนี้

สำหรับนักแสดงนำ เดิมนั้น Chazelle ได้ติดต่อไว้คือ Miles Teller และ Emma Watson แต่เพราะความล่าช้าในโปรเจคทำให้ Watson ถอนตัวไปเล่น Beauty and the Beast (2017) ส่วน Teller … ได้ยินว่าขอค่าตัวสูงไป

Emma Stone ได้พบกับ Chazelle และ Hurwitz เมื่อปี 2014 ขณะมีผลงานการแสดง Broadways เรื่องแรก Cabaret, ต่อมาเมื่อได้รับการติดต่อจาก Chazelle เล่าถึงโปรเจคนี้ ตกลงรับเล่นเพราะความลุ่มหลงใหล (passionate) ของผู้กำกับ ที่ทำให้เธอสนใจ และตัวเองกำลังมีความมั่นใจในการร้องเล่นเต้น (จากความสำเร็จของ Cabaret)

ในการเตรียมตัวของ Stone เล่าให้ฟังว่าได้รับชมหนังเก่าๆของคู่หู Fred Astaire และ Ginger Rogers หลายเรื่อง อีกทั้ง The Umbrellas of Cherbourg (1964) ภาพยนตร์เพลงในตำนานของฝรั่งเศส (ว่ากันว่ายิ่งใหญ่เทียบเท่า Singin’ in the Rain ของฝั่งอเมริกาเลย)

รับบท Mia หญิงสาวที่มีความฝัน ทะเยอทะยาน ต้องการเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง แต่ยังพบความยากลำบากในการเริ่มต้นไต่เต้า, ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ (Barista) อยู่ร้านกาแฟที่สตูดิโอ Warner Bros. ระหว่างรอการเรียกตัวคัดเลือกนักแสดง

ว่าไปชีวิตจริงของ Stone ก็แทบไม่ต่างอะไรกับ Mia ชื่นชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 8 ขวบได้มีโอกาสชมการแสดง Les Misérables และมีความฝันนับจากนั้นว่าจะต้องกลายเป็นนักแสดง, ย้ายมาอยู่ Hollywood กับแม่ตอนอายุ 15 ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าที่จะได้เป็นนักแสดงสมดังใจ (เคยออดิชั่นไม่ผ่านหลายครั้ง มีรอบหนึ่งได้รับบทบันทัดเดียว เธอบอกปัดทันที เพราะต้องการเป็นนักแสดงไม่ใช่ตัวประกอบ)

การแสดงของ Stone มีทั้งสุขทุกข์ สนุกสนานซึมเศร้า ดีใจเสียใจ หลากหลายอารมณ์ความรู้สึก ดวงตาที่กลมโต สามารถแสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาจากภายใน และที่สำคัญคือเคมีเข้าขา รับส่งจังหวะ ท่าทาง ลีลากับ Gosling ได้อย่างลงตัว, น้ำเสียงแหบหวานของ Stone นั้นมีเสน่ห์มาก เวลาร้องเพลงแม้ไม่ได้มีความไพเราะจับใจ แต่ความรู้สึกจับต้องได้ เหมือนดั่งชีวิตที่มีขึ้นมีลง เสียงนุ่มนวลตัดกับแหบกระด้าง ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ

Ryan Gosling พบเจอกับ Chazelle โดยบังเอิญที่บาร์แถวบ้านใน Hollywood Hills ขณะกำลังเริ่มถ่ายทำหนังเรื่อง The Big Short (2015) ตอบตกลงแทบจะโดยทันที, Gosling มีความสนใจในหนังเพลงร้องเล่นเต้นมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที นี่ถือเป็นโอกาสดี เพราะทำให้เขามีเวลาหัดเล่นเปียโน (ที่ฝันอยากเล่นมานาน) ซ้อมจนเก่ง และสามารถเล่นเองได้เลยโดยไม่ต้องใช้มุมกล้องหรือนักแสดงแทน

รับบท Sebastian นักเปียโนผู้มีความลุ่มหลงใหลในดนตรีแจ๊ส มีความฝันอยากเปิดร้านอาหารของตนเอง แล้วเล่นดนตรีแจ๊สทั้งวัน แต่ปัจจุบันเป็นแค่นักดนตรีรับจ้างตามผับบาร์ เก็บหอมรอมริดไปทีละน้อย

