Nostalghia (1983)

Nostalghia

Nostalghia (1983) Italian : Andrei Tarkovsky ♥♥♥

เพราะไม่สามารถอดรนทนต่อความเผด็จการของสหภาพโซเวียต ปรมาจารย์ผู้กำกับ Andrei Tarkovsky เลยอพยพหลบหนีภัยมาอยู่ประเทศอิตาลี แต่ก็ยังคร่ำครวญหวนระลึกถึง’ภาพ’ผืนแผ่นดินบ้านเกิด ถ่ายทอดออกมาสู่ Nostalghia ด้วยความรวดร้าวระทมใจ

ในบรรดาผลงานของ Andrei Tarkovsky ภาพยนตร์เรื่อง Nostalghia (1983) แม้มีความใกล้ตัว หัวใจ และจิตวิญญาณมากที่สุด แต่เพราะเต็มไปด้วยความรวดร้าวระทม ซึมเศร้าหมองหม่น ทำให้โดยส่วนตัวรู้สึกอึดอัดทุกข์ทรมาน ไม่ค่อยชื่นชอบประทับใจสักเท่าไหร่

มักได้รับการเปรียบเทียบกับ The Mirror (1975) เพราะต่างเป็นภาพยนตร์กึ่งอัตชีวประวัติ (Semi-Autobiographical) ดำเนินเรื่องแบบไม่สนโมงยาม อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน อยู่ในระนาบเดียวกันตามแนวคิดทฤษฎี ‘sculpting in time’ ถือว่ามีความโคตรยากยิ่งในการครุ่นคิดติดตาม

และที่ผมเน้นคำว่า ‘ภาพ’ เพราะมีไดเรคชั่นหนึ่งของ Nostalghia ค่อนข้างสะดุดตามากๆ พบเห็นตัวละครยืนหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวติง ดูไม่ต่างจากการถ่ายภาพนิ่ง หรือแม้ขณะกล้องเคลื่อนไหลเป็นเส้นตรงไปด้านซ้าย-ขวา ราวกับกำลังเคลื่อนสายตารับชมภาพ Panorama


Andrei Arsenyevich Tarkovsky (1932 – 1986) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Russian เกิดที่ Zavrazhye, Yuryevetsky District บุตรชายของกวีคนสำคัญของรัสเซีย Arseni Tarkovsky (1907-1989) และ Maya Ivanovna Vishnyakova ครอบครัวมีน้องสาว Mariana อีกคน, ช่วงสงครามโลกที่สอง ครอบครัว Tarkovsky อพยพย้ายไปอยู่ทางชนบทของเมือง Yuryevets อาศัยอยู่กับตายายยังบ้านไม้หลังเก่าๆผุพัง ส่วนพ่อไปรบอยู่แนวหน้ากลับมาสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง, โตขึ้นสมัครเรียนสาขาผู้กำกับ State Institute of Cinematography (VGIK) สร้างภาพยนตร์นักศึกษาสามเรื่อง The Killers (1956), There Will Be No Leave Today (1959), The Steamroller and the Violin (1961) เรื่องสุดท้ายได้รับคำชมล้นหลามจนมีได้รับโอกาสจาก Mosfilm กำกับหนังเรื่องแรก Ivan’s Childhood (1962) คว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice Film Festival

นอกจากกำกับภาพยนตร์ Tarkovsky ยังสรรค์สร้างทฤษฎี Sculpting in Time เวลาคือศูนย์กลางจักรวาล อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต สามารถบรรจบเชื่อมโยง ดำเนินต่อกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียงต่อเนื่องแบบเวลาบนโลก ซึ่งก็ได้ประยุกต์ทดลองครั้งแรกกับ The Mirror (1975)

หลังเสร็จจาก Stalker (1979) โปรเจคถัดมาคือ The First Day นำเสนอประวัติศาสตร์รัสเซียยุคสมัย Peter the Great แต่เพราะบทหนังที่ส่งกองเซนเซอร์ไม่ตรงกับเนื้อหาเรื่องราวที่กำลังถ่ายทำ ทางการรัสเซียจึงบุกเข้าไปสั่งปิดโปรดักชั่น เผาทำลายฟีล์มถ่ายทำไปแล้วเกือบครึ่ง นั่นคือฟางเส้นสุดท้ายของ Tarkovsky อดรนทนไม่ไหวในความเรื่องมากเผด็จการอีกต่อไป

