Wag the Dog (1997)

Wag the Dog

Wag the Dog (1997) hollywood : Barry Levinson ♥♥♡

สองโกหกผู้เกรียงไกร เป็นภาพยนตร์ Black Comedy ที่ถึงดูไร้สาระแต่มิได้เว่อวังอลังการเกินจริง เพราะยุคสมัยที่มีเพียงสื่อโทรทัศน์ครอบงำประชาชน นั่นคือจักรวาลความเชื่อของมนุษย์เลยก็ว่าได้

ปัจจุบันยุคแห่งสื่อสารออนไลน์ ถือว่ามีความง่ายต่อการเข้าถึงข่าวสารยิ่งกว่าเดิม ทำให้ข่าวลือ/ข่าวปลอม แพร่สะพัดกระจัดกระจายอย่างรวดเร็วฉับไว ตราบใดมนุษย์ยังคง ‘เชื่อ’ อะไรๆง่ายๆ โดยขาดสติใช้ปัญญาครุ่นคิดทบทวนไตร่ตรอง ความจริงคงกำลังกลายเป็นสิ่งตายจากไปในไม่ช้า

เราคงต้องทำใจยินยอมรับข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง “ยุคสมัยนี้ไม่มีใครพูดความจริงกันอีกแล้ว!” คนโกหกไม่เป็นแทบจะหาจุดยืน เอาตัวรอดในสังคมมิได้ นี่ถือเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์มุ่งสู่ความตกต่ำ แต่เรากลับมโนเพ้อภพถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้โลกใบนี้กำลังมุ่งสู่อุดมคติแห่งความเจริญ

Wag the Dog คือภาพยนตร์ที่พยายามชี้ชักนำความจริง อันเกิดจากการสร้างภาพลวงหลอกตา คุณมองเห็นหรือเปล่าว่าโลกกำลังก้าวสู่ทิศทางไหน อนาคตต่อไปมีแต่จะยิ่งบัดซบเลวร้ายลงเรื่อยๆ ไม่มีดีขึ้นอย่างแน่นอน


Barry Levinson (เกิดปี 1942) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Baltimore, Maryland ครอบครัวเชื้อสย Russian Jewish โตขึ้นเข้าสู่วงการจากเขียนบท Variety Shows ตามด้วยบทภาพยนตร์ Silent Movie (1976), High Anxiety (1977), …And Justice for All (1979), กำกับเรื่องแรก Diner (1982), Tin Men (1987), คว้า Oscar: Best Director จาก Rain Man (1988), Good Morning, Vietnam (1987), Bugsy (1991),

สำหรับ Wag the Dog ดัดแปลงจากนวนิยาย American Hero (1993) แต่งโดย Larry Beinhart นักเขียนแนวการเมือง/สายสืบ สัญชาติอเมริกัน, ได้แรงบันดาลใจจาก Operation Desert Storm ของสงคราม Gulf War (1990-91) เมื่ออิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต สหรัฐอเมริกาในยุคสมัยของ George H.W. Bush เลยใช้เป็นข้ออ้างส่งกองกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง แต่แท้จริงต้องการครอบครองเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน และให้ได้รับชนะในการเลือกตั้งสมัยสอง

บทภาพยนตร์ฉบับแรกสุดดัดแปลงโดย Hilary Henkin แต่พอ Levinson เซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับ มอบหมายให้ David Mamet เข้ามาแก้ไขดัดแปลง คงไว้เพียงโครงสร้างเรื่องราวเดิม

Levinson ต้องการให้ Mamet เป็นผู้ได้รับเครดิตเขียนบทเดี่ยวๆ แต่กลับถูก Writers Guild of America เข้ามาแทรกแซง สาเหตุเพราะ Henkin ได้รับค่าจ้างไปเรียบร้อยแล้ว การไม่ขึ้นชื่อถือว่าเป็นการดิสเครดิต [ว่าไปเรื่องวุ่นๆดังกล่าว คล้ายกับเรื่องราวของหนังเลยนะ!]

ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา สองสัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้งถูกข่าวลือแพร่สะพรัด ว่ามีสัมพันธ์สวาทกับเด็กหญิงสาวในห้องทำงานรูปไข่ ด้วยเหตุนี้จึงติดต่อว่าจ้าง Conrad Brean (รับบทโดย Robert De Niro) ให้เข้ามาหาหนทางช่วยเหลือเอาตัวรอด ครุ่นคิดกระทำการสร้างข่าวปลอมที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ติดต่อโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ Stanley Motss (รับบทโดย Dustin Hoffman) ครุ่นคิดเรื่องราวได้คือ เปิดฉากรบทำสงครามกับประเทศ Albania แม้ครึ่งแรกถูกขัดขวางโดย CIA ก็สร้างภาคต่อด้วยการหาตัวตายตัวแทน/วีรบุรุษสงคราม

Robert De Niro ในบท Conrad Brean เป็นผู้มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง จึงสามารถเล่นหูเล่นตา ท่วงท่าทางเต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาท พร้อมกระทำทุกสิ่งอย่างตามที่ได้รับมอบหมายหน้าที่การงาน ไม่สนว่าอะไรจะเกิดขึ้นนอกเหนือความสำเร็จ และความภาคภูมิใจเล็กๆในเงามืด

Dustin Hoffman รับบทโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ Stanley Motss ด้วยมาดยียวนกวนประสาทอีกเช่นกัน มองปัญหาคือโอกาส อุปสรรค์เหมือนเกมท้าทายสติปัญญา จนกระทั่งเมื่อประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะ เกิดความตระหนักขึ้นมาว่าตนเองไม่ได้รับเครดิต ต้องการเปิดเผยเลยถูกปิดปาก … แต่นั่นคงคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตเฉกเช่นกัน

เกร็ด: จนถึงปี 2018 สองนักแสดง Dustin Hoffman และ Robert De Niro ร่วมงานกันทั้งหมด 4 ครั้ง Sleepers (1996), Wag the Dog (1997), Meet the Fockers (2004), Little Fockers (2010)


ถ่ายภาพโดย Robert Richardson ขาประจำของ Oliver Stone, Martin Scorsese และ Quentin Tarantino เจ้าของ 3 รางวัล Oscar: Best Cinematography จากเรื่อง JFK (1991), The Aviator (2004), Hugo (2011)

งานภาพของหนังเต็มไปด้วยความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน มักเคลื่อนไหวไปมาโดยรอบ หรือถ้าหยุดกับที่มักใช้กล้อง Hand-Held พบเห็นความสั่นๆสักเล็กน้อย ราวกับเพื่อสะท้อนแนวคิด ‘การแข่งขันกับเวลา’

ส่วนใหญ่ของหนังมักถ่ายทำกลางคืน หรือไม่ก็อยู่ในห้องปกคลุมด้วยความมืด สาดส่องด้วยแสงสี Blue-Screen และฝนฟ้าคะนอง เหล่านี้เช่นกันสะท้อนด้านมืดของชัยชนะ พยายามทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนดี-ชั่ว ถูก-ผิดศีลธรรม ทั้งหมดคือเรื่องของผลประโยชน์และมูลค่ารางวัลเท่านั้นเอง

ตัดต่อโดย Stu Linder (1931 – 2006) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำของ Levison ผลงานเด่นๆ อาทิ Grand Prix (1966), Rain Man (1988) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านสามตัวละครหลักไปพร้อมๆกัน Stanley Motss, Conrad Brean และ Winifred Ames โดยสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็นสององก์
– ครึ่งแรก: สงครามกับ Albania
– ครึ่งหลัง: วีรบุรุษสงคราม

ไดเรคชั่นตัดต่อสอดคล้องรับกับการถ่ายภาพ มีความรวดเร็วฉับไว และกระโดดไปข้างหน้าด้วยความเร่ง โดยมีระยะเวลาเป้าหมายาคือภายใน 2 สัปดาห์ แต่ผู้ชมจะไม่รับรู้ความก้าวหน้านอกจากการพูดบอกของตัวละครขึ้นเอง

เพลงประกอบโดย Mark Knopfler นักร้อง/นักกีตาร์ สัญชาติ Scottish แนวถนัดคือ Rock, Celtic มีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Local Hero (1983), Cal (1984), The Princess Bride (1987), Wag the Dog (1997), Altamira (2016) ฯ

แค่เพียงกีตาร์ เบส กลอง ท่วงทำนองดนตรี Rock ฟังสบายๆลื่นหู ก็สร้างสัมผัสอันเรื่อยเปื่อย ว่างเปล่าดั่งอากาศธาตุ ไร้รูปร่างจับต้องได้ สะท้อนพฤติกรรมไม่แคร์ยี่หร่าอะไรของตัวละคร สันชาตญาณ ความจริง-เท็จ หาได้สลักสำคัญใดๆอีกต่อไปบนโลกใบนี้

เป็นบทเพลงที่ผมว่า เจ๋งชิบหาย! Good Old Shoe แต่งโดย Edgar Winter ขับร้องโดย Willie Nelson & Roebuck ‘Pops’ Staples สะท้อนลูกเล่น ทริคเดิมๆของนักการเมือง ยังคงใช้ได้จริงในปัจจุบัน!

