Roma (1972)

Roma1972

Roma (1972) Italian : Federico Fellini ♥♥♥♥

Fellini’s Roma มีลักษณะของ ‘City Symphony’ ร้อยเรียงภาพกรุงโรม นำเสนอคู่ขนานระหว่างปี 1939 (ที่ Fellini เดินทางมาเมืองหลวงครั้งแรก) และปัจจุบันนั้นทศวรรษ 70s พบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ราวกับความเพ้อฝัน เก็บฝังไว้ใน Time Capsule ชั่วนิรันดร์

เมื่อพูดถึง ‘City Symphony’ ทำให้ผมหวนระลึกนึกถึงสองหนังเงียบ Berlin: Die Sinfonie der Großstadt (1927) และ The Man with a Movie Camera (1929) จุดประกายเริ่มต้นการบันทึกภาพวิถีชีวิต สังคมเมือง ตึกระฟ้า แล้วนำมาร้อยเรียบเรียง กลายเป็นภาพยนตร์แห่งประวัติศาสตร์ เก็บฝังไว้ใน Time Capsule ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสพบเห็นอดีต

ในบรรดาผลงานของปรมาจารย์ผู้กำกับ Federico Fellini คงต้องถือว่า Roma (1972) มีความทรงคุณค่าต่อชาวอิตาเลี่ยนมากที่สุด ไม่ใช่แค่บันทึกภาพประวัติศาสตร์เก็บฝัง Time Capsule แต่ยังทำการเปรียบเทียบสองยุคสมัย ซึ่งพระเอกของหนังไม่ใช่นักแสดงหรือตัวละครใดๆ แต่คือสถานที่ ‘กรุงโรม’ จักพบเห็นวิวัฒนาการ ความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด

Fellini นำเสนอภาพยนตร์เรื่องนี้ในลักษณะ Semi-Autobiographical ซึ่งได้ทำการผสมผสานความทรงจำ มุมมองคิดเห็นส่วนตัว ที่ค่อนข้างเด่นชัดเจนทีเดียวว่า เขาไม่ได้อภิรมณ์เริงใจกับโลกยุคสมัยใหม่นี้สักเท่าไหร่! ยังคงโหยหาอดีต หวนระลึกถึงวันวาน แถมยังใช้การเปรียบเทียบเล่าเรื่องสลับไปมา ในเชิงเสียดสี ประชดประชัน ผู้ชมสมัยนั้นอาจขำไม่ออกสักเท่าไหร่


Federico Fellini (1920 – 1993) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอิตาเลี่ยน หนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลสุดในวงการภาพยนตร์ เกิดที่ Rimini, Italy ในครอบครัวชนชั้นกลาง อาศัยอยู่บ้านติดทะเล Adriatic Sea ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบวาดรูป อ่านการ์ตูน เล่นหุ่นเชิด ตอนอายุ 6 ขวบ ได้รู้จักเปิดโลกทัศน์กับ Grand Guignol (โรงละครเวที) พบเห็นการแสดงของตัวตลกคณะละครสัตว์ รับชมภาพยนตร์ ละครเวที, พออายุ 17 เปิดร้านเล็กๆที่ Rimini รับจ้างวาดภาพ Portrait ทำโปสการ์ด เขียน Gag Writer ช่วงหนึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์ สมัครเข้าโรงเรียนกฎหมายที่ University of Rome แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เอาเวลาไปเขียนบททความ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Marc’Aurelio, มีชื่อขึ้นเครดิตเขียนบทครั้งแรก Il pirata sono io (1943) ของผู้กำกับ Mario Mattoli, หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จับพลัดจับพลูพบเจอร่วมงานกับ Roberto Rossellini พัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Rome, Open City (1945) เปิดประตูสู่ Italian Neorealism ตามด้วย Paisà (1946), ร่วมกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกกับ Alberto Lattuada เรื่อง Variety Lights (1951), และฉายเดี่ยว The White Sheik (1952)

ความล้มเหลวของ Juliet of the Spirits (1965) ติดตามมาด้วย Fellini Satyricon (1969) ทำให้ผู้กำกับ Fellini ต้องหยุดยับยั้งตนเองกับโปรเจคทุนสูง แต่จะให้หวนกลับไปหา Neorealist อะไรๆก็ผันแปรเปลี่ยนไปมากแล้ว ประกอบการมาถึงของยุคสมัย French New Wave เปิดประตูความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ กลายมาเป็น I clows (1970) นำเสนอในลักษณะ Docu-Fiction หรือเรียกว่า Mockumentary ส่วนหนึ่งเรื่องจริง ส่วนหนึ่งแฟนตาซี

