
Taxi (2015)
: Jafar Panahi ♥♥♥♡
แม้ถูกทางการสั่งห้ามสร้างภาพยนตร์ยี่สิบปี! แต่ผู้กำกับ Jafar Panahi ก็ยังคงสรรหาสรรพวิธี คราวนี้รับบทพนักงานขับรถ Taxi Tehran ถ่ายทำจากกล้องหน้ารถ พูดคุยกับผู้โดยสาร, คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin
แวบแรกตั้งแต่เห็นชื่อหนัง คาดเดาไม่ยากว่าได้แรงบันดาลใจจาก Taste of Cherry (1997) และ Ten (2002) ของผู้กำกับรุ่นพี่ Abbas Kiarostami วิธีการอาจไม่ได้แปลกใหม่ แต่สิ่งน่าสนใจคือประเด็นเนื้อหา และการสำแดงอารยะขัดขืนของผกก. Panahi ถูกทางการสั่งห้ามแล้วไง ไม่มีใครควบคุมอิสรภาพในการสรรสร้างภาพยนตร์ของฉันได้!
ย้อนเวลาไปเมื่อสองสามทศวรรษก่อน ยุคสมัยที่ยังไม่มีระบบดิจิตอล การจะถ่ายทำหนังสักเรื่องต้องใช้กล้อง ต้องใช้ฟีล์ม ต้องใช้เงินทุนประมาณหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ทางการสามารถควบคุมสตูดิโอ/ผู้จัดจำหน่าย เมื่อออกคำสั่งห้ามใครบางคนยุ่งเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ แทบไม่ต่างจากโทษประหารชีวิต! การมาถึงของยุคสมัยดิจิตอล กล้องราคาถูก ขนาดเล็กลง เข้าถึงผู้คนวงกว้าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกสิ่งอย่าง มันจึงไม่มีทางที่รัฐจะสามารถควบคุม ออกคำสั่งห้ามได้อีกต่อไป!
จริงๆก็ตั้งแต่ This Is Not a Film (2011) ที่ผกก. Panahi เล็งเห็นความเปลี่ยนแปลงยุคสมัย ทดลองใช้ iPhone (และกล้อง Digital Video) ถ่ายทำ(ไม่ใช่)ภาพยนตร์ แล้วนำเอาไฟล์หนังใส่แฟลชไดร์ฟส่งออกฉายเทศกาลหนัง สำแดงอารยะขัดขืนต่อทางการ และตั้งคำถามถึงกฎกรอบภาพยนตร์
Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)
หลังการเลือกตั้งใหญ่ในอิหร่าน ค.ศ. 2009 มีรายงานว่าผกก. Panahi วางแผนสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหว Iranian Green Movement (2009-10) ที่พยายามขับไล่ปธน. Mahmoud Ahmadinejad แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นทำอะไร ก็ถูกทางการตั้งข้อกล่าวหาสร้างหนังชวนเชื่อต่อต้านสาธารณรัฐอิสลาม “propaganda against the Islamic Republic”
ผลลัพท์ทำให้ ผกก. Panahi ถูกตัดสินโทษจำคุกหกปี ห้ามสร้างภาพยนตร์นานยี่สิบปี! แหล่งข่าวหนึ่งบอกติดคุกจริงๆแค่ประมาณสองเดือน ก่อนได้รับการประกันตัว ลดหย่อนโทษเหลือเพียงกักบริเวณ (House Arrest) อาศัยอยู่ภายในบ้านตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสามารถกักขังหน่วงเหนี่ยว หาหนทางสรรค์สร้างผลงานเรื่องใหม่ This Is Not a Film (2011) และ Closed Curtain (2013) ลักลอบนำออกฉายต่างประเทศ
แต่ในขณะที่ This Is Not a Film (2011) และ Closed Curtain (2013) ดำเนินเรื่องภายในบ้านพัก/อพาร์ทเม้นท์ สถานที่ส่วนตัว จึงสามารถลักลอบถ่ายทำโดยง่าย, تاکسی อ่านตรงตัว Taxi คือการท้าทายคำสั่งของรัฐโดยตรง ด้วยการแสร้งทำเป็นพนักงานขับรถแท็กซี่ เดินทางไปทั่วกรุง Tehran ใช้เพียงกล้องดิจิตอลวางหน้ารถ Blackmagic Pocket Cinema Camera และบางครั้งโทรศัพท์มือถือ iPhone ถ่ายทำผู้โดยสาร
