One Cut of the Dead (2017)

One Cut of the Dead

One Cut of the Dead (2017) Japanese : Shinichiro Ueda ♥♥♥♥♡

เมื่อซอมบี้แปรสภาพกลายเป็นสถานะคนทำงานเบื้องหลัง ใช้ขวานเป็นอาวุธเพื่อไล่ Cut! วิธีการเดียวเท่านั้นคืออย่าปล่อยให้เชือกรองเท้าหลุด (ฟิวส์ขาด) เพราะเมื่อไหร่ทุกสิ่งอย่างสำเร็จเสร็จสิ้น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หยาดเหงื่อ คราบน้ำตา มนต์เสน่ห์แห่งวงการภาพยนตร์ จักทำให้คุณอยากหยิบกล้อง/มือถือ ไล่ถ่ายโน่นนี่นั่นไปจนถึงวันโลกล่มสลาย

คงต้องเรียกโคตรหนัง Cult Indy เรื่องนี้ว่า ‘จดหมายรักถึงวงการภาพยนตร์’ นำเสนอเบื้องหลังการทำงาน หลายๆคนต้องต่อสู้ดิ้นรนจนกลายเป็น ‘ซอมบี้’ บุคคลผู้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตาดำคล้ำเหมือนแพนด้า หลายๆคืนไม่หลับนอนบ้างานให้สำเร็จเสร็จทันเป้าหมาย ค่าแรงก็มักแสนถูก แต่จิตวิญญาณ ความตั้งใจ เต็มเปี่ยมเอ่อล้นเกินร้อยไปหลายล้าน ด้วยอุดมการณ์สร้างสรรค์สิ่งเลอค่าที่เรียกว่างานศิลปะ

บุคคลที่จะสามารถกลายเป็น ซอมบี้ ถือว่าต้องมากล้นด้วยอุดมการณ์ ยินยอมทุ่มเทเสียสละตนเองทุกสิ่งอย่าง เพื่อหน้าที่การงาน เป้าหมาย ความสำเร็จ มักไม่สนว่าร่างกาย พละพลังวิญญาณ จะยังหลงเหลืออยู่รอดปลอดภัยมีชีวิตในวันรุ่งขึ้นหรือเปล่า พร้อมที่จะทำงานจนตัวตาย แล้วฟื้นคืนชีพในสภาพดูไม่ได้ ซึ่งบุคคลใดสามารถไปได้ถึงจุดนั้นไม่ว่าอาชีพอะไร เรียกได้เลยว่า ‘ศิลปิน’ และสิ่งที่เกิดจากผลงานรังสรรค์คือ ‘งานศิลปะ’

Shinchiro Ueda คือผู้กำกับหนังสั้น น่าจะรวมถึงโฆษณา มิวสิควีดิโอ จับงานเล็กๆซักซ้อมทดลองมือนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยคำขวัญอาจโดยคอนเซ็ปเดียวกับหนัง

“Fast, Cheap, but Average”.

ยุคสมัยนี้วงการภาพยนตร์แบ่งฝักฝ่ายออกเป็นสองฝั่งค่อนข้างชัดเจน
– โปรเจคทุนสูง (Blockbuster) ในกองถ่ายมีทีมงานอย่างน้อย 20-30 ถึงหลักร้อยพันคนเดินอย่างขวักไขว่ ตระเตรียมงานสร้างใหญ่โต ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องผลประโยชน์กำไร
– ทุนสร้างต่ำ (Indy) กลุ่มเล็กๆทีมงานประมาณหลักสิบ มักถ่ายทำแบบ Guerrilla Unit มีความรวดเร็วฉับไว เงินไม่เยอะส่วนใหญ่ทำด้วยใจ

การจะไต่เต้าเอาตัวรอดในธุรกิจวงการบันเทิงยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากรวมกลุ่มเพื่อนเล็กๆที่มีความสนใจเดียวกัน ตั้งบริษัทรับงานที่เรียกว่า Out-Source หรือ Sub-Contact แรกๆฐานเงินไม่เยอะเท่าไหร่แต่ถ้าผลงานได้เสียงตอบรับดี เรตติ้งสูง หรือผู้บริหารชื่นชม ก็มีโอกาสดิ้นรนเอาตัวรอดปีนป่ายต่อไปเรื่อยๆ สะสมหลายโปรเจคเข้าจนมีเงินเก็บ ก็มักสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวสักเรื่อง เน้นขายความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ถ้าโป้งแรกประสบความสำเร็จ ทีนี้ละก็ถึงยอดได้สบายๆยาวๆ