การแสดงของ Gosling คล้ายกับ Stone มีทั้งสุขทุกข์ สนุกสนานซึมเศร้า ดีใจเสียใจ หลากหลายอารมณ์ความรู้สึก, น้ำเสียงของ Gosling ทุ้มต่ำขึ้นจมูก นั่นไม่ใช่เสียงของนักร้องที่ดีเลย แต่แปลกที่ตำหนินี้เหมือนกับ Stone ช่วยเติมเต็มความไม่สมบูรณ์แบบให้กับบทเพลงและหนัง

นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่ 3 ของ Stone และ Gosling นับจาก Crazy, Stupid, Love (2011) และ Gangster Squad (2013)

Mia และ Sebastian ถือเป็นตัวละครที่ตรงกันข้ามแต่เติมเต็มซึ่งกันและกัน,
– Mia ชื่นชอบการแสดง, Sebastian ชื่นชอบบทเพลง
– Mia เชื่อว่าศิลปะต้องการผู้ชมถึงจะยิ่งใหญ่, Sebastian เชื่อว่าศิลปะถ้ามันยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะชื่นชอบ
– Mia ยึดมั่นในความฝัน เดินตรงตามเส้นทางนั้น ไม่เลี้ยวแวะวกอ้อม ถ้าไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ ก็มีแต่ยอมแพ้, Sebastian ความฝันเปลี่ยนแปลงได้ แม้ต้องยอมเดินอ้อมค้อมคดเคี้ยวแสนไกล และไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค

เราสามารถมองตัวละครของหนังเรื่องนี้ เปรียบเทียบเป็นนามธรรมได้ด้วย อาทิ
– Mia คือตัวแทนของ การแสดง (กายกรรม)
– Sebastian คือตัวแทนของ เสียง/เพลงประกอบ (วจีกรรม)

ความสัมพันธ์ระหว่าง Mia กับ Sebastian สามารถเปรียบเทียบได้กับ ‘ภาพยนตร์’ ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง การแสดง+เสียง/เพลงประกอบ เริ่มต้นจากยุคสมัยที่ต่างฝ่ายต่างแยก แล้วมารวมกันอยู่ (แบบในปัจจุบัน) ซึ่งในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะแยกจากกันอีก (แต่ใครจะไปรู้)

สำหรับนักแสดงรับเชิญกิตติมศักดิ์ J. K. Simmons เชื่อว่าต่อไปลุงแกคงมารับเชิญในหนังของ Chazelle ทุกเรื่องแน่ (ถ้าว่างนะ) บทที่รับเชิญก็มีลักษณะคล้ายกับ Whiplash นะแหละ หลายคนคงคิดไว้แล้วแน่ สงสัยพระเอกต้องโดนดี … ซึ่งก็เป็นคล้ายๆแบบนั้นจริงๆ ไม่ทันขาดคำเลย (แอบหวั่นวิตกว่า Simmons จะกลายเป็น typecast เพราะใครๆต่างจะจดจำภาพลักษณ์นี้ของเขา จนเล่นบทแนวอื่นไม่ได้)

อีกหนึ่งนักแสดงสมทบ ที่มาร่วมแต่งเพลงและขับร้อง John Legend ในบท Keith นักดนตรี Jazz สายหลักที่ประสบความสำเร็จ และเป็นหัวหน้าวง The Messengers ได้ว่าจ้าง Sebastian และแนะนำให้รู้จักกับ Modern Jazz

Legend เป็นนักดนตรีที่กลายเป็น Legend ไปแล้ว กวาดรางวัลมาน่าจะครบทุกสำนักแล้ว ได้ Oscar: Best Original Song จากหนังเรื่อง Selma (2014) ครั้งหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ‘เขาแอบอิจฉา Gosling รู้ว่าหมอนี่เพิ่งหัดเล่นเปียโนไม่นาน แต่ฝีมือลีลายังกะมืออาชีพ’

ถ่ายภาพโดย Linus Sandgren ที่เคยมีผลงาน American Hustle (2013), ในยุคที่ดิจิตอลครองเมือง หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟีล์ม CinemaScope เลนส์ Anamorphic Widescreen ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงปี 1953-1967 จะเห็นว่าภาพมี Noise ค่อนข้างมากแม้จะรับชมในโรงดิจิตอล นี่คือสัมผัสของหนังฟีล์มยุคก่อน ที่ไม่ค่อยพบเห็นแล้วในหนังยุคปัจจุบัน