- เริ่มต้นการขับรถไปตามท้องถนนกรุง Tehran
- รับผู้โดยสารชายคนหนึ่ง ถกเถียงกับหญิงสาวเกี่ยวกับการตัดสินโทษข้อหาอาชญากรรม
- คำกล่าวสุดท้ายของชายคนนั้น อ้างอิงถึง Crimson Gold (2003) … จากคำกล่าวของ Omid
- รับคนขายดีวีดีเถื่อน Omid ต้องการเหมารถไปหาลูกค้า
- รับผู้ประสบอุบัติเหตุส่งถึงโรงพยาบาล
- The Mirror (1997) ก็มีอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นถึงสองครั้ง
- รับส่งหญิงสูงวัยสองคนนำปลาทองไปปล่อย
- นี่ชัดเจนมากว่าอ้างอิงถึง The White Balloon (1995)
- แวะรับหลานสาว Hana Saeidi รออยู่หน้าโรงเรียนตามลำพัง
- คล้ายๆกับ The Mirror (1997) ที่เด็กหญิงถูกทอดทิ้งอยู่หน้าโรงเรียนไม่มีใครมารับกลับบ้าน
- แวะเวียนไปหาอดีตเพื่อนบ้าน พาหลานสาวไปรับประทานน้ำปั่น (เฟรปเป้) พูดคุยผกก. Panahi เกี่ยวกับอาชญากรที่เป็นคนรู้จัก
- ระหว่างจอดพัก Hana พบเจอเด็กเก็บขยะ เรียกร้องให้เขานำเงินตกหล่นไปคืนเจ้าของ
- เด็กเก็บขยะก็ชวนนึกถึงตอนจบของ This Is Not a Film (2011)
- มันจะมีขณะหนึ่งที่ภาพจากกล้องมือถือของหลานสาว ถ่ายภาพเคลื่อนติดตามจากบุคคลหนึ่ง สู่บุคคลหนึ่ง สู่อีกบุคคลหนึ่ง ลักษณะละม้ายคล้ายการส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) ถือเป็นลายเซ็นต์ของผกก. Panahi เลยก็ว่าได้!
- รับส่งทนายความ Nasrin Sotoudeh ชวนคุยถึง Ghoncheh Ghavami กำลังประท้วงอดอาหารในเรือนจำ
- ย้อนรอยกับ Offside (2003), Ghoncheh พยายามหาหนทางเข้าไปรับชมการแข่งขันวอลเล่ย์บอลชายที่ Azadi Indoor Stadium เลยถูกจับกุม คุมขังอยู่ Evin Prison
- ระหว่างผกก. Panahi และ Hana ลงรถไปเดินเล่น รถแท็กซี่ถูกปล้น ลักขโมยกล้องหน้ารถ
บ่อยครั้งระหว่างไม่มีผู้โดยสาร กล้องหน้ารถถ่ายภาพการจราจรบนท้องถนน จะได้ยินเสียงเครื่องสายบรรเลง (ไม่ขึ้นเครดิต) ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็น Setar (سهتار) เครื่องดนตรีพื้นบ้านชาวเปอร์เซีย มอบสัมผัสเคว้งคว้าง ล่องลอย ชีวิตดำเนินไปท่ามกลางเมืองใหญ่อันวุ่นวาย
แม้อยู่ในช่วงถูกกักบริเวณ ห้ามสร้างภาพยนตร์ แต่ผกก. Panahi ก็ไม่เคยสนใจคำสั่งของรัฐที่ไม่ชอบธรรม สำแดงอารยะขัดขืน ท้าทายด้วยการขับรถแท็กซี่ ใช้กล้องหน้ารถบันทึกภาพนั่นโน่นนี่ สร้างสถานการณ์ เรื่องราว ครึ่งจริงครึ่งแต่ง (Docu-Drama) แล้วนำมาร้อยเรียง แปะติดปะต่อ สอดใส่แฟลชไดร์ฟ ส่งออกฉายเทศกาลหนัง
มองผิวเผินเหตุการณ์ต่างๆ ผู้โดยสารที่ขึ้นรถแท็กซี่ ดูไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องอะไรกัน แต่ตั้งแต่บุคคลแรกยังเหตุการณ์สุดท้าย หลักๆล้วนเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง และปัญหาอาชญากรรมในสังคม
- แรกเริ่มรับผู้โดยสารสองคน ถกเถียงกันเรื่องหัวขโมยแม้จะความผิดเล็กน้อยก็สมควรได้รับโทษประหารชีวิต!