Tarkovsky ซุ่มวางแผนการอพยพลี้ภัยย้ายมาปักหลักตั้งถิ่นฐานยังประเทศอิตาลี เริ่มต้นด้วยการหาข้ออ้างร่วมงานเพื่อนนักเขียน Tonino Guerra -ขาประจำผู้กำกับ Michelangelo Antonioni-  ถ่ายทำสารคดี Voyage in Time จากนั้นพัฒนาบทภาพยนตร์ Nostalghia แล้วขอทุนสร้างจาก Mosfilm แต่เมื่อกำลังจะเริ่มถ่ายทำกลับถอนทุนออกไป (คงรับรู้ความตั้งใจของ Tarkovsky ที่กำลังจะหลบหนีออกนอกประเทศ) โชคยังดีก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยน ติดต่อของบประมาณเพิ่มเติมจาก Italian State Television และสตูดิโอ Gaumont (ของฝรั่งเศส) จึงสามารถสานต่อโปรเจคนี้ให้สำเร็จลุล่วง

เรื่องราวของ Andrei Gorchakov (รับบทโดย Oleg Yankovsky) นักเขียนชาวรัสเซีย ออกเดินทางสู่อิตาลี เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลสำหรับเขียนหนังสือชีวประวัติ Pavel Sosnovsky คีตกวีสัญชาติรัสเซีย เมื่อศตวรรษที่ 18 เคยอาศัยใช้ชีวิตอยู่ประเทศแห่งนี้ ก่อนเดินทางกลับประเทศแล้วครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย

ร่วมกับนักแปลภาษาสาวสวย Eugenia (รับบทโดย Domiziana Giordano) ออกเดินทางสู่เมืองชนบท Tuscan แรกเริ่มต้องการไปชมภาพวาดผลงานของ Piero della Francesca (1415 – 1492) แต่วันถัดมาพานพบเจอชายแปลกหน้า Domenico (รับบทโดย Erland Josephson) ได้ยินเรื่องเล่าว่าเคยกักขังภรรยาและลูกๆไม่ให้ออกไปไหนนาน 7 ปี เลยเกิดความใคร่ฉงนสงสัย อยากพบเจอพูดคุยทำความเข้าใจ … หลงลืมไปหมดสิ้นแล้วว่าตนเองมายังประเทศแห่งนี้ทำไม!


Oleg Ivanovich Yankovsky (1944 – 2009) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Jezkazgan, Kazakh SSR (ปัจจุบันคือ Kazakhstan) บิดาเป็นผู้ดีถูกจับกองทัพแดงจับกุมตัวเสียชีวิตในค่ายกักกัน, ตัวเขาโตขึ้นร่ำเรียนการแสดงยัง Saratov Theater School จบออกมาได้เข้าร่วมทัวร์ของ Saratov Drama Theater ตามด้วย Lenkom Theatre, สำหรับภาพยนตร์คู่แรกแจ้งเกิด The Shield and the Sword (1968), Two Comrades Were Serving (1968), ก่อนหน้านี้ร่วมงานผู้กำกับ Tarkovsky เรื่อง The Mirror (1975) รับบทพ่อของ Alexei [หรือก็คือ พ่อของ Tarkovsky นะแหละ]

รับบท Andrei Gorchakov นักเขียนผู้ไม่เคยเห็นเขียนอะไร วันๆเอาแต่ทำหน้าอมทุกข์ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหมอง หวนระลึกถึงผืนแผ่นดินบ้านเกิดรัสเซีย ภรรยา และลูกๆ อาศัยอยู่อิตาลีเพื่อค้นหาบางสิ่งอย่าง ลุ่มหลงใหลในชายแปลกหน้า Domenico ตัดสินใจรับคำท้า ถือเทียนเดินข้ามบ่อน้ำแร่ St. Catherine’s Pool เสร็จแล้วล้มลงหมดสิ้นลมหายใจ

ตอนแรกผู้กำกับ Tarkovsky ตั้งใจให้ Anatoly Solonitsyn เพื่อนสนิทขาประจำรับบทนำนี้ แต่โชคร้ายพลันด่วนเสียชีวิตจากไปก่อนด้วยโรคมะเร็งปอด

ทรงผมแซมขาว แสดงถึงความมีลับลมคมใน (แบบเดียวกับ Kris Kelvin เรื่อง Solaris) ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า สายตาโหยหาบางสิ่ง ก้าวเดินแบบไร้ซึ่งชีวิตชีวา การแสดงของ Yankovsky ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้


Domiziana Giordano (เกิดปี 1959) ศิลปิน นักแสดงหญิงสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Rome, Lazio พ่อเป็นสถาปนิก แม่คือศิลปิน ตั้งแต่เด็กเธอเลยลุ่มหลงใหใน Visual Arts โตขึ้นศึกษาต่อคณะสถาปัตยกรรม จบออกมาเรียนการแสดงยัง Academy of Dramatic Art ต่อด้วย Stella Adler Studios และ New York Film Academy ทำงานเป็นช่างภาพ ถ่ายรูป ผู้ช่วยผู้กำกับ, ภาพยนตร์เรื่องแรก Amici miei atto II (1982), แจ้งเกิดโด่งดัง Nostalghia (1983), ผลงานอื่นๆ อาทิ Nouvelle Vague (1990), Interview with the Vampire (1994).