ลีลาการถ่ายภาพของ Sandgren มีความลื่นไหลมาก หลายช็อตในหนังเป็น long-take คือปล่อยให้นักแสดงร้องเล่นเต้นไป อยู่ที่ฝีไม้ลายมือของผู้กำกับภาพ จะสามารถนำเสนอการเคลื่อนไหวกล้อง/ภาพออกมายังไงให้มีความสวยงาม จุดนี้ถือว่า Sandgren สอบผ่านเลยละ

แต่ความโดดเด่นแท้จริงของงานภาพ คือการจัดแสงสีและเงา, ขอเริ่มจากสีสันก่อน หลายฉากในหนังมีการจัดสีที่มีความสวยสด ฉูดฉาด แม้เรื่องราวจะถือว่าเกิดขึ้นในสมัยปัจจุบัน แต่เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร หลุดมาจากยุค 50s ที่นิยมเสื้อผ้าโทนสีเดียวเด่นชัดน้ำเงิน เขียว เหลือง และแดง, โทนสีภาพสังเกตว่า L.A. ยามพลบค่ำท้องฟ้าจะมีสีน้ำเงิน (พื้นหลังนั่นเป็น CG นะครับ ไม่ก็ภาพวาด ไม่ได้ถ่ายสถานที่จริงแน่ๆ)

la-la-land2

ในเรื่อง Mia เริ่มจากเสื้อผ้าสีสันสดใส (น้ำเงิน, แดง, เหลือง) แสดงถึงความเป็นผู้หญิงในตัวเธอ เมื่อเรื่องราวดำเนินไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์ชีวิตขึ้น เสื้อผ้าเริ่มจะโทนเข้มลง ในฉากการแสดงละครเวทีเดี่ยว ใส่เสื้อผ้าสีขาวดำ และอีกห้าปีต่อมา เธอยังเป็นผู้หญิงคนเดิม แค่ผ่านอะไรมาเยอะขึ้น

เกร็ด: แอบเห็นรูป Ingrid Bergman ใหญ่มว๊าก และรู้สึกว่าแฟชั่นเสื้อผ้าหลายอย่างของ Mia คล้ายกับ Bergman คงเป็นดาราโปรดของตัวละครนี้ (และผู้กำกับ Chazelle สินะ)

เกร็ด 2: เช่นกันกับชุดของ Sebastian ที่ทำให้ผมนึกถึง Humphrey Bogart

การจัดแสงและเงา ถือว่าพัฒนาจาก Whiplash อย่างมาก สงสัยหลอดไฟที่ใช้ในหนังทุกดวงคงเป็นแบบที่สามารถหรี่ความเข้มแสงได้ เพราะขณะกล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไป แสงไฟรอบข้างจะค่อยๆหรี่ลงมืด พอใกล้มืดสนิทจะมีสปอตไลท์ฉายส่องตรงลงมาที่ตัวละคร มีลักษณะภาพแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งมากในหนัง มี 2 ฉากที่โดดเด่น ขณะ Sebastian กำลังเล่นเปียโน และขณะ Mia ร้องเพลง Audition, การทำแบบนี้เหมือนการโฟกัสภาพ แต่แทนที่จะทำด้วยเลนส์ กลับใช้แสงเป็นสิ่งกำหนดใจกลางภาพ ซึ่งพอแสงสว่างด้านข้างมืดมิด มีหรือผู้ชมจะไม่สนใจแสงสว่างหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

la-la-land5

ช็อตที่ผมชอบสุดในหนัง เชื่อว่าหลายคนก็คงเหมือนกัน คือการเต้นรำบนฟากฟ้า พาดผ่านดาวดารา ล่องลอยอยู่ในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก, Griffith Observatory หอดูดาวที่ปรากฎในหนังเรื่อง Rebel Without a Cause (1955) ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของผู้ไปเที่ยว Los Angeles ต้องไปสถานที่นี้ (ในเกม GTA V ก็มี) นัยยะของฉากนี้ก็ตรงไปตรงมา ความฝันทะเยอทะยานของตัวละคร/ผู้กำกับ คือการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก จนสามารถกลายเป็นดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า ได้เต้นรำอยู่ท่ามกลางฝูงดาราราย

