Shakespeare in Love (1998)

Shakespeare in Love

Shakespeare in Love (1998) hollywood : John Madden ♥♥♥♡

ร่วมค้นหาแรงบันดาลของ William Shakespeare ในการสรรค์สร้างผลงานชิ้นเอกก้องโลก Romeo and Juliet เรื่องคุณภาพก็ใช่ว่าย่ำแย่เลวร้ายประการใด แต่การคว้า Oscar: Best Picture ตัดหน้า Saving Private Ryan, The Thin Red Line, Life Is Beautiful มันช่างน่าพิศวงเสียจริง!

บุคคลผู้เรียกตนเองว่า ‘ศิลปิน’ มักสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้ตนเองเป็นที่ตั้ง! William Shakespeare คงเฉกเช่นเดียวกันไม่แตกต่าง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้หาใช่อัตชีวประวัติ หรือมีหลักฐานอ้างอิงเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ทั้งหมด หลายๆส่วนคือการสมมติแต่งเติมขึ้นจากแนวโน้มความเป็นไปได้

“This film is entertainment, which doesn’t require it to be justified in the light of historical theory”.

– Tom Stoppard หนึ่งในนักเขียนบท

การตีความบทละคร Romeo and Juliet ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมว่ามันเจ๋งเป้งสร้างสรรค์มากๆเลยนะ ทำให้ความยากในการเข้าถึงผลงานอมตะก้องโลกนี้กลายเป็นของง่ายขึ้น (ถ้าสามารถดูเข้าใจ) ชีวิตจริงของ William Shakespeare อาจไม่ต่างอะไรกับหนังเรื่องนี้

เกร็ด: ช่วงชีวิตของ William Shakespeare ระหว่าง ค.ศ. 1585 – 92 มีคำเรียกว่า ‘Lost Year’ ไม่รู้ไม่ได้ถูกบันทึกหรือสูญหายไปแล้วอย่างไร้ร่องลอย นั่นทำให้ผู้สร้างสามารถประติดประต่อเรื่องราวเองโดยไม่ต้องอิงความถูกต้องมากมาย

ความน่าพิศวงของหนังเรื่องนี้ก็คือ ทำไมถึงได้ใจคณะกรรมการ Academy ปีนั้นอย่างล้นหลาม ถึงขนาดคว้า Oscar: Best Picture ตัดหน้าภาพยนตร์ระดับ Masterpiece เรื่องอื่นๆอย่างหน้าตาเฉย คงต้องอ้างคำกล่าวของตัวละคร “I don’t know. It’s a mystery”.

จุดเริ่มต้นของ Shakespeare in Love เกิดจากความคิดลูกชายของ Marc Norman เมื่อประมาณปลายทศวรรษ 80s ขีดๆเขียนๆบทร่างนำไปเสนอผู้กำกับ Edward Zwick และแนะนำ Julia Roberts ให้รับบทนำ แม้ชื่นชอบแนวคิดแต่ Zwick ไม่ประทับใจพล็อตเรื่องของ Norman เลยว่าจ้าง Tom Stoppard ให้มองหาแนวทางใหม่

หลังจากได้บทหนังที่น่าพึงพอใจ นำไปยื่นขอทุนสร้างได้จาก Universal จึงเริ่มต้น Pre-Production ตระเตรียมสร้างฉาก ตัดเย็บเครื่องแต่งกาย แต่ติดปัญหาที่ใครจะรับบทนำ William Shakespeare ด้วยความดื้อรั้นของ Julia Roberts เรียกร้องอยากได้ Daniel Day-Lewis แต่เขาบอกปัดปฏิเสธไม่ใคร่สนใจ กำลังง่วนอยู่กับ In the Name of the Father (1993) ทำให้เธอถอนตัวออกจากหนังเพียง 6 สัปดาห์ก่อนหน้าถ่ายทำ และ Universal ยกเลิกให้ทุนตามมาด้วย