รับบท Eugenia นักแปลภาษา รัสเซีย-อิตาลี แม้แต่งงานมีครอบครัวอยู่แล้ว แต่เกิดความลุ่มหลงใหลใน Andrei Gorchakov พยายามอ่อยเหยื่อออกตัวแรง แต่เขากลับไม่เห็นเธออยู่ในสายตา จึงถูกเธอด่ากราดพูดบ่น … เข้าตนเองล้วนๆ

Giordano เป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์น่าลุ่มหลงใหล ความสามารถถือว่าใช้ได้ แต่การปล่อยให้เธอฉายเดี่ยวหลายนาที ผมว่ารัศมียังไม่ถึงเท่าไหร่ ดูมันออกทะเลมากเกินไป ผู้กำกับคงจงใจปล่อยเธอให้ดูบ้องๆบ้าๆ มันจะได้คลุ้มคลั่งเสียสติแตก สมทรงผมยัยเซิ้งพอดิบดี


Erland Josephson (1923 – 2012) นักเขียน/นักแสดงสัญชาติ Swedish เกิดที่ Kungsholmen, Stockholm ค้นพบเจอโดยผู้กำกับ Ingmar Bergman ร่วมงานกันตั้งแต่แสดงละครเวที เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Magician (1958), ขณะที่ผลงานโด่งดังสุดคือ The Sacrifice (1986)

แซว: Josephson เคยได้รับข้อเสนอแสดงภาคต่อ Jaws 2 (1978) เจ้าตัวบอกปัดปฏิเสธพร้อมพูดบอกว่า

“I rather have intellectual battles with ‘Liv Ullman’, than fighting with some shark.”

รับบท Domenico ชายแปลกหน้าผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า หลายปีก่อนเคยเกิดความเข้าใจบางอย่างว่าโลกจะล่มสลาย เลยกักขังตนเองและครอบครัวไว้ในบ้านไม่ออกไปไหนถึง 7 ปี ปัจจุบันนั้นเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องบางสิ่งอย่าง ซึ่งการพบเจอกับ Andrei Gorchakov ขอให้เขาช่วยจุดเทียนเดินข้ามบ่อน้ำแร่  St. Catherine’s Pool เชื่อว่าถ้ามำสำเร็จก็น่าจะช่วยเหลือโลกใบนี้ได้

เฉกเช่นเดียวกับ Yankovsky การแสดงออกของ Josephson เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น รวดร้าวทุกข์ทรมาน ราวกับว่าโลกใบนี้กำลังถึงกาลสิ้นสุดลง เพราะทั้งสองราวกับกระจกเงาสะท้อนเติมเต็มกันและกัน จึงเกิดความเชื่อมั่นในอีกฝ่ายจะทำในสิ่งไหว้วานร้องขอได้สำเร็จลุล่วง


ทีแรก Tarkovsky ติดต่อตากล้อง Luciano Tovoli ไม่รู้ติดงานอื่นหรืออย่างไร เลยมาลงเอ่ย Giuseppe Lanci สัญชาติอิตาเลี่ยน ขาประจำของผู้กำกับ Marco Bellocchio ผลงานเด่นๆ อาทิ Devil in the Flesh (1986), Night Sun (1990) ฯ

สถานที่ถ่ายทำหลักๆคือ ชนบทเมือง Tuscany และบางส่วนทางตอนเหนือของ Lazio
– Abbey of San Galgano, Chiusdino
– สปาอาบน้ำแร่ Bagno Vignoni, Siena
– Val d’Orcia
– Chiesa di San Pietro, นครวาติกัน
– วิหารที่ถูกน้ำท่วม Santa Maria in San Vittorino, Cittaducale
ฯลฯ

นอกจากไดเรคชั่นที่พบเห็นตัวละครมักยืนอยู่นิ่งเฉยๆเหมือนการถ่ายภาพนิ่ง กล้องเคลื่อนไถลไหลเป็นเส้นตรงราวกับ Panorama สิ่งโคตรโดดเด่นคือโทนสีสัน (ประเดี๋ยวภาพสี ประเดี๋ยวขาว-ดำ) และการจัดแสง-เงามืด ปรับเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิอากาศของอิตาลีอย่างรวดเร็วมาก เดี๋ยวร้อน-ฝนตก-หิมะ ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ในแต่ละวัน