ผมเชื่อว่านี่จะกลายเป็นช็อตในตำนานของหนัง ความสวยงามที่ได้รับการกล่าวขานไปอีกนานแสนนาน

มีช็อตหนึ่ง เต้นรำบนพื้น แล้วรอบข้างเป็นแสงไฟเล็กๆมากมายที่เหมือนดาวดารา นี่ย่อมมีความหมาย ความฝัน/ความสำเร็จ/ความสุขที่จับต้อง อยู่บนภาคพื้นโดยไม่ต้องขึ้นไปบนนั้น, และถ้าสังเกตหลายๆฉาก การจัดหลอดไฟระยิบระยับ/แสงจากตึกรามบ้านช่อง มีลักษณะเป็นจุดเล็กๆมากมาย เหมือนดั่งดาวดาราเช่นกัน

la-la-land3

ตัดต่อโดย Tom Cross ที่เคยร่วมงานกับ Chazelle ใน Whiplash, ทั้งสองใช้เวลาเกือบปีในการขัดเกลาการตัดต่อ จนได้ฉบับที่ตรงกับใจต้องการ เล่ามุมมองของสองตัวละครในปริมาณเท่าๆกัน ไม่มีใครเด่นกว่าใคร

เริ่มต้นจากบนรถติดบนโทลล์เวย์ Los Angeles นี่เป็น Prologue ที่เหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่เป็นการแนะนำ L.A. ในรูปแบบที่แตกต่าง ด้วยวิถีที่เป็นอยู่คือ รถติด และภาพกว้างๆของเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ซึ่งการอยู่ดีๆลุกขึ้นมาเต้น เป็นการบอกว่า ในเมืองที่แสนวุ่นวายนี้ก็สามารถเพลิดเพลินมีความสุขได้

“What I like about it is that you see downtown, When you go wide and reveal the skyline, it feels kind of ‘Wizard of Oz’ to me, the yellow brick road leading to the Emerald City.”

Chazelle เปรียบถนนสาย 105 และ 110 freeways เหมือนอิฐสีเหลือง เส้นทางมุ่งสู่เมืองมรกตใน The Wizard of Oz (1939) ซึ่งในหนัง เป้าหมายปลายทางก็คือ Hollywood นครแห่งดาวดารา, สรุปคือ Prologue นี้เป็นการนำทางเข้าสู่นครดารา

จากนี้การตัดต่อจะแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาล เริ่มต้นจาก Winter, Spring, Summer, Fall และ 5 ปีถัดมา วนกลับที่ Winter อีกครั้ง นี่เป็นการสร้างกรอบให้กับหนัง ว่าจะต้องมีเรื่องราวที่มีความสัมพันธ์กับเข้ากับฤดูกาลนั้นๆ เช่น ฤดูหนาวมีความอ้างว้างหนาวเหน็บ, ฤดูใบไม้ผลิ เปรียบได้กับความรักที่เริ่มต้น, ฤดูร้อน คือความรักที่ออกดอกออกผล และฤดูใบไม้ร่วง โรยราแยกจาก, กับคนที่ดูหนังมาเยอะ นี่ถือเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องราวที่พบเจอได้บ่อยๆ แทบทั้งนั้นล้วนมีลักษณะรูปแบบประมาณนี้

เหตุผลที่เลือกตัดต่อแบบนี้ คงเพราะผู้กำกับต้องการเล่าเรื่องในมุมมองของนครดารา ณ ดินแดนแห่งนี้, การใช้ฤดูเพื่อแบ่งแยก เป็นการแสดงถึงวัฏจักรของผู้คนที่เดินทางเข้ามาไล่ล่าตามความฝัน เริ่มต้น ไต่เต้า ประสบความสำเร็จ และร่วงโรยรา ถือเป็นรสสัมผัสที่ลึกล้ำของหนัง แต่ขณะเดียวกันมันก็คาดเดาได้ง่าย เชยและธรรมดาไปสักนิด (เรียกว่า คลาสสิกก็ได้นะ)

ซีซัน (Seasons, ฤดู) ของการตัดต่อ มีผลต่อสีสันของงานภาพ อาทิ ฤดูหนาว บรรยากาศจะอึมครึม เยือกเย็น อึดอัด (High Key), ส่วนฤดูร้อนจะมีมีสีสันฉูดฉาด สดใสที่สุด (Low Key)