One Cut of the Dead คงเข้าสูตรอีหรอบนี้ตามที่ผมว่ามาแน่ๆ ประสบการณ์ของผู้สร้างจากทำงานหนังสั้น โฆษณา ธุรกิจฉาบฉวยเหมือนกระหรี่ (นี่คำอ้างจากหนังไทยเรื่อง ช่างมันฉันไม่แคร์) แต่ถ้าดูดหลายๆทีจนมีชื่อเสียงก็กลายเป็นอีตัวไฮโซ สามารถเลือกลูกค้าเองได้ และเมื่อนั้นอยากเปิดธุรกิจการส่วนตัวย่อมทำได้

ลูกเล่นลูกชนของ One Cut of the Dead สำหรับผมคือเกมสืบสวนสอบสวน จับผิดความไม่สมเหตุสมผลในครึ่งชั่วโมงแรก เมื่อเมื่อเข้าสู่องก์สอง หลายๆร่องรอยคดี เบาะแสได้ถูกบดขยี้ ชี้ชักนำเสนอให้ครุ่นคิดจินตนาการต่อยอดถึงแนวโน้มสิ่งเกิดขึ้นระหว่างถ่ายทำจริง และองก์สามคือการเฉลยปริศนาใครคือผู้ฆ่าประเสริฐ ผู้ทำให้หนังเกรด C เรื่องนี้ กลายเป็นโคตร Masterpiece แห่งวงการซอมบี้

การแสดงให้ไม่สมจริง มันยากยิ่งกว่าแสดงให้สมบทบาทเสียอีกนะ! นักแสดงทั้งหมดที่ผู้กำกับ Shinichiro Ueda ชักชวนมา ทีแรกผมรู้สึกคุ้นๆหน้า แต่ก็พบว่าพวกเขาคือมือสมัครเล่นทั้งหมด
– ผู้กำกับ ทีแรกผมนึกว่า Hiroshi Abe กลับกลายเป็นใครไม่รู้หน้าตาละม้ายคล้ายมาก ทีท่าทางแรกๆอ่อนน้อมถ่อมตน แต่อย่าให้เชือกรองเท้าหลุดนะ ขณะเข้าฉากคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ทำทุกสิ่งอย่างมิให้กล้องหยุดถ่ายเป็นอันขาด!
– เมียผู้กำกับ ภาพลักษณ์ก็คล้ายๆ Haruka Ayase เพราะความมากเกินไปของเธอ เมื่อถูกใครโอบกอดจากด้านหลัง ‘ป้ง’ ใช้วิชาป้องกันตัวเบาดีดออก นี่รวมถึงการแสดงสวมสมบทบาทจริงจังกับตัวละครมากๆ พอถึงขณะเชือกรองเท้าหลุดก็แบบ Daniel Day-Lewis คงควบคุมไม่อยู่
– พระเอกหนุ่มหน้าหล่อ หัวสูง หลงตัวเอง ด้วยเหตุนี้เลยถูกจับให้รับบทซอมบี้ไม่มีตัวตนเองให้หลง แรกๆก็มาดแมน ไปๆมาๆก็มาดหมา (และกลายเป็นซอมบี้จริงๆ)
– นางเอกสาวผู้มักถูกกดขี่กระทำชำเรา รวดร้าวทุกข์ทรมานของจริงไม่ต้องน้ำตาปลอม ตัวละครมิได้แฝงประเด็น Feminist แต่คือผู้ซึ่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เชือกรองเท้าหลุด อดรนทนต่อเผด็จการใน(กองถ่าย)สังคมมไม่ได้อีกต่อไป แสดงความคลุ้มคลั่งเกรี้ยวกราดโกรธ ฆ่าแม้งให้ตายแล้วตนเองฟื้นคืนชีพกลายเป็นซอมบี้
– ลูกสาวผู้กำกับ เอ่อล้นด้วยจิตวิญญาณ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่ทนไม่ได้เมื่อยุคสมัยปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยสิ่งจอมปลอม หลอกลวง (จะร้องไห้ยังต้องใช้น้ำตาปลอม) วินาทีเชือกรองเท้าหลุด ก็ฉุดไม่อยู่เช่นกัน สมบทบาท Method Acting (จากแม่) ขึ้นมาคุมคิว ชี้นิ้วสั่งโปรดิวเซอร์ สร้างสรรค์ผลงานให้ออกมาสมบูรณ์แบบสุดเท่าที่จะสามารถมีปัญญา
– ตากล้อง ผู้มีชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา จดจำลูกสาวได้เพียงผ่านภาพถ่าย มัวเมามายดื่มด่ำไปกับชีวิตอลเวง แยกไม่ออกระหว่างความจริง-ภาพมายา พ่นอ๊วกออกมาหอแต๋วแตกแหกกระเจิง เป็นเหตุให้ผู้กำกับต้องจับ ขยับ เคลื่อนไหว (เหมือนกล้องถ่ายภาพที่ต้องถูกจับจัดวาง)
– อาร์ทไดเรคชั่น หนุ่มแว่นสายกรีกผู้พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงอะไรกับใครเท่าไหร่ (อันนี้เรื่องจริง เป็นฝ่ายงานที่มักถูกมองข้ามในกองถ่ายอยู่เสมอๆ) ถูกตัดแขนไปข้างหนึ่งก็แต๋วแตก แล้วนี่ตรูจะเอามือที่ไหนไปสั่ง Cut! กันละเนี่ย
– พี่หัวล้านถือไมค์บันทึกเสียง บุคคลที่ถือว่ามีความอ่อนไหว Sensitive ที่สุดในกลุ่ม ซึ่งก็ตรงกับการงานของคนบันทึกเสียง อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ได้ อีเมล์มาบอกแล้วไม่ค่อยมีใครสนใจ ปวดขี้ขึ้นมาหลบมุมเข้าพงตรงนั้นแหละ เอาตัวรอดไปก่อน, ผมเคยดู Special Feature ในกองถ่ายของ Martin Scorsese เป็นผู้กำกับที่เวลาสั่งถ่ายทำ ใครจะกระดุกกระดิก ขยับเยื้อน ส่งเสียงแม้เพียงเล็กน้อย จักโดนความเกรี้ยวกราดใส่เลย เป็นคนที่ Sensitive สมาธิตั้งใจทำงานสูงมากๆ
– ผู้กำกับ/ช่างแต่งหน้าตัวจริงถูกไล่ออก สองตัวละครนี้ถือว่ามีความคล้ายคลึงกันนะคือ ‘สร้างภาพ’ ซึ่งต่างถูกแทนที่ผู้กำกับตัวจริง และเมียผู้กำกับ รายหลังแต่งหน้ามากเกินไปหน่อยเลยถูกวิญญาณซอมบี้เข้าสิง