Why does the dog wag its tail?
Because a dog is smarter than its tail.
If the tail were smarter, it would wag the dog.

ทำไมหมาถึงกระดิกหาง? จริงๆไม่ใช่เพราะมันเฉลียวฉลาดกว่า แต่คือสันชาตญาณ/โดยอัตโนมัติ เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการออกมา แต่ถ้าเมื่อไหร่หมาสามารถควบคุมหางตนเองมิให้กระดิก ก็แปลว่ามันมีสติปัญญาครุ่นคิด กระทำสิ่งตรงกันข้ามต่อข้อเท็จจริงออกมา

ในบริบทของหนังเรื่องนี้ไม่ได้จะสื่อว่าใครคือหมาหรือหาง แต่เป็นเหตุการณ์ใหม่ที่สามารถเข้ามากลบเกลื่อนอีกเหตุการณ์เก่า หรือคือข่าวสงครามแอลจีเรีย ทำให้ผู้สื่อข่าว/ประชาชน หลงลืมเรื่องอื้อฉาวสัมพันธ์สวาทของ ปธน.

เหตุการณ์ลักษณะ ‘Wag the Dog’ พบเห็นเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในปัจจุบัน จนแทบกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับผู้มีอำนาจและเงินทองในกำมือ อาทิ นาฬิกายืมเพื่อน โรงงานขยะ ฯ จักต้องมีใครสักคนหลบอยู่เบื้องหลัง ปลุกปั่นสร้างกระแสข่าวโคมลอยอื่น จนกว่าจะลดละเลิก หรือความสนใจเบี่ยนเบน (ปั่นให้ตกเทรนด์ก็ถือว่าใช้ได้!)

นี่ถือเป็นสิ่งอันตราย โคตรเลวร้าย น่าหวาดสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง! เพราะทำให้สังคมถูกควบคุม ครอบงำ ‘ล้างสมอง’ รอบข้างเต็มไปด้วยข่าวปลอม คำโป้ปดหลอกลวง ใครๆต่างสาดเทโคลนสีใส่กัน กระทั่งข้อเท็จจริงหมดสิ้นสำคัญ เมื่อโลกก้าวสู่จุดๆนั้น ศีลธรรม มโนธรรม คงตกต่ำถึงขีดสุด!


ด้วยทุนสร้าง $15 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกา $43 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $64.3 ล้านเหรียญ ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว, และยังได้เข้าชิง Oscar สองสาขา
– Best Actor (Dustin Hoffman)
– Best Adapted Screenplay

ตอนที่หนังออกฉาย ปธน. Bill Clinton ตกเป็นข่าวสัมพันธ์ชู้สาวกับ Monica Lewinsky ซึ่งวิธีการที่ Clinton เบี่ยงเบนข่าวฉาว คือสั่งทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่ม Al-Qaeda และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ได้รับเลือกตั้งสมัยสองอีกด้วยนะ!

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบครึ่งแรกของหนัง แต่เกิดความเบื่อหน่ายเมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง รู้สึกว่ามันดิ้นดั้นด้น พบทางตัน หมดมุกตลก ไร้อารมณ์ร่วมจับต้องได้สักเท่าไหร่

แนะนำคอหนังเสียดสีล้อเลียนการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง, เบื้องหลังวงการภาพยนตร์/สร้างข่าวปลอม, แฟนๆผู้กำกับ Barry Levison และนักแสดงนำ Robert De Niro และ Dustin Hoffman ไมควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความหลอกลวงโลก สร้างข่าวปลอม การเมืองคอรัปชั่น

คำโปรย | หางของ Wag the Dog แม้มีความเฉลียวฉลาดกว่าส่วนหัวเป็นไหนๆ แต่กลับชอบแกว่งหาเสี้ยนซะงั้น
คุณภาพ | พอใช้ได้
ส่วนตัว | ชอบครึ่งไม่ชอบครึ่ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of