ต่อยอดมาถึง Roma (1972) ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากคำท้าทายของนักเรียน/นักศึกษากลุ่มหนึ่ง มีโอกาสพูดคุยสนทนากับ Fellini เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะสร้างภาพยนตร์ในมุมมองวัตถุ ‘an objective point of view’

เกร็ด: Fellini แทรกใส่ฉากนี้เข้ามาในหนังด้วยนะครับ ประมาณกลางๆเรื่อง ตัวเขายืนคุยกับนักเรียน/นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้

ร่วมพัฒนาบทภาพยนตร์กับ Bernardino Zapponi (1927 – 2000) นักเขียนนวนิยายสัญชาติอิตาเลี่ยน มีโอกาสร่วมงานกันตั้งแต่ Spirits of the Dead (1968), Fellini: A Director’s Notebook (1969), Fellini Satyricon (1969) ถือเป็นคู่ขาประจำกันอยู่ช่วงหนึ่ง

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกได้เป็นตอนๆ ซึ่งจะมีการตัดสลับไปมาระหว่างอดีตช่วงทศวรรษ 30s – 40s กับปัจจุบันขณะนั้น 70s เล่าเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Federico Fellini ซึ่งจะมีตัวตายตัวแทนคือ Peter Gonzales อายุ 18 ปี (รับบทเป็น Fellini ในฉากย้อนอดีตทั้งหมด)

ถ่ายภาพโดย Giuseppe Rotunno ตากล้องในตำนานของอิตาเลี่ยน ผลงานเด่นๆ อาทิ Rocco and His Brothers (1960), The Leopard (1963), Amarcord (1973), All That Jazz (1979) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำรอบๆกรุงโรม ตามท้องถนน ยังสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง แต่ก็มีหลายฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Cinecittà Studios (สังเกตง่ายๆว่าฉากนั้นจะมีการจัดแสงสี เงา อย่างฉูดฉาดเกินจริง)

การเดินก้าวข้ามธารน้ำสายเล็กๆแห่งนี้ สะท้อนถึงการเดินทางของหนังที่จะเล่าเรื่องคู่ขนานสองฝากฝั่งระหว่างทศวรรษ 30s-40s และตัดข้ามมาช่วง 70s ที่ราวกับว่ากรุงโรมได้มีวิวัฒนาการ เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การแสดงละครเวที Julius Caesar มหาจักรพรรดิแห่งกรุงโรมัน ถูกทรยศหักหลังโดยคนในใกล้ตัว … จะว่าไปกรุงโรมในมุมของ Fellini ก็เฉกเช่นกัน ปรับเปลี่ยนแปลงจนจดจำไม่ได้ ทั้งหมดนั้นล้วนมีสาเหตุจากชาวอิตาเลี่ยนด้วยกันทั้งนั้น

สไลด์โชว์ที่ครูเปิดให้เด็กๆรับชม ทุกสถานที่ในนั้นจักปรากฎพบเห็นในหนังทั้งหมดนะครับ รวมไปถึงซ่องโสเภณีภาพนี้ด้วย ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าจิตวิญญาณชาวโรมันเลยก็ว่าได้

แซว: กล้องจะเคลื่อนเข้าไปหาเด็กชายคนหนึ่ง ในเครดิตไม่มีบอกไว้ แต่ก็น่าจะคืออวตารวัยเด็กของผู้กำกับ Fellini เช่นกัน

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็น The Last Days of Pompeii (1935) ที่ฉายควบกับ King Kong (1933) [สร้างโดยผู้กำกับคนเดียวกัน] แต่เหมือนจะไม่ใช่นะครับ ใครรู้ช่วยแนะนำให้ทีแล้วกัน

หลายคนอาจสัมผัสไม่ได้ถึงสไตล์ Felliniesque แต่ฉากรับประทานอาหารมื้อเย็นของชายหนุ่ม Fellini ทุกการเคลื่อนไหลกล้อง ตัดต่อเปลี่ยนมุม ตัวประกอบขยันแสดงความคิดเห็นกันจัง ล้วนคือลายเซ็นต์ผู้กำกับแบบเน้นๆเลยนะครับ