ตั้งแต่ภาพพื้นหลังของ Opening Credit พบเห็นนักแสดงกำลังเดินๆห่างออกไปจากนั้นทุกสิ่งอย่างหยุดค้างคา นี่บอกเป็นนัยยะถึงไดเรคชั่นหนังคล้ายการถ่ายภาพนิ่ง บันทึกความทรงจำ(ของผู้กำกับ Tarkovsky) และม้า(สัตว์สัญลักษณ์สื่อถึงชีวิต, สีขาวคือความบริสุทธิ์)ช่างอยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน

ฉากนี้สังเกตดีๆคือภาพสีนะครับไม่ใช่ขาว-ดำ แค่ว่าถ่ายทำยามเช้าตรู่และหมอกควันฟุ้งกระจาย มันเลยยังปกคลุมด้วยความมืดแยกแยะแทบไม่ออก (มีช็อตลักษณะนี้เยอะมากทีเดียวในหนัง) สะท้อนถึงจิตใจของตัวละครในปัจจุบัน เต็มไปด้วยความมืดหมองหม่น

นอกจากการสนทนากับ Eugenia สังเกตดีๆจะมีประโยคที่ Andrei พูดกับตัวเองด้วย

“I am fed up with all your beauties”.

นี่เขาไม่ได้พูดกับ Domenico นะครับ กำลังรำพันถึงผืนแผ่นดินบ้านเกิด สหภาพโซเวียต ว่าเกิดความผิดหวังเหนื่อยหน่ายต่ออะไรหลายๆอย่าง

Piero della Francesca (1415 – 1492) จิตรกรสัญชาติอิตาเลี่ยน แห่งยุคสมัย Early Renaissance เกิดที่ Borgo Santo Sepolcro ปัจจุบันคือ Tuscany แม้จะโด่งดังไกลแค่ไหนก็ไม่หลงลืมบ้านเกิดตนเอง

วิหารแห่งนี้เปรียบได้กับจิตวิญญาณของเมือง Tuscany การไม่ยินยอมเข้ามาเยี่ยมชมของ Andrei และคุกเข่าคำนับของ Eugenia สะท้อนถึงพวกเขาไม่ยินยอมพร้อมเปิดใจรับเรียนรู้ หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้

ความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ น่าจะประมาณว่ามาขอพรเพื่อให้ตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีช็อตที่หญิงสาวคนหนึ่งจับมือรูปปั้น แล้วนกบินออกมาจากภายใน สัญลักษณ์ของอิสรภาพซึ่งมาจากจิตใจ … เอะ แล้วมันเกี่ยวกับตั้งครรภ์ยังไงเนี่ย???

ฉากหวนระลึกจินตนาการถึงบ้านที่รัสเซีย ถ่ายทำด้วยภาพสีขาว-ดำ แต่ไม่ต่างจากสรวงสวรรค์ พบเห็นนางฟ้าหรือก็คือภรรยาอาศัยอยู่

สังเกตว่าช็อตนี้จะถ่ายไล่ระดับจากเท้าของ Andrei พบเห็นธารน้ำ แก้วไวน์ เหรียญสตางค์ และผ้าคลุม ค่อยๆเคลื่อนขึ้นมามือถือขนนก ใบหน้า ศีรษะ และหันไปมองบ้านหลังนี้ ปรับโฟกัสใกล้-ไกล, บ้าน/สรวงสวรรค์หลังนี้ ช่างเป็นสิ่งอยู่ห่างไกลตัวเขาเสียเหลือเกิน

ที่โรงแรมของ Andrei กับ Domenico ระหว่างรอคอยเจ้าของตื่นขึ้นมาเปิดห้องให้ พวกเขานั่งพูดคุยสนทนาท่ามกลางความมืดมิด และไกลลิบคือรูปปั้น…สัญลักษณ์ของความเชื่อศรัทธา

ถ้าเปรียบเทียบห้องพักได้กับภายในจิตใจของตัวละคร โถงทางเดินจักคือสถานที่แห่งการพานพบเจอ เดินสวนทาง สานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ภายในห้องพักของ Andrei ปกคลุมด้วยความมืดมิด หน้าตาสองบาน เตียงนอน ห้องน้ำ เก้าอี้ กระจก และคัมภีร์ไบเบิ้ล (พร้อมหวี) … ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์จริงๆ

ผมค่อนข้างเชื่อว่าห้องแห่งนี้เกิดจากการสร้างฉากในสตูดิโอ เพราะมีเล่นกับแสงเงาอย่างผิดปกติ แถมยังฝนตกพรำๆ คาดเดาสภาพอากาศไม่ได้เลยสักนิด … จิตใจของ Andrei ก็เฉกเช่นกัน

ระหว่างหลับนอนก็เพ้อฝันถึงภรรยา ปรับเปลี่ยนเป็นถ่ายทำด้วยฟีล์มขาว-ดำ นี่แปลว่าพวกเขาน่าจะเคยมาพักอาศัยยังโรงแรมแห่งนี้ และสังเกตว่าท้องของเธอใหญ่กำลังตั้งครรภ์ … แสดงว่าเหตุผลที่ Andrei ปฏิเสธการเข้าไปที่วิหาร ก็เพราะไม่อยากหวนระลึกครุ่นคิดถึงภรรยานี่เอง!