อีกหนึ่งบุคคลที่ต้องชูสองนิ้วโป้งให้คือตากล้องถ่ายทำหนังจริงๆ Tsuyoshi Sone (ไม่ใช่ตัวละครที่รับบทตากล้องนะครับ) กับ Long Take หลายๆช็อต สังเกตได้เลยว่ามีการวางแผนตระเตรียมการมาอย่างดี รู้ระยะ จังหวะ ซักซ้อมกันอย่างเปะๆแทบไม่มีหลุด ที่ผมชอบมากๆคือขณะวิ่งไล่แล้วหันกลับมาถ่าย-แล้วหันไป-แล้วหันกลับ วนซ้ำอยู่หลายๆรอบ ซึ่งทุกคนสามารถปรากฎอยู่ในเฟรมได้อย่างเหมาะเจาะ, คือถ้าเป็นการถ่ายทำแบบสดๆจริงๆ Reality นี่เรียกว่าสันชาติญาณของตากล้อง สูงมากๆจนพร้อมนอนแผ่ ปวดหลัง ดีไม่กลายเป็นซอมบี้ (หรือกลายเป็นหว่า)

นอกจากโคตรของ Long Take กว่าครึ่งชั่วโมง ไฮไลท์ครึ่งหลังคือการตัดต่อ จะมีทั้งหมด 3 กลุ่มที่พบเห็นสลับไปมา
– ผู้บริหาร เจ้าของโปรเจค (คนจ่ายเงิน) นั่งดูผ่านโทรทัศน์ ถ่ายทอดสด วิพากย์วิจารณ์แสดงความเห็นอย่างเมามัน ตัดสินงานที่ผลลัพท์ เบื้องหลังเป็นอย่างไรไม่ล่วงรู้เลยสักกะนิด
– ทีมงานเบื้องหลัง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ตากล้อง คุมบท แต่งหน้า ทำ Special Effect วิ่งวุ่นอลม่านแทบตายห่า เตรียมพร้อมเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน แต่ก็ไม่มีอะไรสมหวังดั่งปรารถนาสักอย่าง เรียกว่าแก้ผ้าเอาหน้ารอด
– ทีมเบื้องหน้า นักแสดงทั้งหลายมีทั้งเล่นตามบทสบายๆ ดั้นสด (Improvise) และสวมบทบาทสมจริง (ด้วยเทคนิค Method Acting)

มุกสุดท้ายที่ใครๆคงขำกระจายสุดๆ การต่อตัวพีระมิดเพื่อยกกล้องให้สูง ถ่ายทำ Bird Eye View มุมก้มลงมาเห็นนักแสดงยืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวดารา อันนี้เป็นการเสียดสีล้อเลียนวงจรธุรกิจในยุคสมัยปัจจุบัน สังเกตว่าบุคคลที่เป็นฐานประกอบด้วย ตากล้อง บันทึกเสียง ออกแบบศิลป ช่างแต่งหน้า ตัวประกอบ ชั้นสูงขึ้นไปก็ผู้กำกับ เขียนบท คนบนยอดก็ตากล้อง และสูงสุดคือกล้องถ่ายภาพ เทิดทูนอยู่เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ก็ขนาดว่านักแสดงผู้หลงเหลืออยู่ยังต้องเงยหน้ามองขึ้นอย่างน่าสมเพศเวทนา