เห็นว่า Sequence นี้ สร้างทั้งฉากขึ้นที่สตูดิโอ Cinecittà Studios เพื่อว่าหลังรับประทานอาหารเสร็จสรรพ จะได้มีการจัดแสงไฟสีฟ้ายามรัตติกาล…

กล้องค่อยๆเคลื่อนไถลไปตามราง มาจนถึงหญิงสาวโสเภณี Mamma Roma คือเธอคนนี้ มองได้คือสัญลักษณ์ชาวโรมันช่วงทศวรรษ 30s-40s

ตัดกลับมาปัจจุบัน Fellini ใช้รถที่ติดตั้งเครน ให้ตากล้อง Rotunno ปีนขึ้นไปจัดเก็บภาพด้านบน (แล้วตัวเองนั่งสบายอยู่บนรถ) ก็ไม่รู้จงใจหรือบังเอิญในวันฝนตก ทุกสิ่งอย่างในกรุงโรมช่วงดูอลม่านสุดๆ

เห็นม้าขาว (สัญลักษณ์ของอิสรภาพ) วิ่งบนท้องถนนช็อตนี้ เหมือนการจัดฉากมากๆ ดูราวกับความเพ้อฝันที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนนกรุงโรม ไหนจะควันไฟไหม้ลิบๆ ช็อตอื่นๆยังมีโสเภณีเดินตากฝน รถเสียกลางถนน ฯลฯ ช่างเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นวายเสียจริง!

Sequence ที่สร้างความช็อค ตราตะลึง และสูญเสียดายที่สุดของหนัง คือการออกเดินทางไปสำรวจอุโมงค์รถไฟใต้ดิน มีการค้นพบรูปวาด ประเมินกันว่าอายุกว่า 2,500 ปี ก็ไม่รู้ครั้งแรกจริงๆหรือเป็นการจัดฉาก ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ทำให้ภาพเหล่านั้นเมื่อถูกสัมผัสอากาศภายนอก ค่อยๆสูญเสื่อมสลาย ประวัติศาสตร์เลือนลางจางหาย

มันกลายเป็นว่าความบังเอิญ (หรือจงใจ) ของ Sequence นี้ ที่สะท้อนนัยยะความจืดจางลงไปของวิถีชาวโรมัน อดีตค่อยๆลบเลือนลาง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยแคร์ยี่หร่าอะไรกับความดั้งเดิม ของโบราณ ก้าวสู่อนาคตด้วยแนวคิด รับเอาวัฒนธรรมใหม่ๆเข้ามา (Hippie)

เป็น Sequence ที่เล่าเรื่องต่อกัน แต่ผู้ชมสามารถพบเห็นความสัมพันธ์ได้โดยง่าย
– ในซ่องโสเภณี สาวๆเหล่านี้ต่างลงมาจากบันได(หรือลิฟท์) แล้วทำการเดินสะบัดช่อ อวดทรวงทรงองค์เอว ยั่วเย้ายวนหนุ่มๆทั้งหลายให้เลือกใช้บริการ
– การเดินแฟชั่นโชว์ชุดของพระ/แม่ชี เพื่อนำเสนอวิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์ จากอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบทางการและแฟนซี

จริงๆมีนักแสดงชื่อดังหลายคนที่กองถ่าย Fellini บังเอิญ(นัด)พบเจอ แล้วติดต่อขอสัมภาษณ์ถามความครุ่นคิดบางอย่าง รายแรกที่เด่นๆคือ Gore Vidal นักเขียนสัญชาติอเมริกัน แสดงทัศนะถึงประเทศอิตาลี คือดินแดนที่ทุกคนราวกับอยู่ในโลกแฟนตาซีของตนเอง ไม่แคร์ยี่หร่าอะไรใครอื่นอยู่แล้ว

บทสัมภาษณ์สั้นๆของ Vidal อาจจะโดยไม่รู้ตัว ได้อธิบายถึงจิตวิญญาณในผลงานภาพยนตร์ของ Fellini ออกมาอย่างตรงเผง!