เผื่อใครไปเที่ยวอิตาลี มีโอกาสพานผ่านสปาอาบน้ำแร่กลางแจ้ง Bagno Vignoni น่าจะยังเปิดให้บริการ(มั้งนะ) เต็มไปด้วยหมอกควัน (ก็ไม่รู้ Special Effect หรือไอจากน้ำแร่)

ผมละสงสารเห็นใจนักแสดงกลุ่มหนึ่งที่ต้องแช่อยู่ในบ่อ ห้ามขยับไหวติงจนกว่าตัวละครจะค่อยๆเดินจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง (ฉากนี้คือเดินบกก่อน) และกล้องเคลื่อนติดตาม Tracking ไถลด้วยรางเป็นเส้นตรง

Domenico ออกกำลังกายด้วยการปั้นจักรยานที่ ล้อหลังหมุนแต่ล้อหน้าหยุดนิ่ง (จริงๆจักรยานมันก็แบบนี้อยู่แล้วนะครับ) ซึ่งในบริบทนี้แฝงนัยยะถึง การกระทำที่อยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้

สะท้อนถึงความแปลกแยกของ Domenico (และ Andrei) พวกเขาต่างถูกสังคมกีดกัน ไม่เข้าใจ/ยินยอมรับเข้าพวก เพราะมีพฤติกรรมครุ่นคิดเห็นต่าง มองโลกด้วยแง่มุมส่วนตนเอง

Andrei ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบ้าน ตำแหน่งแรกๆที่เขาเข้าไปยืนคือกระจก พบเห็นภาพสะท้อนของตนเอง หรือคือจิตวิญญาณของเขาแทบจะไม่แตกต่างจาก Domenico

สภาพบ้านของ Domenico ไม่เพียงว่างเปล่า ชำรุดทรุดโทรม แต่พอฝนตกก็รั่วใน นี่เช่นกันสะท้อนถึงสภาพจิตใจตัวละคร ไร้ซึ่งความมั่นคงถาวร ปกคลุมด้วยความมืดมิด ยะเยือกเย็นชา จนไม่อาจปรับปรุงซ่อมแซมให้น่าอยู่อาศัย

สภาพภูมิอากาศของอิตาลี เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวร่ม เดี๋ยวฝนตก เรียกว่าเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ สังเกตจากแสงที่สาดส่องลงมาตำแหน่งนี้ มีความผันแปรเปลี่ยน เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยสักนิด

ผู้กำกับ Tarkovsky ให้ความสนใจกับรายละเอียดเหล่านี้มากๆ ยิบๆย่อยๆเสียจนผมรู้สึกว่ามากล้นเกินงาม ครุ่นคิดตามจนเหนื่อยก็ไม่รู้จักจบสิ้นซักที เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายเพียงสะท้อนสภาพภายในจิตใจ ความเหมือนของตัวละคร แค่ช็อตกระจกก็เหลือเฟือแล้วนะ!

ทิ้งท้ายที่บ้านของ Domenico ด้วย หนึ่ง+หนึ่ง=หนึ่ง แล้วยกตัวอย่างหยดน้ำ หนึ่งหยด+หนึ่งหยด รวมกันมันกลายเป็นหยดเดียวไม่ใช่สองหยด ตรรกะเพี้ยนหรือยังไง?

มันคือมุมมองของตัวละครนะครับ สะท้อนถึงความเป็นคนครุ่นคิดเห็นแตกต่าง ใคร่สนใจนัยยะความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมากกว่าวัตถุสิ่งของจับต้องได้ ด้วยเหตุนี้ หนึ่ง+หนึ่ง=หนึ่ง มันจึงมีความหมายเชิงนามธรรมมากกว่ารูปธรรรม

Eugenia สะดีดสะดิ้งบอกว่าจะกลับกรุงโรม แต่มาดักรออยู่ที่ห้องพักในโรงแรม แสดงความอ่อยเหยื่อเต็มที่ แต่ Andrei กลับ…นกเขาไม่ขัน

ถ้าเราเปรียบ Eugenia สัญลักษณ์แทนด้วยประเทศอิตาลี พระเอก Andrei (และผู้กำกับ Tarkovsky) แม้สนิทสนมมีความลุ่มหลงใหล แต่เธอไม่ใช่ผืนแผ่นดินแดนสุดที่รักบ้านเกิด (เหมือนภรรยา) จึงไม่สามารถยินยอมพร้อมมอบร่างกายและจิตใจให้ได้ จึงปฏิเสธไม่ขอล่วงเกินเลยไปมากกว่าแค่เพื่อนพ้อง