เพราะลงทุนลงแรงไปมากแล้ว Zwick เลยเร่งรีบร้อนหาสตูดิโอใหม่ โชคดีได้ Miramax แสดงความสนใจ แต่บอสใหญ่ Harvey Weinstein กลับล็อบบี้ให้ John Madden ต้องเป็นผู้กำกับเท่านั้น! ก็ยังดีกว่าไม่ได้สร้าง Zwick จึงยินยอมถอยได้เครดิตโปรดิวเซอร์

John Philip Madden (เกิดปี 1949) ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Portsmouth, Hampshire เรียนจบสาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ Sidney Sussex College, Cambridge เริ่มต้นทำงานโทรทัศน์ กำกับบางตอนซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Ethan Frome (1993), ได้รับคำชมอย่างมากกับ Mrs. Brown (1997) เรื่องราวความสัมพันธ์พิศวาสระหว่าง Queen Victoria (รับบทโดย Judi Dench) กับคนรับใช้เลี้ยงม้า … นั่นคือสาเหตุให้เข้าตา Weinstein ชักชวนให้มากำกับ Shakespeare in Love (1998)

พื้นหลังกรุงลอนดอน ค.ศ. 1593, William Shakespeare (รับบทโดย Joseph Fiennes) ขณะนั้นเป็นนักเขียนดาวรุ่ง กำลังเริ่มต้นพัฒนาบทละครสุขนาฎกรรมเรื่องใหม่ Romeo and Ethel, the Pirate’s Daughter แต่กำลังประสบปัญหา Writer’s Block ครุ่นคิดอะไรไม่ออก จนกระทั่งพบเจอตกหลุมรัก Viola de Lesseps (รับบทโดย Gwyneth Paltrow) บุตรสาวพ่อค้าฐานะร่ำรวย หมั้นหมายอยู่แล้วกับ Lord Wessex (รับบทโดย Colin Firth) หลาน/เหลนของ Queen Elizabeth I (รับบทโดย Judi Dench) ถึงกระนั้นเรื่องของความรักหาได้เกี่ยวกับชนชั้น ฐานะ ชาติตระกูล นำเหตุการณ์ต่างๆที่ประสบพบเจอ ปรับประยุกต์กลายเป็นบทละครโศกนาฎกรรม Romeo and Juliet


นำแสดงโดย Joseph Alberic Twisleton-Wykeham-Fiennes (เกิดปี 1970) นักแสดงสัญชาติอังกฤ เกิดที่ Salisbury, Wiltshire น้องชายของ Ralph Fiennes โตขึ้นได้เข้าร่วม Young Vic Youth Theatre ตามด้วยเรียนการแสดงยัง Guildhall School of Music and Drama เริ่มต้นละครเวที West End รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Stealing Beauty (1996), Elizabeth (1998), Shakespeare in Love (1998) ฯ

รับบท William Shakespeare ชายหนุ่มหล่อไฟแรง ฮอร์โมนกำลังพลุกพร่าน แต่ขณะนั้นประสบปัญหา Writer’s Block ต้องการแรงบันดาลใจจากหญิงสาว พบเจอตกหลุมรัก Viola de Lesseps แม้มากด้วยความแตกต่างทางฐานะ ชนชั้น วงศ์ตระกูล ก็ไม่ใช่อุปสรรคปัญหา เพราะสิ่งสำคัญสุดคือความต้องการภายในจิตใจ ถ้าเธอตอบรับมาแค่นั่นก็เพียงพอพึงปรารถนา

หลังจาก Daniel Day-Lewis ปฏิเสธไม่รับบท Zwick คัดเลือกนักแสดงใหม่ได้ Joseph Fiennes ประกบ Gwyneth Paltrow แต่พอหนังย้ายค่ายมา Miramax โปรดิวเซอร์ Harvey Weinstein ต้องการล็อบบี้ให้ Ben Affleck ขึ้นมาแทน เจ้าตัวบอกปัดสนใจอยากรับอีกบทบาทมากกว่า เรียกว่าโชคยังเข้าข้างให้ Fiennes ได้โอกาสเล่นหนังเรื่องนี้