คำยนยอของ Fellini ต่อ Anna Magnani ไม่ได้เกินจริงเลยนะครับ แรกเริ่มมาด้วยรอยยิ้มแต่เธอก็ตระหนักได้ว่านั่นคือคำลวง เลยปฏิเสธไม่ขอสัมภาษณ์ แนะนำให้กลับไปนอนหลับฝันดี … นี่กลายเป็นตอนจบของหนังที่ลงตัวมากๆ

Magnani ตั้งแต่ผลงานสร้างชื่อ Rome, Open City (1945) [Fellini ร่วมเขียนบท เลยรู้จักกันมาตั้งแต่ตอนนั้น] และ Mamma Roma (1962) ถือได้ว่ากลายเป็นตัวแทน ‘จิตวิญญาณชาวโรมัน’ แม้จะรีไทร์จากวงการไปเมื่อปีก่อนด้วยเหตุผล

“The day has gone when I deluded myself that making movies was art. Movies today are made up of…intellectuals who always make out that they’re teaching something”.

เรื่องนี้เป็นการพบเจอแบบบังเอิญ (หรือไม่ Fellini ก็แอบไปดักซุ่มรอที่อพาร์ทเม้นท์ของเธอ) คำปฏิเสธดังกล่าว สะท้อนถึงจุดสิ้นสุดของวิถีดั้งเดิมชาวอิตาเลี่ยน ปัจจุบันคือโลกใหม่ที่เธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวข้องแว้งด้วย

ปีถัดจากหนังเรื่องนี้ออกฉาย Magnani ได้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน สิริอายุ 65 ปี (ที่รีไทร์จากวงการ จริงๆน่าจะเพราะเหตุผลนี้กระมัง)

ปัจฉิมบทของหนัง ทำให้ผมนึกถึงตอนจบของ Playtime (1967) นำเสนอการจราจรยามเช้าวันใหม่ รถกำลังค่อยๆเคลื่อนไหล เวียนวน ดำเนินไป, ส่วนเรื่องนี้ยามค่ำคืน แก๊งมอเตอร์ไซด์แว้นป่วนเมืองไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ คงต้องการสะท้อนถึงโลกยุคสมัยใหม่ ค่านิยมผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีกรุงโรมก็ย่อมแตกต่างจากเดิม ไม่มีทางหวนกลับคืนมา

ตัดต่อโดย Ruggero Mastroianni น้องชายนักแสดงชื่อดัง Marcello Mastroianni ที่ได้กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Fellini ตั้งแต่ Juliet of the Spirits (1965)

การดำเนินเรื่องคู่ขนานของหนัง เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองยุคสมัย ยกตัวอย่างชัดๆก็ซ่องโสเภณี สังเกตว่าทั้งสองสถานที่มีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

ไฮไลท์การตัดต่อต้องยกให้ฉากรับประทานอาหารมื้อค่ำ มีการร้อยเรียงความว้าวุ่นว่าย จากโต๊ะสู่โต๊ะ ตะโกนข้ามหัวโหวกเหวก [ชวนให้ระลึกถึง Playtime (1967)] สลับสับปรับเปลี่ยนทิศทาง มุมกล้อง เรียกได้ว่าแทบทุกคนเหมือนจะรู้จักกันไปหมด … นั่นเป็นบรรยากาศจากอดีตที่ลบเลือนหายไปแทบหมดสิ้นแล้วในปัจจุบัน(นั้น)

เพลงประกอบโดย Nino Rota ยังคงมีความไพเราะเพราะพริ้งเช่นเคย มอบสัมผัสแห่งการโหยหา ครุ่นคำนึงถึงอดีต ซึ่งเรื่องนี้ยังนำบทเพลงจากผลงานเก่าๆ อาทิ I Vitelloni (1953), Spirits of the Dead (1968) ให้ผู้ชมเกิดความมักคุ้น หวนระลึกหนังของ Fellini อีกเช่นกัน

ไฮไลท์ของบทเพลง Ecclesiastical Fashion Show มีทั้งหมด 4 Part บรรเลงเล่นคู่ (Duel) ด้วยเครื่องดนตรี Harpsichord
– Part 1 มอบสัมผัสมึนๆ ตึงๆ ล่องลอย โบกโบยบิน ราวกับคนเสพยา LSD นี่นะหรือแฟชั่นโชว์ ช่างไม่เห็นต่างอะไรกับโสเภณีเดินขายตัวในซ่อง!
– Part 2-3-4 จะมีความหลอนๆ สั่นประสาท สยองขวัญยังไงชอบกล ยิ่งช่วงสุดท้ายของ Part 4 เร่งเร้าอารมณ์ให้ถึงขีดสุด