ซึ่งสิ่งน่าสนใจเกิดขึ้นหลังจากนั้น คือการแสดงความเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่งของ Eugenia ระบายความอึดอัดคับข้อง เสียดสีแทงใจดำโน่นนี่นั่นออกมา … นี่เป็นฉากที่ผมมองว่าไม่เวิร์ค เพราะประเทศอิตาลีไม่มาเดือนร้อนรนอะไรแทนคุณหรอกนะ! การแสดงออกดังกล่าวจึงถือว่าสะท้อนความต้องการตัวละคร ไม่ใช่นามธรรมตามนัยยะความหมายที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมา

ผู้กำกับ Tarkovsky ใช้โถงทางเดินแห่งนี้ ไม่ใช่แค่คนเดินสวนทางในปัจจุบัน แต่ยังจากอดีต อยู่ดีๆภรรยา(ของ Andrei) เดินลงมาจากบันได หยิบจดหมายขึ้นเปิดอ่าน

ทำไมเลือดกำเดาไหล? คงสะท้อนการสั่นสะเทือนของระบบรับภาพ อดีต-ปัจจุบัน กำลังซ้อนทับกัน เลยสร้างความสับสนมึนงง เลือดกำเดาเลยไหล … เพ้อเจ้อนะครับ!

ณ วิหารจมน้ำหลังนี้ พบเห็น Andrei ยืนแช่น้ำ พูดพร่ำระบายความรู้สึกอึดอัดอั้นของตนเองออกมา ระบายให้เด็กหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งรับฟัง

โบสถ์/วิหาร สัญลักษณ์ของความเชื่อศรัทธา จมน้ำก็แปลว่ากำลังพังทลาย หมดสิ้นสูญ ซึ่งสิ่งที่ตัวละครพูดพร่ำก็ประมาณนั้นแหละ (มันเป็นจังหวะที่ผมกำลังเบื่อพอดีเลยไม่ได้ตั้งใจฟังสักเท่าไหร่)

Andrei ขณะกำลังตระเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน(รัสเซีย) ได้รับโทรศัพท์จาก Eugenia บอกว่าบังเอิญพบเจอ Domenico ที่กรุงโรม เขาฝากมาสอบถามว่าได้ทำสิ่งที่ขอไปแล้วหรือยัง … นี่ถือเป็นช่วงขณะกึ่งกลางรอยต่อ จะกลับดีหรืออยู่อีกสักพัก กล้องถ่ายจากภายในตึก พบเห็นตัวละครอยู่ตำแหน่งแห่งการเลือกตัดสินใจ

กล้องค่อยๆเลื่อนเข้ามา ตัวประกอบทั้งหลายยืนกระจัดกระจายแน่นิ่ง เหมือนกำลังจะแปรอักษรหรืออะไรสักอย่าง … ผมรู้สึกถึงอิทธิพลเล็กๆจากผลงานผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ที่ชอบให้ตัวละครยืนจับจ้องมองอยู่นิ่งๆ สะท้อนถึงปฏิกิริยาสายตาฝูงชนจับจ้องมองมา แต่ในบริบทของหนังเรื่องนี้ มันคือการถ่ายภาพนิ่งบันทึกความทรงจำ ยืนอึ้งทึ่งกับสุนทรพจน์ที่กำลังรับฟังจาก Domenico

อนุสรณ์กึ่งกลางเมือง มีลักษณะสะท้อนความต้องการกระทำของ Domenico ที่อยากเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาว กอบกู้โลก พูดใส่โทรโข่งเรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น แล้วตนเองจุดไฟเผามอดไหม้เสียชีวิต ฝูงชนมากมายยืนมองดูอยู่เฉยๆห่างๆ บ้างคงลงไปดิ้นทุกข์ทรมาน แสดงอาการเจ็บปวดรวดร้าวแทน

ถึงการเรียกร้องฉากนี้มีลักษณะเป็นรูปธรรม แต่มันคืออุดมการณ์นามธรรมจับต้องไม่ได้ พูดพร่ำอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ ทำให้ตนเองกลายเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ตรงกันข้ามการกระทำของ Andrei คือนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่เป็นรูปธรรม เพราะได้สร้างศรัทธาความหวังให้เกิดขึ้นกับผู้พบเห็น หลายคนอาจครุ่นคิดว่าทำไปทำไม? แต่ประเด็นคือจิตใจเขาเกิดความสงบสุขขึ้นต่างหาก สำคัญกว่าเยอะ!