การแสดงของ Fiennes ค่อนข้างประดิษฐ์ประดอย ทึ่มทื่อตรงไปตรงมา หยาบกระด้าง พอสังเกตได้ว่ารับอิทธิพลจากละครเวทีค่อนข้างมาก ขัดแย้งตรงกันข้ามกับการแสดงของ Paltrow ที่มีความเป็นธรรมชาติลื่นไหล ถ่ายทอดตัวตนออกมาจากภายใน … นี่อาจเป็นความจงใจของผู้สร้าง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างตรงกันข้าม แต่ถ้าใจยังรักก็สามารถเอาชนะทุกสิ่ง


Gwyneth Kate Paltrow (เกิดปี 1972) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles บุตรสาวคนโตของ Bruce Paltrow และ Blythe Danner พ่อเชื้อสายยิว แม่นับถือคาทอลิก เติบโตขึ้นในบรรยากาศสองศาสนา มีพ่อทูนหัวคือ Steven Spielberg, เริ่มเข้าสู่วงการจากเป็นนักแสดงโทรทัศน์ที่พ่อกำกับ High (1989) ติดตามแม่สู่ละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Shout (1991), Hook (1991), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Se7ev (1995) ครองรักกับ Brad Pitt อยู่ระยะหนึ่ง

รับบท Viola de Lesseps บุตรสาวของพ่อค้าฐานะร่ำรวย ได้รับการเลี้ยงดูแบบนกในกรง วันๆเอาแต่อ่านหนังสือจึงหลงใหลบทกวี ละครเวที เพ้อฝันต้องการเป็นนักแสดง, วันหนึ่งพบเจอตกหลุมรักถ้อยคำหวานของ William Shakespeare แม้ตนเองถูกหมั่นหมายไว้ก่อนแล้วกับ Lord Wessex แต่เรื่องอะไรต้องยินยอมคล้อยตาม ตัดสินใจทำสิ่งที่ตนปรารถนา ตอบสนองเสียงเพรียกแห่งรัก สามารถเอาชนะทุกสิ่งอย่าง

ก่อนหน้านี้ Paltrow เคยได้รับการว่าจ้างจาก Harvey Weinstein แสดงนำเรื่อง Emma (1996) ระหว่างนั้นมีค่ำคืนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว อยู่ในห้องบนโรงแรมสองต่อสองกำลังจะถูกลวนลาม ก็ไม่รู้เอาตัวรอดไม่รอดมาได้อย่างไร นำความไปบอกแฟนหนุ่มขณะนั้น Brad Pitt

“If you ever make her feel uncomfortable again, I’ll kill you”.

– Brad Pitt เผชิญหน้ากับ Harvey Weinstein

สำหรับ Shakespeare in Love ไม่เคยอยู่ในความสนใจของ Paltrow กระทั่งชายตาเห็นบทหนังวางอยู่ในห้องของ Winona Ryder หยิบยืมขอมาอ่าน คัดเลือกนักแสดง ฉกแย่งชิงบทนำมาได้ … ทั้งสองหลังจากนั้นไม่เคยนัดพบเจอหน้า พูดคุยสนทนากันอีกเลย

พอได้ตอบรับบทนำ Paltrow มีเรื่องให้ต้องเลิกรา Brad Pitt สภาพจิตใจหดหู่ซึมเศร้าหมอง ไม่คิดว่าจะเล่นหนังได้อีกแล้ว แต่ถูกโน้มน้าวโดยโปรดิวเซอร์ Paul Webster บอกให้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างใส่ลงไปไม่ต้องสนอะไรอื่น ยินยอมคล้อยตาม ที่เหลือคือประวัติศาสตร์!