มีครั้งหนึ่งที่เห็นหนังใช้ Iris Shot (การเปลี่ยนฉากโดยการซูมเข้าออกเป็นวงกลม เหมือนรูม่านตา) หนังสมัยนี้หาแทบไม่ได้แล้ว เป็นเทคนิคที่ได้รับนิยมอย่างสูงในสมัยหนังเงียบ นี่ถือเป็นการคารวะ Classic Hollywood ยุคก่อน ใช้ในฉากที่ … (จำไม่ได้แหะ)

ไฮไลท์ของการตัดต่ออยู่ที่ตอนจบ 5 ปีถัดไป เมื่อ Mia กับ Sebastian ที่ต่างแยกย้างไปคนละทาง ได้ทำตามฝันของตนเองสำเร็จ บังเอิญกลับมาพบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งสองไม่ได้มีคำพูดสนทนากันสักคำ แต่ดนตรีและการตัดต่อ นำเสนอภาพในความฝัน จินตนาการของทั้งคู่ What If? ถ้าวันนั้นฉันเลือกที่จะทำแบบนี้กับเธอ ตั้งแต่วินาทีนี้หนังใช้ภาษาภาพยนตร์เล่าเรื่อง เป็นฉากที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก (500) Days of Summer (2009) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก An American in Paris (1951) และเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจาก The Red Shoes (1948)

เชื่อว่าคงมีคนน้ำตาซึมกับฉากในความฝันนี้แน่ นี่น่าจะเป็นวินาทีที่สวยงามที่สุดของหนัง มันไม่มีความจำเป็นต้องมีคำพูดอะไรระหว่างทั้งสอง ต่างคนเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน เพราะความฝันคือสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตของทั้งคู่ แม้ต้องแลกมากับการไม่ได้อยู่คู่กัน แต่ทั้งสองก็ยังคงมีความรักต่อกันตราบชั่วนิรันดร์

เพลงประกอบโดย Justin Hurwitz เห็นว่าเดโม เพลงหลักของหนังกว่าที่จะเข้าหู Chazelle มีประมาณ 1,900 เพลง ‘ถ้ามันไม่ดีพอฉันก็จะไม่เอา!’ ถึงเป็นเพื่อนรักขนาดไหน ก็ฆ่ากันจนปางตายได้เลย ซึ่งบทเพลงที่ผมคิดว่า Hurwitz พูดถึงคือ

นี่เป็นบทเพลงที่ Sebastian เดี่ยวเปียโนแล้ว Mia ตามเสียงมาพบเจอในร้าน เราจะได้ยินทำนองนี้ซ้ำไปมาหลายครั้ง ตลอดทั้งเรื่อง, ความไพเราะอยู่ที่การวนซ้ำไปมาของโน๊ต ไล่ขึ้น 3 ตัว แล้วถอยกลับ 2 ตัว เหมือนจังหวะ Waltz (เพลงนี้ก็ถือเป็น Waltz จังหวะนับ 3) ลักษณะซ้ำเดิม แต่เปลี่ยนคีย์ มีหลาย Variation ภาษาทางดนตรีเรียกว่า Canon, นัยยะของเพลงลักษณะนี้คือการวนเวียนซ้ำไปมา เฉกเช่นฤดูกาล, ชีวิตมนุษย์ ที่มีสุขทุกข์ สนุกสนานซึมเศร้า ฯ

งานเพลงของ Hurwitz มีความเป็นแจ๊สที่หลากหลาย ลีลาลูกเล่นถือว่าเร้าใจ มีการขยี้อารมณ์ โชว์ของด้วยหลายครั้ง ผสมผสานทั้ง Original Jazz, Modern และบางครั้งก็ล้ำไปกว่านั้นอีก, ก่อนที่จะเริ่มซีนใหม่ทุกครั้ง หรือกำลังจะเริ่มร้องเพลง ถ้าสังเกตหน่อยจะได้ยินเสียงกลองขึ้นก่อนเสมอ (ผมสังเกตตรงนี้ เพราะหูติดเสียงกลองจาก Whiplash มาเมื่อวันก่อน เลยจับได้ตลอด) จะเรียกว่าเสียงกลองคือการนำร่องสู่เรื่องราว คล้ายๆกับ Establish Shot (จริงๆเพลงป๊อป ร็อคทั่วไปก็ใช้กลองนำตลอดนะครับ แต่ในหนังผมเพิ่งจะมาได้ยินชัดก็กับหนังเรื่องนี้แหละ)