ไดเรคชั่นของฉากนี้มีความตรงไปตรงมามากๆ ตั้งกล้องไว้บนลางเลื่อนแล้วเคลื่อนไปมาติดตามตัวละคร ซึ่งเขาจำเป็นต้องม้วนหมุนเพื่อหลบลม มันเลยต้องสามครั้งครากว่าจะสำเร็จจริงจัง, มีนักวิจารณ์ให้คำยกย่องฉากนี้ว่า ‘most breathtaking tracking shots in film history’

Abbey of San Galgano มหาวิหารที่เหลือแต่โครงสร้าง สามารถเปรียบเทียบแทนด้วยประเทศอิตาลี ถูกซ้อนภาพด้วยบ้านชนบท(ที่รัสเซีย)ของ Andrei โดยมีสุนัขสัตว์เลี้ยงของ Eugenia นั่งหมอบอยู่ข้างๆ ภาพขาว-ดำ สะท้อนจินตนาการเพ้อฝัน และลูกเห็บตก เป็นสิ่งไม่มีใครคาดเดาได้

ทั้งหมดนี้เหมารวมได้คือจินตนาการเพ้อฝันของ Andrei (และผู้กำกับ Tarkovsky) อนาคตข้างหน้าจะมีโอกาสไหม ที่ผืนแผ่นดินแดนประเทศอิตาลีจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ ไม่ต่างจากรัสเซียที่เคยอาศัยอยู่

ตัดต่อโดย Erminia Marani, Amedeo Salfa ดำเนินเรื่องราวในมุมมองของ Andrei Gorchakov ซึ่งจะมีทั้งเหตุการณ์ อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน แบ่งแยกด้วยโทนสีสัน (ปัจจุบัน=ฟีล์มสี, อดีต/ความฝัน=ขาว-ดำ)

แต่ก็จะมีบางครั้งที่ อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน ซ้อนทับกันในช็อตฉากเดียว
– ตรงห้องโถงทางเดิน, หลังจากมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งแยกจากกับ Eugenia พานพบเห็นภรรยาของ Andrei เดินสวนทางบันไดมา หยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน (ส่วน Andrei เลือดกำเดาไหลอยู่)
– ช็อตสุดท้ายของหนัง บ้านของ Andrei ปรากฎซ้อนอยู่ใน Abbey of San Galgano

เรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 องก์
– เริ่มต้น Andrei กับ Eugenia และความฝันถึงภรรยา
– รับรู้จัก พานพบเจอ Domenico
– Eugenia ความฝัน โบสถ์จมน้ำ และวิหารร้าง
– ความสิ้นหวัง ซึ่งดำเนินเรื่องคู่ขนานตัดสลับระหว่าง Andrei (จุดเทียนเดินข้ามบ่อน้ำแร่) กับ Domenico (กล่าวสุนทรพจน์ ครอกไฟตาย)

สำหรับเพลงประกอบ ส่วนใหญ่เป็นการผสมเสียง Ambian Sound เข้ากับ Sound Effect (ฝนตก น้ำหยด นกร้อง ฯ) เพื่อสร้างบรรยากาศอันตึงเครียดจากความสมจริงของหนัง และบางครั้งคลอประกอบ
– Kumushki เพลงพื้นบ้านรัสเซีย
– เพลงจีน
– Bethoven: Symphony No.9
– Verdi: Messa da Requiem
ฯลฯ

ไฮไลท์ของหนังคงหนีไม่พ้นตอน Domenico เผาตนเอง แล้วท่อน Ode to Joy ของ Symphony No.9 ดังขึ้นกระหึ่ม มันคือชัยชนะต่ออะไรกันแน่

Nostalghia คือบทกวีพรรณาห้วงอารมณ์ความรู้สึก โหยหาคิดถึงบ้านของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky แม้ผืนแผ่นดินอิตาลีจะพบเห็นต้นไม้ ภูเขา ลำธาร ภูมิประเทศภายนอกไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ แต่สภาพภูมิอากาศ ผู้คน สัมผัสทางจิตวิญญาณ หรือความรู้สึกภายใน ไม่มีแห่งหนใดสามารถเปรียบเทียบผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

ผู้กำกับ Tarkovsky เน้นย้ำนักย้ำหนา ว่าหนังชื่อ Nostalghia ไม่ใช่คำภาษาอังกฤษ Nostalgia ซึ่งแม้ความหมายเดียวกัน แต่เฉพาะภาษารัสเซียและอิตาลีเท่านั้นที่เขียนแบบนี้ สาเหตุเพราะต้องการสะท้อนถึงประสบการณ์ส่วนตัว โดยเฉพาะชาวรัสเซียเมื่อต้องอาศัยอยู่ต่างประเทศ อาการป่วยที่ทำให้ศักยภาพสามารถ ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ลดน้อยถดถอยลง และนานวันเข้าอาจถึงแก่ความตาย (เพราะอาการ Homesick)