นี่อาจเป็นบทบาทดีสุดในชีวิตของ Paltrow เพราะสะท้อนตัวตน จิตวิญญาณแท้จริงของเธอเอง ไม่ต่างอะไรกับเจ้าหญิง ไฮโซ นิสัยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ อยากได้ต้องได้ อยากทำต้องทำ ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ฉันคือศูนย์กลางจักรวาล! นั่นทำให้เคมีกับ Joseph Fiennes มีความเร่าร้อนรุนแรงพิศวาส ไม่ว่าจะแต่งหน้าชาย-หญิง อยู่สองต่อสองเมื่อไหร่ต้องถาโถมเข้าใส่

หลายคนอาจมองว่า Paltrow ไม่เหมาะสมจะได้ Oscar: Best Actress ปีนั้น แต่เธอคือตัวเต็งหนึ่งเลยนะ กวาดรางวัลมาตั้งแต่ Golden Globe, SAG Award คู่แข่งสำคัญมีเพียง Cate Blanchett จาก Elizabeth (1998) เท่านั้นเอง, มันคืออคติจากนิสัยส่วนตัวของเธอมากกว่า หัวสูง เย่อหยิ่งผยอง เห็นแก่ตัว ที่ทำให้ใครๆไม่ค่อยชื่นชอบพอ เลิกรากับ Brad Pitt เป็นอะไรที่โง่งี่เง่าบรม!

สำหรับนักแสดงสมทบ ขอกล่าวถึงโดยคร่าวๆแล้วกันนะ
– Geoffrey Rush รับบท Philip Henslowe เจ้าของโรงละคร The Rose Theatre เริ่มต้นมาถูกเผารองเท้าบูท บทบาทค่อยๆเลือนหาย แต่ได้รับการจดจำอีกทีก็เมื่อพูดประโยคซ้ำๆ “I don’t know. It’s a mystery”.
– Colin Firth รับบท Lord Wessex เป็นการแสดงมิติเดียวคือโหดโฉดชั่วร้าย โกรธเกลียดเคียดแค้นต้องการเข่นฆ่า William Shakespeare ที่พยายามเกี้ยวพาคู่หมั้นหมาย Viola de Lesseps แต่กลับเข้าใจผิดตัวเป็น Christopher ‘Kit’ Marlowe ผู้โชคร้าย สุดท้ายอับอายขายขี้หน้าเพราะตัณหาของตนเอง
– Ben Affleck รับบท Ned Alleyn นักแสดงผู้วางมาดเก็ก มี Charisma ที่ดูโหดโฉดชั่วร้าย (คือกระจกสะท้อน Lord Wessex) ครุ่นคิดว่าตนเองคงได้รับบทเยอะๆ แต่กลับน้อยนิดคอยแย่งซีนเสียมากกว่า
– Judi Dench รับบท Queen Elizabeth I จัดเต็มเสื้อผ้าหน้าทรงผม วางตัวได้อย่างสูงศักดิ์ การแสดงแทบไม่ขยับเขยื้อนไปไหน พูดไม่กี่ประโยคแต่สร้างความโดดเด่นน่าสนใจให้ตัวละคร เพียงพอคว้า Oscar: Best Supporting Actress ซะงั้นอ่ะ!

เกร็ด: นิตยสาร Slate Magazine รายงานเมื่อปี 1999 ตอนที่ Queen Elizabeth II กำลังจะแต่งตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ให้ Prince Edward ทีแรกครุ่นคิดไว้คือ Duke of Cambridge แต่หลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ พระองค์ทรงขอให้พระชนนีเปลี่ยนเปลี่ยน Earl of Wessex ซึ่งสูญไปจากอังกฤษตั้งแต่ปี 1066 โดย Harold Godwinson กลายเป็น King Harold II


ถ่ายภาพโดย Richard Greatrex ตากล้องสัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Mrs Brown (1997), Shakespeare in Love (1998), A Knight’s Tale (2001), The Upside of Anger (2005) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำยังสถานที่จริง บริเวณกรุงลอนดอน ประกอบด้วย
– Broughton Castle,  Oxfordshire
– Holkham Hall and Estate, Norfolk
– Hatfield House, Hertfordshire
– ส่วนฉากภายใน สร้างขึ้นยัง Shepperton Studios
ฯลฯ