สำหรับบทเพลงไฮไลท์ของหนัง ผมขอเลือกมาแค่ 3 เพลงพอนะครับ

เริ่มต้นกับ Another Day of Sun ความยาว 6 นาที ถ่ายทำที่แยก Judge Harry Pregerson, Los Angeles บนสะพานสูง 130 ฟุต ใช้รถ 60 คัน นักเต้น 30 คน และตัวประกอบอีก 100 คน, เริ่มต้น/จบเพลงด้วยเสียงบีบแตร เครื่องยนต์ วิทยุ ใช้องค์ประกอบรอบข้างที่อยู่บนถนน ก่อนตามเสียงเครื่องดนตรี กลอง แซกโซโฟน ทรัมเป็ต เปียโน ฯ มีจังหวะรวดเร็วสนุกสนาน ฟังแล้วอยากลุกขึ้นมาเต้น โยกหัวขยับตัว ระหว่างเพลงมีการ Mix ผสมผสานการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งแทงโก้/จังโก้/แทปแดนซ์ ฯ, จัดว่าเป็นเพลงเปิดหนังสุดประทับใจ ที่จะทำให้คุณหลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่นาทีแรก (พระนางยังไม่ปรากฏตัวออกมาเลย)

City of Stars ขับร้อง(น่าจะสด) โดย Ryan Gosling และ Emma Stone ประพันธ์โดย Justin Hurwitz คำร้องโดยสองพี่น้อง Pasek and Paul (Benj Pasek และ Justin Paul), เพลงนี้ทำนองไพเราะมาก แต่เสียงร้องตอนผมได้ยินครั้งแรกกุมขมับเลย เพราะตรงไหน! แต่ฟังวนซ้ำๆไปมา (เพราะมันเป็นเพลงใน Trailer หนัง) เออเว้ยเห้ย มันเพราะในแบบที่ไม่เพราะ คือทั้ง Gosling และ Stone มีโทนเสียงที่ตรงข้ามกัน หนึ่งทุ้มหนึ่งแหลม มีตำหนิเหมือนกัน หนึ่งเสียงขึ้นจมูกหนึ่งเสียงแหบ ซึ่งความแตกต่างนี้ได้เติมเต็มซึ่งกันและกัน ประสานคู่ได้อย่างลงตัว

City of Star คือสถานที่ที่ใครๆต่างวาดภาพ ใฝ่ฝัน ต้องการไปถึง ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไร ซึ่งเมื่อไปถึงจุดนั้นแล้ว ก็อยากจะอยู่นิรันดร์ ไม่ต้องการกลับลงมา, เพลงคู่ มีลักษณะรับส่งระหว่างสองคน เริ่มต้นด้วยเสียงร้องนำของฝ่ายชาย ตามด้วยฝ่ายหญิง จากนั้นร้องสลับทีประโยค และท่อนฮุคร้องประสานกัน จบด้วยการแยกจาก วนกลับไปต้นเพลง (เพลงนี้สปอยหนังทั้งเรื่องเลยนะเนี่ย!)

อีกเพลงที่ผมชอบมากๆคือ Audition (Fools Who Dream) ขับร้องโดย Emma Stone เป็นเพลงที่ผสมผสานเสียงพูดบรรยายกับเสียงร้อง คลอด้วยเสียงเปียโนนุ่มๆและออเครสต้า เป็นเรื่องเล่าเหตุการณ์ความทรงจำ เกี่ยวกับป้าของเธอที่อาศัยอยู่ปารีส ที่ชอบทำอะไรแปลกๆ เช่น กระโดดลงไปในแม่น้ำเท้าเปล่า ถึงนี่จะเป็นเรื่องที่โง่เขลา แต่กลับยิ้มอย่างมีความสุข, เปรียบได้กับสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ตอนนี้ มา Audition เหมือนค้นบ้าที่มีความฝัน ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า แต่หัวใจมันโหยหา ก็หวังว่าสักวันจะสำเร็จสมหวัง

ตอนผมได้ยินเพลงนี้ นึกถึงประโยคที่ Stone พูดขึ้นหลังจากได้รับรางวัล Golden Globe: Best Actress

“This is a film for dreamers and I think that hope and creativity are two of the most important things in the world, To any creative person who’s had a door slammed in their face, either metaphorically or physically, or actor who have had their auditions cut off or have waited for a callback that didn’t come or anybody anywhere, really, that feels like giving up sometimes, but finds it in themselves to get up and keep moving forward, I share this with you.”