Gortchakov มองเห็นอะไรในตัว Domenico? สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือความไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม โลกภายนอก (ภาษาอังกฤษคือ Alienation) แรกเริ่มคือการปกป้องครอบครัว จากทุกสิ่งอย่างภายนอกที่เต็มไปด้วยอันตรายความชั่วร้าย แต่เมื่อถูกรุกรานจนไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เป้าหมายใหญ่ที่กว้างขึ้น คือครุ่นคิดทำอะไรเพื่อสังคม ประเทศชาติ โลกใบนี้ให้เกิดการปรับเปลี่ยนแปลงไป

การทำตามคำร้องขอของ Domenico ด้วยการจุดเทียนเดินข้ามบ่อน้ำร้อนที่ถูกปล่อยน้ำออก ได้รับตีความถึงการแห้งเหือดของจิตวิญญาณ ซึ่งภารกิจของ Gortchakov คือการรักษาเปลวไฟ ความหวังแห่งชีวิต/มนุษยชาติเอาไว้ และเมื่อเดินไปถึงอีกฟากฝั่ง บทเพลง Requiem แห่งความตายก็ดังขึ้นมา

ช็อตสุดท้ายของหนังนั้น ราวกับจินตนาการเพ้อใฝ่ฝันของ Tarkovsky มันจะเป็นไปได้ไหม ณ ผืนแผ่นดินแดนประเทศอิตาลี จะกลายเป็นบ้านหลังเดียวกับที่รัสเซีย … คนส่วนใหญ่คงครุ่นคิดเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมว่ามันอยู่ที่ตัวเขาเองเลยนะ จะเกิดความพึงพอเพียงทางจิตใจขึ้นได้หรือเปล่า

เกร็ด: ชื่อหนังแรกสุดคือ Viaggio in Italia แปลว่า Voyage to Italy แต่เพราะความคล้ายคลึงกับ Journey to Italy (1954) ของผู้กำกับ Roberto Rossellini เลยตัดสินใจเปลี่ยน


หนังเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามาสามรางวัล
– Best Director เคียงข้าง Robert Bresson จากเรื่อง L’Argent (1983)
– FIPRESCI Prize (ของนักวิจารณ์)
– Prize of the Ecumenical Jury (รางวัลมนุษยธรรม มอบโดย SIGNIS)

ส่วนตัวมองว่าชัยชนะรางวัล Palme d’Or ของ The Ballad of Narayama (1983) ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ แต่ Nostalghia สมควรได้ Grand Prize (ที่สอง) หรือไม่ก็ Jury Prize (ที่สาม) ในความเข้าใจของ Tarkovsky ครุ่นคิดว่าสหภาพโซเวียตสั่งให้ Sergei Bondarchuk หนึ่งในคณะกรรมการปีนั้น ล็อบบี้คนอื่นไม่ให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

ผมมาครุ่นคิดว่าคุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เหมือนกำลังดำเนินรอยตาม Andrei Tarkovsky ยังไงชอบกล ทั้งๆก็รักเมืองไทยใจจะขาด แต่อดรนทนไม่ได้ต่อความ…ของชนชั้นผู้นำประเทศ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเลยตัดสินใจโกอินเตอร์ ก็ไม่รู้จะมีโอกาสหวนกลับมาสร้างหนังไทย อีกสักหลายๆครั้งหรือเปล่า

เกร็ด: ผู้กำกับ Donatella Baglivo ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์สารคดี บันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำ Nostalghia ตั้งชื่อว่า Andrei Tarkovsky in Nostalghia (1984) ใครสนใจก็ลองหารับชมดูนะครับ

ส่วนตัวไม่ค่อยชื่นชอบหนังสักเท่าไหร่ แม้ต้องยกย่องในความเป็นศิลปินของ Andrei Tarkovsky แต่เพราะสัมผัสได้ถึงความอึดอัดทุกข์ทรมาน ทำเอาจุกแน่นอกเสียจนแทบหายใจไม่ออก นั่นไม่ใช่ความรู้สึกน่าอภิรมณ์เริงใจเสียเท่าไหร่

แนะนำเฉพาะกับคอหนัง Art House ที่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณของศิลปิน, นักคิด นักปรัชญา ลุ่มหลงใหลในไดเรคชั่นความเชื่องช้า, และแฟนเดนตายผู้กำกับ Andrei Tarkovsky พลาดได้อย่างไร

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดทุกข์ทรมาน มืดหมองหม่นหดหู่ รวดร้าวสั่นสะท้านถึงจิตวิญญาณ

คำโปรย | Nostalghia คือการบันทึกภาพจิตวิญญาณด้านมืดของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky อันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวระทม ใช่ว่าทุกคนจะอดรนทนดูได้
คุณภาพ | มืดหมองหม่น
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of