การถ่ายภาพต้องชมเลยว่ามีความลื่นไหลโฉบเฉี่ยว เคลื่อนจากหน้าไปหลังเวทีราวกับไม่มีอะไรกีดกั้นขวาง บ่อยครั้งหมุนรอบตัวละครแทบจะ 360 องศา ใช้ทั้งรางเลื่อน ดอลลี่ เครนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด!

ถ้าให้เปรียบเทียบลักษณะการถ่ายภาพ ดูเหมือนสายลมพัดพาความกระชุ่มกระชวย กลิ่นอายความรักจากปลายศตวรรษที่ 16 มาให้ผู้ชมยุคสมัยปัจจุบันได้ซึมซับสัมผัสรสชาติความหวานหอมอร่อย

ใครเคยรับชม Romeo and Juliet (1968) ของผู้กำกับ Franco Zeffirelli [ฉบับได้รับการกล่าวขวัญว่ายอดเยี่ยมที่สุด] น่าจะคุ้นเคยกับหลายๆฉาก อาทิ โรแมนติกตรงระเบียง, พบเจอเต้นรำ ฯ ถือเป็นการเคารพคารวะหนังเรื่องนั้นเลยก็ว่าได้

หลายๆอย่างของหนังเป็นการผสมผสานคลุกเคล้าจากบทละครเรื่องอื่นๆของ Shakespeare ที่ล้วนได้รับความนิยมในยุคสมัยนั้น อาทิ
– การสลับเพศ Cross-Dressing
– (ราชินี)ปลอมตัว
– เข้าใจชื่อตัวละครผิด
– ต่อสู้ด้วยดาบ (Sword Fight)
– ลักลอบมีชู้
– การปรากฎตัวของผี
– ละครในละคร (Play within a play)
ฯลฯ

ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Sandy Powell เจ้าแม่แห่งยุคสมัย Period ผลงานเด่นๆ อาทิ Gangs of New York (2002), The Young Victoria (2009), Carol (2015), Mary Poppins Returns (2018), The Favourite (2018) ฯ

ยุคสมัยของหนังคือ Elizabethan จุดเด่นคือ Ruff ผ้าที่พับเป็นแผงใช้สวมรวบคอ ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งชาย-หญิง ในช่วงศตวรรษ 16-17 ความอลังการของชุดจะสะท้อนฐานะชนชั้นทางสังคม พระราชินีก็จะเว่อวังอลังการแบบนี้แหละ กว่าจะแต่งหน้าขาวสวมใส่เสร็จคงไม่ต่ำกว่าชั่วโมงหนึ่งแน่ๆ

ผมว่าฉากนี้แหละที่ทำให้ Judi Dench คว้า Oscar: Best Supporting Actress จากการพูดประโยคสองแง่สองง่าม เรียกเสียงหัวเราะได้ฮากริบ

“Have her then, but you’re a lordly fool. She’s been plucked since I saw her last, and not by you… it takes a woman to know it”.

ตัดต่อโดย David Gamble สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Shakespeare in Love (1998), Veronica Guerin (2003), Shopgirl (2005)

สอดคล้องรับการถ่ายภาพที่เคลื่อนไหลไปเรื่อยแทบไม่มีหยุดนิ่ง ตัดต่อก็เช่นกันมีความรวดเร็วฉับไว แทนได้ด้วยฮอร์โมนอันพลุกพร่าน ความต้องการรักของ William Shakespeare

หลายครั้งมีการตัดต่อสลับไปมาระหว่างสิ่งที่ Shakespeare ประสบพบเจอเข้ากับตัว กับเรื่องราวบทละครที่กำลังซักซ้อมตระเตรียมการแสดง นี่เป็นการชี้ชักนำให้เห็นว่า ผลงานของศิลปินมักคัทลอกนำจากชีวิตจริง!