มีคนสองกลุ่มที่ฉันอยากอุทิศให้
1) นักสร้างสรรค์ (ผู้กำกับ, นักเขียนบท ฯ) ที่ถูกปิดประตูตอกหน้า ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
2) นักแสดงผู้ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือกนักแสดง ถูกมองข้าม โดนขัดจังหวะ หรือขอให้รอคอยโทรศัพท์ติดต่อกลับ

เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ล้มลงอยากยอมแพ้ แล้วสามารถค้นพบหนทางลุกขึ้นมาใหม่ ก้าวเดินต่อไป ฉันขออุทิศรางวัลนี้ให้กับพวกคุณ

ใจความของหนังเรื่องนี้ คือความฝัน ทะเยอทะยาน ไขว่คว้า และการเสียสละ, เรื่องราวของคนสองคนในนครดารา เริ่มต้นด้วยความเพ้อฝัน ต่อสู้อดทน พบกับความทุกข์ยากลำบาก เคยท้อแท้พ่ายแพ้สิ้นหวัง/เบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางจนเลยเถิด แต่ถ้ายังไม่ละทิ้งความฝัน สุดท้ายย่อมต้องสามารถลงเอยด้วยความสำเร็จ

ทุกสิ่งอย่างในโลก ไม่มีอะไรที่จะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง/นักร้อง แบบในหนังที่มีความฝันทะเยอทะยาน, มนุษย์ทุกคนเริ่มต้นจากความเพ้อฝัน ต่อสู้อดทนฟันฝ่า ถ้าสุดท้ายโชคดีบารมีถึง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ผลตอบแทนเมื่อไปถึงเป้าหมาย ก็มักลงเอยด้วยความสำเร็จ นี่ถือเป็นใจความสากลของหนังที่ต้องการให้กำลังใจพวกเราทุกคน, ถ้าคุณกำลังสู้อยู่อย่ายอมแพ้ ถ้ายอมแพ้ก็ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ต่ออย่าท้อถอย เพราะเมื่อใดที่ยอมแพ้ ก็เหมือนว่าคุณได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

สิ่งที่ Singin’ in the Rain (1952) เคยสร้างไว้ จนได้กลายเป็นหนังเพลงยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล คือนำเสนอเรื่องราวในยุคเปลี่ยนผ่าน จากหนังเงียบมาเป็นหนังพูด, ซึ่งกับ La La Land ในยุคที่หนังเพลงสุดยิ่งใหญ่ได้จบสิ้นไปแล้ว ได้เกิดคำถามคาใจข้อหนึ่ง มันจะมีเป็นไปได้ หรือมีวิธีไหนไหมที่จะปลุกผีให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง? คำตอบของหนังถือว่ามีความยิ่งใหญ่มาก นั่นคือ ‘เป็นไปได้’ ด้วยการทำให้มันเป็น Modern ร่วมสมัย เหมือนดั่งดนตรีแจ๊ส ที่ถ้ายังคงยึดติดกับรูปแบบเดิม คงไม่มีวันอยู่รอดได้ กับหนังเพลงก็เช่นกัน ต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ คบไฟได้ถูกจุดแล้ว เหลือแค่จะมีใครมาสานต่อหรือเปล่า

ผมพอจะเข้าใจนักวิจารณ์หลายคน ที่วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ว่าสักวัน La La Land จะเขย่าบัลลังก์หนังเพลงยอดเยี่ยมตลอดกาลของ Singin’ in the Rain ลงสำเร็จ เพราะความที่หนังมองไปข้างหน้าสู่อนาคต นำเสนอความเพ้อฝัน ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็คือบทสรุป ผลลัพท์ ส่วนผสมของทุกสิ่งอย่างในประวัติศาสตร์หนังเพลง ประมวลรวมไว้ในเรื่องเดียว, ในปีปัจจุบันและหนึ่งทศวรรษถัดจากนี้ เรายังคงมอง La La Land คือหนังที่ทำเพื่อเคารพ คารวะหนังเพลงในอดีต แต่อีก 20-30 ปีข้างหน้า ศตวรรษ สหัสวรรษถัดไป La La Land จะกลายเป็นหนังเก่าที่หวนระถึงความความทรงจำที่เก่ากว่า นี่เป็นสิ่งที่คงอยู่ติดตัวหนังไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้เลย คือดูหนังเรื่องนี้แล้ว จะมีความรู้สึกโหยหวนถึงยุคหนังเพลงอันรุ่งโรจน์ นี่เป็นสิ่งที่คนรักหนักเพลงจะยกย่องจดจำเป็นที่สุด