- หญิงสาวผู้ร่วมถกเถียงยังแสดงความคิดเห็นเรื่องการสนับสนุนการทำแท้ง
- สามีประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บรุนแรง เรียกร้องขอให้อัดคลิปวีดีโอมอบมรดกแก่ภรรยา
- คนขายดีวีดีเถื่อน Omid คืออาชีพที่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน! แถมลากพาผกก. Panahi กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
- หญิงสูงวัยสองคนลักขโมยปลาทอง กำลังจะนำมันไปปล่อยแล้วจับตัวใหม่ ฟังดูก็น่าจะผิดกฎหมายอยู่นะ!
- อดีตเพื่อนบ้านของผกก. Panahi เล่าถึงคนรู้จักที่เคยจี้ปล้นตนเอง พูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้น รับรู้ปัญหาอีกฝ่าย และยินยอมยกโทษให้อภัย
- Hana Saeidi ตำหนิต่อว่าเด็กเก็บขยะ ร่ำร้องขอให้อีกฝ่ายเอาเงินเก็บได้ไปคืนเจ้าของ
- ทนายความ Nasrin Sotoudeh เล่าถึงนักเรียกร้องสิทธิสตรี Ghoncheh Ghavami ที่ถูกจับกุม คุมขัง กำลังอดอาหารประท้วง
- และตอนจบที่พอผกก. Panahi และหลานสาวลงรถไปเดินเล่น รถแท็กซี่ถูกปล้น ลักขโมยกล้องหน้ารถ
มันมีหลากหลายอาชญากรรมเกิดขึ้นใน 82 นาทีของหนัง! ถ้ายึดตามกฎหมายเป๊ะๆ ทุกคนก็คงถูกจับ ติดคุก ได้รับโทษประหารชีวิตกันหมด แต่มันจำเป็นต้องทำกันถึงขนาดนั้นเชียวฤา เรื่องบางเรื่องสามารถพูดคุยต่อรอง ประณีประณอม เรียนรู้จักยกโทษให้อภัย
ตอนน่าสนใจที่สุดของหนังคืออดีตเพื่อนบ้าน นำเอาภาพบาดแผล(กระมัง)มาเปิดให้ดูใน iPad แล้วบอกว่าตนเองเพิ่งถูกจี้ปล้น กระทำร้ายร่างกาย ซึ่งอาชญากรคนนั้นคือคนรู้จัก เพิ่งนำน้ำส้มมาส่ง ผกก. Panahi พยายามจะขยับกล้องถ่ายใบหน้า แต่มันมีประโยชน์อันใด? เราเคยทำเข้าใจสถานการณ์เขาไหม? ถ้าแจ้งความแล้วศาลตัดสินโทษประหารก็มากเกินไป? แล้วจะให้ฉันทำยังไง?
ช่วงท้ายของหนังคือการเติมเต็มเรื่องราว ปัญหาอาชญากรที่รับฟังมา จู่ๆหวนย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับผกก. Panahi เริ่มตั้งแต่หลานสาวพบเจอกระเป๋าสตางค์ ขณะกำลังนำไปคืนหญิงสูงวัยที่ چشمهعلی, Cheshmeh-Ali (Ali’s Spring) ถูกวัยรุ่นขับทุบกระจก ลักขโมยกล้องหน้ารถ … มันคือการจัดฉากนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเอาไฟล์หนังมาให้รับชมได้ยังไง? เพียงต้องให้ผู้ชมครุ่นคิดทบทวน มองย้อนกลับหาตนเอง เรียนรู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” นั่นน่าจะทำให้บ้านเมืองน่าอยู่อาศัยขึ้น … กระมัง?