เพลงประกอบโดย Stephen Warbeck สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Mrs. Brown (1997), Shakespeare in Love (1998), A Christmas Carol (1999), Billy Elliot (2000) ฯ

บทเพลงคละคลุ้งหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายความรัก ชักนำพาให้ฮอร์โมนวัยรุ่นพลุกพร่านพล่าน จิตวิญญาณเต็มไปด้วยความร่าเริงสดใส เพ้อใฝ่ฝันทะเยอทะยาน ต้องการทำทุกสิ่งอย่างให้เสร็จสำเร็จสมหวังดั่งใจปอง

 

ทุกสิ่งอย่างล้วนมีที่มาที่ไป! William Shakespeare ศิลปินเอกของโลกก็เฉกเช่นกัน เวลาสร้างสรรค์ผลงานย่อมต้องมีแรงบันดาลใจ เขียนเรื่องราวบทละครจากประสบการณ์ตรง พบเห็นเข้ากับตา หรือได้รับมาส่วนตัว ถึงสามารถถ่ายทอดผ่านสื่อถนัด ออกมากลายเป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่

สุนทรภู่ก็เฉกเช่นกันนะครับ ได้รับฉายา ‘เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย’ (เกิดหลังเกือบๆสองศตวรรษ) ทุกๆผลงาน นิราศ กาพย์ กลอน ฉันท์ ฯ ล้วนนำจากประสบการณ์ตรง พบเห็นเข้ากับตา หรือได้รับมาส่วนตัว นำมาเรียงร้อยรังสรรค์ด้วยลีลาภาษาถนัด ใครๆพบเห็นต่างตระหนักถึงความสูงส่งเลิศเลอค่า กาลเวลามิอาจแปรสภาพบ่อนทำลาย คงอยู่คลาสสิกตราบชั่วนิจนิรันดร์

เรื่องราวของ Shakespeare in Love และ Romeo and Juliet นำเสนอโชคชะตาแห่งความรัก หนุ่ม-สาวเกิดในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด แบ่งแยกด้วยชนชั้น ฐานะ วงศ์ตระกูล สองครอบครัวเป็นศัตรูคู่อาฆาต ไม่มีทางอยู่ร่วมปรองดองจับมือ ยินยอมรับนับถือกันและกัน เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้ขัดแย้ง ต้องเข่นฆ่าให้ตายไปข้างหนึ่ง!

สิ่งแตกต่างระหว่าง Shakespeare in Love กับ Romeo and Juliet คือผลลัพท์ตอนจบ จากควรเป็นโศกนาฎกรรมกลับสวรรค์บันดาล Happy Ending มันช่างเพ้อฝัน โลกสวย สไตล์ Hollywood เกินไปเสียหน่อย (ให้โบ้ยความผิดทั้งหมดไปที่ Harvey Weinstein เลยนะครับ)

ถึงกระนั้นเราสามารถมองการจบแบบ Happy Ending เป็นการเคารพคารวะ แสดงความรักต่อ William Shakespeare เห็นเขียนแต่เรื่องราวโศกนาฎกรรม ชีวิตคงพานผ่านความทุกข์โศกมามาก สักครั้งหนึ่งประไรได้พบเจอสุขนาฎกรรม ตอนจบมีโอกาสครองรักหญิงสาว เติมเต็มสิ่งขาดหาย และก้าวเดินครั้งต่อไปกับ Twelfth Night


ด้วยทุนสร้าง $25 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $100.3 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $289.3 ล้านเหรียญ ประสบความสำเร็จล้นหลาม