สารสาระสำคัญของหนังเรื่องนี้ นอกจากเสียงหัวเราะความบันเทิง ยังสะท้อนโอกาสและวิกฤตการณ์ของวงการภาพยนตร์ เพราะเมื่อใครๆก็สามารถถือกล้องวีดีโอ/มือถือ ถ่ายทำด้วยตนเองได้ แล้วหนทางอยู่รอดของธุรกิจ การปรับตัวจะคืออะไร ทั้งยังบันทึกประวัติศาสตร์แนวคิด การทำงานของคนยุคสมัยนี้ รวดเร็วราคาถูกเข้าว่า คุณภาพ… ตามมีตามเกิด

ผมตั้งคำถามกับหนังว่า ความเกรด C ขายผ้าหน้ารอดของครึ่งชั่วโมงแรก ทำไมผู้ชมถึงสามารถยินยอมให้อภัยเมื่อรับรู้เบื้องหลัง? เพราะการล่วงรับรู้ความยากลำบากของการทำงาน คะแนนความตั้งใจ มุมานะ พยายาม จึงถูกเสริมแต่งเพิ่มเข้าไป One Cut of the Dead สมบูรณ์แบบมากในการนำเสนอจุดนี้ แต่ในโลกความเป็นจริงผู้ชม/นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ มักหยุดตัวเองไว้เพียงครึ่งชั่วโมงแรก ห่วยคือห่วยจะไปยกย่องสรรเสริญมันทำไม ถ้าไม่อยากโดนด่าทำไมไม่ให้มันดีๆกว่านี้

ยุคสมัยนี้ข้ออ้างมันเยอะ ก็เหมือนอุปสรรคต่างๆนานาที่หนังนำเสนอพานผ่านผจญมา กับบุคคลผู้สามารถ ‘นำใจเขามาใส่ใจเรา’ ถึงควรค่าแก่การรับฟังคำชื่นชมและวิจารณ์ (เหมือนที่ตัวละครว่า นายไม่ได้อยู่ตรงนั้นจะรู้เรื่องอะไร!) เพราะสุดท้ายแล้วทุกการงานมันคือความพยายาม และสิ่งยืนอยู่ยงคือผลงานศิลปะ ครุ่นคิดทำอะไรก็อย่าให้มันฉาบฉวยสนแต่เรื่องเงิน มันจะทำให้คุณเกิดความภาคภูมิใจมากๆด้วยเมื่อผลลัพท์สุดท้ายออกมาดี

ด้วยทุนสร้างเพียง ¥3 ล้านเยน ใช้ถ่ายทำเพียง 8 วัน ออกฉายสัปดาห์แรกที่ญี่ปุ่นในโรงหนัง Tokyo Art House ก็ไม่ได้ทำเงินสักเท่าไหร่ แต่ชื่อเสียงเริ่มขจรขยายขึ้นจากการไปคว้ารางวัลรองขวัญใจผู้ชมอันดับสองที่ Udine Far East Film Festival เลยถูกนำกลับมาฉายใหม่ในวงกว้าง 200 โรง ทำรายได้มุ่งสู่ ¥3,000 ล้านเยนเข้าไปแล้ว

วินาทีที่พบเห็นนางเอกเชือกรองเท้าหลุด (เลื่อนกล้องไปตำแหน่งชี้ชัดขนาดนั้น) ทำให้ผมขำกลิ้ง ฮาระเบิด หัวเราะหนักสุดแล้วกระมัง สะท้อนเข้ากับผลกรรมตัวละครขณะนั้น ถ่ายทำภาพยนตร์ หนังซ้อนหนัง ซอมบี้จริงๆปลอมๆ ช่างแม้งไม่เอาแล้ว! เป็นใครๆล้วนต้องคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ไคลน์แม็กซ์ที่ตบมุกครึ่งชั่วโมงแรกได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ

แนะนำโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนทำงานในวงการภาพยนตร์ เบื้องหลังทุกฝั่งฝ่าย คอ Indy Cult และแฟนๆหนังซอมบี้จะพลาดได้ยังไง

จัดเรต 13+ กับความคลุ้มคลั่งของคนบ้างาน

TAGLINE | “One Cut of the Dead คือสถานะดิ้นรนของคนทำงานเบื้องหลัง สะท้อนเสียดสีวงการภาพยนตร์ได้อย่างเจ็บแสบ จนสามารถยินยอมให้อภัยได้ทุกสิ่งอย่าง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of