หวนกลับมาที่ผกก. Panahi ใช้งานหลานสาวได้คุ้มค่ามากๆ เสี้ยมสอนให้รู้จักตั้งคำถามกับการบ้านภาพยนตร์ที่ได้รับมอบหมาย และระหว่างถ่ายทำเรื่องราวของเด็กเก็บขยะ (ถือเป็น “Story within Story”) โดยไม่รู้ตัวบันทึกภาพความเป็นจริงที่ไม่ใครอยากให้การยินยอมรับ หรือในหนังเรียกว่า سیاهنمایی อ่านว่า Siyāhnamā’ī, แปลตรงตัว Portraying in Black, แต่ในหนังใช้คำว่า Sordid Realism คือคำที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมในอิหร่านกล่าวตำหนิต่อว่าผู้สร้างภาพยนตร์ (โดยเฉพาะ Asghar Farhadi และ Jafar Panahi) ว่านำเสนอด้านมืด/ภาพความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
Jafar Panahi: There are realities they don’t want shown.
Hana Saeidi: They don’t want to show it, but they do it themselves.
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถคว้ามาสองรางวัล แต่ด้วยความที่ผกก. Panahi ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ จึงส่งหลานสาว Hana Saeidi (ที่ร่วมเล่นหนัง) มาขึ้นรับรางวัลแทน
- Golden Berlin Bear
- Restrictions are often a source of inspiration for an author as they allow him to overcome himself. But sometimes restrictions can be so suffocating that they destroy a project and often crush the soul of the artist. Instead of letting his mind and spirit be destroyed, instead of letting anger and frustration pervade him, Jafar Panahi has written a love letter to cinema. His movie is full of love for his art, his community, his country and his audience – ประธานกรรมการ Darren Aronofsky
- FIPRESCI Prize
- Our award goes to a film showing great personal and artistic bravery. It is a multilayered tale about everyday life, an original narrative exploration of both human choices and constrained existence. A humane and subtle portrait of a filmmaker and his country, a man and his surroundings and fellow citizens. Above all, this witty, sharp and devious take on freedom of speech encapsulates the struggle of all artists who seek to overcome the restrictions of reality and express their emotions and opinions regardless of censorship or state bans. The prize for the best film in Competition goes to Taxi directed by Jafar Panahi.

ความสำเร็จระดับนานาชาติของหนัง ทำเงินทั่วโลกกว่า $11.2 ล้านเหรียญ! ผกก. Panahi พยายามโน้มน้าวทางการให้ฉายหนังในอิหร่าน แต่หน่วยงานภาพยนตร์ของรัฐกลับออกมาตำหนิเทศกาลหนัง Berlin ว่ามอบรางวัลด้วยนัยยะแฝงทางการเมือง … สรุปก็คือไม่อนุญาตให้ฉาย!
สำหรับคนชื่นชอบแผ่นสะสม ได้รับการจัดจำหน่าย Blu-Ray โดย Kino Lorber เมื่อปี ค.ศ. 2016 คุณภาพก็ตรงตามไฟล์หนัง (จากกล้องติดหน้ารถ) ไม่มีของแถมอะไร
ปกติแล้วผมชอบหนังลักษณะนี้ เพลิดเพลินไปกับคนแปลกหน้า บทสนทนาคาดไม่ถึง แต่การที่ผกก. Panahi ทำออกมาในลักษณะ Docu-Fiction (สารคดีสมมติ) เหมือนจงใจให้ผู้ชมสามารถจับผิด มันเลยทำให้ทุกสิ่งดูจอมปลอม โดยเฉพาะคำอวยของทนาย Nasrin Sotoudeh เธออาจพูดออกมาจากใจจริง แต่พอบริบทรอบข้างมันเป็นอย่างนั้น ผมเลยรู้สึกเหมือนผู้กำกับกำลังหลงระเริงกับอิสรภาพจนเกินไป
(ผกก. Panahi ถือเป็นวีรบุรุษของฝ่ายเสรี แม้ถูกสั่งห้ามกลับยังแอบสร้างภาพยนตร์, แต่สำหรับฟากฝั่งอนุรักษ์ การฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้องเหมาะสม)
จัดเรตทั่วไป


ใส่ความเห็น