เขียนขึ้นก่อนงานประกาศรางวัล Oscar
ส่วนตัวคิดว่า คณะกรรมการของ Academy ชื่นชอบหลงใหลในความ Nostalgia อย่างยิ่ง เพราะเมื่อมองถึงปี The Artist (2011) ด้วยคุณภาพของหนังที่ก็ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่กลับกวาด Oscar กลับไปตั้งหลายรางวัล เหตุการณ์ซ้ำรอยมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดกับ La La Land และผมค่อนข้างเชื่อว่า นี่อาจจะเป็นหนัง Clean Swept กวาดเรียบทุกสาขา เรื่องแรกของศตวรรษนี้ (เพราะหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีหนังเรื่องไหนที่คว้า Oscar เยอะๆ เกิน 5 รางวัลได้เลย มีปีนี้แหละที่โอกาสค่อนข้างสดใส) สาขาที่ต้องได้แน่ๆ Best Picture, Best Director, Best Original Screenplay, Best Cinematography, Best Edited, Best Song, Best Score นี่ก็ 7 สาขาเข้าไปแล้วนะครับ สำหรับสายการแสดง Best Actor และ Best Actress ถือว่าลุ้นหนักพอสมควร และสาขาเทคนิคอื่นอย่าง Best Art Direction, Best Costume, Best Makeup ก็มีคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่, ไว้เมื่อประกาศรางวัลแล้วกลับมาดูอีกที ผลลัพท์จากการพยากรณ์นี้จะเป็นยังไง

สำหรับ Golden Globe Award ถือว่าได้สร้างสถิติโลกใหม่ไปแล้ว กับการเข้าชิง 7 สาขา กวาดเรียบ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทุบสถิติเก่าของหนัง 5 เรื่อง ที่คว้า Golden Globe มากที่สุด 5 สาขา, ทั้ง 7 รางวัลประกอบด้วย
– Best Picture for Musical or Comedy
– Best Director
– Best Actor for Musical or Comedy  (Ryan Gosling)
– Best Actress for Musical or Comedy (Emma Stone)
– Best Screenplay
– Best Original Score
– Best Original Song (City of Stars)

ส่วนตัวหลงรักหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ถึงระดับหนังโปรด เพราะวิธีการเล่าเรื่องที่แบ่งเรื่องราวออกเป็นฤดูกาล ที่เป็นการสร้างกรอบบางอย่างให้กับหนัง ซึ่งผมสามารถคาดเดาทุกสิ่งอย่างได้แทบทั้งหมดเลย ตั้งแต่เห็นชื่อฤดูขึ้นครั้งแรก (นี่อาจต้องกับคนที่ดูหนังเยอะๆ และเห็นหลายเรื่องใช้ Spring, Summer, Winter, Falls แบ่งหนังออกเป็นวัฏจักรของโลกและวิถีของมนุษย์) โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง (Falls) มันแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า ต้องเป็นช่วงเวลาที่… และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

แนะนำกับคอหนังเพลงยุคเก่าๆ ชื่นชอบกลิ่นอาย Nostalgia โลกสวย(และไม่สวย) หลงใหลในเพลงแจ๊สและขาเต้นสวิง, แฟนหนัง Emma Stone และ Ryan Gosling ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับความสุดเหวี่ยงในปาร์ตี้ สุราและควันบุหรี่ (ที่อเมริกาจัดเรต PG-13)

TAGLINE | “La La Land ความรู้สึกหวนระลึก เคารพ คารวะอดีตที่สิ้นสลายไปแล้วของยุคหนังเพลง และสามารถก้าวข้ามผ่านยุคก่อน ไปยืนอยู่ตำแหน่งสูงเกือบที่สุดได้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of