แซว: หลายคนอาจไม่เชื่อว่าแฟชั่นโชว์ลักษณะนี้มีอยู่จริง ก็ให้ลองนึกถึงงาน Met Gala แล้วคุณอาจไม่แปลกใจเท่าไหร

มนุษย์ยังมีการเจริญเติบโต แล้วจะให้สังคมเมืองไร้ซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? นี่ถือเป็นวัฏจักรของชีวิตที่อะไรๆล้วนก้าวไปข้างหน้า กาลเวลามิอาจหวนย้อนกลับคืน นอกเสียจากในความทรงจำ เพ้อฝันจินตนาการ

สำหรับผู้กำกับ Federico Fellini แทรกใส่มุมมองความเห็นส่วนตัว ที่มีต่อปัจจุบันยุคสมัยนั้นของประเทศอิตาลี พบเห็นค่อนข้างเยอะทีเดียว
– เริ่มต้นตั้งแต่ละครเวที Julius Caesar แม้แต่มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดยังถูกทรยศหักหลัง การเปลี่ยนแปลงไปของกรุงโรม ก็สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับ Fellini ไม่น้อยทีเดียว
– วันฝนตก ท้องถนนเต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน … สะท้อนถึงเทคโนโลยี บางทีอาจสร้างความเสียหายให้มนุษย์มากกว่าก่อเกิดประโยชน์
– การค้นพบภาพวาดโบราณอายุหลายพันปี ช่างมีความงดงามเสียเหลือเกิน แต่พอถูกแปดเปื้อนด้วยอากาศจากปัจจุบัน ทุกสิ่งอย่างป่นปี้ย่อยยับเยินลงในพริบตา
– Anna Magnani ปฏิเสธให้ความคิดเห็นใดๆต่อ Fellini แถมยังขับไล่ให้เขาไปนอนได้แล้ว อย่ามาจมปลักกับอดีตของตนเอง
ฯลฯ

มุมมองของ Fellini ต่อทุกสิ่งอย่างที่พานพบเห็นในปัจจุบันยุคสมัยนั้น ดูราวกับความเพ้อฝัน โลกแห่งจินตนาการ รายล้อมไปด้วยของปลอม สิ่งหลอกลวง เพียงอดีตจากความทรงจำสำหรับเขาเท่านั้นที่คือความจริงตลอดกาล

ว่าไปถ้ามองในมุมของ Fellini จะพบเห็นหนังมีลักษณะคล้าย 8½ (1963) กล่าวคือ ทดลองแทนฉากในปัจจุบันทั้งหมด ว่าคือจินตนาการเพ้อฝันตัวละคร (หรือสลับกันก็ได้ว่า ความทรงจำวัยเด็ก-หนุ่ม คือจินตนาการเพ้อฝัน) จะพบเห็นการดำเนินเรื่องสลับไปมาระหว่าง ความจริง-แฟนตาซี มีความแตกต่างแทบจะสุดขั้ว!

 

หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ นอกสายการประกวด เทศกาลหนังเมือง Cannes ได้เสียงตอบรับดีมากๆ ช่วงปลายปีเลยมีโอกาสเข้าชิง Golden Globe : Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Young Winston (1972) ของผู้กำกับ Richard Attenborough

ส่วนตัวชื่นชอบหนังพอสมควรเลยละ เป็นความประทับใจเดียวกับ Berlin: Die Sinfonie der Großstadt (1927) และ The Man with a Movie Camera (1929) โดยเฉพาะการเล่าเรื่องคู่ขนาน เปรียบเทียบซ่องโสเภณีกับการเดินแฟชั่นโชว์ในวิหาร มันช่างสะท้อนเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์ โลกช่างเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเกิ้น!

จัดเรต 13+ กับซ่องโสเภณี วิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งๆ ว้าวุ่นวาย

คำโปรย | Fellini’s Roma มีความทรงคุณค่าต่อชาวอิตาเลี่ยนมากที่สุด!
คุณภาพ | ม์ซู
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of