เข้าชิง Oscar 13 สาขา คว้ามา 7 รางวัล
– Best Picture ** คว้ารางวัล
– Best Director
– Best Actress (Gwyneth Paltrow) ** คว้ารางวัล
– Best Supporting Actor (Geoffrey Rush)
– Best Supporting Actress (Judi Dench) ** คว้ารางวัล
– Best Original Screenplay ** คว้ารางวัล
– Best Cinematography
– Best Film Editing
– Best Art Direction ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design ** คว้ารางวัล
– Best Makeup
– Best Sound
– Best Original Musical or Comedy Score ** คว้ารางวัล

เกร็ด:
– ครั้งแรกครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ Judi Dench และ Cate Blanchett ต่างเข้าชิง Oscar ในบทบาท Queen Elizabeth แต่จากหนังคนละเรื่อง!
– Judi Dench คว้า Oscar: Best Supporting Actor ด้วยการปรากฎตัวเพียง 6 นาทีจาก 4 ซีน สั้นสุดอันดับสองรองจาก Beatrice Straight เรื่อง Network (1976) ว่ากันว่าเป็นการยกผลประโยชน์ให้จำเลย เพราะปีก่อนเธอพลาดรางวัล Best Actress จากเรื่อง Mrs. Brown (1997) แบบไม่น่าให้อภัย
– ความที่หนังมีโปรดิวเซอร์ถึง 5 คน ขึ้นรับรางวัล Oscar: Best Picture ทำให้ปีถัดมาออกกฎเข้มให้ได้เพียง 3 คน แต่ก็เริ่มหย่อนยานอีกครั้งหลังปี 2007 (สาเหตุเพราะ Little Miss Sunshine)

ไม่ใช่ว่า 1998 เป็นปีที่คุณภาพหนังเลวร้ายย่ำแย่ประการใด แต่การมาถึงของภาพยนตร์แนวสงครามถึงสามเรื่องติด Saving Private Ryan, The Thin Red Line และ Life Is Beautiful มันทำให้คนเบื่อหน่ายโดยง่าย ซึ่งมีเพียง Shakespeare in Love มอบความบันเทิงผ่อนคลาย แถมยังเชิดชูศาสตร์การแสดงละครเวที มันเลยมีความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ต่อผู้ชมมวลรวมมากกว่า … จริงๆถือว่าเป็นตัวเต็งหนึ่งมาตั้งแต่คว้า Golden Globes: Best Motion Picture – Comedy or Musical และ BAFTA Award: Best Film ไม่ได้ผิดคาดอะไรมากมาย

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนัง ประทับใจการตีความบทละคร Romeo and Juliet ในลักษณะที่รู้สึกว่าใช่ เหมาะสมควรเป็น! แม้รำคาญมุกตลกฝืดผิดที่ผิดทางบ้างแต่ก็ไม่เป็นไร การแสดงของ Gwyneth Paltrow ก็มิได้ขี่เหล่ประการใด

ถึงกระนั้นการคว้า Oscar: Best Picture ทำให้หนังถูกตีตรา ถีบส่ง เทียบคุณภาพไม่ได้กับ Saving Private Ryan, The Thin Red Line หรือแม้แต่ Life Is Beautiful ลึกๆก็แอบสงสารเห็นใจ ถ้าไม่ได้รางวัลคงได้รับการจดจำยิ่งกว่านี้แน่

แนะนำคอหนังรักโรแมนติก พีเรียต ยุคสมัย Elizabethan, ชื่นชอบบทละคร Romeo and Juliet ของ William Shakespeare, นักเขียน นักแสดง ทำงานในวงการบันเทิง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ, รวมนักแสดงดัง Gwyneth Paltrow, Joseph Finnes, Geoffrey Rush, Colin Firth, Ben Affleck และ Judy Dench ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับรักๆใคร่ๆ ทรยศหักหลัง โศกนาฎกรรม

คำโปรย | Shakespeare in Love ตีความแรงบันดาลใจของ Romeo and Juliet ได้งดงาม แต่ไดเรคชั่นของหนังมีความฉาบฉวยเกินไปนิด
คุณภาพ | งดงามแบบฉาบฉวย
ส่วนตัว | ค่อนข้างชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of